[นิยายแปล] อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance

    เล่มที่ 2 บทที่ 50 การสอบต้องใช้สมอง (อัปเดต)

            ตูม!

            เมื่อครูอันเลี่ยประกาศเริ่มการสอบใหญ่เบื้องหน้าเหล่านักศึกษาทั้งหลายก็มีต้นไม้นับไม่ถ้วนผุดขึ้นมาจากพื้นต้นไม้เหล่านี้พันเกี่ยวกันไปมา ในที่สุดก็กลายเป็นดั่งโถงทางเดินหลายสายภายในนั้นมืดมิดและนำทางไปสู่ภูเขาไป๋หลิง

            ด้านหน้ากลุ่มของวิทยาลัยหนานเฟิงหลินเฟิงและสวีซานเยว่จ้องมองทางเดินนั้นครู่หนึ่งจากนั้นก็โบกมือให้กับเหล่านักศึกษาที่อยู่ด้านหลัง

            “ไปกันได้แล้วละ”

            เมื่อสิ้นเสียงของทั้งสองพลันมีเงาร่างหลายสายที่มีพลังอัตลักษณ์หลากหลายสีสันแตกต่างกันปะทุออกมาจากร่างกายสุดท้ายก็พุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว พุ่งเข้าไปในโถงทางเดินนั้นโดยตรง

            ขณะเดียวกันเหล่านักศึกษาจากวิทยาลัยอื่นๆ ก็เคลื่อนไหวเช่นกันเพียงครู่เดียวบรรยากาศก็ดูคึกคักอย่างถึงที่สุด

            ส่วนครูชุดเงินจากวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงคนนั้นก็เดินเข้าไปในศาลาที่ตั้งอยู่ตรงกลางผู้ว่ามณฑลกับผู้อำนวยการเฒ่าต่างก็พยักหน้าให้เขาเล็กน้อยพร้อมกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า“ลำบากครูอันเลี่ยแล้ว”

            ถึงแม้ว่าในด้านความแข็งแกร่งและสถานะแล้วอันเลี่ยจะด้อยกว่าพวกเขาอยู่บ้างแต่อย่างไรเสียเขาก็เป็นถึงผู้คุมสอบที่ถูกส่งมาจากวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงดังนั้นพวกเขาจึงต้องให้เกียรติอยู่บ้างเหมือนกัน

            อีกทั้งอันเลี่ยผู้นี้ก็นับว่าเป็นคนหนุ่มที่มีความสามารถเช่นกันถึงแม้ว่าตอนนี้จะเป็นแค่ครูที่ปรึกษาประกายเงินแต่ก็มีศักยภาพที่จะเลื่อนขั้นเป็นครูที่ปรึกษาประกายทองได้ในอนาคตหากได้เลื่อนขั้นเมื่อไรละก็ เขาก็จะกลายเป็นอีกหนึ่งบุคคลสำคัญภายในอาณาจักรต้าเซี่ยเลยเหมือนกัน

            ภายในวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงครูที่ปรึกษาจะแบ่งออกเป็นสามระดับ คือ ประกายเงิน ประกายทอง และประกายม่วงว่ากันว่ามาตรฐานการเป็นครูที่ปรึกษาประกายเงินนั้นจะต้องมีความแข็งแกร่งระดับขุนพลโลกันตร์ ส่วนครูที่ปรึกษาประกายทองจะต้องเป็นถึงขุนพลสวรรค์ ส่วนครูที่ปรึกษาประกายม่วงที่อยู่ระดับสูงสุดนั้นจะต้องเป็นถึงระดับขุนนางทว่าครูที่ปรึกษาประกายม่วงนั้นต่อให้เป็นวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงที่มีขุมกำลังมหาศาลก็ยังมีจำนวนเพียงน้อยนิด

            อันเลี่ยยิ้มรับคำทักทายอย่างมีมารยาทก่อนจะนั่งลงข้างๆ กล่าวว่า “มณฑลเทียนสู่เต็มไปด้วยพยัคฆ์หมอบมังกรซ่อนเกรงว่าการสอบใหญ่ปีนี้น่าจะน่าสนใจเป็นพิเศษไม่รู้ว่าปีนี้วิทยาลัยหนานเฟิงจะยังคงครองอันดับหนึ่งได้ต่อไปหรือว่าจะมีม้ามืดโผล่ขึ้นมากันแน่”

            คำถามนี้ของเขาไม่ว่าจะเป็นผู้ว่ามณฑลหรือผู้อำนวยการเฒ่าต่างก็ไม่อาจตอบได้พวกเขาเพียงแค่ยิ้มออกมาจากนั้นก็เบนสายตาไปยังกำแพงผลึกแก้วที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้าบนนั้นแบ่งออกเป็นหน้ากระจกหลายแผ่นซึ่งจะมีภาพที่ถูกส่งมาจากศิลาเงาแสงที่ถูกติดตั้งเอาไว้ภายในภูเขาไป๋หลิงฉายออกมาบนนั้นและบนนั้นจะแสดงอันดับคะแนนของนักศึกษาทุกคนเอาไว้ทั้งยังมีการปรับเปลี่ยนลำดับคะแนนตามจริงอยู่ตลอดเวลา

            ...

            ในขณะที่บรรยากาศด้านนอกภูเขาไป๋หลิงกำลังคึกคักอยู่นั้นหลี่ลั่วก็เดินตามกลุ่มคนเข้าไปในโถงทางเดินที่สร้างจากต้นไม้ด้วยแล้วเช่นกันอีกทั้งยังสังเกตเห็นด้วยว่า ยิ่งเดินลึกเข้าไปมากเท่าใดทางแยกข้างหน้าก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ราวกับว่ากำลังแยกกลุ่มคนออกจากกัน

            เมื่อกลุ่มคนถูกแยกออกไปอย่างต่อเนื่องคนรอบข้างก็แทบจะกลายเป็นคนแปลกหน้าไปหมดแล้วแต่หลี่ลั่วกับจ้าวคั่วยังคงอยู่ด้วยกันและยังมีนักศึกษาจากวิทยาลัยหนานเฟิงอีกจำนวนหนึ่งด้วย

            หลังจากเดินต่อไปเรื่อยๆเป็นเวลาราวสิบนาที ในที่สุดหลี่ลั่วกับคนอื่นๆ ก็มาถึงจุดสิ้นสุดของทางเดินตรงหน้าปรากฏประตูไม้บานหนึ่งขึ้นมา

            เมื่อพวกเขามาถึงประตูไม้อันสูงใหญ่ก็ค่อยๆ เปิดออก

            หลี่ลั่วกับจ้าวคั่วมองหน้ากันจากนั้นก็เดินตามกลุ่มคนเข้าไปอย่างระมัดระวัง

            เมื่อคนสุดท้ายเดินเข้าไปแล้วประตูไม้ก็ปิดลงทันที มีแสงสว่างแผ่ออกมาจากนั้นทุกคนก็พบว่าที่นี่เป็นตำหนักใหญ่ที่กว้างใหญ่อย่างมากแห่งหนึ่งตำหนักแห่งนี้สร้างจากท่อนไม้ หนักแน่นมั่นคง

            ทุกคนต่างเงียบเสียงลงมองไปรอบๆ ด้วยความกังวลเล็กน้อย

            หลี่ลั่วกับจ้าวคั่วยืนอยู่ริมขอบของตำหนักสายตาก็จับจ้องไปรอบๆ เช่นกันจากที่ครูของวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงผู้นั้นได้กล่าวเอาไว้พวกเขาจะต้องพบกับด่านทดสอบสองด่านก่อนเพื่อเก็บคะแนนพื้นฐานสถานที่แห่งนี้น่าจะเป็นด่านแรก

            แต่ว่าพวกเขาจะทดสอบอย่างไรกันแน่?

            ในขณะที่หลี่ลั่วยังคงสงสัยอยู่นั้นอยู่ๆ หูของเขาก็ขยับเล็กน้อย ได้ยินเสียงบางอย่างดังขึ้นมาอย่างเลือนรางจากนั้นสายตาเขาก็จับจ้องไปยังด้านบนของตำหนัก บนนั้น เขาเห็นรูสีดำขนาดราวๆฉื่อเศษสองรู

            เสียงมันดังขึ้นมาจากตรงนั้นเอง

            เสียงนั้นดังขึ้นเรื่อยๆจนสุดท้ายก็ได้ยินกันทุกคน พวกเขาเงยหน้าขึ้นมองไปยังรูสองรูนั้นอย่างหวาดระแวง

            จี๊ดๆ!

            ท่ามกลางสายตาของผู้คนทั้งหมดอยู่ๆ ก็มีกระแสสีดำสองสายพุ่งออกมาจากรูสองรูนั้นเสียงแหลมสูงจนแสบแก้วหูดังก้องกังวานไม่หยุดที่แท้ก็คือค้างคาวสีดำสี่ปีกจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน!

            ค้างคาวเหล่านี้มีรูปร่างกำยำใหญ่โตขนาดเท่ากะละมังมีกรงเล็บที่แหลมคม ดวงตาสีแดงก่ำ ดูน่ากลัวอย่างมาก

            ค้างคาวสี่ปีกนับไม่ถ้วนได้ถาโถมเข้ามาในตำหนักจากนั้นก็พุ่งเข้าใส่เหล่านักศึกษาที่อยู่ด้านล่างโดยไม่ลังเล

            เหล่านักศึกษาต่างก็รีบโคจรพลังอัตลักษณ์เช่นกันใช้สารพัดวิธีรับมือกับการจู่โจมของค้างคาวสี่ปีกเหล่านั้น เมื่อมาถึงตอนนี้ทุกคนต่างก็เข้าใจดีแล้วว่าการทดสอบครั้งนี้น่าจะเป็นการรับมือกับการโจมตีของค้างคาวสี่ปีกเหล่านี้นี่เอง

            หลี่ลั่วในตอนนี้ก็ได้โคจรพลังอัตลักษณ์ขึ้นมาแล้วเช่นกันเขาไม่กล้าปล่อยให้ค้างคาวเหล่านี้เข้าใกล้ตัว ดังนั้นจึงใช้วิธีโจมตีระยะไกลปลิดชีพค้างคาวที่เข้ามาใกล้กลางอากาศ

            เมื่อจำนวนของค้างคาวสี่ปีกเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆก็เริ่มมีนักศึกษาบางคนส่งเสียงร้องด้วยความตกใจออกมาเพราะพวกเขาพบว่าทันทีที่ถูกค้างคาวเหล่านั้นข่วนเข้าใส่ร่างกายแผ่นผลึกแก้วบอกคะแนนที่อยู่บนหน้าอกของพวกเขาก็จะเปล่งแสงสีแดงขึ้นมาหนึ่งครั้ง

            “ห้ามให้ค้างคาวพวกนี้โจมตีโดนร่างกายเด็ดขาดมิฉะนั้นคะแนนพื้นฐานของพวกเราอาจจะลดลงได้!” มีคนแผดเสียงตะโกนออกมา

            บางคนตื่นตระหนกลนลานจนส่งเสียงร้องอย่างน่าเวทนาเพราะเขาถูกโจมตีไปหลายครั้งแล้วเห็นได้ชัดว่าด่านทดสอบรอบแรกนี้เขาคงจะเก็บคะแนนพื้นฐานได้ไม่มากแล้ว

            “อย่างนี้นี่เอง”

            หลี่ลั่วเข้าใจแล้วจากนั้นเขาก็ขยับเข้าไปใกล้กับจ้าวคั่วสังหารค้างคาวสี่ปีกที่พุ่งเข้ามาจากรอบทิศอย่างต่อเนื่อง

            ทว่าค้างคาวสี่ปีกเหล่านี้มันก็ราวกับมีมากมายไม่มีวันสิ้นสุดถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

            จนในท้ายที่สุดแม้แต่จ้าวคั่วยังอดส่งเสียงโวยวายออกมาไม่ได้  “จะทนไม่ไหวแล้วเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว!”

            ดวงตาของหลี่ลั่วกวาดมองไปรอบๆอย่างรวดเร็ว เขามองไปยังค้างคาวสี่ปีกที่ราวกับไม่มีวันสิ้นสุดเหล่านั้นดวงตาเป็นประกายขึ้นมาจากนั้นก็คว้าข้อมือของจ้าวคั่วเอาไว้ก่อนจะถอยไปยังริมขอบของตำหนักอย่างรวดเร็ว

            “อย่าขยับอย่าสลายวิชาอัตลักษณ์ของข้า”

            หลังจากเอ่ยเตือนแล้วเขาก็โคจรพลังอัตลักษณ์ขึ้นมา มีประกายแสงอ่อนๆ แผ่ออกมาปกคลุมร่างกายเขาจากนั้นก็ไหลไปยังร่างกายของจ้าวคั่วด้วย

            ภายใต้ประกายแสงนั้นเงาร่างของหลี่ลั่วและจ้าวคั่วก็ค่อยๆ เลือนรางลง

            “นี่มันวิชาอัตลักษณ์ระดับกลางวิชาเงาวารี?”

            เมื่อเห็นดังนั้นจ้าวคั่วก็ตกใจ จากนั้นเขาก็มองไปยังค้างคาวสี่ปีกที่กำลังพุ่งเข้ามาจากด้านหน้าเอ่ยขึ้นอย่างอดไม่ได้ว่า “พี่ลั่ว แบบนี้มันไม่ได้ผลหรอกพวกเราลงมือฆ่าค้างคาวพวกนี้ดีกว่าไหม?”

            หลี่ลั่วไม่ได้พูดอะไรบนพลังอัตลักษณ์ที่ปกคลุมร่างกายของทั้งสองคนเหมือนจะมีประกายแสงกะพริบขึ้นมาด้วย

            จ้าวคั่วเห็นหลี่ลั่วไม่ตอบอะไรก็ได้แต่กัดฟันฝืนข่มใจเอาไว้ไม่ลงมือสังหารค้างคาวสี่ปีกเหล่านั้น

            ทว่าในตอนที่จ้าวคั่วยังคงรอคอยการโจมตีที่กำลังจะมาถึงอยู่นั้นอยู่ๆเขาก็เห็นว่าค้างคาวสี่ปีกที่เดิมทีพุ่งเข้ามาหาพวกเขานั้นกลับหยุดลงอย่างกะทันหันราวกับสูญเสียเป้าหมายในที่สุดก็หันหลังกลับไปโจมตีคนอื่นๆ แทน

            “นี่มัน...”

            จ้าวคั่วเบิกตากว้างด้วยความตกใจกล่าว “แบบนี้ก็ได้ด้วยหรือ?”

            เขาแทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเพียงแค่วิชาเงาวารีระดับกลางก็สามารถหลบเลี่ยงการตรวจจับของค้างคาวพวกนี้ได้แล้ว?

            เขาก้มลงมองพบว่าแม้แต่เงาของตัวเองก็หายไป จึงรีบกล่าวด้วยความตกใจว่า “พี่ลั่ววิชาเงาวารีของพี่มันออกจะขี้โกงไปหน่อยนะ เหมือนวิชาล่องหนในตำนานเลย”

            “วิชาล่องหนบ้าบออะไรแค่ยืมการหักเหแสงของน้ำ ซ่อนตัวพวกเราเอาไว้ใต้แสงเท่านั้นเป็นแค่วิชาลวงตาระดับล่าง หากตั้งใจตรวจหาสักหน่อยก็ถูกจับได้แล้ว”หลี่ลั่วกล่าวอย่างหงุดหงิด

            “แบบนั้นก็สุดยอดมากแล้วข้าไม่เคยเห็นใครฝึกฝนวิชาเงาวารีได้ร้ายกาจขนาดนี้มาก่อนเลย” จ้าวคั่วกล่าวชื่นชม

            หลี่ลั่วยิ้มออกมาเขาไม่ได้บอกไปว่าวิชาเงาวารีทั่วๆ ไปไม่สามารถทำได้ถึงขั้นนี้แน่นอนสาเหตุที่เขาสามารถทำได้เป็นเพราะภายในวิชาเงาวารีของเขามีพลังอัตลักษณ์แสงช่วยหนุนเสริมเป็นการผสานกันระหว่างน้ำและแสงจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้วิชาเงาวารีของเขามีผลลัพธ์ในการหลบซ่อนที่ร้ายกาจได้ถึงขนาดนี้

            “ต่อไปนี้ไม่ต้องลงมือแล้วรออยู่ตรงนี้จนกว่าจะจบก็พอ” หลี่ลั่วกล่าวอย่างผ่อนคลาย

            “พี่ลั่วพี่ไม่เพียงแต่หน้าตาดี แถมยังฉลาดเป็นกรดอีกการที่วิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงไม่ยอมรับพี่เข้าเรียนโดยตรง ถือว่าพลาดจริงๆ”จ้าวคั่วดีใจจนออกนอกหน้า ยกยอจนเกินเหตุ

            “ช่างเถอะอย่างไรเสียในอนาคตก็จะเป็นวิทยาลัยของพวกเราอยู่แล้วไม่ต้องไปตำหนิพวกเขามากนักหรอก” หลี่ลั่วกล่าวอย่างใจกว้าง

            “เฮ้อไม่นึกเลยว่าพี่ลั่วจะใจกว้างขนาดนี้”

            จ้าวคั่วกล่าวด้วยสีหน้าทอดถอนใจแต่ในขณะที่เขากำลังคิดจะใช้เวลาว่างช่วงนี้ประจบประแจงหลี่ลั่วอยู่นั้น อยู่ๆเขาก็เห็นเงาร่างที่กำลังถูกค้างคาวสี่ปีกไล่ตามจนต้องกระโดดโลดเต้นไปมาอย่างต่อเนื่องทั้งยังมุ่งหน้าตรงเข้ามาทางพวกเขาเรื่อยๆ ด้วย

            “พี่ลั่วเจ้าหมอนั่นมันหน้าคุ้นๆ นะ” เขากล่าว

            เมื่อหลี่ลั่วมองตามไปจากนั้นมุมปากเขาก็ยกขึ้นเล็กน้อยเพราะคนที่กำลังถูกไล่ตามจนร้องโอดครวญอยู่นั้นไม่ใช่ใครอื่นเป็นเจ้าบ้าอวี๋ล่างนั่นเอง

            “ไม่ต้องสนใจมันทำเป็นไม่เห็นไป” หลี่ลั่วกล่าว

            เจ้าอวี๋ล่างนั่นมีอัตลักษณ์ลมระดับหกที่มีความเร็วสูงมากถึงแม้ว่าจะกำลังร้องโอดครวญอย่างอนาถแต่ค้างคาวสี่ปีกเหล่านั้นก็ยังตามมันไม่ทันอยู่ดี

            “ไม่ดีแล้วพี่ลั่ว ไอ้เวรนั่นมันกำลังพุ่งมาทางนี้ หรือมันจะรู้ว่าพวกเราซ่อนอยู่ตรงนี้?” จ้าวคั่วรีบกล่าว

            หลี่ลั่วมองไปก็พบว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ ทำเอาเขาปวดหัวไม่น้อย

            ในตอนนั้นเองเมื่ออวี๋ล่างเข้ามาใกล้แล้วเขาก็มองไปยังทิศทางที่หลี่ลั่วกับจ้าวคั่วซ่อนตัวอยู่ด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ก่อนจะกดเสียงต่ำเอ่ยพูดเสียงเบาว่า “พี่ลั่ว พี่ลั่วรีบช่วยน้องชายคนนี้หน่อยเร็ว”

            หลี่ลั่วรู้สึกเอือมระอา

            “ถ้าเจ้ายังไม่ช่วยข้าอีกข้าจะล่อค้างคาวมาชนพวกเจ้าออกมาเลย”อวี๋ล่างเห็นว่าหลี่ลั่วไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองก็ข่มขู่ขึ้นมาทันที

            “มารดามันเถอะอวี๋ล่าง เจ้าทำตัวแบบนี้ สักวันเจ้าได้โดนฆ่าตายแน่”

            เสียงที่ฟังดูจนใจดังขึ้นมาจากนั้นก็มีฝ่ามือข้างหนึ่งยื่นออกมาจากความว่างเปล่า คว้าแขนของอวี๋ล่างเอาไว้ประกายแสงส่องประกาย ปกคลุมร่างของอวี๋ล่างเอาไว้ด้วย

            ส่วนค้างคาวสี่ปีกที่พุ่งเข้ามาก็หยุดชะงักลงอีกครั้งก่อนจะกระจายตัวออกไปในที่สุด

    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance ที่คุณอ่าน