ท่าน ผอ. ถึงกับมีสีหน้างงงวย เกิดความผิดคาดขึ้นอีกครั้ง
“ผมนึกว่าอาจารย์วิชชาจะเห็นด้วยกับเรื่องนี้อย่างเต็มที่นะครับนี่ ไม่นึกว่าอาจารย์วิชชากลับไม่เห็นด้วย อันที่จริง การย้ายห้องสมุดลงมาอยู่กับห้องไอทีและห้องกิจกรรม จะทำให้นักเรียนสะดวกกับการหาข้อมูลและการศึกษามากขึ้น นักเรียนจะสามารถค้นคว้าได้ทั้งออนไลน์และจากหนังสือ อีกทั้งอาจารย์ก็จะได้อยู่ใกล้ชิดกับนักเรียนที่มาทำกิจกรรมยิ่งขึ้น”
อาจารย์วิชชาเริ่มสงบอาการร้อนรน แต่ยังคงตอบโต้ไม่เห็นด้วย
“อย่างไรก็ตาม ห้องสมุดจะต้องเล็กลง ผมกังวลว่าจะทำชั้นหนังสือเก็บเอกสารต่าง ๆ ไม่พอ”
“หนังสือส่วนใหญ่ก็เก่ามากแล้วนะครับอาจารย์วิชชา อีกทั้งบางเล่มก็ขึ้นรา เก่าจนใช้การแทบไม่ได้แล้ว อาจจะต้องถึงเวลาที่เราต้องสังคายนาห้องสมุดกันสักที” ท่านผอ.พยายามโน้มน้าว
ข้อเสนอในการย้ายห้องสมุด เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล ซึ่งอาจารย์ทุกคนในห้องประชุมต่างเห็นด้วยกันทั้งหมด ยกเว้นอาจารย์วิชชา...
“หนังสือส่วนใหญ่เก็บมานานหลายทศวรรษ มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี และทางวรรณกรรมมาก เราไม่อาจทิ้งของมีค่าเหล่านี้ไปได้ครับท่าน ผอ.”
“ถ้าเช่นนั้น ผมก็เห็นด้วย และขอเสนอว่าเราควรเก็บหนังสือเก่าที่นักเรียนจะไม่เปิดอ่านไว้ที่ห้องเก็บเอกสารทางตึกโรงอาหาร แล้วหาวิธีเก็บอย่างไรให้ไม่ผุสลายไป” ท่านผอ.ให้ความเห็นและมีข้อเสนอแนะที่ดี
“แต่หอคอยห้องสมุดที่สร้างมานานนั้นเป็นสัญลักษณ์โรงเรียนของเรานะครับ เป็นความทรงจำของนักเรียนทุกรุ่น ผมว่าการรื้อถอนสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์และความทรงจำของโรงเรียน จะเป็นการทำลายคุณค่าทางจิตใจของคนรุ่นต่าง ๆ ให้สูญหายไปกับกาลเวลา” อาจารย์วิชชายังคงยืนหยัดต่อสู้ให้หอคอยห้องสมุดคงอยู่ต่อไป
“เอ อาจารย์วิชชาครับ บางครั้งเราอาจต้องยอมรับกับการเปลี่ยนแปลงที่จะต้องมีตลอดเวลานะครับ ไม่มีสิ่งใดที่จะเที่ยงแท้อยู่ยั่งยืนได้ตลอดไป อย่างเช่น ผมก็เคยมีความทรงจำในวัยเด็กที่ดีกับโรงหนังเฉลิมไทย นั่นก็ถูกรื้อถอนไปในที่สุดเพื่อสิ่งที่ดีกว่า นั่นคือทิวทัศน์ที่สวยงามของวัดพระราชนัดดา และผมก็เคยมีความทรงจำที่ดีกับโรงแรมดุสิตฯ สุดท้ายก็ต้องรื้อถอนไปเพื่อสร้างโรงแรมที่ทันสมัยกว่ามาแทนที่ หอคอยห้องสมุดของเราก็คงไม่ถูกยกเว้น...”
ท่าน ผอ. นิ่งสักครู่ก่อนกล่าวต่อ
“พูดก็พูดเถอะนะอาจารย์วิชชา ผมกลัวว่าความทรงจำที่จะมีต่อหอคอยห้องสมุดจะเป็นแต่ความทรงจำที่น่ากลัวมากกว่าน่ะสิ”
อาจารย์ทุกคนได้ยินท่าน ผอ.พูดแบบนัย ๆ ก็เข้าใจกันว่าท่าน ผอ. หมายถึงอะไร ทุกคนยังไม่กล้าแสดงความคิดเห็น นิ่งเงียบฟังท่าน ผอ. กับอาจารย์วิชชาโต้ตอบกันต่อ
ท่าน ผอ.กล่าวต่อว่า
“ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนที่นี่ต่างเคยได้ยินเรื่องเล่าต่าง ๆ เกี่ยวกับนักเรียนชายมัธยมปลายที่ตกตึกตายเมื่อ 30 ปีก่อน ที่ลือกันว่าวิญญาณของนักเรียนคนนี้ยังวนเวียนอยู่แถวหอคอยห้องสมุด แล้วก็ยังเรื่องลือเกี่ยวกับรากษสและมารที่สิงอยู่”
อาจารย์วิชชาถอนหายใจ “นักเรียนคนนั้นเกิดอุบัติเหตุเป็นเรื่องจริง แต่นี่ก็ผ่านมาตั้ง 30 ปีแล้ว ส่วนเรื่องเล่ายักษ์ผีวิญญาณมารร้ายอะไรนั่นก็เป็นเรื่องที่ลือกันขึ้นโดยที่ไม่มีใครเคยเห็นพบเคยเห็นสักคน เราไม่ควรเอาเรื่องที่ไม่มีมูลมาตัดสินเรื่องสำคัญของโรงเรียนนะครับ”
ท่าน ผอ. นิ่งคิด ขณะเดียวกัน อาจารย์วิมลก็เสริมขึ้น
“แม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องที่พิสูจน์กันได้ แต่นี่ก็เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้นักเรียนไม่กล้าขึ้นไปอ่านหนังสือหรือทำงานกันในห้องสมุดชั้นสาม จำนวนนักเรียนที่เข้าไปอ่านหนังสือมีน้อยมากจนแทบจะไม่มีใครเข้าไปใช้งานแล้วไม่ใช่หรือคะอาจารย์วิชชา?”
ในห้องประชุม เริ่มมีเสียงพูดคุยปรึกษากันเบาๆ แต่แล้วก็เงียบลง
อาจารย์วิชชาไม่สามารถโต้ตอบด้วยเหตุผลที่เหมาะสมได้ เพราะสิ่งที่อาจารย์วิมลแย้งขึ้นมาเป็นเรื่องจริงที่รู้กัน
ท่าน ผอ. รู้สึกว่าการนำเรื่องรื้อถอนหอคอยห้องสมุดมาแจ้งอาจจะกะทันหันเกินไป โดยที่ยังไม่ได้แจ้งอาจารย์วิชชาให้รับรู้ก่อนนำมาเข้าที่ประชุม อาจจะทำให้อาจารย์วิชชาไม่สบายใจ อันที่จริง อาจารย์วิชชาใช้ชีวิตอยู่ที่หอคอยห้องสมุดมานานกว่าครึ่งชีวิต อาจทำให้เกิดความผูกพันมากจนเกินกว่าจะทำใจยอมรับได้ในทันที ท่านผอ. จึงตัดสินใจว่า
“สิ่งที่อาจารย์วิชชากล่าวก็มีเหตุผล เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเช่นนั้น ผมขอความคิดเห็นจากอาจารย์ทุกท่าน ว่าพวกท่านมีความเห็นเรื่องนี้อย่างไร?”
เริ่มมีเสียงพูดคุยหารือกันดังขึ้น ซึ่งฟังดูแล้ว อาจารย์ส่วนใหญ่สนับสนุนการรื้อถอนมากกว่า สักครู่หนึ่ง อาจารย์พิชัยก็เสนอความเห็นขึ้นมาว่า
“เราลงคะแนนเสียง ใช้มติเสียงส่วนใหญ่ดีไหมครับ?” อาจารย์พิชัยยกมือขึ้นกล่าว
ท่าน ผอ. นึกขอบคุณอาจารย์พิชัยที่ได้เสนอทางออกที่ดีนี้ขึ้นมา เพราะการลงคะแนนเสียงจะทำให้อาจารย์วิชชายอมรับการตัดสินใจ และเชื่ออยู่ว่าอาจารย์ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการปรับปรุงห้องสมุด เพราะแม้แต่พวกอาจารย์เองก็ไม่ค่อยกล้าขึ้นไปที่นั่นเพื่อค้นคว้าข้อมูล
“สำหรับผม ผมถือว่าอาจารย์ทุกท่านเป็นส่วนหนึ่งที่จะพัฒนาให้โรงเรียนเรารุ่งเรือง ทุกท่านต่างมีความสำคัญ ดังนั้น ผมเห็นด้วยกับอาจารย์พิชัยชัยให้ใช้วิธีหยั่งประชามติ ผลการโหวตจากคณาจารย์จะมีผลต่อการตัดสินใจในเรื่องนี้ ผมจะทำกล่องลงคะแนนเสียง และส่งฟอร์มลงคะแนนให้อาจารย์ทุกท่าน ทุกท่านมีเวลาไตร่ตรองหนึ่งสัปดาห์ ผมจะปิดกล่องเย็นวันศุกร์หน้า ทุกท่านมีความเห็นอย่างไรครับ?”
อาจารย์ทุกคนต่างปรบมือเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้
“ถ้าทุกคนไม่มีข้อโต้แย้ง ผมก็ขอสรุปดำเนินการตามนี้นะครับ ถ้าผลการลงคะแนนออกมาว่าให้มีการรื้อถอนหอคอยห้องสมุด เราก็จะรวมงานก่อสร้างซ่อมแซมทั้งหมดเป็นงานเดียวกัน ตั้งแต่ซ่อมแซมรั้วกั้นด้านข้างและด้านหลังโรงอาหาร การปรับปรุงสร้างห้องสมุดใหม่และขยายห้องไอที พร้อมกับการรื้อถอนหอคอยห้องสมุด ซึ่งคงต้องได้รับการร่วมมือกันจากอาจารย์หลายท่าน”
ท่าน ผอ. มองดูนาฬิกาที่แขวนอยู่บนผนัง
"เที่ยงพอดีเลยครับ ผมถือโอกาสปิดการประชุมในวันนี้ด้วยเลยนะครับ จะได้กลับบ้านพักผ่อนกันสักที ผมขอขอบคุณทุกท่านอย่างยิ่งที่สละเวลาส่วนตัวในวันหยุดนี้มาร่วมประชุมกัน แล้วก็พบกันในวันจันทร์หน้า ขอให้รักษาสุขภาพกันทุกท่านนะครับ สวัสดี”
บรรดาอาจารย์ปรบมืออีกครั้งและต่างทยอยเดินออกจากห้อง อาจารย์วิชชายังคงมีสีหน้าเคร่งเครียด เขาเดินออกจากห้องเป็นคนสุดท้าย ท่านผอ. เดินไปที่แผงกดออดให้สัญญาณการสิ้นสุดการประชุม