ตอนที่ 7 การปลดผนึกครั้งแรก
เสียงฝีเท้าหนักๆ ของเหล่านักล่าิญญาดังสะท้อนก้องไปตามทางเดินหินใต้ดิน แสงคบไฟวูบวาบจากเบื้องบนบอกให้รู้ว่าเวลาของธีรภพและลลินทิพย์กำลังหมดลง ลลินทิพย์กระชากมือชายหนุ่มให้วิ่งลัดเลาะไปตามทางระบายน้ำเก่าที่ทั้งมืดและชื้นแฉะ กลิ่นอายของอาคมป้องกันที่ลงไว้ตามกำแพงคุกเริ่มกดดันโสตประสาทของพวกเขาจนรู้สึกหูอื้อ
“อีกนิดเดียวค่ะ หอตำราลับอยู่หลังกำแพงมิตินี้” ลลินทิพย์กระซิบสั่ง แววตาของเธอดูตื่นตระหนกแต่ยังคงความเด็ดเดี่ยว
“ลลินทิพย์ ถ้าเธอพาผมหนีตอนนี้ เธอจะกลับมาที่นี่ไม่ได้อีกแล้วนะ” ธีรภพหยุดฝีเท้าลงชั่วครู่ มองหน้าหญิงสาวที่ยอมสละทุกอย่างเพื่อเขา
“ในโลกที่ความดีจอมปลอมถูกสร้างบนความทุกข์ของิญญา ฉันก็ไม่มีความจำเป็ต้องอยู่หรอกค่ะ” เธอตอบพลางชูไม้เท้าพระจันทร์เสี้ยวขึ้น “เตรียมตัวนะ ธีรภพ”
ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ!
ยังไม่ทันที่ลลินทิพย์จะร่ายมนต์เปิดประตูมิติ ร่างในชุดเกราะสีเงินสี่ร่างก็ะโลงมาจากเพดานขวางทางพวกเขาไว้ พวกเขาคือนักล่าิญญาระดับจอมอาคม ที่สังกัดหน่วยรักษาความสงบกลาง แต่ละคนมีโซ่อาคมสีเงินพันรอบแขนและถือดาบปราบิญญาที่อาบด้วยแสงสีขาวนวล
“ศิษย์เอกลลินทิพย์ ถอยออกมาเดี๋ยวนี้ การพานักโทษอาคมร้ายแรงหลบหนีมีโทษถึงขั้นปะา” หัวหน้านักล่าิญญาคำราม
“เขามีชื่อ และเขาไม่ใช่คนร้าย” ลลินทิพย์วาดไม้เท้าสร้างกำแพงแสงจันทร์ป้องกัน
“งั้นเ้าก็จงไปชดใช้ในคุกพร้อมกับมัน อาคมแสงธรรม กรงเล็บสุริยัน”
นักล่าิญญาทั้งสี่ประสานอิน พลันปรากฏวงเวทสีทองบนพื้นหินพุ่งขึ้นเป็เสาแสงพยายามจะกักขังธีรภพเอาไว้ ลลินทิพย์พยายามใช้เวทจันทราต้านทาน แต่น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ พลังของจอมอาคมสี่คนรวมกันเริ่มบีบคั้นจนกำแพงแสงของเธอเริ่มปริร้าว
“อึก ธีรภพ หนีไป” ลลินทิพย์กระอักเืออกมาเล็กน้อยจากการถูกสะท้อนพลัง
ธีรภพมองภาพนั้นด้วยความโกรธที่พุ่งพล่านในอก เขาเกลียดตัวเองที่ต้องให้ผู้หญิงมาคอยปกป้อง ความร้อนจากตราประทับที่มือขวาเริ่มแผ่ซ่านไปทั่วร่างอีกครั้ง แต่วินาทีนี้เขารู้สึกได้ว่า มันไม่ใช่แค่เสียงกระซิบ แต่มันคือการตื่นรู้
“เ้า้าพลัง เพื่อทำลายโซ่ตรวนเหล่านี้ใช่หรือไม่” เสียงจากตำราอาคมเืดังก้องในโสตประสาท
“ใช่ ฉัน้าพลังที่จะปกป้องเธอ” ธีรภพขานรับในใจ
“เช่นนั้น จงปลดผนึกขั้นที่หนึ่ง ปลดผนึก : สังเวยโลหิตอาคม”
ธีรภพก้าวออกไปยืนข้างหน้าลลินทิพย์ เขาคว้าหมับเข้าที่ปลายดาบแสงของนักล่าิญญาคนหนึ่งด้วยมือเปล่า
เปรี้ยง!
เืสีแดงสดไหลอาบมือขวาของเขา แต่มันไม่ได้หยดลงพื้น เืเ่าั้กลับถูกดูดซึมเข้าไปในตราประทับที่หลังมือจนลวดลายวงกลมและดาบไขว้เรืองแสงสีแดงเข้มดุจทับทิมที่ถูกหลอมละลาย
“ในนามแห่งศราวิญญ์ ผู้ตราประทับต้องห้าม ปลดผนึกขั้นที่ 1”
บรู๊วววววววว!
เสียงหมาป่าเห่าหอนนับพันตัวดังสะท้อนไปทั่วอุโมงค์ใต้ดิน แรงกดดันมหาศาละเิออกจากตัวธีรภพจนนักล่าิญญาทั้งสี่กระเด็นไปคนละทิศละทาง เสาแสงสีทองแตกกระจายเป็เสี่ยงๆ พื้นหินใต้เท้าของเขาจมลงไปกว่าสิบนิ้ว
ที่หลังมือของเขา ลวดลายอักขระเริ่มขยายตัวลามขึ้นมาตามท่อนแขน คล้ายกับเถาวัลย์สีเื และเหนือหัวของเขา ปรากฏเงาร่างของอสูรนิลกาฬที่ตัวใหญ่กว่าเดิมถึงสองเท่า ดวงตามันเป็เปลวไฟสีโลหิต
“นี่มัน ระดับราชันอาคม เป็ไปไม่ได้” หัวหน้านักล่าิญญาร้องด้วยความหวาดกลัว
ธีรภพไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงแค่ชูมือขวาขึ้น พลังงานสีแดงควบแน่นกลายเป็หอกโลหิตที่ดูน่าสะพรึงกลัว “หลีกทางไป ผมไม่อยากฆ่าใคร”
นักล่าิญญาที่เหลือมองหน้ากัน แม้จะหวาดกลัวแต่หน้าที่ต้องมาก่อน พวกเขาพุ่งเข้าใส่ธีรภพพร้อมกันจากทุกทิศทาง
“อาคมโลหิต ะเิิญญาแดง”
ธีรภพกระแทกฝ่ามือลงบนพื้น คลื่นพลังงานสีแดงรูปวงกลมแผ่ออกไปอย่างรวดเร็ว มันไม่ใช่แค่แรงกระแทก แต่มันคือพลังที่เข้าแทรกแซงการไหลเวียนของอาคมในร่างศัตรู นักล่าิญญาทั้งสี่ล้มตึงลงกับพื้นทันที พลังอาคมของพวกเขาถูกทำให้ปั่นป่วนจนไม่สามารถขยับตัวได้
“ธี... ธีรภพ...” ลลินทิพย์มองชายตรงหน้าด้วยความทึ่ง พลังของเขาช่างมืดมิดและน่ากลัว แต่ในขณะเดียวกันเธอก็ััได้ว่าตัวตนของธีรภพยังคงอยู่ข้างในนั้น
“รีบไปเถอะครับ ก่อนที่พวกระดับปรมาจารย์จะมา” ธีรภพหันมาบอก แววตาของเขาเริ่มกลับเป็ปกติแต่แฝงไปด้วยความเหนื่อยล้าจากการปลดผนึก
ทั้งคู่มาถึงหน้ากำแพงหินที่ดูธรรมดาที่ท้ายอุโมงค์ ลลินทิพย์ใช้เืจากแผลของธีรภพป้ายลงบนหินอัคนีที่ซ่อนอยู่ จากนั้นกำแพงก็ค่อยๆ แยกออก เผยให้เห็นห้องสมุดขนาดเล็กที่เต็มไปด้วยฝุ่นและกลิ่นกระดาษเก่า ที่กลางห้องมีกระจกเงาบานั์ที่มีแสงสีฟ้าวูบวาบ
“นั่นคือกระจกเชื่อมมิติ มันจะพาเราไปยังที่ที่ไม่มีใครตามหาเราเจอในโลกมนุษย์” ลลินทิพย์กล่าว
แต่ก่อนจะก้าวเข้าสู่กระจก ธีรภพกลับหยุดนิ่ง เขาได้ยินเสียงเรียกอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่เสียงจากใต้ดิน แต่มันคือเสียงจากกล่องไม้ที่เขาเพิ่งขโมยออกมาจากห้องขัง (ของอาจารย์คงที่ฝากไว้)
เขาเปิดกล่องไม้นั้นออก ภายในมีตำราอีกเล่มที่ดูเก่าแก่ยิ่งกว่าตำราอาคมเื มันคือบันทึกสยบิญญาของบรรพบุรุษตระกูลศราวิญญ์ และหน้าแรกที่เปิดอยู่มีรูปวาดของหญิงสาวที่ดูคล้ายกับลลินทิพย์อย่างน่าประหลาด
“ธีรภพ พวกเขามากันแล้ว” เสียงของประธานสภาอาคมดังสะท้อนมาตามทางเดิน พร้อมกับแรงกดดันอาคมที่เหนือกว่านักล่าิญญาเมื่อครู่หลายเท่า
“ไปครับ” ธีรภพคว้ามือลลินทิพย์แล้วะโเข้าสู่กระจกเชื่อมมิติทันที
วูบบบบ
ความรู้สึกเหมือนถูกหมุนอยู่ในเครื่องซักผ้าจบลงด้วยการที่ทั้งคู่หล่นลงบนพื้นหญ้าที่เปียกชื้น
ธีรภพเงยหน้าขึ้นมองรอบตัว แสงไฟจากตึกแถวและกลิ่นควันรถโชยเข้าจมูก เขาจำที่นี่ได้ มันคือสวนสาธารณะร้างแห่งหนึ่งในย่านชานเมืองกรุงเทพฯ
“เรา เรากลับมาแล้ว” ลลินทิพย์หอบหายใจพลางมองดูชุดเครื่องแบบของเธอที่บัดนี้ขาดวิ่น
“โลกมนุษย์” ธีรภพพึมพำ เขาพยายามจะลุกขึ้น แต่ความเ็ปจากการปลดผนึกทำให้เขาล้มพับลงไป ลลินทิพย์รีบประคองเขาไว้
“คุณฝืนเกินไปแล้ว ธีรภพ การปลดผนึกขั้นที่หนึ่งมันใช้พลังชีวิตคุณไปเกือบครึ่ง” เธอมองดูมือขวาของเขาที่บัดนี้ตราประทับยังคงเป็สีแดงจางๆ ไม่ยอมจางหายไปเหมือนก่อนหน้านี้
“ลลินทิพย์ ขอบคุณนะ” ธีรภพยิ้มออกมาเป็ครั้งแรก
แต่ความสงบสุขนั้นดำรงอยู่ได้เพียงครู่เดียว ท่ามกลางหมอกจางๆ ของกรุงเทพฯ ยามค่ำคืน เสียงฝีเท้าที่ผิดจังหวะดังมาจากเงามืดหลังพุ่มไม้ กลิ่นคาวเืและกลิ่นดินป่าโชยมาปะทะจมูก
ััิญญาของธีรภพกระตุกวูบ
“มีบางอย่าง ตามเราออกมาจากกระจกด้วย”
ลลินทิพย์ชักไม้เท้าออกมาทันที แต่คราวนี้สิ่งที่ปรากฏกายออกมาจากความมืดไม่ใช่จอมเวทย์ในชุดเกราะ แต่มันคือร่างที่ซูบผอม สูงเกือบสองเมตร ิัติดกระดูกสีเทาซีด ดวงตาที่กลวงโบ๋มีไฟสีเขียวลุกโชน มันสวมชุดขาดรุ่งริ่งคล้ายชุดขุนนางโบราณ
“ผีพรายพิฆาต” ลลินทิพย์พึมพำด้วยความใ “มันคือนักฆ่าิญญาที่สภาอาคมส่งมาตามล่าเราถึงที่นี่”
ผีตนนั้นแสยะยิ้มที่เห็นแต่ฟันดำๆ มันชูมือที่เต็มไปด้วยกรงเล็บแหลมคมขึ้น พลันอากาศรอบตัวก็เริ่มเย็นตัวจนกลายเป็น้ำแข็ง
“ธีรภพ ศราวิญญ์ นายท่านสั่งให้ข้า นำิญญาของเ้ากลับไป” เสียงของมันเย็นเยียบราวกับมาจากขุมนรก
นี่คือการเผชิญหน้ากับศัตรูที่เป็ิญญาร้ายจริงๆ ตนแรกหลังจากที่ธีรภพเข้าสู่โลกจอมเวทย์ และมันไม่ใช่แค่ผีธรรมดา แต่มันคือจุดเริ่มต้นของมหาาิญญาที่จะเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้กลายเป็สนามรบไสยศาสตร์!
จบตอนที่ 7
สนับสนุนค่ากาแฟ หรือโดเนทเป็กำลังใจให้ได้นะครับ
4380169722 : ธนาคารไทยพาณิชย์