กานต์ : พนักงานออฟฟิศอายุ 27 ปี เธอเป็หญิงสาวที่มีรูปร่างหน้าตาดี นิสัยร่าเริงสดใสไม่ว่าหนุ่มคนไหนที่ได้รู้จักและพูดคุยกับเธอต่างก็หลงเสน่ห์ในรอยยิ้มของเธอแต่ว่าเธอมีคนรักที่กำลังคบหาดูใจอยู่แล้วนานถึง 3 ปี
วายุ : ชายหนุ่มอายุ 27 ปี ใบหน้าหล่อเข้ม คิ้วหนาดกดำรับกับจมูกโด่งเป็สันดวงตาคมั์ตาดำทมิฬยิ่งดูน่าดึงดูดและน่าค้นหาในเวลาเดียวกันหนุ่มออฟฟิศที่รักในการเล่นกีฬาและออกกำลังกาย ทำให้ร่างสูงผิวสีน้ำผึ้งของเขาเต็มไปด้วยมัดกล้าม
ทั้งสองรู้จักกันในวันทำงานวันแรกในบริษัทฯปัจจุบันที่ทั้งสองทำงานอยู่ด้วยความที่ทั้งสองเป็พนักงานใหม่จึงยังไม่มีเพื่อนในที่ทำงานเดียวกันเขาและเธอเริ่มต้นความสัมพันธ์จากการเป็เพื่อนนั่งทานอาหารกลางวันที่โรงอาหารด้วยกันเริ่มสนิทกันมากขึ้นจนพัฒนาความสัมพันธ์เป็คนรัก
เวลา 17.00 น. เวลาเลิกงาน
“ยุ เลิกงานแล้วมีธุระไปไหนหรือเปล่า”กานต์ถามแฟนหนุ่มขณะที่ทั้งสองกำลังเดินไปที่ลานจอดรถด้วยกัน
“ไม่มีนะ กานต์ถามทำไมอ่ะ”
“กานต์จะชวนยุไปเที่ยวงานเทศกาลต้นไม้อ่ะไปมั้ย”
“ไปสิ แต่ขอกลับห้องก่อนนะสักทุ่มครึ่งยุไปรับ”
“อืม โอเค แบบนั้นก็ได้”
หลังจากที่ทั้งสองตกลงกันเสร็จแล้วก็ได้แยกย้ายกันไปที่รถของตัวเองเพื่อขับกลับห้อง
กานต์รู้ดีว่าเพราะอะไรแฟนหนุ่มของเธอจึงจะต้องกลับห้องก่อนเธอได้แต่เก็บความรู้สึกนั้นไว้ ไม่เรียกร้องจากคนรัก เพียงเพราะเธอเชื่อในเหตุผลของเขาที่เคยบอกไว้เธอจึงทำได้แค่อดทนและรอให้เวลานั้นมาถึง
“ฮัลโหล ยุ กานต์ถึงห้องแล้วนะ”หลังจากจอดรถเสร็จเรียบร้อยเธอจึงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาและโทรบอกคนรักเสมอเพื่อไม่ให้เขาเป็ห่วงกานต์ทำเช่นนี้มาสม่ำเสมอตลอดเวลาที่คบกัน ถึงแม้ว่าวันนี้จะมีบางอย่างที่เปลี่ยนไปก็ตาม
“อืมๆ เดี๋ยวแค่นี้ก่อนนะ”ปลายสายตอบเพียงสั้นก่อนจะรีบกดวางสายจากเธอไป
สาเหตุที่คนรักของเธอต้องรีบวางสายจากเธอนั้นเพียงเพราะเขากำลังติดสายโทรศัพท์กับหญิงอื่นอยู่เขาจึงพักสายการโทรนั้นไว้และรับสายของเธอได้เพียงไม่นาน
“ใครโทรมาอ่ะ” เสียงในสายถามขึ้นมาหลังจากที่วายุกลับเข้ามาในสายการโทร
“พอดีน้องที่ทำงานหาของไม่เจอเลยโทรมาถามนิดหน่อยครับ”วายุตอบหญิงสาวอีกคนที่อยู่ในสายนั้น เธอชื่อ แพรวา เธอเป็พยาบาล ของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในตัวจังหวัด
แพรวา และ วายุ รู้จักกันได้ 5 เดือนผ่านการแนะนำจากเพื่อนสมัยมัธยมปลายของวายุซึ่งทำงานอยู่โรงพยาบาลเดียวกับแพรวา
ย้อนไปเมื่อ5 เดือนก่อน แพรวา พยาบาลสาวที่ผิดหวังจากคนรัก ทำให้เธอรู้สึกเหงาโดดเดี่ยวและเสียใจอย่างมากเธอหลบหนีความฟุ้งซ่านั้นด้วยการออกเที่ยวกับเพื่อนสนิทของเธอที่เป็เพื่อนสมัยมัธยมของวายุทำให้เธอได้มีโอกาสพบและพูดคุยกับวายุอยู่บ่อยครั้ง จนมาถึงปัจจุบัน
“แพรจะไปอายน้ำเตรียมตัวเข้านอนแล้วนะ”
“ตกลงครับ พักผ่อนเยอะๆนะ”
“ตอนเช้าก่อนไปทำงานอย่าลืมโทรหาแพรด้วยล่ะ”
“โทรอยู่แล้ว ใครจะกล้าลืม”
หลังจากที่วายุวางสายการโทรจากแพรวาแล้วนั้นเขาก็รีบอาบน้ำแต่งตัวเพื่อออกไปหากานต์ตามที่ได้นัดไว้
เวลา 19.40 น.
“ฮัลโหลกานต์ ยุใกล้ถึงแล้วนะ”วายุหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดโทรออกหากานต์ขณะที่เขาขับรถมาใกล้จะถึงห้องของเธอ
“อื้ม เดี๋ยวกานต์ออกไปยืนรอ” หลังจากวางสายกานต์เดินออกไปยืนรอแฟนหนุ่มของเธออยู่ด้านหน้าทางเข้าห้องพักที่เธอเช่าอยู่ไม่นานแฟนหนุ่มก็ขับรถมาจอดตรงหน้าเพื่อรับเธอไปเที่ยวงานเทศกาลต้นไม้ ระหว่างที่ทั้งสองนั่งอยู่บนรถ..
“ชุดแต่งงานสวยจัง”กานต์พูดขึ้นมาขณะที่กำลังผ่านร้านชุดเ้าสาวร้านหนึ่งเธอพูดจบก็หันหน้าไปยิ้มให้กับคนรักของเธอที่นั่งขับรถอยู่ข้างๆเธอ
“ยุสามารถแต่งงานกับกานต์ได้นะแต่เวลาที่เราอยู่ด้วยกันหากวันไหนที่เขามาหายุแล้วเกิดถามขึ้นมายุว่าเราเป็อะไรกัน ให้กานต์ตอบเขาว่าเราเป็เพียงญาติกัน กานต์ทำได้หรือเปล่า”หลังจากวายุพูดประโยคนั้นออกไป เขาเห็นสีหน้าของกานต์เริ่มเปลี่ยนมือซ้ายของเขาย้ายจากพวงมาลัยรถไปจับที่มือเรียวเล็กของกานต์
“ถ้าเราแต่งงานกันจริงๆ คนอื่นก็ต้องรู้”กานต์พูดกับคนรักของตนด้วยเสียงที่นิ่งและสุขุมโดยที่เธอไม่ละสายตาจากเขา
“ยุว่างานแต่งของเรามีแค่คนในครอบครัวของเราทั้งสองก็พอ”
“มันต้องเป็ความลับขนาดนั้นเลยเหรอ”กานต์พูดออกมาด้วยเสียงที่แ่ลง ยิ่งเธอได้ฟังคนรักพูดมาแต่ละประโยคเธอเองยิ่งเจ็บช้ำมากขึ้น
“ยุเคยบอกผู้หญิงคนนั้นมั้ย ว่ายุมีกานต์เป็แฟนอีกคน” กานต์เริ่มถามคนรักของเธอด้วยน้ำเสียงที่เข้มขึ้นกว่าเดิมแต่เขากลับไม่มีคำตอบใดให้เธอ
“เงียบทำไมล่ะ หรือว่าไม่เคยบอก”กานต์เริ่มถามจี้มากขึ้นๆ คนรักของเธอกลับทำเหมือนไม่ได้ฟังในสิ่งที่เธอถามเขายังคงขับรถต่อไป
“แบบนี้สินะคนไม่รู้ก็ไม่ต้องเจ็บส่วนคนที่รู้ ถึงเจ็บก็ต้องทน” กานต์พูดออกมาพร้อมกับน้ำตาที่ไหลอาบแก้มทั้งสองข้าง