สะเทือนสวรรค์ สะท้านอสูร

    ตอนที่ ๕๙ สู่ตระกูลลี้

             

            “ผู้อาวุโสที่จะมาแทนเฉิงตงล่ะ”ชายผู้ถูกจองจำเอ่ยถามด้วยเสียงที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจป้านโหวลี่มองเข้าไปในดวงตาสีแดงคู่นั้นอย่างไม่เกรงกลัว แต่ขณะเดียวกันเขาก็ตอบคำถามด้วยท่าทีที่นอบน้อม

            

            “คนที่เหมาะสมกับตำแหน่งนี้มีเพียงลี้เจ่ยแห่งตระกูลลี้ข้าคิดว่าหากเป็นหยินฟาก็อาจจะโน้มน้าวชายผู้นั้นได้ตอนนี้หยินฟากำลังถ่ายทอดวิชาให้ศิษย์ของเขาอยู่ ทันทีที่เสร็จธุระเขาจะออกเดินทางไปยังตระกูลลี้ในทันที”

            

            ผู้ถูกเรียกว่า‘รุ่นก่อน’หลับตาลงแล้วใช้ความคิด ครู่เดียวคนที่ถูกโซ่ตรึงสวรรค์พันธนาการก็ลืมตาขึ้นมาแล้วเอ่ยว่า

            

            “บรรพบุรุษตระกูลลี้มีนิสัยดื้อดึงลี้เจ่ยก็มีส่วนคล้ายกับบรรพชนของเขา การจะหว่านล้อมลี้เจ่ยไม่ใช่เรื่องง่ายจงให้เด็กแซ่จิวร่วมเดินทางไปกับหยินฟาเผื่อว่าเด็กนั่นจะดึงดูดความสนใจของคนผู้นั้นได้บ้าง...” ดวงตาสีแดงของรุ่นก่อนเปล่งประกายจากนั้นชายผู้ถูกจองจำก็ถ่ายทอดข้อความอีกสองสามประโยคให้แก่ป้านโหวลี่

             

            

            หวงหยินฟาได้รับคำสั่งใหม่ชายตาเดียวแจ้งให้จิวฟงทราบว่าเด็กชายต้องเดินทางไปยังตระกูลลี้ร่วมกับเขาหวงหยินฟาบอกจิวฟงให้เตรียมตัวพร้อม ในอีกเจ็ดวันข้างหน้าเด็กชายตัวน้อยจะต้องเดินทางไกลอีกทั้งยังไม่รู้ว่าจะได้กลับมายังสำนักวายุจำรัสอีกเมื่อไร

            

            จิวฟงใช้เวลาที่เหลือให้เกิดประโยชน์สูงสุดเขาบดยาเม็ดเทาแล้วแบ่งทรัพยากรส่วนหนึ่งเก็บไว้ในปริมาณที่มากเกินพอส่วนยาที่เหลืออีกนับล้านๆเม็ดนั้นเขาฝากไว้กับชูฉง ทว่าเขาก็ไม่สามารถผลิตยาเม็ดชมพูซึ่งมีความเข้มข้นสูงได้ทันถึงกระนั้นเด็กชายก็ยังมียาชนิดนี้อยู่พอสมควร

            

            “ข้าต้องติดตามผู้อาวุโสหวงไปเจรจากับผู้นำตระกูลลี้ให้มารับตำแหน่งผู้อาวุโสแทนท่านเฉิงตงไม่รู้ว่าจากไปแล้วข้าจะได้กลับมาอีกเมื่อไร...” จิวฟงบอกกับสหายทั้งสามที่มารวมตัวอยู่ในบ้านของเจ้าอ้วน

            

            “ไปเถอะเจ้าเปี๊ยกช่วยไปทำให้สำนักของเรากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง” ต้าไคเอ่ย

            

            “ไปทำให้สำนักของเรามีคนเยอะๆ”หลางชี่เชี่ยพูดยานคาง

            

            “แล้วก็จะได้ขายยาเม็ดเทาได้มากๆ!”ชูฉงสรุปให้ในที่สุด

            

            เจ้าเปี๊ยกยิ้มแป้นแล้วพยักหน้าหนึ่งทีเด็กชายปฏิญาณว่าจะต้องทำทุกวิถีทางให้สำนักวายุจำรัสเฟื่องฟู...เพื่อที่เขาจะได้มีรายได้จากการขายยาเม็ดเทามากดังเดิม

            

            “ถ้าเจอชุนจางมินฝากบอกนางด้วยว่าไม่ต้องคิดถึงข้า!”พูดจบจิวฟงก็พุ่งทะยานออกจากบ้านของต้าไคแต่ครู่เดียวสามสหายก็เห็นว่าจิวฟงยื่นหน้าเข้ามาในบ้านอีกครั้ง แล้วเจ้าเปี๊ยกก็ร้องบอกผองเพื่อน

            

            “อย่าลืมบอกชุนจางมินล่ะ...”

            

            “เออ!”“ไปได้แล้ว!”

            

            จิวฟงหัวเราะแหะๆเขาวิ่งไปยังเขตกลางแล้วตัดตรงขึ้นสู่ทิศเหนือเขามุ่งหน้าสู่เขาจินเฉียงเพื่อที่จะออกเดินทางไปยังตระกูลลี้

             

            

            หวงหยินฟาต่างจากผู้อาวุโสคนอื่นชายตาเดียวไม่ชอบพิธีรีตอง อีกทั้งยังไม่ชอบการเดินทางที่เอิกเกริกเขาจึงไม่เดินทางไปยังตระกูลลี้พร้อมด้วยผู้คุมกฎและเหล่าผู้ชาญยุทธ์ ดังเช่นที่คณะของผู้อาวุโสคนอื่นซึ่งนำเทียบเชิญไปยังห้าตระกูลใหญ่ได้ปฏิบัติจะมีก็เพียงตัวเขา เจิ้งซิ่งฝูและศิษย์ตัวน้อยที่ร่วมเดินทางไปในครั้งนี้ อีกอย่างหวงหยินฟาคิดว่าการไปพบกับคนที่มีนามว่าลี้เจ่ยนั้นไม่จำเป็นต้องมากด้วยพิธี...

            

            จิวฟงเกาะหลังเจิ้งซิ่งฝูที่เหาะไปในอากาศด้วยความเร็วเต็มอัตราแม้จะออกจากสำนักวายุจำรัสมาได้สิบวัน เหาะผ่านขุนเขาอันสลับซับซ้อนที่ห่างไกลจากถิ่นอาศัยของผู้คนเป็นระยะทางราวแสนลี้แต่คนทั้งสามก็ยังเดินทางไปไม่ถึงที่หมาย หวงหยินฟาสั่งให้เจิ้งซิ่งฝูหยุดพักที่ยอดเขาลูกหนึ่งเป็นระยะเวลาสั้นๆเมื่อคนแซ่เจิ้งผู้มีปราณระดับคุมกฎคลายจากความเหนื่อยล้าแล้ว พวกเขาก็เร่งออกเดินทางต่อ

            

            ผ่านไปอีกเก้าวันหวงหยินฟาก็พาคนทั้งสองมาถึงเทือกเขาลูกใหญ่เทือกเขานี้ไม่ได้ใหญ่โตไปกว่าเทือกเขาเฉวียนลวี่ซานอันเป็นที่ตั้งของสำนักวายุจำรัสทว่าที่แห่งนี้มีต้นไม้ปกคลุมอย่างหนาแน่นมากกว่าสำนักฝึกตนธาตุลมมากนัก

            

            พื้นที่ในเขตเทือกเขาแลดูมืดมิดจิวฟงแทบจะมองไม่เห็นสิ่งก่อสร้างสีทึมๆที่แฝงตัวอยู่ตามแนวป่าด้านล่างเมื่อหวงหยินฟาและเจิ้งซิ่งฝูเหาะมาถึงตีนเขาพวกเขาก็เดินไปยังประตูสีน้ำตาลเข้มบานใหญ่ประตูที่ปิดกั้นตระกูลลี้จากโลกภายนอกมีรูปคมเขี้ยวอสูรสีแดงสดประทับอยู่คู่กับอักษรคำว่า‘ลี้’

            

            ไม่ทันที่คนทั้งสามจะเดินไปถึงประตูก็มีชายวัยชราเหาะลงมาจากป้อมสังเกตการณ์ขนาดเล็กที่อยู่ติดขอบรั้วพอคนผู้นั้นเห็นชัดว่าผู้มาถึงคือชายที่มีตาเดียว คนชราก็เร่งส่งสัญญาณให้คนที่อยู่ในป้อมเปิดประตูจากนั้นเขาก็รีบเดินเข้าไปหาชายที่ยืนอยู่หน้าสุด

            

            “ผู้อาวุโสหวง...”ชายชราคำนับหวงหยินฟาอย่างนอบน้อม ไม่ทันที่เขาจะพูดจบคนแซ่หวงก็พูดแทรกขึ้น

            

            “ลี้เจ่ยอยู่หรือไม่ข้ามาทวงสัญญาเก่า” คำพูดของหวงหยินฟาสั้นกระชับ น้ำเสียงของเขาดุดันคนเฒ่าก้มหัวงกๆ จากนั้นเขาก็ผายมือเข้าไปด้านใน

            

            ประตูขนาดยักษ์ถูกเลื่อนออกอย่างช้าๆเมื่อประตูเลื่อนขยับก็เผยให้เห็นภาพที่อยู่ด้านในทีละน้อย ภายในรั้วรอบขอบชิดของดินแดนอันห่างไกลช่างมืดทึบพอประตูเปิดกว้าง จิวฟงก็เห็นชายหกเจ็ดคนยืนอยู่ด้านใน ข้างกายคนเหล่านั้นมีสัตว์ประเภทสุนัขราวสิบตัวนอนหมอบอยู่ทว่าเขี้ยวของพวกมันคมกริบ ดวงตาของพวกมันแดงก่ำนอกจากนี้ยังมีไออสูรแผ่ออกมาจากร่างของพวกมันอีกด้วย!

            

            เจิ้งซิ่งฝูตบไหล่เจ้าเปี๊ยกแรงๆสองสามทีฝ่ายหวงหยินฟาก็หันมาบอกเด็กชายตัวน้อยที่กำลังอ้าปากค้าง

            

            “ตระกูลประหลาดที่คิดจะอยู่ร่วมกับสัตว์อสูรตระกูลลี้...”

             

            

            สัตว์อสูรทั้งหมดชำเลืองมองกลุ่มคนที่เพิ่งมาถึงพวกมันยืนขึ้นและส่งเสียงขู่ในลำคอจนชายทั้งเจ็ดคนต้องพูดปราม แม้จะไม่เห่าไม่หอนแต่สัตว์อสูรเหล่านั้นก็เฝ้ามองผู้มาถึงอย่างระแวดระวังอีกทั้งพวกมันยังเดินตามคนทั้งสามอยู่ไม่ห่าง

            

            “พวกมันพอจะเข้าใจคำพูดของมนุษย์...”ชายชราชี้ไปยังพวกสัตว์อสูร จากนั้นก็เอ่ยกับหวงหยินฟาและเจิ้งซิ่งฝู         

            “...พวกเราจะไม่ทำร้ายพวกมันหากไม่จำเป็นเราทำความคุ้นเคยกับมัน เมื่อพวกมันพร้อม พวกเราก็จะทำพันธสัญญาหรือตีตราแล้วพามันออกมาจากป่าอสูรแต่กว่าที่จะทำให้พวกมันอยู่ร่วมกับมนุษย์ได้อย่างใกล้ชิดขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือความไว้เนื้อเชื่อใจตระกูลลี้มั่นใจว่าสัตว์อสูรสามารถสัมผัสสิ่งนี้ได้...”ชายวัยชราพาแขกเดินไปข้างหน้าอย่างไม่เร่งรีบ เขาชี้ไปยังแนวป่าอสูรตลอดสองข้างทางจากนั้นคนชราก็อธิบายเรื่องราวต่างๆกับเจิ้งซิ่งฝูและหวงหยินฟา

            

            จิวฟงเงี่ยหูฟังคำพูดของชายชราก็ถึงกับหน้าเหยเกพวกคนของตระกูลลี้ช่างทำตัวแปลกประหลาดเสียจริงมนุษย์ผู้อื่นล้วนแต่รังเกียจสัตว์อสูรแต่ผู้คนของตระกูลนี้กลับมีแนวคิดที่จะอยู่ร่วมกับพวกมันเดินห่างจากป้อมไปได้ไม่เท่าไร เจ้าเปี๊ยกก็เห็นว่าฝูงหมาเริ่มแห่เข้ามาหาเขา

            

            สองในสามของผู้มาเยือนมีไอปราณระดับสูงส่วนมนุษย์ตัวจ้อยมีพลังปราณต่ำกว่าคนทั้งคู่มากนักสัตว์อสูรรับรู้ถึงพลังของคนเหล่านี้ได้เป็นอย่างดีสักพักเดียวพวกหมาก็มารุมล้อมเด็กชายผู้มีไอปราณระดับต่ำ

            

            พวกหมาชำเลืองมองเด็กชายแล้วแสยะเขี้ยวอันคมกล้าให้เด็กตัวน้อยฝูงหมามองจิวฟงด้วยสายตาไม่เป็นมิตร พวกมันมาดักหน้าดักหลังจนเด็กชายแทบจะไม่มีที่เดิน

            

            “เกะกะจริงๆหลีกไปสิ” เจ้าเปี๊ยกแยกเขี้ยวทำท่าจะทะเลาะกับหมา

            

            เด็กชายมองไปยังชายทั้งเจ็ดของตระกูลลี้เพื่อขอความช่วยเหลือแต่คนเหล่านั้นกลับหยักไหล่แล้วเบือนหน้าไปทางอื่น พวกเขาแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นหวงหยินฟาและเจิ้งซิ่งฝูก็มัวแต่สนทนากับชายชราจนไม่สนใจเขาที่อยู่ด้านหลัง เมื่อเป็นดังนั้นจิวฟงจึงส่งเสียงไล่สัตว์อสูรที่เข้ามาพันแข้งพันขา

            

            “ไปสิไปไหนก็ไป...”

            

            “ยังอีก ไปชิ่วๆ”

            

            ในเวลานี้จิวฟงไม่สามารถเดินต่อไปข้างหน้าได้ฝูงสุนัขยืนขวางทางเดินเอาไว้หมด ทางด้านหวงหยินฟาและเจิ้งซิ่งฝูก็เริ่มทิ้งห่างเขาไปเรื่อยๆ

            

            จิวฟงเริ่มรู้สึกรำคาญพอเห็นว่าพวกหมาเจ้าถิ่นเชิดหน้าชูคอทำเหมือนพวกมันยิ่งใหญ่เสียเต็มประดา จิวฟงก็พลันรู้สึกหมั่นไส้เจ้าเปี๊ยกเหลียวซ้ายแลขวา และทันใดนั้นเขาก็ตบลงไปที่หัวของสุนัขลายจุดจนสัตว์อสูรหน้าทิ่ม

             

            

            ผั๊วะ!...เอ๋งๆๆๆ!!!

             

            

            หมาลายจุดร้องลั่นแล้ววิ่งเตลิดไปชายชราตกใจเมื่อได้ยินเสียงหมาร้อง พอมองมาด้านหลังเขาก็ใจหายวาบ พวกสัตว์อสูรหกตัวกระโจนเข้าใส่เด็กชายตัวน้อยจากสำนักวายุจำรัส

             

            

            “หยุด!”

             

            

            ถึงแม้เขาจะร้องสั่งจนเสียงดังลั่นแต่ก็ไม่ทันการณ์เสียแล้ว ฝูงหมาลาดตระเวนพุ่งเข้าใส่เด็กชายตัวน้อยจากระยะประชิดซึ่งไม่มีทางที่เด็กชายจะรอดพ้นจากคมเขี้ยวของสัตว์อสูรได้แน่

             

            

            ตุ๊บๆ ตุ๊บๆๆตุ๊บๆๆ ตุ๊บ!...เอ๋งๆๆๆๆ

             

            

            พวกหมาถูกกำปั้นน้อยๆทุบเข้าที่หัวตัวละตุ๊บสองตุ๊บพวกมันร้องลั่นแล้ววิ่งกระเจิงกันไปคนละทิศ การจู่โจมนั้นรวดเร็วและแม่นยำ อีกทั้งเด็กชายที่ถูกสุนัขอสูรพุ่งเข้าใส่จากระยะใกล้ยังไม่ได้รับบาดเจ็บแม้เท่าปลายเล็บชายชราที่ยืนดูเหตุการณ์ถึงกับตะลึงงันขณะนั้นเองเจ้าเปี๊ยกก็ตีหน้าเศร้าแล้วบอกกับชายชรา

            

            “เอ่อ ทำไมหมาพวกนั้นจึงไม่รับรู้ถึงความเชื่อใจที่ข้ามีให้กับมัน...”

            

            คำพูดของจิวฟงเล่นเอาเจิ้งซิ่งฝูหัวเราะจนกรามค้างทางด้านหวงหยินฟามองศิษย์ตัวน้อยแล้วส่ายหน้าอย่างเอือมระอา เพิ่งจะเหยียบเข้ามายังตระกูลลี้จิวฟงก็ไปมีเรื่องกับสัตว์อสูรที่ตระกูลลี้พยายามประคบประหงมเสียแล้วหวงหยินฟาไม่รู้ว่ารุ่นก่อนคิดถูกหรือไม่ที่ให้จิวฟงเดินทางมาในครั้งนี้แต่ในเมื่อนี่เป็นคำสั่งอันศักดิ์สิทธิ์เขาก็จำต้องปฏิบัติตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

            

            คนที่อยู่ในป้อมและชายทั้งเจ็ดคนต่างก็มองมายังเด็กชายอย่างไม่พอใจหมาฝูงนั้นเป็นสัตว์อสูรที่พวกเขาเฝ้าฟูมฟักมาตลอดทั้งปีกว่าที่พวกมันพอจะคุ้นเคยกับมนุษย์พอฝึกให้พวกมันออกตรวจตราได้เพียงไม่กี่วันเด็กชายก็ทำให้สัตว์เหล่านั้นเตลิดเข้าป่าไปเสียแล้ว

            

            แม้ชายชราจะรู้สึกไม่พอใจที่เห็นเด็กน้อยทำร้ายสัตว์อสูรแต่เขาก็เข้าใจว่าเป็นเหตุสุดวิสัยในเมื่อเด็กชายถูกสัตว์อสูรระดับหนึ่งถึงหกตัวรุมทำร้ายเด็กชายตัวจ้อยก็ย่อมมีสิทธิ์ที่จะป้องกันตัว

            

            “ได้รับบาดเจ็บหรือไม่”ผู้เฒ่าเดินเข้ามาถามเด็กชายตัวเปี๊ยก เขาเห็นชัดว่าเด็กผู้มาพร้อมกับหวงหยินฟาไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรแต่ด้วยมารยาทของเจ้าบ้าน ชายชราก็จำต้องเอ่ยถาม

            

            จิวฟงยื่นมือขวาออกไปด้านหน้าให้ชายชราดูสันมือของจิวฟงปรากฏรอยแดงเพียงเล็กน้อยจนแทบจะสังเกตไม่เห็น คนชราเพ่งมองมือของเด็กชายอย่างสงสัยฝ่ายเจ้าเปี๊ยกทำแก้มป่อง จากนั้นเขาก็เอ่ยกับชายชรา

            

            “เจ็บมืออ่ะทุบหมาแรงไปหน่อย...”

            

            เจิ้งซิ่งฝูหัวเราะจนน้ำตาไหลคนชราได้แต่ยืนนิ่งแล้วถอนหายใจเฮือกๆส่วนชายทั้งเจ็ดได้ยินคำพูดของเจ้าเปี๊ยกก็เดือดดาลเป็นนักหนาจิวฟงมองคนเหล่านั้นแล้วยักไหล่อย่างไม่แยแส ก็คนเหล่านั้นมิใช่หรือที่ปล่อยให้ฝูงหมาเข้ามาพันแข้งพันขาจนเขาต้องลงมือ

            

            “รู้ฤทธิ์จิวฟงน้อยไปซะแล้ว...”เจ้าเปี๊ยกเชิดหน้าใส่คนเหล่านั้นไปอีกหนึ่งที

             

            

            ชายชราเรียกจิวฟงให้ไปเดินข้างเขาเพื่อป้องกันการถูกโจมตีจากสัตว์อสูรที่เดินเพ่นพ่านอยู่ทั่วเขตตระกูลลี้เดินผ่านเส้นทางที่โอบล้อมไปด้วยป่าทึบสักพักคนทั้งสี่ก็มาถึงบริเวณห้าแยกซึ่งเป็นที่เตียนโล่ง กลางห้าแยกมีรูปหล่อทองแดงของชายผู้หนึ่งยืนอยู่บนแท่นหินขาวรูปหล่อนั้นมีขนาดเท่ากับตัวคน

            

            หวงหยินฟาดูเหมือนจะคุ้นเคยกับตระกูลลี้ดีเขาเดินอ้อมมาหยุดอยู่หน้ารูปเสมือนที่สร้างจากทองแดงบริสุทธิ์เขาจ้องมองใบหน้านั้นอยู่นานในขณะที่เขากำลังมองเข้าไปในดวงตาที่ทำมาจากทับทิมสีเลือดอยู่นั้นชายตาเดียวก็ได้ยินเสียงเด็กชายตัวน้อยพึมพำ

            

            “คนคนนี้ไม่ใช่มนุษย์ไม่ใช่มนุษย์ที่ทำการควบรวมอสูร...”

    คล้ายกับเรื่องสะเทือนสวรรค์ สะท้านอสูร ที่คุณอ่าน