บทที่ 43 อิงอิงทำไม่ถูกตรงไหน?
ระหว่างกิจกรรมช่วงบ่าย หม่าฮ่าวซึ่งเดิมทีอยู่ด้านหลังรีบวิ่งไปหาฉินอิงอิงที่อยู่ด้านหน้าทันที
“อิงอิง”
ฉินอิงอิงเงยหน้าขึ้นมองเขาแล้วรู้สึกเหนื่อยขึ้นมา
“หม่าฮ่าว นายช่วยนั่งยอง ๆ คุยกับฉันได้ไหม?”
“ได้สิ!” หม่าฮ่าวรีบนั่งยอง ๆ ทันที ในที่สุดเขาก็สูงเท่ากับเด็กหญิงตัวน้อย “ตอนเที่ยงเธอไปไหนมาเหรอ? ทำไมฉันไม่เห็นเธอเลย?”
ฉินอิงอิงมองไปซ้ายขวาก็เห็นว่ามีเด็กหลายคนกำลังมองเธออยู่จึงขยับเข้าไปใกล้เขามากขึ้น
“พี่ชายมาหาฉัน ฉันไปกินข้าวกับเขามา”
หม่าฮ่าวรู้สึกแปลกใจ “เธอไม่ได้กินข้าวที่ชั้นเรียนเหรอ? ทุกคนกินข้าวที่ชั้นเรียนกันหมด”
เมื่อเข้ามาใกล้ ๆ ฉินอิงอิงเพิ่งจะเห็นว่ามุมปากของเขามีรอยช้ำและมีรอยบวมแดงที่หน้าผาก
แน่นอนว่า หม่าฮ่าวก็เห็นรอยบวมแดงที่หน้าผากของฉินอิงอิงเช่นกัน ทั้งสองจึงส่งเสียงออกมาพร้อมกัน
“เธอเป็นอะไร?”
“นายเป็นอะไร?”
หม่าฮ่าวลุกขึ้นยืนทันที “ใครรังแกเธอ?”
ฉินอิงอิงอึ้งไป แต่ดีที่เธอกลับมาตอบสนองอย่างรวดเร็ว
“ไม่มี ๆ ฉันไม่ระวังจนล้มไปเอง”
เธอมองหม่าฮ่าวและคิดว่าเขาต้องถูกคนชกต่อยมาแน่ ๆ
“นายล่ะ ทะเลาะกับใครมาหรือเปล่า?”
หม่าฮ่าวยังไม่ทันพูด หวังเสียวหย่าก็เข้ามา
“เขาถูกเด็กอนุบาลสามทุบตีมา”
“อนุบาลสาม?” ฉินอิงอิงรู้สึกสับสนมากขึ้น “ทำไมเป็นเด็กอนุบาลสามล่ะ?”
ห้องหนึ่งและอนุบาลสามไม่ได้อยู่ทางเดียวกัน อีกทั้งเด็กอนุบาลหนึ่งก็ไม่ค่อยเดินไปฝั่งอนุบาลสาม
หวังเสียวหย่าลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เธออดไม่ได้ที่จะพูดเหตุผล
“เพราะเขาได้ยินเด็กอนุบาลสามหลายคนพูดว่าเธอเป็นเด็กโง่และพูดไม่ได้ เขาจึงไปทะเลาะกับเด็กอนุบาลสาม หลังจากนั้น… ก็เกิดการชกต่อยขึ้น”
ฉินอิงอิง “...”
เป็นเพราะเธอ?
อิงอิงจะไม่ทนแล้ว!
เพื่อนปกป้องเธอ อีกฝ่ายต้องถูกทุบตี ลูกวาฬน้อยจำเป็นต้องสู้กลับ
ฉินอิงอิงดึงมือของหม่าฮ่าว “ไป!”
หม่าฮ่าวต้องการหยุดเพื่อนไว้ไม่ให้ไป แต่เขาไม่คิดว่าตนเองที่มีน้ำหนักเจ็ดสิบถึงแปดสิบกิโลกรัมจะถูกฉินอิงอิงที่มีรูปร่างเล็กกว่าครึ่งหนึ่งดึงให้เดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
เขาก้มลงมองขาของตัวเอง เหมือนกับว่าขาไม่ใช่ของเขาอีกต่อไป
ในทางเดินด้านนอกชั้นอนุบาลสาม ลู่ฉีกำลังขมวดคิ้วโต้เถียงกับเยี่ยนเสี่ยวหรู
แต่เยี่ยนเสี่ยวหรูกอดแขนของตัวเองและส่งเสียงหึอย่างเย็นชา “เธอเป็นเด็กโง่ปัญญาอ่อน!”
“พูดไม่ไม่ได้ ทำอะไรก็ไม่ได้ ถ้าไม่ใช่คนโง่แล้วจะเรียกว่าอะไร?”
ลู่ฉีโกรธมากจนหน้าแดงก่ำ “ทำไมอิงอิงน้อยจะพูดไม่ได้ เธอพูดได้ทุกอย่าง อีกทั้งยังรู้เยอะมาก ฉลาดมากด้วย คนโง่เป็นเธอต่างหาก!”
“นายกล้าว่าฉันโง่เหรอ?” เยี่ยนเสี่ยวหรูเริ่มโกรธขึ้นมาและเรียกเพื่อนที่เล่นกับเธอมาช่วย “สั่งสอนเขา!”
อย่าคิดว่ามีพ่อเป็นครูใหญ่แล้วเธอจะไม่กล้าลงมือนะ เธอคือเจ้าหญิงน้อยที่เป็นสมบัติล้ำค่าของตระกูลเยี่ยน!
เมื่อตอนกลางวันเด็กอ้วนคนนั้นก็ช่วยพูดแทนเด็กโง่ฉินอิงอิงเหมือนกันไม่ใช่เหรอ อีกฝ่ายเลยโดนทุบตีจนจมูกมีรอยช้ำกลับไป?
ตอนนี้ครูไม่ได้ตามหาเธอ แน่นอนว่าเป็นเพราะเธอนามสกุลเยี่ยนเลยไม่มีใครเอาเรื่อง
เด็กผู้ชายห้าหกคนที่อยู่ข้าง ๆ เยี่ยนเสี่ยวหรูรีบพุ่งเข้าไปหาลู่ฉี ม่านตาของลู่ฉีปิดลงอย่างรวดเร็ว เขากัดฟันเตรียมจะสู้กลับ แต่มือเล็ก ๆ อ้วน ๆ ก็ลอดผ่านใต้แขนของเขามาจับกำปั้นที่กำลังจะฟาดมาที่สันจมูกไว้ก่อน
“อิงอิงน้อย?” ลู่ฉีหันกลับไปมองโดยไม่รู้ตัว
ฉินอิงอิงยิ้มอย่างน่ารักให้เขาและส่งมือกลับไปทักทายเจ้าของหมัดไม่เบาไม่แรงนัก
“โอ๊ย!”
“เจ็บ!”
“ว้าววว...”
หม่าฮ่าวกังวลว่าฉินอิงอิงจะเสียเปรียบ เธอเป็นเพื่อนคนแรกของเขาที่โรงเรียนอนุบาลและเธอหน้าตาดีมาก สิ่งสำคัญคือเขาก็คิดว่าตนเองหน้าตาดีเหมือนกัน
เขาอยากจะเข้าไปช่วยฉินอิงอิง แต่กลับพบว่าตนเองไร้ประโยชน์
ฉินอิงอิงปะปนอยู่ในหมู่เด็ก ๆ ราวกับปลาในน้ำที่ว่ายไปรอบ ๆ อย่างอิสระ
เมื่อคุณครูประจำชั้นอนุบาลสามมาถึง ทางเดินก็แน่นไปหมดแล้ว
คนร้ายอย่างเยี่ยนเสี่ยวหรูถูกฉินอิงอิงเตะล้มลงกับพื้น เธอร้องเสียงดังด้วยความเจ็บปวด
“คุณครูซ่ง ฉินอิงอิงตีคนแล้ว!”
ฉินอิงอิงกำนิ้วทั้งห้านิ้ว จ้องมองไปยังเยี่ยนเสี่ยวหรูที่กำลังฟ้องครูอย่างดุเดือด เธอดูดุร้าย
“เธอรุมฉันคนเดียวแล้วแพ้ ยังกล้าที่จะฟ้องครูอีกเหรอ หน้าไม่อายจริง ๆ”
หม่าฮ่าวรีบเสริมขึ้นมาทันที “อิงอิงอายุสามขวบครึ่ง เยี่ยนเสี่ยวหรูอยู่อนุบาลสาม อย่างน้อยก็อายุห้าขวบแล้ว รังแกคนที่อายุน้อยกว่า น่าอายที่สุด!”
ลู่ฉีก็เห็นด้วยเช่นกัน “ใช่!”
เยี่ยนเสี่ยวหรูตกตะลึง “...”
เธอไม่ได้ตกตะลึงที่ฉินอิงอิงกล่าวว่าเธอเสีย ๆ หาย ๆ แต่ตกตะลึงเพราะนึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะพูดได้จริง ๆ
เป็นไปได้อย่างไร?
เธอมองดูฉินอิงอิงด้วยความไม่เชื่อ “เธอ… เธอพูดได้แค่ ‘อิงงง’ ไม่ใช่เหรอ?”
ฉินอิงอิงถอนหายใจ จ้องมองเยี่ยนเสี่ยวหรูอย่างสบประมาท
“เมื่อก่อนฉันพูดไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่าตอนนี้จะพูดไม่ได้! ก่อนหน้านี้เธอสู้ฉันไม่ได้ ตอนนี้เรียกพวกมารุมก็ยังสู้ฉันไม่ได้ ไม่รู้จักพัฒนาแล้วยังจะมาทุบตีคนอีก!”
“กินข้าวฟรีแล้ว! ปลืองเปล่า ๆ!”
หม่าฮ่าวเสริมอย่างเจ็บปวด “เลี้ยงเธอยังสู้เลี้ยงไก่ไม่ได้เลย!”
ลู่ฉีสูดหายใจเข้า “ให้อาหารสุนัขยังดีกว่าให้อาหารเธอ!”
เยี่ยนเสี่ยวหรูหน้าดำหน้าแดง “...”
เธอโกรธจนสั่นไปหมดทั้งตัวกับคำพูดของทั้งสามคน หลังจากนั้นก็ปิดหน้าและร้องไห้เสียงดัง
เด็ก ๆ ที่ร่วมกันก่อปัญหาจึงถูกเรียกไปที่ห้องทำงานของคุณครูในโรงเรียน
เมื่อถูกถามว่าใครเป็นคนเริ่มก่อน
ฉินอิงอิง หม่าฮ่าว และลู่ฉี ต่างก็ชี้ไปยังเยี่ยนเสี่ยวหรู
เยี่ยนเสี่ยวหรูร้องไปพลางส่ายหน้าไปพลาง “คุณครูซ่งหนูไม่ได้เริ่ม… ฮือออ...”
ลู่ฉีรีบอธิบายทันที “เธอสั่งให้พวกเขารังแกคนอื่นครับ”
“ใช่!” หม่าฮ่าวเสริม “เมื่อตอนกลางวันเธอยังสั่งให้คนมาต่อยผมด้วย! มุมปากและที่หน้าผากของผมยังมีบาดแผลอยู่เลย!”
เยี่ยนเสี่ยวหรูส่ายหน้า “ก็ไม่ใช่ฉันที่เป็นคนลงมือนี่!”
เด็ก ๆ ที่เป็นผู้ลงมือก้มหน้าลงแต่ไม่กล้าส่งเสียง
คุณครูซ่งมองไปยังคุณครูหลี่ คุณครูหลี่จึงถามฉินอิงอิง
“ทำไมอิงอิงต้องตีเพื่อนด้วย หื้ม?”
ฉินอิงอิงไตร่ตรองอย่างละเอียดและเริ่มที่จะตอบคำถามของคุณครูหลี่
“ข้อแรก เธอไปบอกกับคนอื่นว่าหนูโง่ ปัญญาอ่อน และพูดไม่ได้ คนปล่อยข่าวลือสร้างปัญหาควรถูกทุบตี!”
“ข้อที่สอง เธอรังเกียจเพื่อนของหนู ควรถูกทุบตี!”
“ข้อที่สาม เธอมีสิทธิ์ที่จะรุมแต่กลุ่มของเธอไม่แข็งแกร่งมากพอ สมควรถูกทุบตี!”
คุณครูหลี่ “...”
คุณครูซ่ง “...”
คุณครูหลี่รู้สึกประหลาดใจที่อิงอิงน้อยมีความชัดเจนเป็นระเบียบและถึงกับใช้คำยาก ๆ ที่เด็กไม่นานจะรู้จักอย่างการ ‘ปล่อยข่าวลือ’ และ ‘สร้างปัญหา’
คุณครูซ่งรู้สึกว่าฉินอิงอิงรุนแรงเกินไป ถึงแม้เยี่ยนเสี่ยวหรูจะทำผิดจริง เธอก็ควรบอกคุณครูเป็นอันดับแรก ไม่ใช่ไปเผชิญหน้ากับเยี่ยนเสี่ยวหรูโดยตรง
คุณครูซ่งไม่รู้ว่าฉินอิงอิงเป็นลูกสาวคนเดียวของตระกูลฉิน แต่เธอรู้ว่าเยี่ยนเสี่ยวหรูคือเจ้าหญิงน้อยของตระกูลเยี่ยน
ขณะที่ทอดสายตามองไปในเมืองหลวง นอกจากตระกูลฉิน ตระกูลที่มีอิทธิพลตระกูลอื่น ๆ คือตระกูลเยี่ยน และตระกูลมู่หรง
ถ้าหากมีอะไรเกิดขึ้นกับเยี่ยนเสี่ยวหรูในโรงเรียน เธอในฐานะคุณครูก็คงจบเห่
คุณครูซ่งก้มหน้าลงและเริ่มสั่งสอน
“ฉินอิงอิง สิ่งที่เยี่ยนเสี่ยวหรูทำนั้นผิดอย่างแน่นอน แต่ทั้งหมดที่เธอทำมันถูกต้องหรือเปล่า?”
ฉินอิงอิงมองอย่างสงสัย คิ้วของเธอเลิกขึ้น
“การช่วยเพื่อนไม่ถูกต้องเหรอคะ?”
“ถูกคนทุบตีแล้วสู้กลับไม่ถูกเหรอคะ?”
“อธิบายเหตุผลและแสดงทัศนคติให้คุณครูฟังไม่ถูกเหรอคะ?”
คุณครูซ่ง “...”
เธอเป็นแค่เด็กน้อยวัยสามขวบครึ่ง ทำไมมีเหตุผลมากมายนัก?
เดิมทีคุณครูซ่งเห็นว่าฉินอิงอิงหน้าตาน่ารักจึงตำหนิไปสองสามประโยค เมื่อถึงเวลาเธอตั้งใจจะขอให้ผู้ปกครองฉินอิงอิงไปขอโทษตระกูลเยี่ยนเป็นการส่วนตัว จากนั้นเรื่องทุกอย่างก็จะจบ
คิดไม่ถึงว่าเด็กคนนี้จะลื่นไหลและพูดเก่งขนาดนี้ ดังนั้นจึงไม่อาจกล่าวโทษฉินอิงอิงได้