บทที่ สามสิบสาม
ตำหนักท้องพระโรงท้ายยามโหย่วแสงอาทิตย์ยามอัสดงทอดเงายาวไปทั่วห้องทรงงานของตำหนัก เปลวเทียนในโคมทองเริ่มส่องแสงวูบไหวแทนที่แสงธรรมชาติกลิ่นหมึกจางๆ อบอวลไปทั่วห้อง พู่กันที่ใช้ขีดเขียนเอกสารยังวางอยู่ข้างแท่นหยกขณะที่กระดาษหลายแผ่นถูกเก็บรวบรวมเข้าชั้นวาง
โม่เหวินหานถอนสายตาจากตั๋วราชการเบื้องหน้าก่อนหันไปมองหญิงสาวที่ยังคงนั่งอ่านรายงานโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยหลิวชิงเซียงเอียงศีรษะเล็กน้อยขณะไล่สายตาตามตัวอักษรมือเรียวของนางพลิกกระดาษอย่างแผ่วเบาท่าทางสงบนิ่งราวกับความเหนื่อยล้าไม่สามารถแตะต้องนางได้
ฮ่องเต้หนุ่มมองภาพนั้นพลางลอบระบายลมหายใจแม้จะซาบซึ้งในความเอาใจใส่ของนางที่มาช่วยงาน แต่เขาก็ไม่อยากให้นางต้องเหน็ดเหนื่อยจนเกินไป“อาชิง” น้ำเสียงเรียบๆของเขาดึงหญิงสาวออกจากภวังค์
หลิวชิงเซียงละสายตาจากรายงานเงยหน้าขึ้นสบตาผู้อยู่ตำแหน่งสูงกว่า
“มืดแล้ว” โม่เหวินหานเอ่ยพลางทอดพระเนตรออกไปนอกหน้าต่างท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้มมีเพียงเสี้ยวของแสงอาทิตย์ที่ยังเหลืออยู่เพียงนิดหน่อย “เจ้ากลับตำหนักฟู่ตงเถอะไปทานข้าวและพักผ่อนเสีย”
หลิวชิงเซียงกะพริบตาเล็กน้อยก่อนจะยิ้มบางๆนางเก็บกระดาษที่อยู่ในมือเข้ากองให้เรียบร้อย จากนั้นจึงลุกขึ้นประสานมือคารวะนางไม่คิดจะทำอะไรโง่งมเช่นถ้าพระองค์ไม่กลับหม่อมฉันก็ไม่กลับพื้นฐานของนางคือเก็บแรงไว้ในคราวจำเป็นอย่าเสนอตัวมั่วซั่ว
“เพคะ ฝ่าบาทก็ควรรักษาพระวรกายด้วยงานบ้านเมืองสำคัญก็จริง แต่หากทรงทรุดโทรม งานที่ทำก็มิอาจเกิดผลดีงานค้างอยู่มาก แต่ค่อยๆ ทำไปอย่างไรก็ต้องหมดเพคะ” กล่าวจบนางก็เหลือบกองงานที่คั่งค้างเพราะไปสืบข่าวที่ซุ่ยหยวน
ฮ่องเต้หนุ่มได้ยินก็หัวเราะแผ่วเบา“กล้าสั่งสอนเราอีกหรือนี่?” คำกล่าวไม่ได้ถือสาอะไรทั้งยังผสานไปด้วยความเอ็นดู
หลิวชิงเซียงไม่ได้ตอบเพียงแต่ก้มศีรษะให้เล็กน้อยก่อนหมุนกายเดินออกจากห้องชายผู้ครองบัลลังก์มังกรมองตามแผ่นหลังของนาง ขณะที่นางเดินออกไปจากห้องทรงงานเขาพลันลุกขึ้นโดยไม่ได้ครุ่นคิดนานนัก
ระเบียงตำหนักท้องพระโรงเสียงฝีเท้าดังขึ้นเบื้องหลังทำให้หลิวชิงเซียงชะงักและหันกลับไปมองนางเห็นโม่เหวินหานก้าวเดินตามมาอย่างไม่เร่งรีบ “ฝ่าบาท?” นางขมวดคิ้วเล็กน้อย “ทรงตามหม่อมฉันมาทำไมเพคะ?”
บุรุษในฉลองพระองค์หรูหราขลิบทองหยุดยืนตรงหน้ายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย“เจ้าบอกให้เราอย่าโหมงามมิใช่หรือเราก็จะพักอย่างที่เจ้าว่า”
“…”หลิวชิงเซียงเริ่มรู้สึกถึงอะไรบางอย่าง
“เริ่มที่เราจะไปกินข้าวกับเจ้า..ดีหรือไม่?” สนมคนนี้ได้ยินก็นิ่งงันไปชั่วขณะดวงตากลมโตของนางกะพริบถี่ๆ ริมฝีปากเผยอออกคล้ายจะพูดอะไร แต่กลับเงียบไปในที่สุดไร้แววปีติยินดีอย่างที่นางสนมผู้อื่นจะเป็น
ก่อนหน้านางเพียงเอ่ยไปตามมารยาทแต่กลับกลายเป็นคำพูดเชิญหมาป่าเข้าบ้านอีกแล้ว! เห็นทีนางไม่ควรพูดอะไรอีกต่อไปแต่พอคิดดูดีๆ ต่อให้นางเอ่ยอะไรไปหรือจะไล่เขาก็คงไม่ฟังอยู่ดีนิสัยดื้อรั้นของเจ้าแผ่นดินช่างน่าปวดหัวนักและเดาไม่ออก
หลิวชิงเซียงแอบถอนหายใจอย่างยอมแพ้ก่อนคิดในใจว่าฮ่องเต้หนุ่มผู้นี้ช่างทำตัวเป็นลูกเป็ดตามแม่เป็ดไม่มีผิด!
ตำหนักฟู่ตงยามซวีบรรยากาศยามค่ำเงียบสงบแสงโคมไฟส่องสว่างนวลตาไอเย็นจากสวนที่อยู่โดยรอบทำให้ในตำหนักมีความเย็นสบาย กลิ่นหอมอ่อนๆของดอกไม้ที่ปลูกอยู่ริมระเบียงลอยมากับสายลม เสียงฝีเท้าแผ่วเบาของข้ารับใช้ที่คอยจัดเตรียมสำรับอาหารดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ
ภายในห้องโถงของตำหนักโต๊ะอาหารกลมขนาดกลางถูกจัดเรียงสำรับอาหารไว้อย่างประณีตถ้วยชามลวดลายเมฆกับกิ่งหลิววางเรียงอย่างเป็นระเบียบหลี่ต้ากงหัวหน้าขันทีของฝ่าบาท นำอาหารจากห้องเครื่องมาจัดเรียงจนเต็มโต๊ะ
“หม่อมฉันเห็นว่าฝ่าบาทเสด็จมาประทับที่ตำหนักฟู่ตงจึงให้นำอาหารเพิ่มจากห้องเครื่องมาถวายพ่ะย่ะค่ะ” หลี่ต้ากงกล่าวพลางก้มศีรษะอย่างเคารพนอบน้อมสีหน้ายังคงเรียบนิ่งตามธรรมเนียมขันทีเก่าแก่
“อืม” โม่เหวินหานพยักหน้ารับสายพระเนตรทอดมองสำรับอาหารที่เรียงรายอยู่เบื้องหน้าอย่างพึงพอใจ “ไม่เลว”
หลิวชิงเซียงที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะอาหารลอบถอนหายใจเงียบ ๆ แค่กล่าวไปตามมารยาทว่าฝ่าบาทควรพักผ่อนไยจึงกลายเป็นว่าถูกติดตามมานั่งร่วมโต๊ะถึงตำหนักฟู่ตงเช่นนี้ดวงตาหญิงสาวกวาดมองอาหารที่ถูกจัดเรียงบนโต๊ะก่อนขมวดคิ้วเล็กน้อย “เหตุใดจึงมีอาหารมากเช่นนี้?”
“เป็นเพราะฝ่าบาทเสด็จมาด้วยพ่ะย่ะค่ะ” หลี่ต้ากงกล่าวด้วยรอยยิ้มบาง ๆ “ห้องเครื่องจึงเตรียมสำรับให้สมพระเกียรติ”
หลิวชิงเซียงลอบกัดฟันนางเป็นเพียงสนมต่ำศักดิ์สินะ ปกติอาหารที่ได้รับประทานก็เรียบง่ายพอมีฮ่องเต้มานั่งร่วมโต๊ะ สำรับอาหารก็อลังการขึ้นมาทันที ‘ข้าต้องรีบหาทางส่งเขากลับตำหนักให้เร็วที่สุดแล้วจะได้กินอาหารทั้งหมดนี่อย่างเอร็ดอร่อย!’
โต๊ะอาหารตำหนักฟู่ตงชายหนุ่มเริ่มใช้ตะเกียบคีบเนื้อเป็ดอบน้ำผึ้งส่งไปยังถ้วยของหลิวชิงเซียงก่อนที่จะคีบให้ตัวเองหญิงสาวเงยหน้ามองเขาด้วยสายตาคลางแคลง “กินเสีย” กล่าวเสียงเรียบแต่แฝงความเอาใจใส่
หลิวชิงเซียงยิ้มเจื่อนๆก่อนเริ่มวางแผนให้อีกฝ่ายเบื่อหน่ายและรีบเสด็จกลับตำหนักเสียทีนางก้มมองสำรับอาหารก่อนจะทำหน้าคิดหนัก จากนั้นจึงกล่าวขึ้นเสียงเรียบ “เนื้อหมูนี้น่าจะเคี้ยวยากเหลือเกิน”
โม่เหวินหานเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะหยิบตะเกียบขึ้นมาแล้วคีบเนื้อหมูตรงส่วนที่ติดมันออกแกะเอาแต่เนื้อนุ่มๆ แล้ววางลงในถ้วยของนาง “ลองดูว่ากินง่ายขึ้นหรือไม่”
นางจงใจบ่นเพื่อให้เขาหงุดหงิดและกลับไปแต่เหตุใดเขาถึงยังใจเย็นเช่นนี้ จนเป็นนางเองที่หงุดหงิดจนเผลอขมวดคิ้วเป็นปม ได้! เช่นนั้นลองแบบนี้มือเรียวตักน้ำแกงตุ๋นขึ้นจิบก่อนจะว่างช้อนลงเสียงดังเคร้ง “น้ำแกงเริ่มเย็นแล้ว” นางเอ่ยขึ้นเสียงเรียบพลางมองถ้วยซุปที่อยู่ตรงหน้า
“อืม” ฮ่องเต้หนุ่มไม่คิดจะตรวจสอบใดๆเขาหันไปสั่งขันทีข้างกาย “นำไปอุ่นใหม่” ขันทีรับใช้ก้มรับคำสั่งแล้วรีบยกถ้วยน้ำแกงออกไปทันที
หลิวชิงเซียงกัดริมฝีปากเมื่อเหลือบมองบุรุษตรงข้ามที่ยังคงยิ้มบางๆราวกับมองออกว่านางกำลังคิดอะไร แต่ก็ไม่ถือสาแม้แต่น้อย ‘เหตุใดเขาไม่รำคาญอีก!’
หญิงสาวจ้องมองโต๊ะอาหารก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “อาหารทะเลมีแต่ปลา น่าเบื่อยิ่งนัก”
โม่เหวินหานมองนางก่อนยิ้มเล็กน้อย“หลี่ต้ากงไปสั่งห้องเครื่องให้นำอาหารทะเลอื่นมาให้”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ไม่นานนักอาหารทะเลชุดใหม่ก็ถูกนำมาวางบนโต๊ะมีทั้งกุ้งมังกรผัดเต้าเจี้ยว หอยตลับอบเครื่องเทศและหมึกย่างน้ำผึ้ง
หลิวชิงเซียงมองอาหารทะเลที่เพิ่มขึ้นมาด้วยสีหน้าตายด้านนางหมดหนทางจะทำให้เขารำคาญจนรีบกลับเสียแล้ว! ช่างเถอะถือว่าเป็นลาภปากก็แล้วกันมื้อนี้นางจะกินให้พุงแตก
หลังมื้ออาหารเมื่อสำรับอาหารถูกเก็บออกไปหลิวชิงเซียงลอบถอนหายใจเพราะอิ่มอย่างมากพลางคิดว่าฝ่าบาทคงเสด็จกลับตำหนักเสียที ทว่าพอเงยหน้าขึ้นกลับเห็นบุรุษใบหน้างดงามยกยิ้มส่งมายังคงนั่งอยู่ที่เดิม
“ฝ่าบาท..” นางเอ่ยขึ้นเสียงเบา “พระองค์จะทรงเสด็จกลับตำหนักหรือยังเพคะหม่อมฉันจะน้อมทรงเสร็จถึงหน้าตำหนัก”
โม่เหวินหานปรายพระเนตรมองนางก่อนยกมุมปากขึ้นอีกเล็กน้อย“เราจะค้างที่นี่”
“…”ดวงตากลมใสเบิกกว้างกว่าไข่เป็ด
“เจ้าไปอาบน้ำเถอะ จะได้พักผ่อน”
นอกจากตาจะเบิกกว้างนางแถมอ้าปากค้างไปอีกอย่างพยายามต้อนให้เขากลับไปไม่ได้ แต่นี่เขาถึงขั้นจะค้างที่ตำหนักของนางเสียเอง! ‘หมาป่าเข้าถ้ำแล้วจริงๆ!’
หลิวชิงเซียงเดินมานั่งรอที่ห้องนอนระหว่างที่คนสนิททั้งสองไปเตรียมน้ำอาบเพียงไม่นานอิงหลานผ่านหรูก็เดินกลับมา “หลี่ผิน..สรงน้ำเถิดเพคะ” อิงหลานกล่าวพลางพยักหน้าให้ฟ่านหรู นางกำนัลทั้งสองขยับเข้าประคองหลิวชิงเซียงหมายจะพาไปยังห้องอาบน้ำที่จัดเตรียมไว้แล้ว
เมื่อเข้ามาถึงห้องอาบน้ำก่อนที่จะเดินไปหลังฉากกั้นนางก็เห็นบ้างสิ่งแปลกๆ“อาบน้ำก็อาบเถิดเหตุใดต้องอบน้ำหอมและแต่งหน้าทาชาดอีกเล่า?” หลิวชิงเซียงขมวดคิ้วพลางกอดอกมองทั้งสองด้วยความไม่เข้าใจ ที่โต๊ะข้างๆ มีของเหล่านี้ว่างอยู่ครบครัน
อิงหลานกับฟ่านหรูสบตากันก่อนแอบยิ้มบางๆราวกับมีเรื่องสนุกให้ขบขัน “ฝ่าบาทประทับที่ตำหนักเพคะ” ฟ่านหรูเอ่ยเสียงเบาแต่แฝงแววล้อเลียน
“แล้วอย่างไร?”
“นายหญิงจะได้นอนหรือเพคะ?” อิงหลานกระซิบข้างหูเบาๆ นางพูดพลางก้มลงรินน้ำหอมจากขวดหยกลงอ่างไม้หอมกลิ่นอบอวลชวนให้เคลิ้ม
หลิวชิงเซียงนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเข้าใจความหมายในที่สุด นางรีบส่ายหน้าดิก “พูดจาเหลวไหล!”
“มิได้เหลวไหลเลยเพคะ” ฟ่านหรูหัวเราะเบาๆ “แต่ไหนแต่ไรหากฝ่าบาทประทับค้างคืนที่ตำหนักใด สนมชายาก็ล้วนอบน้ำหอม แต่งหน้าทาชาดเตรียมตัวกันทั้งสิ้น หลี่ผินเองก็เคยทำ น่าเสียดายนักครั้งนั้นไม่ได้ถวายงาน”
คำพูดนั้นทำให้หลิวชิงเซียงขนลุกซู่นั้นเป็นครั้งแรกที่ฮ่องเต้พลิกป้ายนางจากนั้นแม้จะมาค้างที่ตำหนักแต่ก็ไม่ได้ผ่านการพลิกป้าย นางจึงร้างราจากสิ่งนี้ไปนานพอคิดได้คิ้วเรียวก็ขมวดเข้าหากันแน่น “ข้าไม่มีทางแต่งหน้านอนแน่!”
อิงหลานกับฟ่านหรูพยักหน้ารับรู้อย่างเข้าใจ“ก็ได้เพคะๆ แต่เรื่องอบน้ำหอมขัดตัวยังไงก็ต้องทำเพคะ”
“เหตุใดข้าต้องทำเล่า?” นางพยายามต่อต้านอีกครั้ง
“หลี่ผินอยู่ข้างนอกวังมานานเพิ่งกลับมาก็ยังไม่ได้ขัดตัวเลย ผิวพรรณจะได้เนียนใสด้วย ไม่ดีหรือเพคะ” อิงหลานยิ้มพลางรินน้ำลงอ่างต่อพลางเอ่ยเบาๆ“แต่คืนนี้ไม่พลาดแน่..”
คำพูดนั้นทำให้หลิวชิงเซียงหมดคำเถียงนางเม้มปากแน่นอย่างขัดใจแต่ก็รู้ว่าหากยังขืนดึงดันต่อคงไม่พ้นถูกลากลงอ่างอยู่ดีสุดท้ายจึงจำต้องจำนนให้จบเร็วที่สุด
เมื่อนั่งลงในอ่างไม้หอมความร้อนจากน้ำอบอวลด้วยกลิ่นกุหลาบแทรกซึมผ่านผิวเนียนละอองไอน้ำลอยระเรื่อขึ้นมานางหลับตาลงปล่อยให้ฟ่านหรูใช้ผ้าเนื้อดีเช็ดทำความสะอาดผิวให้ระหว่างนั้นใจกลับเต้นไม่เป็นส่ำ ภาพตำราที่เคยหล่นกระจัดกระจายเมื่อหลายวันก่อนผุดขึ้นมาในห้วงคิดรูปภาพโจ่งแจ้งที่มองผ่านอย่างเร่งรีบยังคงฝังอยู่ในสมองไม่จางหาย
‘หรือเขาจะใช้มันกับข้าจริงๆ..’ แค่คิดนางก็ต้องรีบเบิกตาขึ้นมาส่ายหน้าสลัดความคิดนั้นออกไปก่อนเม้มปากแน่นยามที่ฟ่านหรูบรรจงลูบไล้แป้งหอมลงบนผิว อีกทั้งตอนนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่มองภาพในตำรากามาสูตรแต่นางเผลอพอใจในรสจุมพิตที่เขาเสนอให้คิดไม่ออกเลยว่าถ้าเวลานั้นเจียงเจียไม่มาขัดจังหวะสองทั้งจะไปไกลขนาดไหนใจของนางอ่อนให้เขาไปแล้วหนึ่งครั้งย่อมมีครั้งที่สอง
‘ไม่ได้การ..ข้าต้องหาทางให้เขาออกไป!’
หลิวชิงเซียงก้าวออกจากห้องอาบน้ำอย่างเชื่องช้าแม้ผิวกายจะนุ่มละมุนด้วยกลิ่นน้ำอบ และแม้ใบหน้าจะไม่มีชาดแต้มแต่นางกลับสวมอาภรณ์เต็มยศราวกับมิได้ตั้งใจจะเข้านอนเสียเลย
อาภรณ์ชั้นในสีขาวปักลวดลายวิจิตรซ้อนทับด้วยอาภรณ์เนื้อเบาตัวนอกก่อนจะทับด้วยเสื้อคลุมหนาปิดบังทุกอย่างแขนเสื้อยาวระพื้นกระดุมไข่มุกกลัดถึงคอ แม้ข้างในจะเป็นชุดนอนแต่กลับถูกปิดเรียบร้อยเสียจนคล้ายคนเตรียมเข้าเฝ้ามากกว่าคนเตรียมเอนกายลงนอน
โม่เหวินหานที่นั่งรออยู่ก่อนแล้วพอเห็นนางเดินออกมาก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยนัยน์ตาลึกล้ำฉายแววขบขันโดยไม่คิดปิดบัง “เจ้าจะนอนจริงหรือไม่?” เขาถามเสียงทุ้มแววตาเต็มไปด้วยเลศนัย
หญิงสาวชะงักปรายตามองเขาอย่างระแวดระวัง“แน่นอน หม่อมฉันกำลังจะเข้านอน”
“เช่นนั้นหรือ?” โม่เหวินหานแค่นหัวเราะในลำคอมองสำรวจตั้งแต่ปลายเส้นผมที่ยังชื้นลงมาถึงชายแขนเสื้อที่ซ้อนทับกันเป็นชั้นๆชุดนอนที่เรียบร้อยเสียจนเกินไปบ่งบอกความกังวลของนางได้อย่างชัดเจน
“เราว่า..เจ้าดูไม่เหมือนคนที่กำลังจะนอนเลยสักนิด” เขากล่าวเสียงเบาก้าวเข้ามาใกล้อย่างไม่เร่งรีบอีกฝ่ายจึงถอยหลังไปครึ่งก้าว สบตากับเขาแล้วหัวใจพลันเต้นผิดจังหวะ “หรือเรามาทำอย่างอื่นก่อน..”
“ฝ่าบาท!” นางร้องเรียกเขาเสียงแข็งแต่น้ำเสียงนั้นกลับไม่มั่นคงนัก
“หืม?” เขายังคงยิ้มมุมปากยกมือขึ้นหมายแตะปลายคางนางเบาๆ ทว่านางกลับรีบเบี่ยงหน้าหนีเสียก่อน
“อย่าได้ล้อเล่นเพคะ!”
“ข้ามิได้ล้อเจ้าเล่น” เขาหัวเราะเบาๆก่อนจะก้มลงกระซิบข้างหูนาง “แต่ข้าอยากรู้นะว่าเจ้าอบน้ำหอมกลิ่นใดกันแน่” คำพูดนั้นทำให้หลิวชิงเซียงตัวแข็งทื่อเขาก้มลงสูดลมหายใจที่ต้นคอหญิงสาว กลิ่นกุหลาบจางๆ คลอเคลียอยู่รอบตัวแม้จะมิได้จัดจ้านแต่กลับทำให้บรรยากาศอบอวลไปด้วยความหวามไหวน่าลุ่มหลง
โม่เหวินหานยื่นหน้าเข้ามาใกล้อีกนิดดวงตาล้ำลึกจับจ้องใบหน้านาง “คืนนี้..เจ้าจะให้เรานอนที่ใดกันเล่า?”
หลิวชิงเซียงใจเต้นโครมครามรีบเบี่ยงตัวหลบแล้วเดินถอยหลังโดยไว “หากฝ่าบาทจะทรงพักผ่อนก็เชิญเถิดเพคะส่วนหม่อมฉันยังไม่ง่วง ปกติหลังอาหารหม่อมฉันจะหาอะไรทำย่อยอาหาร”
พูดจบนางก็รีบหมุนตัวกลับทว่าขณะกำลังจะก้าวเดินออกไปแต่นางกลับรู้สึกถึงแรงรั้งที่ข้อมือเสียก่อนร่างทั้งร่างพลันถูกดึงกลับไปหาอีกฝ่ายอย่างไม่ทันตั้งตัว
“ออกกำลังหรือ..เรามีวิธีที่ดีเชียวล่ะ” เสียงกระซิบข้างหูนุ่มนวลราวเสียงลวงให้นางตกหลุมพรางในขณะที่อ้อมแขนของเขากลับรัดแน่นจนไม่มีทางหนีไปได้..
ลานหินข้างตำหนักฟู่ตงหลิวชิงเซียงก้าวตามโม่เหวินหานออกมาด้านนอกโดยไม่เอ่ยถามอะไรแม้อากาศกลางดึกจะเย็นลงกว่าเดิมแต่ชุดที่นางสวมไม่เป็นปัญหาสักนิด
เมื่อนางเงยหน้ามองท้องฟ้าแสงจันทร์กระจ่างตาสาดส่องลงมาเหนือศีรษะ ดวงดาวนับร้อยพร่างพราวเต็มผืนฟ้าก่อนหน้าที่เขาพูดจาสองแง่สองง่ามทำเอานางตกใจเสียแทบหยุดหายใจสุดท้ายคือเขาพานางออกมาเดินเล่นแต่ถึงกระนั้นก็ไม่รู้ว่าเขาพานางออกมาด้านนอกทำไม จึงได้แต่กวาดตามองไปรอบๆกระทั่งเสียงทุ้มของเขาดังขึ้น
“ช่วงนี้ยังฝึกกระบี่อยู่หรือไม่?”
คำถามนั้นตรงไปตรงมาเสียจนหลิวชิงเซียงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับไปอย่างซื่อตรง มาขนาดนี้ไม่มีอะไรปิดบังอยู่แล้ว “ฝึกอยู่เพคะแต่ไม่ค่อยก้าวหน้าเท่าไร เวลาฝึกมีน้อย”
โม่เหวินหานพยักหน้า“แล้วนอกจากกระบี่ เจ้าถนัดสิ่งใดอีก?”
“หม่อมฉันยิงธนูได้ ทวนหรือกระบองก็พอถูไถที่เหลือเคยเรียนแต่ถ้าจะใช้ต่อสู้จริงจัง ไม่ถนัดพวกโซ่หรือแส้เพคะ” นางพูดจบก็เหลือบมองเขาเห็นเพียงริมฝีปากเขายกยิ้มบางๆ
“เช่นนั้นก็นับว่ามีฝีมือไม่น้อย” เขาเอ่ยพลางกอดอก “เราว่าเจ้าควรมารับตำแหน่งองครักษ์ส่วนตัวเราเพิ่มอีกตำแหน่งดีหรือไม่?”
หลิวชิงเซียงสะดุดเท้าไปครู่หนึ่งนางปรายตามองเขาอย่างจับสังเกต ชายผู้นี้แม้ไม่เคยเผยฝีมือแต่ดูจากหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมาก็คงมิใช่ธรรมดายิ่งเหตุการณ์ที่ซุ่ยหยวนถึงเขาจะไม่ได้เป็นคนลงมือใช้วรยุทธ์จนเป็นที่ประจักษ์ทว่าจังหวะการสังเกตการณ์ล้วนเต็มไปด้วยชั้นเชิงอีกทั้งหลายครั้งที่เข้าถึงตัวนางโดยที่นางไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
หากความคิดนางยังไม่ทันจบโม่เหวินหานก็กล่าวต่อ“เดิมทีเหล่าสนมชายาไม่อนุญาตให้ฝึกฝนวรยุทธ์เพราะไม่อยากให้ผิดข้อห้ามในวังหลวง แต่จากนี้ไป..เราว่าจะเปลี่ยนกฎเสีย”
คำพูดของเขาทำให้หลิวชิงเซียงชะงักไปเล็กน้อยดวงตานางฉายแววไม่อยากเชื่อ “เปลี่ยนกฎหรือเพคะ?”
“ใช่” โม่เหวินหานเอ่ยเรียบๆ “ต่อไปนี้สนมชายาที่ต้องการฝึกวรยุทธ์ ไม่ถือเป็นเรื่องผิดอีก” เขาหยุดคำพูดไปพลางหันไปหาหญิงข้างกาย“เจ้าจะได้แสดงฝีมือได้เต็มที่”
หลิวชิงเซียงจ้องมองเขาอย่างประหลาดใจก่อนที่ริมฝีปากจะคลี่ยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว แม้ขอบเขตในวังหลวงจะกว้างใหญ่ทว่ากฎระเบียบก็เป็นดั่งกรงขังที่บีบให้นางต้องจำนนแต่ถ้ามีอะไรสักอย่างที่นางทำได้โดยไม่ต้องปิดบังละก็..
เสียงเขาเป็นดั่งกระแสน้ำที่ซัดพัดม่านหมอกออกไปจากเส้นทางเบื้องหน้าให้มองเห็นหนทางใหม่ที่ไม่เคยคิดว่าจะมีมาก่อน “หม่อมฉัน..ขอขอบพระทัยล่วงหน้าเพคะ” นางก้มศีรษะให้เขาอย่างจริงใจขณะเดียวกัน ใจของนางก็เริ่มเต้นแรงขึ้นมาอีกครั้ง