เพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี)

    บทที่ สี่สิบหก

     

    บทที่ สี่สิบหก

     

    หลิวชิงเซียงก้าวเท้าข้ามธรณีบานประตูไม้ด้วยฝีเท้านิ่งทว่าในอกกลับเต้นระรัวมือเรียวที่แนบข้างกายซุกซ่อนการเกร็งของกล้ามเนื้อบ่งบอกความรู้สึกคับข้องภายในชุดผ้าแพรสีฟ้าอ่อนที่นางสวมในยามนี้ ทั้งชุดนี้เป็นชุดที่ได้ประทานมาตอนรับตำแหน่งของหลี่ผินใหม่ๆซึ่งแม้เนื้อผ้าจะบางเบาเคลื่อนไหวพลิ้วดั่งสายหมอกบนยอดเขาหากแต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนแรงกดหนักอึ้งบนบ่าบาง วันนี้มีบางอย่างแปลกไป

    "ถวายบังคมเพคะ.."น้ำเสียงราบเรียบเช่นทุกครั้งหลิวชิงเซียงคุกเข่าชิดพื้นตรงหน้า พลางก้มศีรษะชิดอกตามมารยาททุกกระเบียด

    เสียงปลายนิ้วเคาะกับผิวโต๊ะดังขึ้นเป็นจังหวะต่อเนื่องอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเงียบหายไปท่ามกลางความเงียบหัวใจของนางเต้นไม่เป็นจังหวะ "เข้ามาเถิด" เสียงของบุรุษด้านใน แม้นมิได้ดุดัน ทว่าน้ำเสียงที่ไร้อารมณ์กลับเย็นเยียบจนลามถึงกระดูกสันหลัง

    เมื่อได้รับอนุญาตหลิวชิงเซียงจึงค่อยลุกขึ้นกลิ่นหมึกหอมจางๆ ลอยอบอวลในอากาศ เคล้ากลิ่นไม้จันทน์ที่อบด้วยธูปหอมอ่อนๆจนทำให้รู้สึกเหมือนทุกก้าวที่เดินลึกเข้าไป คือการก้าวเข้าสู่แดนสนธยาตรงกลางห้องทรงงานโต๊ะไม้หยกเขียวตั้งเด่นกลางห้องข้างโต๊ะนั้น โม่เหวินหานนั่งหลังตรงในชุดฉลองพระองค์สีแดงเข้มสายตานั้นมองตรงมาที่นาง มิใช่ด้วยความพึงพอใจดั่งก่อนทว่ากลับสงบนิ่งเสียจนไม่อาจล่วงรู้ความคิดในใจเหมือนคมกระบี่หนาวเหน็บพร้อมปลิดชีพได้ทุกเมื่อ

    "เจ้ามาช้าไป" เขากล่าวช้าๆ ก่อนหันกลับไปมองกระดาษฎีกาที่วางบนโต๊ะมิได้ทอดพระเนตรมาทางนางแม้แต่น้อยตอนเอ่ยวาจา

    "หม่อมฉัน..ขอประทานอภัยเพคะ ระหว่างทางมีขันทีแจ้งว่าทางสวนด้านตะวันออกมีปิด.." นางเอ่ยเสียงนุ่มไม่ให้เผยพิรุธออกมาว่าที่ตนมีเรื่องในใจและมาเพื่อจับผิดอีกฝ่าย

    โม่เหวินหานไม่ได้กล่าวตอบเพียงใช้ปลายนิ้วพลิกกระดาษตรงหน้าอย่างเชื่องช้าเสียงพลิกกระดาษนั้นเบาเพียงใดแต่ในยามนี้กลับดังก้องในหูเหมือนเสียงกระบี่ปะทะโล่

    "มานั่งข้างๆ เรา" น้ำเสียงนั้นอ่อนโยนลงทว่าสำเนียงกลับนิ่งเรียบเยียบเย็นยิ่งกว่าเก่า หลิวชิงเซียงพลันเสียววาบที่ต้นคอ สันหลังเหมือนมีมดพิษไต่ยั้วเยี้ยขึ้นมาอย่างมิอาจห้ามร่างบางผินกายเดินตรงไปช้าๆ แล้วนั่งลงอย่างสงบเยื้องกับพระองค์ทางฝั่งขวา มือของนางประสานกันไว้บนตักแม้ภายนอกดูสงบแต่นัยน์ตากลับสั่นระริก

    "อาการป่วยของเจ้าดีขึ้นมากแล้วหรือ?" เสียงถามดังขึ้นในจังหวะที่นางกำลังคิดจะถอนหายใจพอดี

    หลิวชิงเซียงชะงักไปนิดก่อนแสร้งคลี่ยิ้มบาง “ดีขึ้นมากแล้วเพคะยาของวังหลวงประสิทธิผลยิ่งนัก”

    โม่เหวินหานทอดพระเนตรไปยังถ้วยยาที่เย็นชืดบนโต๊ะก่อนจะกล่าวด้วยเสียงเรียบเย็น “หากดีขึ้นเร็วปานนั้นเพราะตัวยาดี หรือเพราะกำลังใจดี?”

    นางขบริมฝีปากแน่นครู่นั้นความคิดหนึ่งแล่นวาบขึ้นมาในใจ “หม่อมฉัน..คิดว่าคงเพราะทั้งสองประกอบกันเพคะโดยเฉพาะยาที่พระองค์ทรงประทาน หม่อมฉันซาบซึ้งใจอย่างหาที่สุดมิได้”

    “อืม..เช่นนั้นคืนนี้..หากเราจะพักกับเจ้าให้เจ้าปรนนิบัติตอบแทนดีหรือไม่?” เสียงตรัสเอื่อยเฉื่อยราวไร้เจตนาทว่าสำหรับหลิวชิงเซียงแล้ว มันดังปานระฆังศึกที่กระหน่ำกลองก้องกลางสนามรบ

    นางชะงักฝ่ามือทันใดก่อนแสร้งไอเบาๆ สองครั้ง สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือด “หม่อมฉันยังคงมีอาการหลงเหลือเล็กน้อยเกรงว่าจะทำหน้าที่ไม่สมบูรณ์เพคะ”

    โม่เหวินหานคำรามในลำคอหนึ่งทีก็พลันลุกขึ้นยืนฝีเท้าหนักแน่นแต่ไร้เสียง เคลื่อนกายมายืนอยู่เบื้องหน้านางอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยก่อนจะโน้มตัวลงต่ำจนใบหน้าอยู่ในระยะที่ลมหายใจสามารถสัมผัสถึงได้ชัดเจน “เจ้าก็มิเคยปรนนิบัติเราอย่างเต็มที่เลยสักครั้งแล้วจะกลัวอันใด?”

    ประโยคเรียบๆที่เปล่งออกมานั้นหาได้เจือความยั่วเย้าอย่างแต่ก่อนไม่หากแต่แฝงไว้ด้วยแรงกดดันที่หนักอึ้งดั่งขุนเขา แม้นแววตายังคงสงบนิ่งกลับบีบคั้นจนรู้สึกหายใจติดขัด

    กลิ่นกายบุรุษที่นางคุ้นชินดูจะเข้มข้นขึ้นในยามนี้ราวกับทุกสัมผัสของฮ่องเต้คือการชั่งน้ำหนักใจของนางว่า จะตอบด้วยความสัตย์หรือจะลวงต่อไป?

    ทั้งสองสบตากันในความเงียบงันที่ช่างยาวนานดั่งโลกทั้งใบหยุดหมุนแล้วในที่สุดเสียงของโม่เหวินหานก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง..คราวนี้เบาและช้าลงกว่าทุกครา “ยาของวังหลวงไม่เพียงพอหรือถึงต้องออกไปหายานอกวัง?”

    ถ้อยคำนั้นเหมือนมีเข็มร้อยพันเล่มปักลงบนแผ่นหลังของหลิวชิงเซียงในคราเดียวใบหน้าของนางที่เพิ่งแต่งแต้มแป้งบางจางเผือดซีดมือสองข้างกำแน่นในอาภรณ์จนผ้าแพรยับย่นเส้นเลือดขมับข้างขวากระตุกถี่

    นางรับรู้ทันทีว่าความลับที่ปิดบังมาได้ถูกเปิดเผยแล้วบางส่วนบุรุษตรงหน้านางรู้เรื่องเมื่อคืน แต่เขารู้มากพอที่จะทำให้นางและเผ่าต้องตกอยู่ในอันตรายหรือไม่แต่ความจริงไม่ใช่เพียงตนเท่านั้นที่ตกอยู่ในเงามืดหากแต่เงามืดนั้นอาจแผ่คลุมไปถึงหลี่เสวี่ย ยิ่งเวลานี้หลี่เสวี่ยไม่ได้อยู่ในเผ่าอันห่างไกลจากเมืองหลวงถ้าเกิดอะไรขึ้นหลี่เสวี่ยจะถูกคนพบได้ง่ายเพียงเอื้อมมือคว้า

    อยู่ที่ว่าหากจักรพรรดิแห่งจินหยางต้องการจะสาวถึงความจริงทั้งหมดหรือไม่นางจะต้องหาวิธีให้เขาไม่ตามหาความจริง เผ่าซาเฟิงจะต้องรอดพ้น

    หลิวชิงเซียงกะพริบตาช้าๆสะกดความร้อนรนในใจให้สงบนิ่ง ภายนอกนางยังนั่งตรงแน่วราวกับสตรีผู้สงบเสงี่ยมไม่รู้เดียงสาแต่ในใจกลับคล้ายมีไฟเผาไหม้อยู่ในอก

    “หม่อมฉัน..แอบออกไปนอกวังหลวงจริงเพคะ” นางเอ่ยออกมาในที่สุดเสียงแผ่วเบายอมจำนนต่อแรงอำนาจ แต่นัยน์ตายังคงฉายแววกล้าแกร่งที่มิอาจลบเลือน

    โม่เหวินหานมองสบตานางสีหน้าไม่แสดงความยินดียินร้าย เขาเลิกคิ้วเพียงเล็กน้อยเหมือนคนที่ได้ยินเรื่องซึ่งรู้อยู่ก่อนแล้ว“เหตุใด?” เสียงถามราบเรียบ

    หลิวชิงเซียงคลี่ยิ้มบางมือเรียวข้างหนึ่งยกขึ้นแตะปอยผมที่ระตกข้างแก้ม แล้วแสร้งเบือนหน้าลงเล็กน้อยเหมือนคนสำนึกผิด"หม่อมฉันเพียงแค่รู้สึกเบื่อหน่ายวังหลวงนักมีแต่ตำหนักสูงใหญ่ผนังหยกม่านแพรที่เงียบเหงา ไม่เห็นแสงจันทร์เต็มฟ้าไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าม้า ไม่เคยได้ยินเสียงผู้คนหัวเราะกันอย่างเสรี" น้ำเสียงของนางนุ่มนวลมีเสน่ห์เฉพาะตัว

    “เพียงเท่านั้นหรือ?” บุรุษเอ่ยถามอย่างไม่สะทกสะท้านสีหน้านิ่งจนยากหยั่งใจ

    “เพียงเท่านั้นเพคะ” นางตอบแล้วแสร้งหลบตาวางมือทับกันไว้บนตักเรียบร้อยดังเดิม คำตอบเรียบง่าย ทว่าในใจกลับเต้นระรัวนางยังไม่รู้ว่าฝ่าบาททรงรู้ถึงไหนแล้ว การจะกล่าวถึงหลี่เสวี่ยหรือเฉียนอ๋อง..โม่เหวินจื่อแม้เพียงคำเดียวก็ไม่อาจเผลอหลุดปากไปได้

    หากเขารู้ว่าเฉียนอ๋องผู้ได้รับแผ่นดินศักดินาได้แอบกลับมาเมืองหลวงโดยมิได้รับอนุญาตตามราชบัญญัติอาญาโทษย่อมมิใช่น้อยแม้จะเป็นเชื้อพระวงศ์ก็ยากพ้นโทษ นางไม่อาจเสี่ยงให้ไฟสงสัยลุกลามไปถึงเขาได้

    "เช่นนั้น หากเจ้าอยากกินสิ่งใดอยากชมสิ่งใด เหตุใดไม่เอ่ยแก่เรา?" เขาเอ่ยเสียงนุ่มคล้ายประชด แต่นัยน์ตาที่ทอดมองกลับเยียบเย็นเป็นเหยี่ยวเวหามองเหยื่อ “หากอยากชมฟ้ายามราตรีเราให้กรมวังรื้อหลังคาตำหนักให้ชมจันทร์ก็ยังได้..หรือเจ้าอยากให้ญาติมิตรเพื่อนพ้องมาอยู่เป็นเพื่อนงั้นหรือ?”

    คำถามสุดท้ายดั่งสายฟ้าฟาดลงกลางอกหลิวชิงเซียงชะงักนิ่ง ผิวแก้มขาวสะท้อนแสงจนดูซีดเผือดฝ่ามือเย็นเฉียบเสียยิ่งกว่าลมปลายเหมันต์

    คำพูดนั้น..คือคำขู่หรือรักเอ็นดู? เขากำลังระแคะระคายว่ามีคนจากเผ่าซาเฟิงแฝงตัวมาในเมืองหลวง? หรือเพียงลอบเตือนให้นางทำตัวให้ดี หากไม่เช่นนั้นผู้คนรอบข้างจะตกเป็นเครื่องมือ?

    สายตาเขาที่ทอดมองนางคล้ายรู้ทันกลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างสูงสง่าเบื้องหน้านั้นเย็นเยียบแต่ก็กลับปลุกให้หัวใจเต้นแรงผิดจังหวะราวจะทะลุอกเส้นสมองเต้นตุบๆ คำพูดเขาหมายถึงอะไร นางไม่อาจตีความได้อย่างแน่ชัด รู้เพียงอย่างเดียวว่าต้องเบี่ยงความสนใจให้ได้ในทันที

    หลิวชิงเซียงไม่ลังเลอีกต่อไปนางพลันขยับร่าง พุ่งตัวเข้ากอดบุรุษเบื้องหน้าอย่างรวดเร็วแขนเรียวโอบรัดรอบแผ่นหลังกว้างแน่นหนา ใบหน้างามซบอยู่กับอกของเขา “เรื่องพวกนั้นหม่อมฉันไม่ต้องการแค่มีฝ่าบาทก็พอเพียง”เสียงของนางหวานละมุนลมฤดูวสันต์ที่พัดผ่านใจแข็งดั่งหิน

    โม่เหวินหานตัวแข็งค้างไปชั่วอึดใจแผ่นอกที่เคยเต้นอย่างสงบคล้ายเริ่มไหวตามแรงกระทบของร่างนุ่มที่แนบเข้ามาไม่ให้ตั้งตัวหญิงสาวตรงหน้าแทบไม่เคยเป็นฝ่ายเข้าหาเขาเช่นนี้เลยหากมิใช่เพื่อแผนการยืมมืออำนาจให้ได้มาซึ่งบางอย่าง

    เขารู้ว่านางกำลังพยายามใช้มารยาเล่ห์หญิงกลบเกลื่อนความผิด แต่อย่างไรเสีย บุปผาที่เลือกผลิบานด้วยมือของตนเองต่อให้กลีบมีพิษก็ยังหอมยวนใจ โม่เหวินหานคลี่ยิ้มบางสะบัดมือรวบร่างบางเข้ามาแนบชิดในอ้อมแขน กายสูงใหญ่โอบรัดแน่นจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกันอย่างชัดเจน

    "เจ้าเล่ห์นัก..คิดว่าเท่านี้จะรอดได้หรือ" เสียงกระซิบของเขาแม้จะเย็นเยียบแต่กลับแฝงความอ่อนนุ่มและไฟร้อนรุ่ม

    หลิวชิงเซียงยิ้มที่มุมปากน้อยๆแม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าเขาไม่ใช่คนรับมือง่าย แต่หากนางยังควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ก็เท่ากับยังปกป้องหลี่เสวี่ยกับเผ่าไว้ได้ “หม่อมฉันยินดีถวายทุกสิ่งให้ฝ่าบาท..หากฝ่าบาทประสงค์” น้ำเสียงนางอ่อนหวานลึกซึ้งจนแทบละลายใจ

    ร่างบางขยับแนบเข้าใกล้มือเรียวไล้ไปบนอกของเขาอย่างระมัดระวังดวงตาที่ทอดมองเขาในระยะใกล้เปล่งแสงระยิบระยับอย่างน่าหลงใหล โม่เหวินหานมิอาจต้านทานได้อีกต่อไปเขาโน้มหน้าลง ประกบริมฝีปากกับกลีบปากนุ่มที่ราวดอกเหมยแรกผลิ ริมฝีปากประกบแน่นลมหายใจร้อนระอุไหลผ่านไปพร้อมแรงอารมณ์ที่เริ่มปะทุ

    หลิวชิงเซียงตอบรับจูบนั้นอย่างนุ่มนวลสายน้ำอุ่นที่ไหลเอื่อย สัมผัสของเขาหนักแน่นเร่าร้อน ร่างสูงขยับรัดแน่นขึ้นมือหนึ่งโอบรอบบ่า มืออีกข้างสอดแนบแผ่นหลังเว้าใต้เสื้อแพรบางเบา

    “สตรีจากเผ่าซาเฟิงเจ้าเล่ห์เช่นนี้เองหรือ” เสียงกระซิบราวหยอกล้อชิดข้างหู

    ประโยคนี้เป็นปลายมีดบางเฉียบกรีดใจนางหลิวชิงเซียงชะงักไปเพียงชั่วครู่แต่ไม่ขยับหนี เขาคงยังไม่รู้หรอกว่านางเป็นตัวปลอมไม่เช่นนั้นคงตัดหัวนางไปนานแล้วนางต้องมุ่งหน้าต่อไม่อาจให้ความสงสัยกลับคืนมาได้อีกการล่อลวงอาจเป็นเพียงเล่ห์สตรี แต่ในยามนี้มันคือทางรอดของคนทั้งเผ่า

    หลิวชิงเซียงไม่รอช้าสัมผัสกับริมฝีปากของบุรุษผู้สูงศักดิ์อย่างแผ่วเบาทว่าในจังหวะเดียวกันนั้น ร่างสูงกลับบดจูบตอบอย่างล้ำลึกร้อนแรงยิ่งกว่าลมอัคคีจากภูเขาไฟมือใหญ่ของเขากระชับที่บ่าเล็กที่คลุมด้วยเสื้อแพรบางนิ้วเรียวยาวลูบไล้ไล่ขึ้นไปตามแนวต้นคออ่อนนุ่มราวสำรวจอักษรลับที่ถูกสลักไว้ใต้ผิวเนื้อขาวผ่อง

    กลิ่นหอมละมุนจากกายของนางผสมกลิ่นบุปผาอ่อนๆ ที่ห้อยติดกายประจำซึมลึกเข้าประสาทสัมผัสจนโม่เหวินหานแทบไม่อาจยั้งตนได้อีกมือข้างหนึ่งลูบผ่านแผ่นหลังเว้าลึก ลากแนวปลายนิ้วลงจนสะโพกนุ่มได้แนบชิดกับกายเขาท่วงท่ารัดรึงเสียดสีกันจนลมหายใจของทั้งคู่กลายเป็นหนึ่งเดียว

    หลิวชิงเซียงเผลอเงยหน้าเล็กน้อยเมื่อเขาเปลี่ยนมุมจูบปลายจมูกของเขาไล้ลงมาตามแนวแก้ม ลูบไล้แผ่วเบาราวเงาเมฆาแล้วประทับจูบอีกครั้งที่มุมปาก ดวงตาคู่นั้นยังคงปิดแน่นริมฝีปากอ่อนนุ่มเผยอรับการรุกไล้ของอีกฝ่ายอย่างเต็มใจ

    ปลายลิ้นของเขาสอดแทรกเข้าไปอย่างนุ่มนวลแน่วแน่ไล้ชิมทุกซอกมุมภายในโพรงปากนุ่มที่อบอุ่นดั่งบุปผาแรกแย้มกระทบฝนแรกลิ้นของนางตอบสนองอย่างเงอะงะเล็กน้อยก่อนจะกลายเป็นร่วมเต้นรำคลอไปตามจังหวะความรุ่มร้อนที่เริ่มทวีขึ้นเรื่อยๆ

    มือของเขาเลื่อนขึ้นแตะแก้มเนียนลูบไล้จนถึงหลังใบหูเบาๆ แล้วสอดเข้าไปในผมยาวสีดำขลับ ปลายนิ้วค่อยๆแหวกปมปิ่นหลุดลงอย่างไม่ตั้งใจ เส้นผมยาวจึงสลายจากมวยคลี่ลงรอบไหล่เสริมให้นางดูงามหยาดเยิ้มราวหยกต้องน้ำค้าง

    “เจ้ากำลังทำให้เราเป็นบ้า” เขากระซิบเสียงพร่าข้างหูก่อนจะจูบซ้ำอีกครั้ง หนนี้ลึกซึ้งกว่าเดิมหนักแน่นกว่าเดิม

    หลิวชิงเซียงรู้ว่ากำลังถูกเขาครอบครองทั้งใจและกายยิ่งปล่อยตัวตามแรงจูบ เงาของเผ่าซาเฟิงในใจเขาก็จะจางลงแต่เหตุใดกันช่วงเวลาเช่นนี้ นางกลับรู้สึกวูบไหวบางอย่างในอกเงาแห่งความผูกพันซ่อนอยู่ในเปลวไฟตัณหา

    ...

    ทางเดินของตำหนักเฉียนชิงร่างบางที่กำลังก้าวเดินไปตามทางเดินหินเรียบด้วยฝีเท้าเนิบช้าทุกย่างก้าวของหลิวชิงเซียงคล้ายจะมั่นคงแต่ในอกของนางกลับยังไม่อาจนิ่งสงบได้ดั่งท่วงท่าที่แสดงออก

    ร่างบางในชุดผ้าแพรสีฟ้าแนบไปกับรูปร่างรอยยับจากแรงกอดเมื่อครู่ยังปรากฏจางๆ ตามลำแขนช่วงไหล่และแนวเอวผ้าคลุมที่ถูกสวมมาหลวมลงข้างหนึ่งเพราะนางมิได้จัดระเบียบเสื้อผ้าก่อนจากมาหลังจัดชุดให้เข้าที่นางก็ยกมือขึ้นแตะริมฝีปากแผ่วเบา ปลายนิ้วสัมผัสลงช้าๆราวยังมีไออุ่นของจูบเมื่อครู่ค้างอยู่ ริมฝีปากนุ่มระเรื่อของตนยังชาซ่านเบาๆพึ่งถูกเปลวเพลิงลูบไล้ผ่าน นางรู้สึกได้ว่าครั้งนี้ร่างกายตนตอบสนองต่อเขาผู้นั้นมากเกินควรไปแล้ว

    “บัดซบจริง” นางพึมพำเบาๆ คล้ายจะตำหนิตนเองแต่ริมฝีปากกลับยิ้มยกขึ้นเสียอย่างนั้น

    หลิวชิงเซียงไม่ใช่หญิงสาวที่ไร้เดียงสานางรู้ว่าทุกสัมผัส ทุกท่วงท่าในห้องทรงงานเมื่อครู่ต่างเป็นผลจากเล่ห์กลของตนที่ต้องใช้เพื่อเอาตัวรอด แต่นางก็ปฏิเสธมิได้ว่าทุกจุมพิตทุกลมหายใจใกล้ชิดนั้น ไม่ใช่เพียงแค่การล่อลวงตามแผนมันมีบางอย่างลึกซึ้งกว่านั้น บางสิ่งที่แม้จะมิอาจพูดออกมาได้แต่นางสัมผัสได้ในก้นบึ้งหัวใจที่นางไม่ยอมรับตัวเอง

    ดีแล้วที่ที่เกิดเรื่องคือห้องทรงงานเพราะอาจจะมีขุนนาง ขันที นางกำนัลผ่านเข้าออกแม้จะเป็นพื้นที่ส่วนพระองค์แต่ก็ไม่อาจทำสิ่งเกินเลยเกินควร กลัวว่าหากเป็นห้องลับตาผู้คนที่ไร้สายตาอื่นๆเช่น..ห้องของนาง กลัวเหลือเกินว่าคืนนี้อาจมิใช่แค่ริมฝีปากที่ได้จุมพิต

    นางกลืนน้ำลายลงอย่างยากเย็นใบหน้าแหงนขึ้นรับลมระหว่างเดินผ่านศาลาเล็กตรงมุมสวนสายลมพัดปลิวปลายผ้าคลุมที่ยังหลุดลุ่ยปอยผมที่หลุดจากปิ่นเมื่อครู่ก็ยังปลิวลงพาดแก้มราวกับจะซ้ำเติมให้รู้สึกถึงความสับสนของตนเองมากยิ่งขึ้น

    “มาตั้งใจจะจับผิดเขาแท้ๆ” นางพูดกับตนเองเบาๆ ในลำคอพลางถอนหายใจอย่างหมดอาย สุดท้ายกลับถูกเขาจับเสียเอง จะว่าจับก็ยังน้อยไปเหมือนจะถูกกลืนทั้งตัวด้วยซ้ำ ยามคิดถึงถ้อยคำจนกระทั่งสัมผัสจากอีกฝ่ายใบหน้าเรียวก็เผลอแดงซ่านขึ้นมา จะโทษเขาเป็นบุรุษหน้าเหม็นได้อย่างไรในเมื่อเป็นนางที่ยื่นเนื้อให้เสือชิม

    “แต่อย่างน้อยเล่ห์สตรีก็ยังมีฤทธิ์มากกว่าบุรุษมังกรผู้นั้นอยู่” นางคิดเช่นนั้นแล้วหัวเราะแต่กลับกลายเป็นเสียงแผ่วเจือหัวเราะขื่นในลำคอ

    สุดท้ายแล้วความขัดเขินก็ต้องถูกพักไว้เมื่อคิดถึงสิ่งที่เขากล่าวเกี่ยวกับ“ญาติมิตรเพื่อนพ้อง” ที่อยากให้อยู่เป็นเพื่อนหากเป็นเพียงคำเอ็นดูย่อมดีไม่น้อย แต่หากเป็นนัยเตือนหรือข่มขู่เงียบๆว่าหากนางคิดก่อการอันใด ผู้คนรอบกายก็จะมิปลอดภัยอีกต่อไป

    หลิวชิงเซียงหยุดยืนใต้ต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านปลายนิ้วแตะปากยังคงร้อนรุ่มหากคืนนี้เขาเสด็จมาหานางที่ตำหนักจริง หากเขาคิดจะสานต่อสิ่งที่เริ่มไว้อาการเสี้ยวสันหลังของนางวูบเย็นวาบอย่างมิอาจห้าม หัวใจเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว ‘เล่ห์สตรีที่จะใช้เพื่อปกป้องเผ่าจะไปสุดที่ตรงไหน’

     

     

    คล้ายกับเรื่องเพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน