บทที่ 6 ศึกชิงหัวใจแห่งเทพรังสรรค์
เพื่อเตรียมตัวก่อนที่เสวี้ยเจ๋อจะนำกองกำลังหลักของแดนจันทราโลหิตมาแย่งชิงหัวใจแห่งเทพรังสรรค์ที่อยู่ภายในเมืองวิญญาณอันเป็นโบราณสถานของหอคอยวิญญาณภายในแดนเทพรกร้าง อูหลินเฟิงและเหล่าสหายจึงจำเป็นจะต้องแยกย้ายกันไปในแต่ละทิศทาง
อูหลินเฟิง ลุค เนี่ยหลุน จะเดินทางเข้าไปภายในเมืองวิญญาณเพื่อค้นหาหัวใจแห่งเทพรังสรรค์ ลี่เจียงจะคอยเฝ้าระวังรอบๆ เมืองวิญญาณ เฟิ่งหวงหยางชุน เยว่ฟงจะเดินทางไปยังพระราชวังโบราณของราชวงศ์โชติช่วงเพื่อพัฒนาระดับพลังของทั้งสองคน กู่ซือเอินและเสวี่ยหานเอ๋อร์จะเดินทางไปยังทะเลสาบพิษ เพื่อที่กู่ซือเอินจะฝึกฝนปราณเทวราชของตนเองให้ถึงขั้นสุดท้าย จงหมิ่น หลางจวิน ไป๋หลันฮวา เซี่ยชิงเอ๋อร์ จะทำหน้าที่สังหารจอมยุทธ์ที่อาจจะอยู่ภายในบริเวณเขตตะวันตกของแดนเทพรก และคอยเฝ้าระวังการมาของกองกำลังหลักแดนจันทราโลหิต
…
ด้านอูหลินเฟิง
“พร้อมไหม น้องชาย” เนี่ยหลุนหันไปถามอูหลินเฟิงและลุคที่มองไปยังทางเข้าเมืองวิญญาณ ใบหน้าของอูหลินเฟิงและลุคเรียกได้ว่าเต็มไปด้วยหลากหลายอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นตื่นเต้น ดีใจ หรือกังวล
“พร้อมอยู่แล้ว ไปกันเถอะ” อูหลินเฟิงตอบ จากนั้นใช้พลังวิญญาณของตนเองห่อหุ้มร่างกายเอาไว้ทำให้เหมือนกับว่าตนเองเป็นเพียงแค่วิญญาณของคนที่ตายไปแล้วเท่านั้น
“เดี๋ยวๆ ยังไม่พร้อมเลย” ลุคตะโกนออกมาแต่ว่ามือของเขาก็ถูกอูหลินเฟิงดึง ทำให้จำเป็นต้องเดินไปพร้อมๆ อูหลินเฟิง
ทันทีที่ทั้งสามคนเดินเข้าไปในประตูเมืองก็ได้มีแสงสว่างจ้าขึ้นมา และบรรยากาศโดยรอบก็เปลี่ยนไปทันที
เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าตอนนี้อูหลินเฟิง ลุค และ เนี่ยหลุน กำลังมายืนอยู่ภายในมิติที่เต็มไปด้วยดวงวิญญาณของคนตาย และข้างหน้าก็มีโทริอิ (ซุ้มศาลเจ้าญี่ปุ่นมีสีแดง) หลายอันตั้งเป็นทางให้เดินไป และปลายทางของมันก็มีประตูขนาดใหญ่ อันเป็นจุดมุ่งหมายของดวงวิญญาณทั้งหมดภายในที่แห่งนี้
“พี่เนี่ย ท่านจะรู้ไหมว่าประตูนั้น คืออะไร” อูหลินเฟิงถาม
“มันคือประตูที่แท้จริงสำหรับการเข้าไปภายในเมืองวิญญาณยังไงล่ะ โดมแสงที่อยู่รอบๆ เมืองวิญญาณนอกจากจะทำหน้าที่ในการคัดเลือกผู้เข้ามาแล้ว มันยังคอยซ่อนรูปลักษณ์ที่แท้จริงของเมืองวิญญาณเอาไว้อีกด้วย” เนี่ยหลุนกล่าว
“รูปลักษณ์ที่แท้จริง??” อูหลินเฟิงถามอย่างไม่เข้าใจ เพราะว่าถ้าดูจากภายนอกตอนที่เขาอยู่หน้าเมืองแห่งนี้ จะพบว่าเมืองแห่งนี้เป็นเพียงแค่เมืองที่รกร้าง ไร้สิ่งมีชีวิตแม้แต่ประสาทสัมผัสที่สามารถสัมผัสได้ถึงวิญญาณภายในเมืองก็น้อยนิดยิ่งนัก แต่หลังจากที่เดินผ่านประตูเมืองเข้ามาก็พบว่าตนเองถูกส่งมาอีกมิติหนึ่ง
“เดี๋ยวเห็นเจ้าก็รู้เอง รีบเดินไปเถอะ” เนี่ยหลุน รีบเดินนำพวกเขาตรงไป เดินผ่านโทริอิมากมายและตรงไป ยังประตูขนาดยักษ์ แต่ก่อนที่เนี่ยหลุนจะเดินผ่านไปก็ได้หันมายิ้มให้กับพวกเขาแล้วกล่าวว่า
“ขอต้อนรับเข้าสู่เมืองวิญญาณ” จากนั้นเนี่ยหลุนก็เดินผ่านประตูขนาดใหญ่ไปพร้อมๆ กับร่างของเขาที่หายไปจากสายตาของทั้งสองคน
“ไปกันเถอะ” อูหลินเฟิงตอบ
“ได้ๆ”
เมื่อเรนและลุคเดินผ่านประตูเข้ามา บรรยากาศโดยรอบก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง สามารถสัมผัสได้ถึงความมีชีวิตชีวา และพวกเขายังได้ยินเสียงคนคุยกันมากมาย เมื่อมองไปราวกับว่าเมืองนี้ไม่ใช่เมืองของวิญญาณ แต่เป็นเมืองของผู้คน วิญญาณทุกดวงภายในที่แห่งนี้ราวกับกำลังมีชีวิตและมีสตินึกคิดเป็นของตัวของ ทั้งๆ ที่ระดับของดวงวิญญาณบางดวงยังมีพลังวิญญาณที่ต่ำมาก
วิญญาณบางดวงกำลังถือของเรากับว่ากำลังไปซื้อของมา วิญญาณบางดวงก็กำลังวิ่งเล่นอยู่กับเพื่อนๆ วิญญาณบางดวงก็กำลังตั้งขายของอยู่
“นี่มันอะไรกัน!!” อูหลินเฟิงจ้องมองภาพตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา สิ่งที่เขากำลังมองอยู่ราวกับว่านี่คือโลกที่วิญญาณใช้อาศัยอยู่
“ตกใจล่ะสิ เมืองวิญญาณ ก็คือเมืองที่วิญญาณจะสามารถใช้ชีวิตได้ราวกับว่ากำลังมีชีวิตอยู่ยังไงล่ะ” เนี่ยหลุนกล่าว พร้อมกับจ้องมองไปยังความสวยงาม ที่ถูกสรรค์สร้างโดยวิญญาณที่อาศัยภายในเมืองแห่งนี้
“เพราะอาณาเขตของเมืองทำให้ดวงวิญญาณพวกนี้สามารถคงสภาพในร่างของวิญญาณได้สินะ” อูหลินเฟิงถาม
“ฉลาดจริงๆ สมกับเป็นเจ้า...ใช่แล้ว โดยปกติหลังจากที่ตายไปหากว่าไม่ใช่...ชนชั้นราชันที่สามารถรักษาจิตและวิญญาณเอาไว้ได้ ก็จะไม่สามารถมีชีวิตอยู่หลังจากที่ตายไปแล้ว แต่ภายในเมืองแห่งนี้หากดวงวิญญาณดวงไหนหลุดเข้ามา จะได้รับการซ่อมแซมจากเขตแดนของเมือง จนทำให้สามารถใช้ชีวิตได้ภายในเมืองแห่งนี้” เนี่ยหลุนกล่าว
“เป็นเขตแดนที่สุดยอดจริงๆ” อูหลินเฟิงกล่าว
“แล้วดูจากขนาดแล้ว น่าจะใหญ่กว่าที่เห็นจากภายนอกเกือบๆ สิบเท่าได้มั้ง” ลุคกล่าวพร้อมกับมองไปรอบๆ ขนาดของเมืองวิญญาณใหญ่โตเสียยิ่งกว่าขนาดจริงๆ ของมันที่ตั้งอยู่ข้างนอก
“เมืองวิญญาณ ก็คือเมืองที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อวิญญาณ มิติแห่งนี้ถูกสร้างโดยอาศัยพลังวิญญาณของดวงวิญญาณภายในนี้ ยิ่งมีวิญญาณหลงเข้ามามากเท่าไหร่...อาณาเขตภายในเมืองแห่งนี้ก็จะยิ่งกว้างมากขึ้นเท่านั้น เพื่อให้สามารถรองรับกับจำนวนวิญญาณที่เข้ามาได้” เนี่ยหลุนกล่าว
“นี่มันสุดยอดเขตแดนเลยนะเนี่ย” ลุคพูด
“แน่นอนสิ เขตแดนของเมืองวิญญาณนี้ถูกสร้างโดยผู้ก่อตั้งหอคอยวิญญาณ หรือก็คือตัวตนแห่งอดีตเชียวนะ” เนี่ยหลุนกล่าว
“หลินเฟิง นายสามารถสัมผัสได้ไหมว่าตอนนี้หัวใจแห่งเทพรังสรรค์อยู่ตรงไหน” ลุคหันไปถามอูหลินเฟิง เพราะว่ามีเพียงแค่อูหลินเฟิงที่เป็นจิตวิญญาณหลักท่านั้นที่สามารถสัมผัสถึงหัวใจแห่งเทพรังสรรค์ได้ แค่เขากับเรนกลับไม่สามารถที่จะสัมผัสถึงหัวใจแห่งเทพรังสรรค์ได้
“เหมือนจะอยู่ตรงนั้น” อูหลินเฟิงชี้ไปยังหอคอยที่ตั้งตระหง่านอยู่ที่ใจกลางเมืองพอ
“หอคอยตระกูลเนี่ย??” เนี่ยหลุนกล่าวออกมาเมื่อเห็นทิศทางที่อูหลินเฟิงชี้ไป
“ภายในเมืองแห่งนี้มีหอคอยตระกูลเนี่ยด้วยเหรอ” ลุคถาม
“ทั้งแปดตระกูลหลักที่ร่วมกันก่อตั้งหอคอยวิญญาณ ภายในเมืองแห่งนี้ก็จะมีสถานที่ของตนเอง ส่วนหอคอยนั้นก็คือหอคอยของตระกูลเนี่ย” เนี่ยหลุนกล่าว
“ถ้าเป็นแบบนี้ล่ะก็ เป็นไปได้ว่าคนที่เอาหัวใจแห่งเทพรังสรรค์มาซ่อนไว้ภายในนี้ คือท่านแม่อย่างแน่นอน” อูหลินเฟิงเริ่มที่จะมั่นใจเป็นอย่างมากว่าคนที่นำหัวใจแห่งเทพรังสรรค์มาซ่อนภายในนี้ ก็คือเนี่ยอันหลิงมารดาของตนเอง
“ก็มีความเป็นไปได้...เพราะว่าในหอคอยตระกูลเนี่ย คนที่จะเข้าไปได้จะต้องมีตราสัญลักษณ์ของตระกูลเนี่ยเท่านั้น” เนี่ยหลุนกล่าว ก็เหมือนกับโบราณสถานแห่งอื่นคนที่จะเข้าไปได้อย่างง่ายดายก็จะต้องมีสายเลือดเดียวกันกับผู้สร้างโบราณสถานนั้นๆ แม้ว่าเมืองวิญญาณแห่งนี้จะอนุญาตให้วิญญาณทุกดวงเข้ามาภายในเมืองได้ แต่ก็จะมีสถานที่บางแห่งเท่านั้นที่ดวงวิญญาณทั่วไปไม่อาจเข้าได้
“จะรออะไรล่ะ...พวกเรารีบไปกัน” ลุคบอกออกมาอย่างกระตือรือร้น นั่นก็เพราะว่าตั้งแต่เกิดมาลุคเกิดมาภายในบ้านเด็กกำพร้า หลังจากที่ตายลงไปถึงจะได้รับรู้ว่าตนเอง เรน และ อูหลินเฟิง เป็นจิตวิญญาณแฝดที่มีพ่อและแม่คนเดียวกัน แต่ในตอนนั้นอูหลินเฟิงยังไม่เชี่ยวชาญการใช้พลังวิญญาณมากเท่าตอนนี้ ทำให้เขาไม่เคยพบกับอูไต้หรงที่บิดาตรงๆ เลยสักครั้ง แต่ในตอนนี้เขาอาจจะกำลังได้พบแม่ที่กำลังตามหามานาน
เมื่อคิดแบบนั้นว่าตัวเองจะได้เจอแม่ ทำให้ลุควิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
“รอก่อน!” แต่ว่าลุคในตอนนี้ก็ไม่ได้ฟังเสียงของเนี่ยหลุนที่พยายามห้าม กลับวิ่งตรงไปไม่หยุด มุ่งหน้าสู่หอคอยตระกูลเนี่ย
“ดูเหมือนว่าน้องชายเจ้าจะตื่นเต้นมากเลยที่จะได้พบกับแม่ของเขา” เนี่ยหลุนกล่าว
“จะว่าเขาก็ไม่ได้ ในบรรดาจิตวิญญาณแฝดทั้งสาม ลุค ถือว่าเป็นคนที่อาภัพมากที่สุด...เขาเกิดมาภายในบ้านเด็กกำพร้า และยังเป็นบ้านเด็กกำพร้าที่ไม่ได้สนใจชีวิตของเด็กที่อยู่ภายในมากเท่าที่ควร พอโตขึ้นมาก็ผันตัวไปเป็นหัวขโมย..จนได้ไปเข้าร่วมกับสมาคมหัวขโมย ส่วนเรนแม้จะไม่มีพ่อและแม่คอยเลี้ยงดูเช่นเดียวกัน แต่เขาก็ได้กลายเป็นบุตรบุญธรรมของผู้นำตระกูลแวนแจนซ์ ได้รับความรักจากบิดาและมารดาบุญธรรม ส่วนข้าแม้ว่าจะมีร่างกายที่อ่อนแอแต่ท่านพ่อ กลับไม่เคยขับไล่ข้าและเลี้ยงดูข้าอย่างดี ส่วนท่านแม่เล็กก็เลี้ยงดูราวกับว่าข้าคือลูกแท้ๆ ของนาง
แม้ว่าภายนอก ลุค จะพยายามแสดงออกมาร่าเริงมากแค่ไหน แต่ภายในใจของเขากลับต้องการความรักจากผู้อื่นเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะความรักจากแม่ที่ไม่เคยได้ และโหยหามาตลอด” อูหลินเฟิงกล่าว อูหลินเฟิงที่เป็นวิญญาณแฝดของลุค ย่อมต้องรู้ว่าสิ่งที่ลุคแสดงออกมากับความรู้สึกที่เก็บซ่อนเอาไว้นั้นแตกต่างกันเป็นอย่างยิ่ง ลุค คือดวงวิญญาณที่โหยหาความรักจากบิดาและมารดาที่สุด
“ชีวิตตอนเด็กของพวกเจ้าก็มีเรื่องราวมากมายเลยสินะ” เนี่ยหลุนกล่าว
“เรื่องราวมากมายส่วนใหญ่ก็จะเป็นของลุคและเรน ตัวข้าได้แต่อ่านหนังสืออยู่ภายในตระกูลเท่านั้น ไม่ค่อยมีเรื่องราวอะไรหรอก” อูหลินเฟิงตอบ
“นั้นสินะ...ข้าว่าตอนนี้พวกเราควรตามลุคไปก่อนดีกว่า” เนี่ยหลุนกล่าวเหมือนเห็นว่าลุคเริ่มที่จะหายไปจากสายตาแล้ว
“ไปกันเถอะ” จากนั้นทั้งสองก็รีบตามลุคไปในทันที
..
..
จบตอน