กองกําลังรบพิเศษและหลันเอ๋อร์ต่างรู้กันดีว่ายี่เฟิงนั้นนอกจากจะมีประสบการณ์การต่อสู้แล้วร่างกายของเขายังผ่านการฝึกฝนมาอย่างโชกโชนอีกด้วย
แตกต่างกับเซี่ยวจี๋ที่ถูกฝึกโดยยี่เฟิงและมีประสบการณ์น้อยกว่ามันจึงเป็นไปไม่ได้ที่อีกฝ่ายจะเอาชนะยี่เฟิงในกระบวนท่าเดียว
ดังนั้นแล้วตอนนี้ทุกคนจึงสงสัยว่าชายหนุ่มจะสอนเทคนิคการต่อสู้อะไรให้เซี่ยวจี๋
แน่นอนว่าหากเป็นชาวยุทธ์พวกเขาคงมองออกว่ายี่เฟิงนอกจากจะผ่านการต่อสู้มาโชกโชนแล้วร่างกายของเขายังเทียบเท่ากับความแข็งแกร่งของผู้ฝึกยุทธ์ขั้นจิ่ว
กลับกันเซี่ยวจี๋ถึงร่างกายจะถูกฝึกมาอย่างดี เขาก็มีแค่ความคล่องแคล่วของขั้นหลิงมันจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะสามารถเอาชนะที่คนเหนือกว่าในทุกๆด้าน
อย่างไรก็ตามทางด้านเซี่ยวจี๋นั้นไม่ได้คิดเช่นนั้นพอเสียงของชายหนุ่มดังขึ้นในหัวของเขา วินาทีนั้นเขาพลันตะหนักรู้ได้ถึงบางอย่าง
‘การต่อสู้ไม่มีอะไรเรียบง่ายเพราะงั้นจงมองสิ่งตรงหน้าและโจมตีในสิ่งที่ไม่เห็น…’จิตวิญญาณของเขาจึงค่อยๆดําดิ่งสู้ห้วงภวังค์โดยมีเสียงลุ่มลึกของชายหนุ่มเป็นตัวจุดประกาย
“หึๆ เซี่ยวจี๋ฉันขอแนะนําอะไรอย่างหนึ่งนะนายควรจะไปจัดการหมอนั่นมากกว่าที่จะมาหาเรื่องน่าอับอายให้ตัวเอง’’เห็นเซี่ยวจี๋ที่เดินมาถึงแล้วนิ่งเงียบไปยี่เฟิงที่คิดว่าอีกฝ่ายกลัวก็หัวเราะหึๆแล้วส่งสายตายั่วยุไปทางชายหนุ่ม“แน่จริงแกไม่มาสู้เองวะ? ให้คนที่ไม่มีกระจิตกระใจมาสู้ก็เสียเวลาเปล่าๆ…’’
ทว่าคําพูดของยี่เฟิงยังไม่ทันจบเขาก็พลันตอบสนองหลบการโจมตีของเซี่ยวจี๋
ถูกต้อง!บัดนี้เซี่ยวจี๋ทําการซึมซับเทคนิคการต่อสู้เสร็จสิ้นแล้วเขาจึงดูมีไหวพริบและความเข้าใจมากขึ้น
ด้วยเหตุนี้ยี่เฟิงที่หลบทันจึงรู้สึกเฉียดฉิวเพราะเมื่อครู่แม้มันจะเป็นการโจมตีที่เชื่องช้า แต่เขาก็สัมผัสได้เลยถึงความอันตรายของมัน
เกิดอะไรขึ้น?
ยี่เฟิงและทุกๆคนมองเซี่ยวจี๋ด้วยความสงสัยเป็นไปได้ไหมว่าเมื่อกี้เป็นเรื่องบังเอิญ?
“หัวหน้ารับมือ!’’ ยังไม่ทันที่จะได้คําตอบเซี่ยวจี๋ก็เคลื่อนไหว เขาพุ่งเข้าหายี่เฟิงด้วยประกายตาแน่วแน่
ยี่เฟิงที่มองเห็นว่าอีกฝ่ายเล็งมาที่ไหล่ของเขาเขาก็เตรียมป้องกัน ทว่าวินาทีนั้นเขาก็ต้องชะงัก
หลอกล่อ?
ถึงอย่างนั้นยี่เฟิงก็มีประสบการณ์ ดังนั้นเมื่อเขาเห็นว่าสายตาของเซี่ยวจี๋เปลี่ยนทิศทางมาสบตาเข้ากับเขาแทนเขาก็เข้าใจได้ทันทีว่าอีกฝ่ายต้องการที่จะโจมตีใบหน้าของเขา
คิดจะหลอกล่อฉันยังเร็วไปอีกร้อยปี!
คิดได้ดังนั้นยี่เฟิงก็หัวเราะในใจแล้วเตรียมที่จะหลบทว่าวินาทีนั้นเมื่อหมัดของอีกฝ่ายพุ่งตรงเข้ามาแล้วเขายกแขนขึ้นกัน
ตุบ!
แรงกระแทกอันหนักหน่วงก็ซัดเข้าที่ช่วงล่างใต้ลําตัวของเขา
ใช่! มันเป็นเป้าของเขานั่นเอง!
ตุบ!
เป็นอีกครั้งที่ความเจ็บปวดมหาศาลนี้ทํายี่เฟิงเจ็บจี๊ดจนจุกและล้มลงไปดิ้นกับพื้นเขาดิ้นไปดิ้นมาและใช้สองมือกุมไปที่เป้าด้วยสีหน้าซีดเผือด
“แก...เซี่ยวจี๋!’’สายตาของยี่เฟิงที่มองไปยังอีกฝ่ายในเวลานี้เต็มไปด้วยความแค้นเคืองสําหรับเขาครั้งแรกยังไม่น่าจะเป็นไรแต่ครั้งที่สองเขาอาจไม่เหลือเชื้อสายและสิ้นลูกหลานดังนั้นเขาจึงโกรธเป็นอย่างมาก
โกรธสุดขีด!
บัดซบ! มันทําอย่างนี้กับฉันได้ยังไง?
ว่าแต่มันโจมตีโดนที่ฉันไม่รู้ตัวได้ยังไง?!
ถึงจะอย่างนั้นยี่เฟิงก็สับสนและไม่เข้าใจเพราะในเมื่อครู่นี้เขามั่นใจแล้วว่าเขาเดาทางอีกฝ่ายออกแต่สุดท้ายก็ไม่พ้นการพลาดท่าและโดนโจมตี
คนอื่นๆก็อึ้งไปเหมือนกันถึงการโจมตีของเซี่ยวจี๋จะตํ่าช้า แต่ก็ไม่ได้เป็นกฏตายตัวดังนั้นจึงถือว่าเขาใช้ฝีมือของตัวเองในการเอาชนะยี่เฟิง
“เป็นไปได้อย่างไร?’’
“หรือว่าจริงๆแล้วเซี่ยวจี๋จะเป็นเสือซ่อนเล็บ?’’
“ไม่น่าจะเป็นไปได้บางทีหัวหน้าคงจะเผลอมากกว่ามั้ง?’’
“...’’
กองกําลังรบพิเศษมองหน้ากันด้วยความสงสัยและไม่อยากเชื่อในความคิดของพวกเขาการที่เซี่ยวจี๋สามารถโจมตียี่เฟิงได้นั้นเป็นเรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน
ไม่อย่างนั้นแล้วมันจะเป็นอะไรไปได้?
ผ่านไปสามนาทีความเจ็บปวดที่ยี่เฟิงได้รับก็บรรเทาลงเขาจึงพยายามลุกขึ้นยืนแล้วกระดิกมือไปทางเซี่ยวจี๋ด้วยความไม่ยินยอม“เซี่ยวจี๋เมื่อกี้ฉันยอมรับว่าฉันประมาทไปหน่อย แต่นั่นก็แค่เรื่องบังเอิญดังนั้นแล้วถ้าครั้งนี้นายเอาชนะฉันได้ นายจะได้รับการยอมรับจากฉัน!’’
เอาตรงๆยี่เฟิงเชื่อว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญและยังมั่นใจอีกด้วยว่ามันจะไม่เกิดเป็นครั้งที่สองแต่ถึงจะอย่างนั้นกันไว้ดีกว่าแก้ เขาจึงเสริม “ไม่สิการดวลจริงๆต้องดวลหลายครั้งถึงจะรู้ผลดังนั้นนายที่ชนะฉันไปแล้วหนึ่งรอบจึงต้องเอาชนะฉันให้ได้อีกสองรอบ ง่ายๆเลยเราจะดวลในรูปแบบห้ารอบใครชนะก่อนสามรอบจะถือเป็นฝ่ายชนะไป!’’
‘ที่แท้ยี่เฟิงก็กลัวเป็นเหมือนกัน…’ด้านหลันเอ๋อร์ที่ได้ยินกลับชะงักดูเหมือนว่าคนที่ดูบ้าๆอย่างชายวัยกลางคนจะเป็นคนปกติแตกต่างจากชายหนุ่มที่ตอนนี้ยังคงหน้านิ่งเหมือนกับรู้อยู่แล้ว
แท้จริงแล้วตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
“ตกลง!’’ ฝั่งเซี่ยวจี๋เองก็รับข้อเสนอโดยไม่ลังเลเอาตรงๆเมื่อครู่ถึงเขาจะเอาชนะหัวหน้าได้ เขาก็ตกตะลึงไปเหมือนกันและคิดเหมือนกับอีกฝ่ายว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญ ในตอนนี้เมื่ออีกฝ่ายยื่นข้อเสนอมาเขาจึงต้องการที่จะใช้โอกาสนี้เป็นการทดสอบ
“ดี!’’ เห็นว่าอีกฝ่ายไม่เรื่องมากยี่เฟิงก็โบกมือเป็นสัญญาณเริ่มการดวล
เมื่อการดวลเริ่มขึ้นขณะที่ทุกคนคิดว่าเซี่ยวจี๋จะทํายังไงพวกเขาก็พลันเห็นอีกฝ่ายพุ่งเข้าไปตรงๆในขณะที่หลับตา
ด้านยี่เฟิงที่เห็นก็รู้สึกเหมือนถูกดูถูกเขามั่นใจมากที่ว่าที่เซี่ยวจี๋หลับตาจะต้องเป็นการออมมือให้เขา และนั่นถือเป็นการดูถูก
“เซี่ยวจี๋นี่แก!’’แต่ยังไม่ทันที่ยี่เฟิงจะได้ทําอะไรเขาก็ต้องเตรียมรับมือกับการโจมตีที่พุ่งเข้ามา
ร่างกายของเซี่ยวจี๋เคลื่อนไหวเขาซัดหมัดออกไปแล้วลืมตาเป็นบางครั้งบางคราว แน่นอนว่าหมัดแรกของเขามันถูกป้องกันเอาไว้ได้อย่างไรก็ตามเมื่อเขาหลับตาอีกครั้ง ขาขวาก็ถูกยกขึ้นแล้วพลันเตะออกไป
“ไอ้หนูวิธีเดิมน่ะไม่ได้กินฉันหรอก!’’ทันทีที่เห็น ยี่เฟิงก็แสยะยิ้มอย่างดูถูกมันจะเป็นไปได้อย่างไรที่เขาจะพลาดเป็นครั้งที่สอง
วินาทีนั้นก็เป็นเวลาเดียวกันกับที่เซี่ยวจี๋ลืมตาขึ้นอีกครั้งสายตาของเขาจับจ้องไปที่ใบหน้าของยี่เฟิง ส่งผลให้อีกฝ่ายรับรู้ได้ถึงอันตรายจนต้องเผลอยกแขนขึ้นมากันโดยไม่รู้ตัว
ตุบ!
เวลาเดียวกันช่วงล่างที่ว่างเปล่าของยี่เฟิงก็ถูกลูกเตะของเซี่ยวจี๋พุ่งเข้าใส่อย่างแรง
“อ๊อก!’’ยี่เฟิงทั้งเจ็บและจุกจนหน้าขึ้นสีก่อนลงไปนอนดิ้นเหมือนเหตุการณ์ในก่อนนี้หน้าอีกครั้ง
“...’’ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ถึงกลับทําเอากองกําลังรบพิเศษและหลันเอ๋อร์อึ้งไป
เป็นไปได้ยังไง!
หรือว่าแท้จริงแล้วจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญ?
ทุกคนในตอนนี้รู้สึกเหลือเชื่อเป็นอย่างมากเพราะในสายตาของพวกเขาการที่เซี่ยวจี๋เอาชนะยี่เฟิงในรอบแรกได้มันคงเป็นเรื่องบัเอิญแต่รอบที่สองนั้นจะใช่แน่เหรอ…
เวลาเดียวกันกับที่ยี่เฟิงลงไปดิ้นกับพื้นเซี่ยวจี๋ที่รู้เหตุผลทั้งหมดจึงอดไม่ได้ที่จะตื่นเต้นเขาตื่นเต้นเสียจนกระดิกมือให้อีกฝ่าย “หัวหน้า!คุณน่ะไม่ใช่คู่มือของผมอีกต่อไปแล้ว!เพราะงั้นรอบต่อไปผมจะเอาชนะคุณในหนึ่งหมัด!’’
“หนึ่งหมัด?’’ ได้ยิน คนอื่นๆก็แทบเซ
คุณเอาชนะเขาได้ก็จริงแต่คุณไปเอาความมั่นใจขนาดนั้นมาจากไหน?
หนึ่งหมัดนี่นะ? นั่นเป็นไปไม่ได้!