ระบบ AI พิชิตแดนเซียน

    บทที่ 49 ตระกูลถัง

            บทที่49

            ตระกูลถัง

            ความหนักอึ้งที่ต้องตัดสินใจต้องตกมาอยู่กับหลี่หยางอี้ที่เป็นผู้นำ

            สิ่งที่ทำให้หลี่หยางอี้หนักใจในเวลานี้ก็คือ…เขากลัวว่าการบีบคั้นสตรีผู้นั้นมากเกินไป จะทำให้นางเลือกลงมือ!

            หากผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมกายาขั้นสูงคิดจะลงมือจริงๆ

            แม้พวกเขาจะมีคนมากมายแต่ก็ย่อมไม่พ้นต้องสูญเสียสมาชิกตระกูลไปเป็นจำนวนมาก!

            และหากเป็นเช่นนั้น...กำลังรบของตระกูลหลี่จะถดถอยอย่างรวดเร็ว

            สุดท้าย...จะถูกตระกูลถังที่รอโอกาสจ้องจับปลาตอนน้ำขุ่นกดลงไปเหยียบย่ำที่แทบเท้า

            ในที่สุด อาจถึงขั้นถูกกลืนกลายหรือล่มสลายไม่ต่างจากตระกูลรองอื่น ๆ ตลอดเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา

            สองตระกูลใหญ่แบ่งอำนาจกันปกครองเมืองอวี้หยาง

            ต่างฝ่ายต่างจับจ้องซึ่งกันและกันอย่างระแวดระวัง

            หากมีฝ่ายใดอ่อนแอลงแม้แต่น้อยอีกฝ่ายก็จะฉวยโอกาสบดขยี้ไม่ให้เหลือแม้แต่ซาก!

            นี่คือสิ่งที่ทำให้หลี่หยางอี้หนักใจอย่างถึงที่สุด

            เพราะเหตุนั้นเอง...ใบหน้าของทุกคนภายในห้องโถงตระกูลหลี่ จึงดำคล้ำ เคร่งเครียด

            บรรยากาศหนักอึ้งราวกับมีเมฆดำปกคลุม ไม่มีผู้ใดกล้าขยับหรือเปล่งวาจาใดๆ ออกมา

            …

            บนถนนสายหนึ่งนอกเมืองอวี้หยาง

            เส้นทางทอดยาวผ่านป่าใหญ่สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ลำต้นแผ่กิ่งก้านสาขาพุ่มใบหนาทึบบดบังแสงอาทิตย์จนบรรยากาศดูเงียบสงบและเย็นเยียบ

            เสียงลมพัดใบไม้ไหวซ่าเป็นระยะคล้ายกำลังขับกล่อมผู้เดินทางในยามสายัณห์

            หยุนโม่เดินทอดน่องอย่างผ่อนคลายท่ามกลางบรรยากาศที่แวดล้อมด้วยธรรมชาติเขียวขจี

            ดวงตาของเขาเหม่อมองไปเบื้องหน้าทว่าความคิดกลับวนเวียนอยู่กับเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้

            เขาสังหารคนของตระกูลหลี่ไปถึงสองคน

            อีกฝ่ายไม่มีทางปล่อยเขาไปง่าย ๆอย่างแน่นอน...

            หลี่เฉินหยางบุตรชายคนที่สามของตระกูลหลี่ และกวนเทียน หัวหน้ากลุ่มหมาล่าเนื้อ

            สองตัวตนที่อยู่ในระดับหลอมกายา...

            ตอนนี้กลายเป็นศพไปแล้วด้วยน้ำมือของเขาเอง

            ทว่าหยุนโม่กลับไม่มีความหวาดหวั่นแม้แต่น้อย

            “อีกไม่กี่วัน...เกราะรบจะสร้างเสร็จแล้ว”เขาพึมพำกับตัวเอง

            ต่อให้พวกมันจะกล้าลงมือก่อนที่เกราะจะเสร็จเขาก็ยังไม่รู้สึกหวั่นเกรง

            เพราะช่วงหลายวันที่ผ่านมาโนวาได้สร้างระเบิดปราณจำนวนไม่น้อยเตรียมไว้ให้แล้ว

            ระเบิดเหล่านั้นมีอานุภาพมากพอที่จะสังหารผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมกายาขั้นกลางได้อย่างไม่ยากเย็น

            ถ้าถึงคราวคับขันจริง ๆเขาก็เพียงแค่กดปุ่มจุดชนวน...

            เขาไม่เชื่อหรอกว่าพวกมันจะมีชีวิตรอดไปได้

            ถึงอย่างนั้นก็ยังมีเรื่องหนึ่งที่เขารู้สึกเสียดาย...

            ตอนที่สังหารหลี่เฉินหยางและกวนเทียนไปเขาไม่ได้เก็บ ‘รากปราณ’ ของพวกมันมา

            ในฐานะผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมกายารากปราณของพวกมันย่อมเป็นระดับหลอมกายา

            ถือเป็นวัตถุดิบชั้นยอดที่หาได้ยากนัก

            หากนำกลับไป ก็สามารถใช้เป็นสารตั้งต้นในการสร้างเครื่องผลิตปราณวิญญาณได้อีกเครื่องหนึ่งเลยทีเดียว

            ทว่า...ตอนนั้นผู้คนมากมายจ้องมองอยู่รอบด้าน

            เขาไม่สะดวกจะลงมือควักอกและเก็บรากปราณต่อหน้าธารกำนัล

            มิฉะนั้นเรื่องคงวุ่นวายยิ่งกว่านี้และอาจกลายเป็นข้ออ้างให้ตระกูลหลี่รวบรวมกำลังมาลงมือในทันที

            คิดถึงตรงนี้ เขาก็ได้แต่ถอนหายใจยาว

            “เสียดายจริง ๆ...”หยุนโม่ยิ้มจาง ๆ ที่มุมปาก

            แต่ก็ช่วยไม่ได้ เขาเลือกแล้วและไม่เคยเสียใจในสิ่งที่ตัดสินใจไป

            ในระหว่างที่เดินอยู่นั้นดวงตาของเขาก็ฉายแววคาดหวังขึ้นมา

            เขาอยากรู้เหมือนกันว่าตระกูลหลี่...จะจัดการกับเขาอย่างไร

            จะกล้าส่งคนมาตายเพิ่มอีกหรือไม่? ถ้าส่งมาก็ดีเขาจะต้องเก็บเกี่ยวรากวิญญาณเพิ่มขึ้นอีกและสร้างเครื่องผลิตปราณวิญญาณเพิ่มขึ้น

            หลังจากคิดไตร่ตรองจนพอใจแล้ว

            หยุนโม่ก็เบนทิศทางเดินเลี้ยวเข้าสู่เส้นทางด้านข้าง ก่อนจะค่อย ๆ ลับหายเข้าไปในแนวป่าลึก

            ท่าทางของเขาไร้ซึ่งความระแวดระวัง

            ไม่มีแม้แต่เงาของความเกรงกลัวจะถูกติดตามหรือซุ่มโจมตี

            เพราะเขารู้ดี...หลังจากเหตุการณ์ที่เขาระเบิดหัวผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมกายาไปถึงสองคนอย่างง่ายดาย

            ต่อให้พวกมันจะโง่เง่าเพียงใดก็คงไม่กล้าหาญพอจะตามเขามาในตอนนี้เป็นแน่

            …

            ณ คฤหาสน์ตระกูลถัง

            คฤหาสน์ขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ทางตอนเหนือของเมืองอวี้หยางเช่นเดียวกับตระกูลหลี่

            เพียงแต่ถัดออกไปอีกหลายช่วงถนนแยกอาณาเขตชัดเจนไม่ปะปนกัน

            แม้จะอยู่ในพื้นที่ห่างไกลกันแต่ขนาดและความโอ่อ่าของทั้งสองตระกูลไม่ต่างกันนักคฤหาสน์ตระกูลถังนั้นออกแบบเรียบง่าย แต่เปี่ยมด้วยบรรยากาศทรงอำนาจ

            มีระเบียงทางเดินยาวเชื่อมต่อเรือนแต่ละหลังแวดล้อมไปด้วยสวนไผ่และสระบัวที่ดูเงียบสงบ

            ด้านหน้าและแนวกำแพงมีผู้คุ้มกันของตระกูลประจำการแน่นหนาล้วนเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตปรับแต่งพลังระดับสูงทั้งสิ้น

            ทุกย่างก้าวภายในคฤหาสน์แห่งนี้เต็มไปด้วยความเงียบขรึมและกฎระเบียบที่เคร่งครัด

            ณ ห้องหนังสือของผู้นำตระกูลถัง

            ห้องกว้างใหญ่ประดับด้วยชั้นวางตำราเรียงรายทั้งสองฟากฝั่งกลิ่นกระดาษโบราณและหมึกสดชื่นปะปนในอากาศ

            ภายในห้องมีหน้าต่างบานใหญ่รับแสงธรรมชาติทำให้บรรยากาศดูสงบและเงียบงัน

            ที่ใจกลางห้องมีโต๊ะไม้จันทน์ตั้งเด่นอยู่ ตรงนั้น...ชายผู้หนึ่งกำลังนั่งอ่านตำราอย่างนิ่งสงบ

            เขาคือ ถังชิงอวี้ผู้นำตระกูลถังคนปัจจุบัน

            ชายวัยกลางคนร่างสูงใหญ่ใบหน้าเกลี้ยงเกลาไร้หนวดเครา นัยน์ตาคมลึกซ่อนเร้นความคิดยากหยั่งถึง

            ท่วงท่าเงียบขรึมและสุขุม ยามพลิกอ่านตำราก็ยังคงเปี่ยมด้วยอำนาจโดยมิกล่าวถ้อยคำใด

            ข้างกายถังชิงอวี้มีชายชราผู้หนึ่งยืนพนมมืออยู่ต่ำกว่า

            ชายชราร่างผอม ผิวเหี่ยวย่นสวมอาภรณ์เรียบง่ายสีเทา ดูเป็นบ่าวเฒ่าคนสนิทที่ติดตามรับใช้มาช้านาน

            บัดนี้เขากำลังรายงานเรื่องราวในเมืองให้ผู้นำรับฟัง

            ถังชิงอวี้พลิกหน้าตำราในมือไปพลางฟังรายงานเงียบ ๆ ไม่เร่งร้อน

            จนเมื่อเสียงรายงานจบลงมุมปากของเขาก็ยกยิ้มบางเบา

            “ตระกูลหลี่...สูญเสียผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมกายาไปถึงสามคน”

            เสียงของเขาเอื้อนเอ่ยอย่างแผ่วเบาแต่ทุ้มหนัก คล้ายพึมพำกับตนเอง

            “พลังของพวกมัน...เสียหายอย่างหนักแล้ว” 

            บ่าวเฒ่าข้างกายยิ้มบางพลางตอบรับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เป็นเรื่องดีสำหรับพวกเราหรือว่าท่านผู้นำจะให้พวกเราฉวยโอกาสนี้...ซ้ำเติมตระกูลหลี่ดีหรือไม่ขอรับ?”

            ถังชิงอวี้วางตำราในมือลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา

            จากนั้นเอนกายพิงพนักเก้าอี้ดวงตาลึกซึ้งขมวดคิ้วเล็กน้อย ราวกับกำลังขบคิดอย่างถี่ถ้วน

            เขาเอ่ยเสียงเรียบ

            “ยังไม่ต้องทำอันใดทั้งสิ้น”

            “อยู่ ๆก็มีมนุษย์ผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้น อีกฝ่ายถือครองสมบัติที่สามารถสังหารผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมกายาขั้นกลางได้อย่างง่ายดาย...”

            เขาหยุดชั่วครู่แล้วกล่าวต่อ

            “เรื่องนี้...ไม่ใช่เรื่องธรรมดาเรายังไม่ควรเคลื่อนไหวโดยไม่จำเป็น”

            บ่าวเฒ่าพยักหน้าแสดงความเห็นด้วย

            ภายในห้องหนังสือกลับคืนสู่ความเงียบอีกครั้งชั่วขณะก่อนที่ถังชิงอวี้จะคล้ายเพิ่งนึกบางอย่างขึ้นได้

            “ทางผู้ดูแลเมือง...รู้เรื่องนี้แล้วหรือยัง?”เขาหันมาถามเสียงต่ำ แต่ทุ้มหนักมีพลัง

            บ่าวเฒ่าขานรับอย่างรวดเร็ว “ทราบแล้วขอรับ ข้าได้ส่งข่าวไปก่อนหน้านี้แล้ว”

            “ดี” ถังชิงอวี้พยักหน้าเงียบ ๆ

            แม้ใบหน้าเขาจะสงบนิ่งเฉกเช่นทุกครา

            แต่ลึกลงไปในดวงตานั้นยังมีแววกังวลซ่อนอยู่

            มนุษย์ธรรมดาผู้หนึ่งกลับถือครองอาวุธที่สามารถสังหารผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมกายาได้อย่างง่ายดาย

            วันนี้อาวุธของมันชี้ไปที่ตระกูลหลี่

            แต่ใครเล่าจะรับประกันได้ว่าวันหน้า...มันจะไม่หันปลายกระบอกนั้นมาทางตระกูลถังของตน? 

            เพราะเหตุนี้ถังชิงอวี้จึงยอมส่งข่าวไปยังผู้ดูแลเมืองอวี้หยาง

            ให้บุคคลผู้นั้นรับรู้ถึงภัยที่อาจจะเกิดขึ้นนี่ไม่ใช่เพราะหวังความร่วมมือ...แต่เพื่อให้มีผู้คอยระวังภัยแทนตระกูลถังเท่านั้นเอง

    คล้ายกับเรื่องระบบ AI พิชิตแดนเซียน ที่คุณอ่าน