ตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book)

    บทที่ 2 ตอนที่ 16 เลียนแบบค่ายกล

            ไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้

            "อ๊ากกก"เสียงร้องของนักสู้ที่อยู่คุ้มกันห้องของประมุขโองหลางดังขึ้น องครักษ์ตระกูลโอวหยางถูกสังหารอย่างง่ายดาย ศพหลายสิบศพของปรากฏตลอดทางก่อนถึงห้องของประมุข คนทั้งหมดโดนสังหารโดย คนเพียงคนเดียว เงาของมือสังหารก็คือชนชั้นราชันร่างผอมที่ สมควรจะอยู่กับเสวี้ยเจ๋อ แต่ตอนนี้กลับมาอยู่หน้าห้องของประมุขโอวหยาง เพราะว่าเขาคือคนที่ถนัดในเรื่องการสร้างร่างแยกโลหิต และ การซ่อนตัว ผู้ที่คอยซ่อนตัวตนของสหายในเทือกเขาหมื่นอสูร ก็คือเขาผู้นี้ ผู้มีนามว่าเสวี้ยฝู

            " ตระกูลโอวหยางก็มีเพียงเท่านี้อ่อนแอเสียจริง"เสวี้ยฝูกล่าว เขาค่อยๆ เปิดประตูห้องของประมุขโอวหยางเฟยหลง ภายในห้องพบร่างอันแก่ชรากำลังนอนหลับเพราะฤทธิ์ของยา เสวี้ยฝูกระจายสัมผัสปราณของตนเองไปทั่ว เพื่อหาว่ายังมีใครอยู่อีกหรือไม่ เมื่อพบว่าภายในห้องไม่มีใครแล้ว เขาถึงค่อยๆเดินไปยังร่างของโอวหยางเฟยหลงที่กำลังนอนอยู่

            " สุดท้ายประมุขตระกูลโอวหยาง...ผู้เคยมีพลังอันยิ่งใหญ่เป็นถึงชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลาง ก็ไม่อาจหนีกาลเวลาได้ เช่นนั้นก็จงมาเป็นทาสของราชวงศ์ราชันโลหิตซะเถอะ"เสวี้ยฝูกล่าวพร้อมกับนำลูกแก้วโลหิตขึ้นมา  ลูกแก้วโลหิตที่เสวี้ยฝูถืออยู่มันก็คือ แกนกลางอันเป็นตัวตนที่สมบูรณ์ของอสุรกายไร้ผิว หากใครก็ตามได้กินลูกแก้วนี้เข้าไป จะถูกกลืนกินทั้งเป็นจากภายใน จนกลายเป็นอสุรกายที่ฟังคำสั่งจากราชวงศ์ราชันโลหิตเท่านั้น

    เสวี้ยฝู ค่อยๆ นำลูกแก้วไปใกล้ปากของประมุขตระกูลโอวหยางที่นอนหลับอยู่ แต่ว่าขณะนั้นก็ได้มีคนบางคนมาสะกิดไหล่ของเสวี้ยฝู เสวี้ยถึงกับสะดุ้งโหยง เมื่อหันไปก็พบเข้ากับอูหลินเฟิงที่ปรากฏตัวออกมาเมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ 

            " นี่ๆ เจ้าน่ะ มีคนอยากคุยด้วย" อูหลินเฟิงยกยิ้ม   "อะไรนะ!! ใครอยากคุยกับข้า"เสวี้ยฝูถามออกไปอย่างลืมตัว 

            "อ่อ นางไง"อูหลินเฟิงชี้ไปทางด้านหลังของเขาแล้ว จากนั้นเขยิบออกไปเผยให้เห็นร่างของกู่ซือเอินที่ปรากฏออกมาพร้อมกับเงื้อมือต่อยเข้าไปที่ใบหน้าของเสวี้ยฝูอย่างจัง การโจมตีครั้งนี้ไม่ได้เหมือนกับการต่อสู้กับเซี่ยชิงเอ๋อร์ ที่งานประลองมีกฎว่าห้ามฆ่ากัน กู่ซือเอินจึงไม่ได้ใช้พละกำลังทั้งหมดในการโจมตี และ นางก็ไม่เคยต่อยไปยังร่างกายของเซี่ยชิงเอ๋อร์ตรงๆ มักจะโจมตีไปที่กระบี่ของเซี่ยชิงเอ๋อร์เท่านั้น แต่ครั้งนี้นางใช้พละกำลังทั้งหมดต่อยออกไปด้วยแรงมหาศาลและยังประสานลมปราณเทวราชพิษไว้อีกด้วย

            ตูม!! เสียงจากการปะทะของใบหน้ากับหมัดดังขึ้น พร้อมกับส่งร่างของเสวี้ยฝู ลอยทะลุกำแพงห้องออกไป ทำให้พื้นที่รอบๆ ที่โดนแรงของหมัดพังทลายลงไม่มีชิ้นดี ห้องของประมุขโอวหยางเฟยหลงโดนทำลายลงไปอย่างง่ายดาย

            "ข้าไม่ได้อยากพูดกับเขา"กู่ซือเอินกล่าวพร้อมกันหน้ามามองอูหลินเฟิง นางไม่เคยพูดว่าอยากคุยอีกฝ่ายสักหน่อย

            " หรือท่านอยากพูดกับข้า ย่อมได้ ข้ายอมพูดคุยกับท่านตลอดชีวิตของข้าเลย"อูหลินเฟิงกล่าวพร้อมยิ้มให้กับกู่ซือเอิน เขาเห็นใบหูที่แดงของนางอีกแล้ว 'น่ารักจริง' อูหลินเฟิงคิด แต่ก่อนที่เขาจะได้พูดต่อกู่ซือเอินที่ไม่รู้ว่าจะทำตัวอย่างไร ได้หันไปมองร่างที่ลอยขึ้นฟ้า จากนั้นโคจรลมปราณเกร็งกล้ามเนื้อที่เท้า พุ่งเข้าหาร่างของเสวี้ยฝูที่กำลังลอยขึ้นฟ้าด้วยความเร็วที่เหนือกว่า เมื่อนางสามารถพุ่งถึงตัวของเสวี้ยฝูได้นางได้ต่อยออกไปอีกหมัด ตูม! ส่งร่างของเสวี้ยฝูลงไปสู่พื้นยังจุดที่เสวี้ยเจ๋อและจงหมิ่นกำลังปะทะกันอยู่

            อูหลินเฟิงที่เห็นดังนั้นถึงดีใจแต่ก็จนใจเช่นกัน เพราะหากเป็นแบบนี้ การจะจีบกู่ซือเอินย่อมยากแน่นอน นางที่ไม่เคยมีเพื่อนไม่รู้ว่าควรแสดงความรู้สึกออกมาแบบใด พอเขินทำตัวไม่ถูกก็มักจะเดินหนี เขายิ่งไม่สามารถห้ามหรือฉุดรั้งนางไว้ได้ไม่อย่างนั้นตัวเขาได้ลอยตามนางเหมือนครั้งที่แล้วแน่ๆ

            "เฮ้ออ" อูหลินเฟิงถอนหายใจอย่างหนักใจ เขาหันไปมองร่างของประมุขโอวหยางเฟยหลงที่นอนหลับ จากนั้นวางยันต์ป้องกันรอบๆ ก่อนตามกู่ซือเอินออกไป โดยที่ไม่ได้สังเกตเลยว่าเงารอบๆ เตียงของประมุขตระกูลโอวหยางกำลังเคลื่อนไหวอย่างแปลกประหลาด

            ..

            ..

            เสวี้ยเจ๋อที่เห็นว่าเสวี้ยฝูโดนต่อยลงมา จนตอนนี้ได้ลงมากองใกล้กับเท้าของเขา ใบหน้าเปื้อนยิ้มกับไร้รอยยิ้มอีกต่อไป

            เสวี้ยฝูชนชั้นราชัน ที่โดนต่อย นอกจากจะโดนกำลังมหาศาลปล่อยสลบตั้งแต่ครั้งแรก ยังโดนพิษจากหมัดของกู่ซือเอินเข้าไปอีกสองรอบ พิษนับร้อยพันกำลังค่อยๆ แพร่กระจายไปทั่วร่างแม้แต่พลังชีวิตอันมหาศาลของปราณโลหิต ยังไม่อาจหยุดยั้งพิษจากปราณเทวราชพันพิษไว้ได้ เรียกลมปราณเทวราชพันพิษของกู่ซือเอินคือดาวข่มของปราณโบราณอย่างปราณโลหิตโดยแท้จริง ชนชั้นราชันของฝ่ายราชวงศ์โลหิตสิ้นท่าเป็นคนที่สอง แถมยังพ่ายแพ้อย่างรวดเร็วโดยที่ยังไม่ทันได้ตอบโต้แม้แต่น้อย

            กู่ซือเอินค่อยๆ ลงมาที่พื้นหลังจากที่ต่อยอีกฝ่ายจนสลบแล้ว อูหลินเฟิงก็ตามมาอย่างเร็วที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้

            " ท่านพ่อของข้าล่ะ"โอวหยางชิงหลงถามออกมาอย่างเป็นห่วง เมื่อเห็นอูหลินเฟิงที่ออกมาจากจุดที่เป็นห้องนอนของพ่อเขา

            " ยังปลอดภัยดี อยู่ที่ห้องเช่นเดิม" อูหลินเฟิงกล่าว 

            " ขอบใจมากที่ช่วยท่านพ่อข้า..... ข้าขอโทษ ที่ไม่ยอมเชื่อแผนของเจ้าตั้งแต่แรก" โอวหยางชิงหลงกล่าวขอบคุณและกล่าวขอโทษ หากเขายอมฟังสิ่งที่อูหลินเฟิงกล่าวตั้งแต่แรก แน่ว่าตอนนี้ อาจจะชนะไปแล้วก็ได้ แต่เพราะความทะนงต่างๆ ของเขา ทำให้แผนต่างๆ ที่อูหลินเฟิงพยายามเสนอโดนเขาปฏิเสธทั้งหมด หากไม่ได้อูหลินเฟิงที่คิดล่วงหน้าถึงการโจมตีไปยังพ่อของเขาที่ไม่อาจสู้ได้ ตอนนี้พ่อของเขาอาจจะตายแล้วไปแล้วก็ได้

            " ไม่เป็นไร....อย่างน้อยสถานการณ์ตอนนี้เราก็ยังได้เปรียบ อีกฝ่ายแทบไม่เหลือกองกำลังแล้ว อสุรกายไร้ผิวไม่อาจใช้ได้อีกต่อไป"อูหลินเฟิงกล่าว พร้อมๆ กับที่กองกำลังของตระกูลโอวหยาง ที่ถูกรักษาตัวด้วยปราณแห่งแสง เริ่มกลับมารวมตัวอีกครั้ง แล้วฝ่ายของราชวงศ์โลหิตตอนนี้เหลือเพียงเสวี้ยเจ๋อ กงซุนเมิ่ง กงซุนลี่ที่กำลังรับมือกับเฟิ่งหวงหยางชุนและเฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์ ชนชั้นราชันที่กำลังรับมือผู้อาวุโสสามและสี่ ชนชั้นจักรพรรดิชุดดำที่รับมือกับผู้อาวุโสหนึ่งและผู้อาวุโสสูงสุด สุดท้ายชนชั้นจักรพรรดิชุดแดงกำลังรับมือกับรองแม่ทัพเฟิ่งหวงหลินหลิน

            ฝั่งสองราชวงศ์เหลือเพียงหกคนเท่านั้น หนึ่งชนชั้นราชันถูกสังหาร หนึ่งชนชั้นราชันสลบไม่อาจสู้ต่อได้ อสุรกายไร้ผิว ไม่อาจเรียกออกมาได้เพิ่มตอนนี้สถานการณ์ของฝั่งตระกูลโอวหยางกลับมาได้เปรียบแล้ว

            "ขอโทษที่ทักทายช้า ข้าอูหลินเฟิง"อูหลินเฟิงกล่าวทักทายอีกฝ่ายตอนที่มาถึง ด้วยรอยยิ้มและน้ำเสียงอันยียวน อันเป็นเอกลักษณ์ของเขา

            "ข้าองค์ชายสี่ เสวี้ยเจ๋อ ยินดีที่ได้รู้จักตัวตนอันแปลกประหลาดที่อยู่ผิดที่ผิดทาง"เสวี้ยเจ๋อกล่าว ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มเช่นเดิม แต่ว่าอูหลินเฟิงกลับสามารถสัมผัสได้ถึงความโกรธอันรุนแรงภายใต้รอยยิ้มนั่นได้เป็นอย่างดี

            ' สองคนนี้ให้ความรู้สึกที่คล้ายกันจริงๆ' จงหมิ่นคิด เมื่อเขาเห็นอูหลินเฟิงและเสวี้ยเจ๋อ บางอย่างใน ความรู้สึกบอกว่าสองคนตรงหน้าให้ความรู้สึกคล้ายๆ กันอย่างมาก

            " กล่าวอะไรเช่นนั้น เพราะว่าข้าอยู่ถูกที่ถูกทางของข้าตลอดนะ แต่ในความคิดของเจ้าคงไม่อยากให้ข้าอยู่ถูกที่สินะ" อูหลินเฟิงกล่าวยอกย้อนกลับไป

            " เพราะเจ้าคือตัวตนที่ไม่สมควรจะอยู่ สี่ตระกูลระดับกลางควรจะล่มสลาย แต่กลับรอดมาได้ เจ้าได้นิยายเรื่องนั้นมาได้อย่างไร"เสวี้ยเจ๋อถามในสิ่งที่เขาอยากรู้ นิยายที่เขาได้รับมาคือการได้รับผ่านคนของโลกวิทยาการ ซึ่งคนจากโลกวิทยาการไม่มีทางให้นิยายกับผู้อื่นแน่

            "ไม่ลองกลับไปถามบิดาเจ้า อาจจะรู้คำตอบก็ได้นะ"อูหลินเฟิงยังกล่าวยอกย้อนไม่หยุด

            " ได้....ข้าจะลองกลับไปถามบิดาของข้า เพราะข้ายังมีบิดารออยู่ แต่เจ้าล่ะ หากเจ้ากลับไปยังตระกูลอีกครั้ง บิดาของเจ้าจะยังอยู่หรือไม่"เสวี้ยเจ๋อกล่าวอย่างไม่ยอม เขาเอาเรื่องการโจมตีตระกูลอูมาข่มขู่เพื่อให้อูหลินเฟิงเสียความเยือกเย็น

            " บิดาของข้าย่อมอยู่ดี กองกำลังที่เจ้าส่งไปยังตระกูลอูย่อมไม่อาจเอาชนะเขาได้อย่างแน่นอน"อูหลินเฟิงกล่าว โดยที่ไม่เสียความมั่นใจในคำพูดเลยแม้แต่น้อย

            " แน่ใจอย่างนั้นหรือ ไม่แน่ว่าหาเจ้ากลับไปครั้งนี้ อาจกลายเป็นอย่างสหายจ้าที่เหลือเพียงคนเดียว ไร้ญาติมิตรไร้ตระกูล"เสวี้ยเจ๋อกล่าว คราวนี้เขาลากจงหมิ่นเข้ามาด้วย

            " ไม่หรอก  ข้าเชื่อว่ากองกำลังที่อ่อนแอของเจ้าไม่อาจทำอะไรบิดาของข้าได้"อูหลินเฟิงยังคงกล่าวโดยที่ยังยิ้มยียวยอยู่เช่นเดิม

            " ปากดีเสียจริง"

            " ข้าไม่ได้ดีแต่ปากแล้วกัน ฝีมือการต่อสู้ข้าก็อาจจะดีกว่าเจ้า หรือ " อูหลินเฟิงเองก็พยายามยั่วยุอีกฝ่ายเช่นกันเขาต้องการใช้อีกฝ่ายแสดงพลังออกมาให้หมด เพราะตอนนี้ยังเหลือหญิงสาวผมสั้นที่ยังไม่ได้ลงมืออีกคน 

            ‘เสวี่ยหานเอ๋อร์เนตรของเจ้าเห็นอะไรบ้างหรือไม่’ อูหลินเฟิงถามผ่านยันต์เนตรพฤกษาพิสุทธิ์ของนางมักจะเห็นบางอย่างที่เนตรอื่นมองไม่เห็น

            ‘เห็นเจ้าค่ะ ที่ตัวของสตรีชุดดำทั้งสองนาง มีบางอย่างแปลกๆ พวกนางมีแหล่งกำเนิดลมปราณถึงสองอัน แต่พลังอีกสายกลับมีความรู้สึกแปลกๆ ที่ข้าไม่สัมผัสมาก่อนเจ้าค่ะ’ เสวี่ยหานเอ๋อร์ได้กล่าวสิ่งที่นางได้เห็น นางไม่เคยเห็นใครที่มีแหล่งกำเนิดลมปราณถึงสองแห่งมาก่อน

            " เช่นนั้นก็ลองรับนี่ดู"เสวี้ยเจ๋อที่โดนกล่าวดูถูกได้โคจรลมปราณของตนเอง เลือดสีดำปรากฏขึ้นมาหนึ่งหยดและขยายออกอย่างรวดเร็ว 

            ปราณโลหิตมรณะกระบวนท่าที่สอง ร้อยศาสตราโลหิตมรณะ (รูปแบบกระบี่) เสวี้ยเจ๋อสร้างกระบี่ทับทิมโลหิตที่แฝงปราณมรณะ อีกครั้งส่งไปโจมตีอูหลินเฟิง 

            เพลงดาบไร้ลักษณ์ กระบวนท่าที่หนึ่ง คลื่นดาบซ่อนธาตุ แต่ว่าคนที่เข้ามาขว้างกลับเป็นจงหมิ่น ลมปราณอันรุนแรงของจงหมิ่นผนึกลงไปยังดาบของตนเองอย่างรวดเร็ว ฟาดฟันสร้างคลื่นดาบไร้ลักษณ์ฟันกระบี่โลหิตสีดำที่เข้ามาทิ้งทั้งหมด

            "ลืมแล้วหรือไง เจ้ากำลังสู้กับข้าอยู่"จงหมิ่นกล่าว พร้อมโคจรลมปราณจตุรธาตุ ส่งเพลงดาบไร้ลักษณ์โจมตีอีกครั้ง

            “กงซุนเมิ่ง ตอนนี้แหละ....ลงมือได้เลย” เสวี้ยเจ๋อส่งสัญญาณให้กับกงซุนเมิ่งที่ตลอดเวลา ยังไม่ได้ลงมือเลยแม้แต่ครั้งเดียว นางได้นำลูกแก้วบางอย่างออกมา เป็นลูกแก้วสีดำทมิฬ ที่ภายในมีแสงสีครามอันเป็นเอกลักษณ์ของพลังวิญญาณอาฆาตไว้ ราชวงศ์ราชันโลหิตได้กลั่นดวงวิญญาณที่ตายจากการโดนสังหารโดยอสุรกายไร้ผิวที่ไม่สมบูรณ์รวบรวมลงในลูกแก้วเพื่อสร้างวิญญาณอาฆาต แบบเดียวกับที่อูหลินเฟิงเคยแสดงให้เห็นถึงสองครั้ง ครั้งแรกคือตอนที่ใช้สังหารอสุรกายไร้ผิวในเทือกเขาหมื่นอสูร ครั้งที่สองตอนใช้ที่หยุดดาบของเซวียนเยวี๋ยนเหอชิว ใช้ปราณมรณะประสานกับวิญญาณอาฆาตค่ายกลโจมตีที่น่าสนใจนั้นถูกกงซุนเมิ่งลอกเลียนแบบจนสามารถสร้างออกมาได้

            ค่ายกลปราณมรณะวิญญาณอาฆาต วิญญาณอาฆาตที่ประสานกับปราณมรณะหลายลูกแก้วตัวได้พุ่งออกจาก แม้ไม่อาจสร้างวิญญาณอาฆาตได้หลายร้อยตัวเหมือนที่อูหลินเฟิงทำได้ แต่วิญญาณอาฆาตหลายสิบตัวนี้เกรงว่าจะต้องมีผู้ที่ตกเป็นเหยื่อมากกว่าหลายพันคนแน่นอน เสียงโหยหวยของวิญญาณเพียงสิบคน ดังก้องไปทั่วนักสู้และจอมยุทธ์หลายคนเพียงแต่จ้องไปยังวิญญาณอาฆาต ก็ทำให้ความหวาดกลัวมากมายไหลเข้าสู่ภายในจิตใจ

            “เลียนแบบค่ายกลของข้างั้นรึ” อูหลินเฟิงกล่าวอย่างหัวเสียที่อีกฝ่ายลอกเลียนแบบค่ายกลที่เขาสร้างขึ้นมา

            “ไม่ได้...มีเพียงแค่นี้หรอกนะ” เสวี้ยเจ๋อกล่าวด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มเช่นเดิม กงซุนเมิ่งได้นำลูกแก้วค่ายกลอีกอันออกมาแต่ลูกแก้วนี้ไม่ได้มีวิญญาณอาฆาตออกมา เป็นค่ายกลอีกชนิดที่สร้างขึ้นเพื่อจงหมิ่นโดยเฉพาะ

            "ค่ายกลปิดกั้นจตุรธาตุ"  เพราะในนิยายได้เขียนไว้ว่าจงหมิ่นเคยเกือบพ่ายแพ้คนคนหนึ่งที่ใช้เพียงปราณเพลิงเท่านั้น ค่ายกลนี้จึงสร้างขึ้นมาเพื่อลบล้างปราณธาตุของจงหมิ่นออกไป

            “ภายในค่ายกลนี้จะไม่อาจใช้ปราณธาตุได้อีกต่อไป ผู้ที่จะใช้ลมปราณธาตุในค่ายกลนี้ ได้จะต้องได้รับการอนุญาตจากผู้สร้างค่ายคนเท่านั้น จงหมิ่นผู้ใช้ปราณจตุรธาตุ เมื่อเจ้าไม่อาจใช้ปราณธาตุได้ ความแข็งแกร่งที่เหนือสามัญสำนึกของเจ้าก็ไร้ค่า” เสวี้ยเจ๋อกล่าวคราวนี้ รอยยิ้มของเขาเริ่มใหญ่ขึ้นราวกับตอนนี้ ทุกอย่างกำลังเป็นไปตามแผนที่เขาได้วางไว้

            “คิดเองไม่เป็นหรือไง ถึงได้ชอบเลียนแบบค่ายกลของชาวบ้านนัก” อูหลินเฟิงกล่าวอย่างหัวเสีย ทันทีที่เห็นค่ายกลที่อีกฝ่ายใช้ มันเป็นค่ายกลรูปแบบเดียวกับที่เขาเคยบอกว่าจงหมิ่นจะได้พบและเกือบพ่ายแพ้มาแล้วในนิยาย

            “สงครามไม่หน่ายอุบาย เรื่องนี้คนอย่างเจ้าน่าจะรู้ดีที่สุดนะ” เสวี้ยเจ๋อกล่าวพร้อมจ้องมองอูหลินเฟิงที่ทำท่าหัวเสียอย่างชอบใจ

            “จงออกมา สี่อสูร” กงซุนเมิ่งได้เรียกสัตว์อสูรของนางออกมาสี่ตัว ได้แก่วิหควายุ เสือเพลิง กระทิงปฐพี และ เต่าวารี สัตว์อสูรทั้งสี่ตัวของนางจะสามารถใช้ปราณธาตุได้ภายในอาณาเขตค่ายกล และแต่ละตัวยังเป็นถึงจอมอสูรขั้นสูงแม้จะไม่ได้เป็นอสูรสายเลือดพิเศษแต่ก็มีระดับการฝึกตนที่สูงยิ่งนัก

            “จงสังหาร ชายคนนั้นซะ” กงซุนเมิ่งออกคำสั่งพร้อมกับชี้ไปยังร่างของจงหมิ่น ร่างของสัตว์อสูรทั้งสี่ต่างระเบิดลมปราณธาตุเฉพาะตัวออกมาอย่างรุนแรง สัตว์อสูรทั้งสี่ตนต่างพุ่งตัวเข้าหาจงหมิ่นที่ไม่อาจใช้ปราณจตุรธาตุได้

            “คิดว่าหากข้าไม่อาจใช้ปราณจตุรธาตุได้ ก็จะสามารถชนะได้งั้นสินะ โง่เง่า!!” น้ำเสียงเย็นชาของจงหมิ่นได้ดังขึ้น พร้อมๆ กับที่เขาได้ผนึกแก่นแท้แห่งดาบลงที่ดาบและโคจรปราณอีกสายหนึ่งที่เขาเพิ่งจะสามารถใช้ได้เมื่อไม่นานมานี้ ลมปราณแบบเดียวกับอูหลินเฟิง ลมปราณที่ช่วยประสานพลังเพลิงและปราณวารี

    ลมปราณไร้ธาตุ

            ..

            ..

            จบตอน

    คล้ายกับเรื่องตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book) ที่คุณอ่าน