ขจรถูกพาตัวไปที่หอคอยชั้นล่าง ซึ่งเป็นห้องคุมขัง
ไม่นานนักก็มีชายชราชุดขาวเดินมากับ องครักษ์ เกือบสิบคน รวมทั้งหญิงสาวที่จับขจรมาด้วย
“ บอกมา ว่าเจ้าชื่ออะไร มาที่เมืองม่านหมอกเพื่อจุดประสงค์สิ่งใด” หญิงสาวเอ่ยถามแทน ปราชญ์ฟ้าที่เป็นชายชราผมขาวที่เดินมาถึง แล้วนั่งลงด้านหน้ากรงขัง
“ ข้าชื่อ เซี่ยเทียน มาขอพบท่านแม่ทัพอุดรกวนตง”
ปราชญ์ฟ้าที่นั่งเงียบๆ อยู่ ถึงกับขมวดคิ้ว แล้วรีบเอ่ยถามทันที
“ เจ้ามาขอพบ ท่านแม่ทัพอุดรกวนตง เพื่ออะไร”
“ ท่านอาจารย์เซียนของข้า แนะนำให้ข้ามาขอศึกษาวิชาทวนมังกรอัสนีบาต จากท่านแม่ทัพอุดรกวนตง” ขจรพูดตามที่ หินเจ้าปัญญาบอก
ปราชญ์ฟ้าถอนหายใจออกมา แล้วเอ่ยออกมาว่า
“ แม่ทัพอุดรกวนตงและลูกหลานของท่านพลีชีพไปเมื่อ 8 ร้อยปีก่อนแล้ว ตอนนี้ในเมืองม่านหมอกไม่มีคนของตระกูลกวนตงหลงเหลืออยู่แล้วแม้แต่คนเดียว”
“ อะไรนะ ไม่มีใครเหลือเลย เกิดอะไรขึ้น” ขจรเองเอ่ยอย่างตกใจ
“ สงครามเมื่อแปดร้อยปีก่อน เผ่าวิหคบรรพกาล ได้บุกเข้ามาทางอากาศ เข้าโจมตีคนในเมืองม่านหมอก และครอบครัวของท่านแม่ทัพจนเสียชีวิตทั้งหมด และท่านก็ได้ขับไล่เผ่าวิหคบรรพกาลออกจากเมืองไปได้ แต่ว่าสุดท้ายท่านก็พลีชีพในศึกครั้งนั้น”
ขจรฟังจบก็ได้แต่เศร้าใจ เพราะว่าความรู้สึกของเขาก็เหมือนกับว่า แม่ทัพกวนตงก็เปรียบเหมือนญาติของเขาคนหนึ่งไปแล้ว
“ เอายังไงดีละที่นี้” ขจรถามหินเจ้าปัญญา
“ กวนตงต้องมีผู้สืบทอด ข้าเห็นทวนมังกรทอง อยู่กับนักรบหญิงผู้หนึ่ง นางน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับ กวนตงบ้าง”
ขจรไม่ทันได้เอ่ยถาม ปราชญ์ฟ้าก็เอ่ยออกมาก่อนว่า
“ แต่ท่านแม่ทัพก็มีลูกศิษย์สืบทอดวิชาทวนอัสนีบาตรุ่นที่ 3 หลงเหลืออยู่”
“ จริงรึ?”
“ ท่านปราชญ์ฟ้า อย่าหลงเชื่อคนผู้นี้ เรายังไม่ทราบแน่ชัดว่า เขาเป็นคนของเผ่าวิหคปลอมตัวมาหรือไม่ เพราะมีคนของเราเห็นว่าเขาสามารถแปลงกายเป็นนกได้” หญิงสาวที่ถือทวนมังกรทอง เอ่ยคัดค้านไม่อยากให้บอกรายละเอียดออกไป
“ ซังเอ๋อ เจ้าคิดว่า คนอย่างข้า จะโดนคนหลอกลวงง่ายๆ หรือไง”
“ ชายผู้นี้ท่าท่างเจ้าเล่ห์ ไม่น่าเชื่อถือ ซังเอ๋อแค่เป็นห่วงเท่านั้นเจ้าค่ะ”
“ เจ้ากังวลมากไปแล้ว เมื่อคืนข้าดูดาวบนท้องฟ้า มีดาวมฤตยูดวงหนึ่ง อยู่ดีๆ ก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางหมู่ดาววิหค ข้ามั่นใจว่า ชายคนนี้จะต้องเป็นดาวมฤตยูดวงนั้นแน่ๆ ปล่อยเขาออกมาเถอะ”
“ ท่านปราชญ์ฟ้า ช่างเป็นผู้ใหญ่ที่น่านับถือนัก ข้าเป็นคนดี ใสซื่อบริสุทธ์น่ารัก ไม่มีพิษภัยกับผู้ใด น้องสาวคนนี้ กังวลมากไปแล้ว ข้าไม่ได้คิดร้ายกับพวกท่านแม้แต่น้อย และไม่มีทางเป็นคนของเผ่านกกาอะไรนั่นด้วย”
ซังเอ๋อได้ยินที่ขจรเอ่ยก็หันไปจ้องหน้า ขจรอย่างไม่ค่อยพอใจนัก แต่ก็ทำการปล่อยตัวขจรออกมาจากห้องขัง
“ ไม่ทราบว่า ข้าจะขอพบลูกศิษย์ของท่านแม่ทัพกวนตงจะได้หรือไม่” ขจรเอ่ยถามปราชญ์ฟ้าทันที
“ เรื่องนี้ต้องถาม ซังเอ๋อ ไม่รู้ว่า ท่านปู่ของนางตอนนี้ออกจากกรรมฐานแล้วหรือยัง”
ขจรหันไปมองหน้าซังเอ๋อ ที่ทำหน้าไม่ไว้ใจขจรเท่าใดนัก
“ ข้าจะไปกราบเรียนท่านก่อน ว่ามีคนต้องการพบ หากว่าท่านอนุญาต ข้าค่อยพาเจ้าไป”
“ ขอบคุณแม่นางซัง”
“ ซังเอ๋อ ช่วยจัดที่พักให้กับ เซี่ยเทียนด้วยนะ”
“ เจ้าค่ะ”
ซังเอ๋อ พาขจรออกมาจาก หอคอยแล้วพามาที่พักแห่งหนึ่ง เป็นโรงเตี๊ยม ที่ตอนนี้มีแต่พวกทหารมาพัก แขกทั่วไปตอนนี้ไม่มีสักคน ส่วนชาวบ้านก็ไม่ค่อยเห็นกันเดินบนถนนเท่าไร กลับกลายเมืองแห่งนี้ดูเงียบ ๆ พิกล มีแต่ทหารเดินเวรยามกันไปทั่ว
“ ที่นี่กำลังเกิดสงครามหรือไงกัน ถึงได้เงียบแบบนี้”
“ ใช่แล้ว ตอนนี้เผ่าวิหคบรรพกาลมันกลับมาแล้ว พวกมันเริ่มโจมตี เมืองม่านหมอกไปหลายครั้งแล้ว แต่โชคดี ที่ได้ค่ายกลตาข่ายฟ้า ของ ท่านปราชญ์ฟ้าคอยปกป้องเอาไว้ มิเช่นนั้น คนในเมืองม่านหมอก คงต้องตายเพราะเผ่าวิหคไปเป็นจำนวนมากไปแล้ว”
ขจรเห็นค่ายกลที่ครอบคลุมไปทั้งเมือง ก็อดทึ่งไปไม่ได้ แต่ว่า ค่ายกลแบบนี้มันก็มีจุดอ่อน หากทำงานไปแล้ว มันจะต้องมีเวลาหยุดพัก หากฝ่ายตรงข้ามจับจุดอ่อนนี้ได้ พวกมันเลือกเวลาโจมตีแล้วละก็ พวกมันคงบุกเข้ามาในเมืองได้แน่ๆ
ทันใดนั้นเอง ท้องฟ้าในเมืองม่านหมอก ก็มีฝูงอีกาดำ บินเข้ามาชนกับม่านสายฟ้า เป็นระลอกๆ พวกมันมากันเป็นพันๆ ตัว และโจมตีเข้าหลายจุดอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา ขจรคิดว่า พวกมันคงล่วงรู้จุดอ่อนของค่ายกลขนาดใหญ่นี้แล้วแน่ๆ
“ เจ้ารอแถวนี้ก่อน ข้าจะไปที่กำแพงเมือง”
ไม่ทันที่ซังเอ๋อจะเดินออกไป ม่านพลังที่คอยปกป้องเอาไว้ ก็ถูกเจาะฝ่าเข้ามาได้ พวกอีกาดำ บินกันว่อนเข้ามาตรงรูตรงหัวของทั้งสองคน แล้วทันใดนั้นเอง ก็มีมนุษย์วิหค บินลงมาจากช่องที่เป็นรู พวกมันบินว่อนมาสิบเอ็ดคน มายืนพรึบต่อหน้าขจรกับซังเอ๋อ
“ ดูจากทวนที่นางถือ นางต้องเป็นทายาท แม่ทัพกวนตงแน่ จับนางกลับเผ่าของเรา แล้วเผาเมืองนี้ให้วอด เจอหน้ามนุษย์ก็ฆ่าให้หมด”
เผ่าวิหค ร่างกายตัวใหญ่กว่ามนุษย์สามเท่า คนเผ่าวิหคบินแยกออกไปแปดคนแปดทิศทาง
ส่วนสองคนกับ หัวหน้าของมัน พุ่งตัวเข้ามาจับ ซังเอ๋อ เอาไว้ ไม่ได้สนใจขจรที่ยืนมองอยู่อย่างนั้น สองคนพุ่งเข้ามาจะจับ แต่ถูกซังเอ๋อ ตวัดทวนเข้าใส่ น่าประหลาด รอบๆ ทวนกลับมีสายอัสนีบาตปรากฏฟาด ร่างของเจ้าวิหคสองตัว จนกระเด็นกลิ้งไปอย่างง่ายดาย จนหัวหน้ามัน พุ่งร่างเข้ามา แล้วสะบัดปีกสีเงินของมันเข้าใส่ ซังเอ๋อ ทำให้ซังเอ๋อ กระเด็นปลิวไปตามแรงลม ขจรวาร์ปเข้าไปรับร่างของซังเอ๋อเอาไว้ ไม่ให้กระเด็นไปโดนกำแพง
“ ปล่อยข้า”
ซังเอ๋อ ขยับตัวออกจากแขนของขจร แล้วเข้าไปสู้ต่อ โดยพุ่งทวนเข้าใส่ตัวหัวหน้าหน่วย แต่ว่า มันกลับชักกระบี่ออกมาต้าน ทั้งสองสู้กันแค่ไม่กี่กระบวนท่า ซังเอ๋อก็ถูกมันใช้กระบี่ฟันจนทวนมังกรทองหลุดมือ ก่อนที่มันจะเข้ามาจับ ซังเอ๋อ ก็ถูกขจรที่ยืนอยู่ขว้างก้อนศิลาก้อนหนึ่งเข้าใส่ใบหน้าของมัน จนกระเด็นกลิ้งไปมา
มนุษย์วิหคสองตัว เห็นลูกพี่ถูกหินปาหน้า กระเด็นกลิ้งไป ก็ไม่ได้เข้าไปประคอง แต่หันหน้ามามองหน้าขจรอย่างโกรธเกรี้ยว กระพือปีก ชักกระบี่ บินซ้ายขวา เพื่อแทงกระบี่ใส่ขจร
ขจรยกนิ้วขึ้น ท่าร่ายรำกระบี่เก้ามังกรออกไป เงามังกรเก้าตัว ก็พุ่งไปจัดการกับ มนุษย์วิหคสองตัว เงามังกรทั้งเก้า กลืนกินพวกมันทีเดียวกลายเป็นร่างโครงกระดูก ภายในพริบตา หัวหน้าหน่วยของมัน ตกใจอ้าปากตาค้าง แล้วทำท่าจะบินหนีแต่ช้าไปแล้ว ถูกขจรใช้นี้วชี้ ปล่อยออกไปเป็นเงากระบี่ พุ่งออกไปตัดปีกของมันทั้งสองข้างจนขาดกระเด็น ร่วงตกลงมาที่พื้น ดังตุ๊บ ! แล้วก็ถูกขจรตบเข้าที่ต้นคอจนสลบไป
อีกแปดคนที่บินว่อน กำลังยิงธนูเพลิงเข้าใส่บ้านคน ดันเห็นลูกพี่เดี้ยงไปแล้ว พยายามเข้ามาช่วย แต่ถูกพลังกระบี่เก้ามังกรที่ขจรปล่อยออกไป เงามังกรพุ่งออกไปเก้าตัว กลืนกินร่างของพวกมันทั้งแปด เหลือแต่โครงกระดูก ร่วงหล่นลงมาจากฟ้า ซังเอ๋อได้แต่อ้าปากตาค้าง ไม่เคยเจอ ยอดยุทธ์ที่ไหนจะร้ายกาจเช่นนี้มาก่อน
“ ท่าน...ท่าน..เป็นใครกัน”
“ ข้าก็บอกแล้วไง ข้าเป็นคนดี ที่จิตใจใสซื่อบริสุทธิ์ ”
ซังเอ๋อถึงกับไม่รู้จะถามอะไรต่อเลย
ไม่นานค่ายกลตาข่ายฟ้าก็ปิดสนิทดั่งเดิม ปราชญ์ฟ้า มากับทหารนับร้อย เข้ามาดูเหตุการณ์พอเห็นสภาพ มนุษย์วิหค ก็ได้แต่ตื่นตะลึง แถมยังจับเป็น มนุษย์วิหคได้อีก
“ เป็นไปได้ยังไง กว่าพวกเราจะฆ่ามันได้ ต้องเสียคนไปมากมาย แต่วันนี้พวกมันตายทีเดียว สิบคน แล้วถูกจับเป็นอีก” แม่ทัพคนหนึ่งรีบเอ่ยอย่างตื่นตระหนก ระคนดีใจ
ท่านปราชญ์ฟ้า มองขจรแล้วก็แย้มยิ้มออกมา
“ ข้าบอกแล้ว ดาวมฤตยูได้เข้ามาอยู่กลางดาววิหคแล้ว งานนี้พวกเผ่าวิหคต้องหวาดผวากันทั้งเผ่าแน่”
ขจรไม่ได้พูดอะไรมาก เผ่าวิหคมันบังอาจทำร้ายแม่ทัพกวนตง พวกมันสมควรต้องรับผิดชอบ อยู่แล้ว
“ ข้ามีเรื่องสงสัย ทำไมผ่านมา ตั้งแปดร้อยปี พวกมันถึงเพิ่งจะมาบุก เมืองม่านหมอกในเวลานี้”
“ เรื่องนี้ไม่มีใครทราบได้ ข้าเห็นเพียงหมู่ดาววิหคมี ดวงดาวที่สุกสกาวเกิดขึ้นใหม่ แล้วเคลื่อนตัวมาทางเมืองม่านหมอก ก็เลยรีบสร้างค่ายกลป้องกันเมืองเอาไว้ป้องกัน คิดว่า เผ่าวิหค คงมีผู้นำที่กล้าแกร่งกำเนิดขึ้น เลยคิดจะบุกแดนมนุษย์ เมืองม่านหมอกเป็นเมืองแรกที่พวกมันจะผ่านเข้ามา แต่วันนี้เราจับมันได้เป็นๆ คราวนี้จะได้รู้เสียที ว่าพวกมันคิดบุกเมืองม่านหมอก ต้องการสิ่งใดกันแน่”
ทันใดนั้นเอง ก็มีทหารมารายงานว่า มีคนจากราชสำนักมาที่นี่ กลุ่มใหญ่ กว่ายี่สิบคน เพื่อมาช่วยเมืองม่านหมอกต่อสู้กับ เผ่าวิหค
“ รีบเชิญพวกเขาเข้ามา”
ชายหนุ่มแต่งกายด้วยชุดที่ราชวงศ์ชั้นสูง สิบห้าคน และสตรีอีกห้าคน มีขันทีชรา ควบคุมคนเหล่านี้มาด้วย พอมาถึงก็คำนับปราชญ์ฟ้าทันที
“ คำนับท่านปราชญ์ฟ้า ข้าว่านหลี่ พาเหล่าเทพบุตรและเทพธิดามาช่วยท่านปราชญฟ้า ปราบเผ่าวิหคตาม กระแสดำรัสของ จักรพรรดินี”
“ ขอบคุณ ว่านกงกง และ เทพบุตรและเทพธิดาทุกท่าน ครั้งนี้จะเป็นการร่วมกันต่อสู้ สร้างผลงานเพื่อให้จักรพรรดินีรับทราบ ว่าพวกท่านทั้งหลายมีความสามารถเพียงใด แต่ว่าที่นี่คือสนามรบจริงๆ ดังนั้นพวกท่านทุกคนอย่าประมาท เผ่าวิหคไม่ใช่สังหารง่ายๆ”
เทพบุตรและเทพธิดาทั้งหมด มองสภาพนักรบเผ่าวิหค ที่ถูกจับเป็น และยังถูกจับเป็นอีก ก็คิดว่า แค่นักรบบ้านนอก ยังจัดการกับพวกมันได้ง่ายดายเช่นนี้ จึงไม่ได้คิดกลัวเกรงเผ่าวิหคเลยแม้แต่น้อย แต่ก็มีบางคน สงสัยว่า มนุษย์วิหคเหล่านี้ถูกจัดการได้อย่างไร
“ แล้วเผ่าวิหคพวกนี้ พวกท่านจัดการกับพวกมันได้อย่างไร”
“ เรื่องนี้ คือ..” ปราชญ์ฟ้าหันไปถามขจรแต่ว่า ตอนนี้ขจรกลับหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ ที่แท้ขจรไม่อยากยุ่งกับ คนเหล่านี้เลยให้ซังเอ๋อ พาไปหาท่านปู่ของนางเร็วๆ จึงได้หลบออกมาก่อน
“ พวกมันล้วนถูกค่ายกลสายฟ้าจัดการ พวกท่านทั้งหลาย ตามข้าไปที่หอคอย ข้าจะอธิบายขุมกำลังของเรา และ ของพวกมันอย่างละเอียด”
ปราชญ์ฟ้าเข้าใจ ว่าขจรคงไม่อยากเปิดเผย เลยหลบไปก่อน
ซังเอ๋อ พาขจรออกมาจากที่เกิดเหตุ ก็รีบถามทันที
“ ทำไมรีบออกมา ดูเหมือนเจ้ามีอะไรปกปิด ทำไมไม่อยากเจอพวกเขา”
“ เจ้าไม่รู้อะไร มีขันทีที่พา ว่าที่ทายาทจักรพรรดินีมา หากว่าเขาเห็นข้าทั้งเก่ง ทั้งสามารถขนาดนี้ ข้าเกรงว่า จะชักชวนให้ข้าไปเป็น ทายาทจักรพรรดินีอีกคนหนึ่ง ข้าก็แย่น่ะซิ” ซึ่งความจริงแล้วหากเจอกับ จักรพรรดินีตอนนี้ คงถูกสับเป็นหมื่นๆ ชิ้นแน่ๆ
“ เจ้าสติดีหรือเปล่า มีแต่คนอยากเป็นทายาทจักรพรรดินีหยางเชี่ยนกันทั้งแผ่นดิน แต่เจ้ากลับกลัวไม่อยากเป็น”
“ เฮอะ เป็นแล้วดีตรงไหน ตรงอยู่แต่ในวัง จะพูออะไร กินอะไร ออกไปไหน ก็ล้วนแล้วแต่ต้องมีคนติตตามไปเป็นโขยง มีอิสระที่ไหน สู้แบบนี้ดีกว่า สบายๆ อยากจะกินนอนหรือพูดกับใครที่ไหนก็ได้ ไม่ต้องรับผิดชอบ ชีวิตคนทั้งแผ่นดิน”
ซังเอ๋อฟังแล้วก็มึนงง นางอยู่แต่ชายแดนไม่เคยรู้เรื่องราวภายในวังมากนัก
“ ฟังดูเหมือนเจ้าเคยอยู่ในวังหลวงมาแล้วอย่างนั้นแหละ”
ขจรอยากจะบอกว่า เขาดูหนังละครมาบ้าง เลยรู้เรื่องเหล่านี้ แต่ความจริงเรื่องราวในอดีตของราชันหลิงเทียนก็ค่อยๆเข้ามาในสมองของเขาบ้างแล้ว โดยไม่รู้ตัว.....