แล้วข้อตกลงก็เป็นอันเสร็จสิ้นแม้ว่าเมิ่งฝานจะจนใจแต่เหลือหนทางนี้เพียงหนทางเดียวเท่านั้น
มิฉะนั้นก็เป็นดั่งที่หยางเถียนได้บอกกับเขาเมื่อครู่ต่อให้สังหารนางไปก็ใช่ว่าจะได้รับเหมันต์หมื่นปี ที่มากไปกว่านั้นคือเขายังต้องผิดใจกับสมาคมปรมาจารย์จิตศัสตราด้วย
ซึ่งมันเป็นผลลัพธ์ที่เมิ่งฝานหาได้ต้องการไม่เขาจึงจำใจต้องร่วมมือกับหยางเถียน
หลังจากที่ทำข้อตกลงทั้งสองจึงเตรียมทุกอย่างให้พร้อมแล้วเดินทางออกจากเมืองหุนต้วนในทันที
ถึงอย่างไรแล้วข่าวสารของสมบัติปราณประสานก็แพร่สะพัดไปชั่วเวลาหนึ่งแล้วเกรงว่ายามนี้ที่เทือกเขาหุนต้วนคงจะเต็มไปด้วยผู้คนมากมายและมีจอมยุทธ์ผู้แข็งแกร่งหลายคนแล้ว!
ก่อนออกจากเมืองหุนต้วนเมิ่งฝานกับหยางเถียนได้ตามหาสัตว์อสูรบินได้มาสองตัวแล้วบินโฉบขึ้นไปบนท้องฟ้า
เมื่อมองลงไปเบื้องล่างพวกเขาก็เห็นว่าเทือกเขาหุนต้วนที่เคยเงียบวังเวงแทบไม่มีผู้ใดกำลังเต็มไปด้วยผู้คนจำนวนมากมายนับว่าสมบัติปราณประสานเป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งเลยก็ว่าได้!
เมิ่งฝานนั่งอยู่บนหลังสัตว์อสูรมันเป็นการเดินทางที่เงียบงันและกำลังบินตามหลังหยางเถียนเข้าไปในส่วนลึกของเทือกเขาหุนต้วนใช้เวลาเพียงครึ่งวันก็มาถึงใจกลางของเทือกเขาซึ่งรายล้อมไปด้วยขุนเขาน้อยใหญ่เรียงสลับและเมื่อมองเข้าไปก็พบว่ามีผู้คนอยู่จำนวนไม่น้อย!
ผู้ที่สามารถเข้ามาถึงข้างในได้ล้วนแต่เป็นผู้ที่มากด้วยศักยภาพทั้งสิ้นแต่เมื่อได้มาเห็นขุนเขาหุนต้วนอันคลุมเครือกลับทำให้เมิ่งฝานรู้สึกทำตัวไม่ถูก
......
“ให้ตายสินี่มันสถานที่บ้าใดกัน!”
“นั่นสิพวกข้าอยู่ที่นี่มาสามวันสามคืนแล้วยังเข้าไปไม่ได้!”
“พวกข้าเองก็เช่นกันมักจะวนกลับมาที่เดิมทุกครั้ง!”
เสียงสนทนาไม่น้อยดังขึ้นโดยรอบ ใบหน้าของพวกเขาล้วนแต่หม่นหมองใจและเดือดดาลพร้อมกับตามหาสิ่งที่ตนเองต้องการไปทั่วบริเวณ
เมื่อเมิ่งฝานทอดสายตามองออกไปพลันรู้สึกสั่นสะท้านไปทั้งหัวใจเมื่อพลังจิตของเขาแผ่ซ่านไปก็พบว่าสถานที่แห่งนี้..ปกคลุมไปด้วยค่ายกลเวทย์ขนาดใหญ่
ค่ายกลเวทย์นั้นปกคลุมทั่วทั้งเทือกเขาด้วยพลังอันยิ่งใหญ่ใช้ขุนเขาเป็นดั่งหมากรุกที่เมื่อย่างกรายเข้ามาก็นับว่าได้เข้าสู่ค่ายกลทันที ทั้งยังไม่อาจบุกทะลวงเข้าไปได้
สมบัติปราณประสาน...ไม่ธรรมดาอย่างที่คิดไว้จริงๆ!
เมิ่งฝานกระตุกยิ้มขึ้นที่มุมปากค่ายกลเวทย์อันแข็งแกร่งเช่นนี้อย่าว่าแต่คนธรรมดาที่ยากจะทะลวงเข้าไปเพราะแม้แต่ยอดฝีมือขั้นเกลาวิญญาณก็ยังยากที่จะทะลวงผ่านไปได้ เพียงรับรู้ได้มากกว่าคนธรรมดาเท่านั้น
ค่ายกลเวทย์เช่นนี้จะต้องจัดอยู่ในค่ายกลเวทย์โบราณเป็นแน่สามารถกักขังผู้คนได้มากมายนับไม่ถ้วนและยากที่จะหลุดออกไปได้ นอกเสียจากจะเป็นผู้ที่มีแผนที่ที่แท้จริงจึงจะสามารถออกไปได้
เมิ่งฝานลูบปลายจมูกตนเองทางฝั่งของหยางเถียนก็หัวเราะออกมาเสียงเบาก่อนจะเอ่ยว่า “หึหึมีแต่คนโง่เท่านั้นที่จะเข้ามายังสถานที่แห่งนี้โดยไม่ได้เตรียมการมาก่อน”
เมื่อได้ยินดังนั้นนัยน์ตาของเมิ่งฝานก็วาบไหวเขามองไปยังใบหน้าสวยของหยางเถียน เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมีสีหน้าที่คล้ายดั่งมั่นอกมั่นใจเป็นอย่างยิ่งเขาก็รู้ดีว่าอีกฝ่ายคงต้องเตรียมการมาอย่างดีเป็นแน่
และเมื่อสิ้นเสียงนั้นหยางเถียนก็ก้าวออกไปเบื้องหน้าร่างบางอรชรเคลื่อนไหวอย่างว่องไวรวดเร็ว
ด้านหลังของนางนั้นเมิ่งฝานสัมผัสได้ว่าพลังจิตของหยางเถียนแผ่ซ่านออกมาผสานพลังกับธรรมชาติ
“ท่านกำลังทำสิ่งใด?”
เมิ่งฝานถามขึ้นด้วยความสงสัยทางฝั่งของหยางเถียนก็หัวเราะเสียงเบาแล้วเอ่ยว่า “เจ้าคนโง่พวกนั้นเข้ามาล่าสมบัติปราณประสานโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจอมยุทธ์ขั้นปราณประสานผู้นั้นเป็นใครแล้วเช่นนี้จะไปตามหามันได้อย่างไรกัน จอมยุทธ์ขั้นปราณประสานผู้นั้นมีนามว่าผู้อาวุโสซวงเป็นจอมยุทธ์ผู้ฝึกฝนพลังปราณซึ่งมีชื่อเสียงของพรมแดนจตุทิศ หากเขาใช้พลังเหมันต์ที่แท้จริงของตนเองก็สามารถแช่แข็งได้ทั้งเมืองแม้เขาจะสร้างค่ายกลเวทย์เอาไว้ที่นี่ แต่สถานที่ที่หนาวเย็นที่สุดน่าจะเป็นทางออกของมันเพราะนั่นต่างหากจึงจะเป็นดินแดนของผู้อาวุโสซวงอย่างแท้จริง!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นเมิ่งฝานก็พยักหน้ารับหยางเถียนผู้นี้แปลกประหลาดไม่น้อย แต่การพูดจาก็ยังนับว่ามีหลักเหตุผลอย่างยิ่งหากอิงตามที่นางบอกผู้อาวุโสซวงผู้นั้นน่าจะอยู่ที่ใจกลางของค่ายกลเวทย์
“เมิ่งฝานตามข้าไปหาสถานที่ซึ่งเป็นดินแดนแห่งเหมันต์ที่สำคัญที่สุดมันจะต้องเป็นสุสานของผู้อาวุโสซวงเป็นแน่ น่าเสียดายที่ยอดฝีมือแห่งยุคอย่างเขาต้องมาสิ้นชีพไปเช่นนี้!”หยางเถียนเอ่ยขึ้นอย่างทอดถอนใจ
เมื่อเป้าหมายของทั้งสองเหมือนกันพวกเขาจึงทะยานผ่านผืนป่าไปด้วยความเร็ว
ด้านหลังของพวกเขานั้นผู้คนมากมายกระจัดกระจายอยู่ทั่วผืนป่าของเทือกเขาหุนต้วนแต่เพราะผลกระทบจากค่ายกลเวทย์ขนาดใหญ่จึงทำให้พวกเขาเดินวนอยู่หลายรอบ สุดท้ายก็ยังกลับมาที่จุดเดิมทำให้เดือดดาลแต่ก็จนปัญญา
เมื่อได้หยางเถียนคอยนำทางเมิ่งฝานก็ชอบใจไม่น้อยเวลาที่ผ่านไปราวครึ่งชั่วยามนั้นพวกเขาใช้มันในการตามหาดินแดนเหมันต์ของผืนป่า
แม้จะมีพลังของค่ายกลเวทย์ปกคลุมแต่เมิ่งฝานก็ยังสามารถสัมผัสได้ถึงพลังแห่งฟ้าดินที่อยู่โดยรอบและเขาก็สามารถสัมผัสได้ว่าพลังความเย็นทั่วทั้งบริเวณกำลังลอยล่องไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง
ซึ่งทิศทางนั้นจะต้องเป็นทางออกของมันแน่นอน!
“เร็วกว่านี้คงอีกไม่ไกลแล้วล่ะ!”
ฝ่าเท้าเหยียบย่ำไปตามยอดไม้อันสูงใหญ่ใบไม้ยังไม่สั่นไหวเมิ่งฝานก็ทะยานออกไปด้วยความเร็วดั่งดาวตกแล้วทั้งสองแทบไม่ได้หยุดพักเพราะสถานที่แห่งนี้เป็นดั่งสุสานของจอมยุทธ์ขั้นปราณประสานที่แม้แต่เมิ่งฝานก็ยังหวั่นไหว
พวกเขาทะยานไปตามทิศทางการไหลของไอเย็นเมิ่งฝานสัมผัสได้แล้วว่าความจริงค่ายกลเวทย์นี้หาได้ต้องการกักขังผู้คนเอาไว้ภายในไม่เพราะมันถือเป็นการทดสอบที่ไม่ธรรมดาอย่างหนึ่งต่างหาก
ซึ่งแน่นอนว่าหากไม่ได้หยางเถียนคอยแนะนำแม้แต่เมิ่งฝานก็ยังยากที่จะทะลวงเข้าไปภายในยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงผู้อื่น
หลังจากนั้นเพียงไม่กี่อึดใจรูม่านตาของเมิ่งฝานพลันหดเล็กลงเมื่อทอดสายตามองไปก็พบว่าเบื้องหน้าคือยอดเขาอันสูงใหญ่ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามิติเหนือยอดเขานั้นยุบตัวลงดูดกลืนพลังแห่งฟ้าดินเข้าไปจำนวนมากประหนึ่งหลุมดำก็ไม่ปาน
เห็นได้ชัดว่ารอยยุบของมิตินั้นคือจุดสำคัญของค่ายกลเวทย์และเขาก็ไม่รู้ด้วยว่าด้านหลังของมันจะเป็นโลกแบบใด
หยางเถียนมองภาพเบื้องหน้าแล้วชะงักงันไปชั่วครู่จากนั้นจึงเอ่ยว่า “ถ้ำในถ้ำ ฟ้าเหนือฟ้ามันช่างเลิศล้ำเสียจริง!”
“หืมมันคือสิ่งใดหรือ?”
เมิ่งฝานเองก็สัมผัสได้ถึงความไม่ธรรมดาของมันเช่นกันเขาจึงได้เอ่ยถามด้วยความสงสัย
“มันคือพลังแห่งมิติทมิฬเท่านั้นเป็นการสร้างโลกอีกใบขึ้นมาในค่ายกลเวทย์เกรงว่าหากผู้อาวุโสซวงฟื้นคืนชีพแล้วพบว่ามีจอมยุทธ์ขั้นปราณประสานเข้าไปภายในก็ยังสามารถสังหารได้ถือว่าเป็นโลกแห่งพลังในร่างกายของผู้อาวุโสซวงเลยก็ว่าได้!” หยางเถียนเอ่ยออกมาอย่างครุ่นคิด
“ความสามารถเช่นนี้จะต้องอยู่ในขั้นปัญจปราณระดับสูงจึงจะสามารถทำได้ทั้งข้าและเจ้านั้นไม่อาจได้แตะต้อง เมิ่งฝาน เจ้าต้องระวังตัวแล้วล่ะ เห็นได้ชัดว่าทางเข้าของมันมีเพียงแห่งเดียวแม้ว่าค่ายกลเวทย์จะปิดกั้นผู้คนมากมายออกจากกันแต่ต้องมีคนเข้าไปภายในได้ไม่น้อยเป็นแน่!
เมื่อสิ้นเสียงนั้นเมิ่งฝานก็พยักหน้ารับด้วยความตื่นเต้น
แล้วทั้งสองก็เข้าไปในมิติที่ยุบตัวนั้นในชั่วพริบตาต่อมาภาพเบื้องหน้าของพวกเขาพลันเปลี่ยนไปพร้อมทั้งมีแสงสว่างอันเจิดจ้าเปล่งประกายเข้าหา
เมิ่งฝานหรี่ตาเล็กลงในทันใดเมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าตนเองนั้นอยู่ท่ามกลางขุนเขาน้ำแข็งอันสูงใหญ่แล้ว
มันเป็นแนวขุนเขาที่ทอดยาวไปไกล คล้ายดั่งว่าโลกทั้งใบสร้างขึ้นมาด้วยน้ำแข็งก็ไม่ปานความรู้สึกหนาวเหน็บปกคลุมไปทั่วบริเวณ
ผู้อาวุโสซวงนั้นไม่ธรรมดาเสียจริงนึกไม่ถึงว่าเพียงพลังของค่ายกลเวทย์ที่ถ่ายทอดมาสู่ชนรุ่นหลังก็ยังมากไปด้วยพลังถึงเพียงนี้!
เมิ่งฝานพยักหน้าเล็กน้อย เขารู้ดีว่ายามนี้ตนเองได้เข้ามาอยู่ในใจกลางของสมบัติปราณประสานแล้วทั้งสองสบตากันชั่วครู่ก่อนจะก้าวเดินออกไปเบื้องหน้าแม้ว่าสถานที่แห่งนี้จะหนาวเย็นเข้ากระดูกแต่ทั้งสองก็เป็นจอมยุทธ์ขั้นเกลาวิญญาณผู้มีพลังลมปราณอันน่าสะพรึงจึงไม่ได้เกรงกลัว
เมิ่งฝานและหยางเถียนเดินตามแนวขุนเขาน้ำแข็งมุ่งตรงไปยังใจกลางของสมบัติปราณประสานหลังจากนั้นราวครึ่งชั่วยามก็มาถึงใจกลางของขุนเขาน้ำแข็ง
ทว่า... ในยามนี้มันกลับไม่ได้เงียบงันเช่นที่คิดเอาไว้เพราะมีเงาร่างของผู้คนกลุ่มหนึ่งปรากฏขึ้นเบื้องหน้าพร้อมกับพลังปราณที่ถาโถมบ่งบอกว่าพวกเขาล้วนแต่เป็นยอดฝีมือทั้งสิ้น!
เห็นได้ชัดว่ายอดฝีมือทั้งหลายเหล่านั้นทะลวงพลังค่ายกลเวทย์ด้านนอกเข้ามาณ สถานที่แห่งนี้ก็เพื่อ...เพื่อสมบัติปราณประสาน!
เมิ่งฝานและหยางเถียนไม่ได้ขยับแต่กลับปล่อยพลังจิตออกไปซึ่งนั่นก็ทำให้พวกเขาสัมผัสได้ถึงระลอกคลื่นแห่งพลังปราณอันแข็งแกร่งที่อยู่โดยรอบ
ในจำนวนนั้นเพียงจอมยุทธ์ในขั้นเกลาวิญญาณก็ยังมีมากมายหลายสิบคนซ้ำยังมีกลิ่นอายพลังที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าแฝงเร้นอยู่ภายใน เมื่อรู้ว่ามียอดฝีมือที่แข็งแกร่งมากมายหลายคนมารวมตัวกันอยู่ณ สถานที่แห่งนี้เมิ่งฝานกระตุกยิ้มขึ้นที่มุมปาก จากนั้นจึงมองขึ้นไปยังยอดเขา
เห็นได้ชัดว่าถึงแม้จะมียอดฝีมือมากมายมารวมตัวกันแต่ก็แบ่งแยกออกเป็นระดับชั้นหลายระดับที่ชัดเจนซึ่งจอมยุทธ์พเนจรนับว่าอยู่ในระดับที่อ่อนแอที่สุดจึงยืนอยู่เพียงชายเขายิ่งสูงขึ้นไปก็ยิ่งเป็นผู้ที่มีพลังแข็งแกร่ง เป็นผู้ที่มาจากแหล่งผู้ทรงอิทธิพลซึ่งยืนรวมกันเป็นกลุ่ม
ทว่าพวกเขาก็ยังไม่มีคุณสมบัติมากพอที่จะขึ้นไปถึงยอดเขาเพราะบนยอดเขานั้นแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม!
หนึ่งในนั้นเป็นกลุ่มบุรุษผู้สวมชุดสีดำร่างกายสูงโปร่ง นัยน์ตาแฝงไปด้วยจิตสังหารบ่งบอกว่าเป็นผู้ที่พัฒนาตนท่ามกลางการนองเลือดมากมาย
พวกเขาเหล่านั้นล้วนแต่เป็นชายชาติทหารซ้ำยังมีประสบการณ์ทางสงครามโชกโชนจึงคล้ายดั่งพยัคฆ์และจิ้งจอกผู้แข็งแกร่งก็ไม่ปาน
ที่หน้าอกของพวกเขาล้วนแต่มีซวินจางติดอยู่และบนนั้นเป็นตัวอักษรที่ถูกสลักเอาไว้เป็นคำว่า...เจีย!
ตระกูลเจียแห่งอาณาจักรต้าก้าน!
ทุกคนต่างก็รู้กันดีว่าประมุขตระกูลเจียแห่งอาณาจักรต้าก้านนั้นคือผู้ที่มีกำลังพลและม้ามากมายหลายแสนเป็นตระกูลที่มีอำนาจในการสั่งการกองกำลังแห่งอาณาจักรต้าก้านที่ยิ่งใหญ่จนยากจะคาดเดาคนของตระกูลล้วนแต่เป็นทหารของอาณาจักร และเป็นจอมยุทธ์ผู้แข็งแกร่ง
ซึ่งพวกเขาเหล่านี้ย่อมต้องเป็นผู้ที่อยู่ในจุดสูงสุดของพีระมิดอยู่แล้ว!
เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังอันแข็งแกร่งของอีกฝ่ายหัวใจของเมิ่งฝานก็สั่นไหวผู้ที่ถูกขนานนามว่าเป็นสี่ตระกูลใหญ่แห่งอาณาจักรต้าก้านนั้นช่างไม่ธรรมดาเสียจริง
แล้วในวินาทีต่อมาสีหน้าของเมิ่งฝานพลันเปลี่ยนไปเมื่อมองกลุ่มคนที่อยู่ตรงข้ามกับตระกูลเจียบนร่างกายของพวกเขาเหล่านั้นล้วนแต่มีระลอกคลื่นแห่งพลังปราณอันแข็งแกร่งปรากฏขึ้นมาและน่าสะพรึงทั้งสิ้น
แม้ว่าศักยภาพของพวกเขาล้วนแต่ไม่เลวแต่ผู้ที่สะดุดตาที่สุดก็คือสตรีผู้หนึ่ง นางสวมชุดสีน้ำเงินเส้นผมยาวสะบัดตามแรงลม ใบหน้าของนางงามเลิศล้ำ และนางก็คือคนของตระกูลเมิ่ง...เมิ่งเฟยเอ๋อร์!
คนพวกนั้น คืนคนของตระกูลเมิ่ง!
เมิ่งฝานกำหมัดแน่น ขณะเดียวกันก็กระตุกยิ้มขึ้นมาเบาๆ
มันก็ไม่แปลกผู้ที่สามารถเป็นปรปักษ์กับตระกูลเจียได้จะต้องเป็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่แห่งอาณาจักรต้าก้านอยู่แล้ว
เมื่อทอดสายตามองออกไปเมิ่งฝานก็รู้ว่าถึงแม้เมิ่งเฟยเอ๋อร์จะมีศักยภาพอันน่าสะพรึงและงามเลิศล้ำจนไม่อาจเอื้อม ทว่าคนของตระกูลเมิ่งกลับไม่ได้เห็นนางเป็นผู้นำแต่สายตาของพวกเขาเหล่านั้นกำลังมองไปยังผู้ที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุด
และสายตาของผู้คนมากมายโดยรอบก็มองไปยังจุดนั้นเช่นกัน!
ณ ที่ตรงนั้นมีคนผู้หนึ่งที่สวมชุดสีน้ำเงินยืนอยู่นัยน์ตาของเขาวาวโรจน์ดุจสายฟ้า เส้นผมสีดำโบกสะบัดร่างกายสูงโปร่งยืนอยู่กับที่แต่กลับมีความเด็ดเดี่ยวอันยากที่จะปิดบังแผ่ซ่าน ซ้ำยังคล้ายดั่งว่าสามารถผสานตัวเข้ากับมิติรอบกายได้อีกด้วยเห็นได้ชัดว่าเขาผู้นั้นคือจอมยุทธ์ขั้นเกลาวิญญาณระดับเซียนอีกเพียงก้าวเดียวก็จะบรรลุขึ้นไปอยู่ในขั้นปราณทะลวง!
และเขาก็นับได้ว่าว่าเป็นบุตรผู้ภาคภูมิแห่งสวรรค์อย่างแท้จริงเป็นบุรุษหนุ่มอายุไม่มากแต่กลับมีขั้นพลังที่เลิศล้ำเป็นอย่างยิ่ง นับว่าเป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวซ้ำยังคล้ายดั่งว่าสามารถสยบได้ทุกคน!
เมื่อเทียบกับเขาแล้วนั้นไม่ว่าจะเป็นจอมยุทธ์ที่เลิศล้ำเพียงใดก็ยังหม่นหมองไม่อาจทัดเทียมได้ เพราะอีกฝ่ายเป็นผู้ที่อยู่ในขั้นพลังอันน่าสะพรึงที่แม้แต่ปีศาจเฒ่าทั้งหลายยังไม่อาจไปถึงทั้งที่มีอายุราวยี่สิบปีเท่านั้น!
นัยน์ตาของเมิ่งฝานวาวโรจน์ขึ้นในทันใดเขารู้ว่าอีกฝ่ายนั้นคงจะเป็นบุตรชายคนโตของตระกูลเมิ่งในปัจจุบัน เป็นบุตรผู้ภาคภูมิแห่งสวรรค์ที่แท้จริงคือผู้ที่สายตานับหมื่นให้ความสนใจ...เมิ่งอวี่หุน!