“หรือว่า...จะเป็นความบริสุทธิ์กันนะ” อินะฮิเมะเอ่ยตอบในเชิงการคาดเดา
“พวกเจ้า...ตอบผิดอีกแล้ว” นูริคาเบะ-อายาคาชินั้นพลางหยิบก้อนหินออกมาจากพื้น ก่อนที่จะปาใส่เธอเข้าอย่างจัง
เกือบไปแล้ว
แต่เธอนั้นก็สามารถใช้เคียวยมทูตในการตัดก้อนหินขนาดใหญ่นิดๆ ออกเป็นสองเสี่ยงได้อย่างรวดเร็วและท่วงทันอย่างหวุดหวิด
“จินตนาการ”
คิทสึเนบิเอ่ยตอบในเชิงคาดเดา นูริคาเบะ-อายาคาชิรีบยื่นแขนออกมาตะปบใส่ร่างภูติพิทักษ์จิ้งจอกเพลิงอัคนีอย่างคิทสึเนบิ แต่เธอนั้นก็ยังสามารถควบคุมทิศทางการเคลื่อนที่ของดาบเคนเมียวเร็นให้เข้ามาป้องกันการโจมตีของอีกฝ่ายเอาไว้ได้ทันอย่างฉิวเฉียด
“ความรู้สึกนึกคิด” โทโมเอะเอ่ยตอบในเชิงการคาดเดา นูริคาเบะ-อายาคาชิรีบยื่นแขนออกมาตะปบใส่ร่างงามของโทโมเอะ แต่เธอนั้นไหวตัวทัน จึงรีบยิงธนูเวทย์ออกมาเป็นลิงกอริลล่าธาตุดินออกมาช่วยรับการโจมตีของอีกฝ่ายไว้ด้วยพลังกายของมัน
ไม่เคยคิดที่จะเป็น แต่จะต้องเป็นเช่นนั้นอยู่เสมอ
ทางด้านยูกินะก็พลางนึกคำปริศนาด้วยสีหน้าที่กดดันอย่างสุดๆ
ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครรู้จัก แต่ทุกชีวิตที่ยังมีลมหายใจนั้นล้วนเชื่อมั่นอยู่เสมอว่าจะต้องมี...
สักพัก ทางด้านโทโมเอะกับคิทสึเนบิก็ดูเหมือนว่าจะต้านทานอีกฝ่ายเอาไว้ไม่อยู่แล้ว
ฉันรู้แล้ว
และในที่สุด ทางด้านยูกินะก็นึกคำตอบออกมาได้ซะที ดวงตาสีน้ำเงินไพลินคู่งามบนใบหน้างามที่ขาวผ่องของเธอนั้นก็เริ่มเบิกกว้างออกมานิดๆ ในเวลาเดียวกัน
“ฉันรู้แล้วหล่ะ แกคือวันพรุ่งนี้”
ยูกินะรีบเอ่ยตอบออกมาด้วยความมั่นใจ
“เจ้าตอบถูก” จากนั้น ร่างกำแพงทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าแนวตั้งของนูริคาเบะ-อายาคาชินั้นก็ค่อยๆ ดับสลายหายไป จากนั้น ก็ได้มีแสงวาบปรากฏขึ้นที่ตรงหน้าพวกยูกินะ
ทาเคนากะ ฮันเบย์ เสนาธิการยอดอัจฉริยะแห่งยุคเซ็นโกคุ เคยทำหน้าที่เป็นกุนซือให้กับไซโต้ โยชิทัตสึ จนทำให้เขานั้นสามารถเข้าพิชิตกองทัพของโนบุนากะในศึกแคว้นมิโนะได้ หลังจากที่โยชิทัตสึได้สิ้นใจลง ไซโต้ ทัตสึโอกิ ก็ได้ขึ้นสืบทอดอำนาจในการปกครองแคว้นมิโนะต่อไป
ด้วยความที่ทัตสึโอกินั้นเป็นคนที่มีนิสัยเสเพล เอาแต่เสพสุรานารี และขี้ระแวงอย่างสุดๆ ฮันเบย์จึงวางแผนใช้ทหารเพียงแค่ 16 คนเท่านั้นในการก่อกบฏเพื่อแย่งชิงปราสาทอินาบะยามะ จากนั้น เขาก็สั่งการให้ป้องกันปราสาทด้วยตัวเอง หลังจากที่โนบุนากะสามารถเข้ายึดครองแคว้นมิโนะได้เป็นผลสำเร็จ ฮันเบย์ก็ได้เข้ามาสวามิภักดิ์ต่อโนบุนากะ และได้กลายมาเป็นมิตรสหายของโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ
หลังจากนั้นเป็นต้นมา ฮันเบย์ได้ทำหน้าที่เป็นกุนซือให้กับฮิเดโยชิในด้านพิชัยสงคราม และการวางกลยุทธ์มาหลายต่อหลายครั้ง ส่งผลทำให้ฮิเดโยชิมีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก จนกระทั่งท้ายที่สุด เขาก็ได้สิ้นใจลงจากโรคร้ายในระหว่างทำศึกที่ปราสาทมิกิ
หลังจากนั้น แสงวาบนั่นก็ได้ค่อยๆ จางหายลง จนกระทั่งพวกยูกินะได้พบกับดวงวิญญาณของทาเคนากะ ฮันเบย์ ยอดกุนซืออัจฉริยะแห่งยุคเซ็นโกคุที่ได้มาอยู่ตรงหน้าพวกเธอ
“เจ้าหญิงฮิเมรากิ ท่านพ่อของข้าเคยพูดถึงวีรกรรมของเจ้าให้ข้าฟังอยู่เสมอ ไม่ว่าจะผ่านไปอีกสักกี่ร้อยปี เจ้าก็ยังคงเป็นองเมียวจิฮิเมะที่มีสติปัญญาอันเฉียบแหลมอยู่เหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนไป แม้แต่คนอย่างข้าก็ไม่ได้มีสติปัญญาที่เฉียบแหลมไปมากกว่าเจ้า ช่างน่าประทับใจยิ่งนัก...”
แท้จริงแล้ว คำถามที่นูริคาเบะ-อายาคาชิได้เอ่ยถามออกมานั้น ก็คือคำถามปริศนาที่ดวงวิญญาณของทาเคนากะ ฮันเบย์นั้นได้คิดมันขึ้นมา
“เจ้าหญิงฮิเมรากิ เจ้าจงรับสิ่งนี้เอาไว้เสีย นี่คือรางวัลสำหรับผู้มีสติปัญญาอันเฉียบแหลมอย่างเจ้า ที่เจ้าสามารถตอบคำถามปริศนาของข้าได้”
ดวงวิญญาณของฮันเบย์นั้นพลางมอบเศษก้อนหินขนาดใหญ่นิดๆ ที่มาจากร่างกำแพงของนูริคาเบะ-อายาคาชิให้กับยูกินะ ก่อนที่ดวงวิญญาณของเขานั้นจะค่อยๆ เลือนหายไปจากตรงหน้าพวกเธอทันที พวกยูกินะไม่รอช้า จึงรีบเปิดฝากำไลกระจกยาตะออกมา แล้วรีบทำการเก็บเศษก้อนหินจากร่างกำแพงของนูริคาเบะ-อายาคาชิเข้าไปในกำไลกระจกยาตะทันที และจากนั้น ก็ได้เกิดแสบวาบขึ้นที่ตรงหน้ายูกินะ ส่งผลทำให้เธอนั้นได้เห็นภาพในอดีตของเจ้าหญิงฮิเมรากิอีกครั้ง
หลังจากที่นอนสลบไปตั้งหลายวัน เจ้าหญิงฮิเมรากิก็ได้รู้สึกตัวขึ้น เธอค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งบนฟูกนอนสีขาวภายในห้องแห่งหนึ่ง ก่อนที่เธอนั้นจะรีบมองสำรวจบรรยากาศโดยรอบๆ ตัวเธอ
ที่นี่มันที่ไหนกันหน่ะ เรามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง
เจ้าหญิงฮิเมรากิก็ได้รู้ตัวแล้วว่า ตัวเธอนั้นได้มาอยู่ที่บ้านคฤหาสน์หลังหนึ่งที่เธอไม่คุ้นเคย
“รู้สึกตัวแล้วหรือเจ้าค่ะ ท่านองเมียวจิฮิเมะ”
และแล้ว ก็ได้มีเสียงเอ่ยทักของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้นมา เมื่อหันไปมองที่ผู้เป็นเจ้าของน้ำเสียงนั่น เจ้าหญิงฮิเมรากิก็ได้พบกับบุตรสาวของท่านเศรษฐีโซจาที่ได้เปิดประตูเข้ามาในห้อง ทำให้เธอนั้นได้รู้ทันทีเลยว่า ตัวเธอนั้นได้มาอยู่ที่บ้านคฤหาสน์ของมาโนะ โซจา
“ท่านยังคงจำข้าได้อยู่หรือเปล่าเพคะ ที่ท่านเคยช่วยรักษาให้ข้าในตอนนั้น”
บุตรสาวของเศรษฐีโซจาเอ่ยถามเจ้าหญิงฮิเมรากิ เพื่อรื้อฟื้นเหตุการณ์เมื่อตอนที่เธอเคยได้รับการรักษาและช่วยชีวิตเอาไว้โดยเจ้าหญิงฮิเมรากิในตอนนั้น
จริงสิในตอนนั้น ที่เราเคยช่วยรักษาให้หญิงสาวคนนี้เอาไว้
เจ้าหญิงฮิเมรากิก็พลางนึกขึ้นมาได้ว่า ตัวเธอนั้นก็เคยช่วยชีวิตของบุตรสาวของเศรษฐีโซจาที่ได้มาอยู่ตรงหน้านี้มา แล้วครั้งนึง
“แล้วข้ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง” เจ้าหญิงฮิเมรากิเอ่ยถามออกมาด้วยความสงสัย
“คือเมื่อหลายวันก่อน ซันโนะโจ สามีของข้า และกลุ่มพวกทหารของฝ่ายโฮโซคาว่าได้มาเจอท่านนอนสลบที่บนยอดเขาแห่งหนึ่ง กลุ่มทหารพวกนั้นจึงรีบพาตัวท่านมารักษาตัวที่นี่”
หลังจากที่บุตรสาวของเศรษฐีโซจานั้นเล่ามาจนจบไม่ทันไร เจ้าหญิงคังชินก็ได้เปิดประตูออกมา แล้วรีบเดินเข้าไปหาด้วยความเป็นห่วง
“ท่านพี่ใหญ่”
“น้องสาม ไม่เป็นไรใช่ไหม” เจ้าหญิงคังชินเอ่ยถามด้วยความรู้สึกเป็นห่วงที่มีต่อเจ้าหญิงฮิเมรากิ เธอจึงพยักหน้าเพียงเล็กน้อยเป็นการยืนหยันในคำตอบ
“ค่อยยังชั่วหน่อย ดีแล้วหล่ะที่เจ้าไม่เป็นอะไร พวกคนอื่นๆ เขาเป็นห่วงกันแทบแย่”
“ว่าแต่ท่านพี่สามมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง” เจ้าหญิงฮิเมรากิเอ่ยถามออกมาด้วยความสงสัย
เมื่อได้ฟังที่เจ้าหญิงคังชิน ผู้เป็นพระเชษฐภคินีของเธอได้เล่าเรื่องมาทั้งหมด เจ้าหญิงฮิเมรากิก็ได้รู้แล้วว่า ในช่วงระหว่างที่เธอกำลังนอนหมดสติอยู่นั้น บ้านเมืองก็ได้ก้าวเข้าสู่ยุคสมัยสงครามกลางเมืองอย่างเต็มรูปแบบ
ฝ่ายโฮโซคาว่าที่นำโดยคัทสึโมโตะกับฝ่ายยามานะที่นำโดยโซเซ็นนั้นได้ทำศึกสงครามปะทะกันอย่างดุเดือด จนทำให้เมืองเกียวโตลุกเป็นไฟแทบจะทั้งเมือง บ้านเรือนต่างๆ ที่อยู่ภายในเมืองหลวงนั้นก็ได้ถูกแผดเผาทำลายจนวายวอด ซึ่งเกิดมาจากลูกหลงในการทำศึกสงครามในครั้งนี้
หลังจากที่ทั้งสองตระกูลอย่างโฮโซคาว่าและยามานะได้ทำศึกสงครามมาได้สักระยะ ฝ่ายยามานะกลับตกเป็นฝ่ายถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏ จึงทำให้เหล่าบรรดาผู้ติดตาม และผู้สนับสนุนฝ่ายตระกูลยามานะที่ภายนอกเขตเมืองหลวงเกียวโตนั้นได้พากันหมดใจ และแปรพักตร์ไปอยู่ฝ่ายโฮโซคาว่าจนหมดสิ้น เหลืออยู่เพียงแค่กองกำลังจากฝ่ายตระกูลโออุจิที่นำโดยโออุจิ มาซาฮิโระเท่านั้นที่ยังคงสนับสนุนฝ่ายยามานะอยู่