สิ่งที่รีสได้พูดมานั้นสร้างความประหลาดใจให้กับผมเพราะในระบบความเป็นจริงมันก็ได้ระบุชื่อนี้เอาไว้ในฉายาของผมด้วย ยิ่งกว่านั้นรีสที่ไม่เคยเห็นโลกกว้างมาก่อนก็ยังเป็นคนบอกผมด้วยตนเองอีกต่างหาก...
"และดาบเล่มนั้นมีชื่อว่าดาบมายาแห่งความมืด มันคือหนึ่งในสามดาบพิฆาตสูงสุดที่มีเพียงคนที่เป็นรัชทายาทแห่งความมืดเท่านั้นที่ครอบครองได้มันมีความสามารถในการกลืนกินธาตุอื่นแล้วเปลี่ยนคุณสมบัติเป็นความมืด โดยที่พลังความมืดที่ปรากฏออกมานั้นมีความสามารถมากกว่าเดิมถึงสิบเท่าแถมการโจมตียังเป็นแบบไร้การต้านทานซึ่งนั่นก็หมายความว่าต่อให้มีการต้านทานก็ไม่มีผล ยังไม่หมดแค่นั้นการทำงานของมันยังเรียกพลังโจมตีเพิ่มอีกหลายเท่าตัวตามมา"
คุณสมบัติของมันเป็นแบบที่รีสว่ามาทั้งหมด ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมถึงไม่มีคนที่สามารถโจมตีคริติคอลได้เลยนี่คงเป็นคำตอบได้สินะ เพราะการจะโจมตีได้ต้องอาศัยอาวุธที่ตนครอบครองอยู่ในขณะนั้นแสดงว่าอาวุธมีบทบาทสำคัญมากกับคนคนนั้นที่จะทำการต่อสู้
“เรื่องที่บอกไปแน่นอนว่ามันก็เป็นสิ่งสำคัญแต่ที่สำคัญมากกว่านั้นก็คือผู้ที่ครอบครองดาบเล่มนี้จะได้รับการยกฐานะให้กลายเป็นคนที่ได้รับการเคารพจากผู้ที่ใช้พลังแห่งความมืดให้เป็นนายเหนือหรือจะพูดให้เข้าใจง่ายๆไม่ว่าจะเป็นจักรพรรดิแวมไพร์ แวมไพร์ทั้งเผ่านี้หรือตัวหนูเองก็ไม่สามารถที่จะยืนเคียงข้างพี่ชายที่เป็นแบบนี้ได้มันไม่ใช่เพราะพวกเราไม่อยากทำตัวเป็นกันเองแต่พลังของดาบมันแผ่ความกดดันเข้าไปลึกจนถึงรากฐานจิตวิญญาณให้คุกเข่าลงเคารพพี่ชายในฐานะผู้เป็นนายของตนเอง ตอนนี้แค่หนูยืนพูดคุยกับพี่ชายมันก็แทบจะยืนไม่ไหวแล้ว...”
ความจริงที่รีสพูดมาดูเหมือนจะเป็นความจริงเพราะผมสามารถเข้าใจผู้คนผ่านการแสดงออกจากท่าทางบุคลิกของคนอื่นได้ มันบ่งบอกว่าพวกเขาไม่ได้ตั้งใจที่จะทำแบบนี้ ผมจึงไม่มีทางเลือกเก็บมันลงไป
แต่ที่มันน่าสงสัยทำไมมันมาแสดงผลเอาป่านนี้ได้กันละบุคคลที่ใช้พลังแห่งความมืดที่ผมเจอมาก็มีมากมายแต่พวกเขาก็ไม่ได้แสดงอาการลักษณะนี้ออกมาผมต้องหาคำตอบจากเรื่องนี้ยังไงดีนะ...
หลังจากที่เก็บดาบลงไปแล้วทั้งรีสและจักรพรรดิรวมถึงหญิงสาวคนนั้นก็สามารถขยับร่างกายของตนเองเป็นปกติได้
“น่าตกใจที่เจ้าที่เป็นคนโด่งดังคนนั้นเป็นถึงผู้ครอบครองดาบพิฆาตเล่มนั้น ทำเอาข้าจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว ข้าจะเพิ่มของรางวัลสำหรับการที่เจ้าลงแรงเพิ่มก็แล้วกันโดยการให้เจ้าขออะไรก็ได้จากข้าไม่ว่าคำขอนั้นจะเป็นอะไรข้าก็จะไม่เอ่ยปากบ่นออกมาแม้แต่คำเดียว ถ้ายังไม่มากพอเจ้าสามารถเรียกร้องเพิ่มได้”
ปฏิกิริยาการวางตัวต่างจากตอนแรกราวฟ้ากับเหวดูเหมือนจักรพรรดิจะแสดงความจริงใจออกมาทั้งหมดและไม่มีอาการสงสัยในตัวของผมอีกเหมือนตอนแรกแบบนี้ก็ยืนยันได้แล้วว่าอิทธิพลของดาบมันน่าหวั่นเกรงขนาดไหน
“มันมากเกินพอแล้วคุณไม่ต้องทำถึงขนาดนั้นก็ได้ แค่ได้รับชิ้นส่วนดาบมายาแห่งความมืด ผมก็เหมือนได้รับสิ่งที่ต้องการมากที่สุดมาแล้ว ส่วนเรื่องการไหว้วานเดิมทีแล้วผมก็มีเป้าหมายที่จะไปหาพวกมันอยู่แล้วด้วยไม่จำเป็นเลยที่ต้องมาไหว้วานกันถึงขนาดนี้”
“ข้ามองคนไม่ผิดจริงๆด้วยเจ้านี่น่าสนใจไม่เบาเลยเหมาะแก่การยกลูกสาวของข้าให้แก่เจ้าจริงๆ”
เดี๋ยวเถอะ มันวนมาเรื่องนี้ได้ยังไง...
รีสไม่รอให้ผมตอบกลับไปก็แทรกตัวเข้ามาบังผมเอาไว้
“ไม่ค่ะ พวกเราไม่รับคนจากเผ่าแวมไพร์เข้าวงศ์วานเด็ดขาด”
“หืม! เจ้าพูดแบบนี้มันหมายความว่ายังไง...”
“ไม่ได้ก็คือไม่ได้แล้วมันจะมีอะไรอีกอย่างนั้นเหรอ การที่จะให้เผ่าแวมไพร์มาควบคุมพี่ชายของฉัน ตัวฉันไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นอย่างแน่นอน”
จักรพรรดิขมวดคิ้วทันทีเขามองดูจากลักษณะแล้วก็เข้าใจได้ทันทีว่ารีสไม่ใช่น้องสาวแท้ๆของผม
“เจ้าที่ไม่...”
“ถ้าคุณกล้าก้าวก่ายการตัดสินใจของรีสผมเองก็คงต้องเดินออกไปจากที่นี่แล้วเรื่องที่ตกลงกันคงต้องเป็นแค่เรื่องเล่นๆที่พูดคุยกันไปเรื่อยเปื่อยแค่นั้น”
“พี่ชาย…”
“ไม่ต้องห่วงการตัดสินใจของรีสก็คือการตัดสินใจของพี่ไม่มีอะไรต้องกังวลไป น้องอยากทำอะไรก็ทำตามความต้องการเถอะพี่เชื่อว่ารีสจะทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งพี่และตัวรีสเอง”
คำพูดของผมมันทำให้รีสรู้สึกอบอุ่นหัวใจขึ้นมา การอยู่ตัวคนเดียวในสถานที่แห่งนั้นก็เลยรู้สึกอยากพึ่งพาใครสักคนอยากที่จะยกความเชื่อใจที่มีทั้งหมดให้ไป พอได้มีช่วงเวลาแบบนี้ตัวรีสเองก็ไม่ได้ต้องการอะไรอีกแล้ว แค่มีพี่ชายก็พอ...
จักรพรรดิแสดงท่าทียอมถอยกลับไปในที่สุด
“ถือว่าเรื่องเมื่อสักครู่ข้าไม่ได้พูดไปก็แล้วกัน”
“เอาละมาเข้าเรื่องกันดีกว่า”
รีสที่พูดขึ้นทำให้จักรพรรดิกับหญิงสาวคนนั้นตกใจขึ้นมา
“พวกเจ้าไม่ได้มาที่เพราะมาหาข้าแค่นั้นหรอกเหรอ”
“แน่นอนว่าใช่แต่มันคือสิ่งสำคัญอย่างสุดท้าย”
“ถ้าเช่นนั้นพวกเจ้ามาด้วยเรื่องอะไร”
“แผนที่โบราณสถานล้านปี คุกวิญญาณโลหิต...”
“...เจ้าอยากเข้าทดสอบมันอย่างนั้นเหรอ”
“แน่นอนว่านั่นก็เพื่อพี่ชายฉันถึงได้ตัดสินใจแบบนั้น ที่นั่นมีสิ่งจำเป็นสำหรับแวมไพร์”
“สิ่งสำคัญที่ว่ามันก็ใช่อยู่หรอกแต่ว่าหลังจากที่ความโกลาหลมาเยือนเมื่อสามร้อยปีก่อนก็ไม่เคยมีใครผ่านไปถึงปราการด่านสุดท้ายในรอบสามร้อยปีมานี้ได้เลยแม้แต่คนเดียว พวกเจ้ายังคิดจะไปที่นั่นอีกเหรอ”
“ถ้าไม่ไปพวกคุณก็ไม่ต้องหวังที่จะให้พี่ชายไปทำงานตามที่ไหว้วานมาหรอกเพราะสิ่งที่จำเป็นที่สุดมันอยู่ที่นั่นและก็เป็นตัวชี้ชะตาของเผ่าแวมไพร์ว่าจะอยู่หรือจะสูญสิ้น”
“ถ้าพูดถึงขนาดนั้นละก็ รับไปซะสิ”
จักรพรรดิอัดความทรงจำเกี่ยวกับแผนที่เป็นกล่องเวทมนตร์กล่องหนึ่งจากนั้นก็ส่งไปให้รีส
รีสรับมันมาแล้วตรวจสอบทุกอย่างด้วยการกวาดสายตาเพียงครั้งเดียวจากนั้นก็โยนกล่องนั้นทิ้งไปแล้วมองไปยังจักรพรรดิด้วยสายตาเย็นชา
“คุณโกหกฉัน…นั่นไม่ใช่สถานที่ของแผนที่ของจริง”
“มันไม่ใช่ได้ยังไงก็ในเมื่อ...”
“อย่ามาเล่นลิ้นกับฉัน ขอบอกไว้ก่อนว่าพวกคุณไม่ใช่คนคุมเกมฉันรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่ารอบด้านนี้มียอดฝีมือดักซุ่มรอจู่โจมพวกเราอยู่ตั้งแต่แรกแล้วต่อให้พวกคุณลงมือตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไรหรอกเพราะว่าเมื่อใดที่คุณลงมือเมื่อนั้นพวกเราสองคนจะตัดขาดซึ่งความสัมพันธ์กับเผ่าแวมไพร์ จักรพรรดิอย่างคุณคงเข้าใจสินะ...”
คำพูดของรีสเล่นเอาจักรพรรดิเงียบไปนานพอสมควรก่อนที่จะเอาความทรงจำอัดเป็นกล่องเวทมนตร์แล้วเอาให้รีสไปครั้งนี้รีสก็ตรวจโดยการกวาดสายตาเพียงครั้งเดียวเหมือนกันจากนั้นก็นำมันมาให้ผมที่ยืนดูสถานการณ์อยู่
“ขอบคุณมากที่ให้ความร่วมมือ ฉันเข้าใจว่าคนนอกอย่างฉันมันไม่น่าไว้วางใจแต่เชื่อเถอะทุกอย่างที่ฉันทำล้วนเพื่อพี่ชายทั้งนั้น”
รีสพูดจบก็พาผมออกไปจากเมืองของเผ่าแวมไพร์โดยไม่พูดกล่าวลาใครเลยแม้แต่คนเดียว
“พี่ชาย เรื่องเกี่ยวกับรัชทายาทแห่งความมืดยังมีอีกอย่างที่รีสต้องบอกก่อน”
"รีสยังมีที่ไม่บอกอีกเหรอ"
“แน่นอนว่าความลับนี้ไม่มีใครรู้ต่อให้มีคงน้อยมากจนนับได้ ความลับที่ว่านั้น ฟังให้ดีๆนะคะนี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆถ้าหากมีหญิงสาวคนไหนมาร่วมรักกับพี่ชายเมื่อนั้นเธอคนนั้นจะได้ครอบครองความสามารถการใช้พลังจากสายธารแห่งความมืดโดยตรงหากจะถามว่ามันดีตรงจุดไหน ถ้าได้พลังนี้ไปละก็ มันจะทำให้การใช้พลังแห่งความมืดออกมาไม่มีที่สิ้นสุดโดยไม่ต้องคำนึงถึงพลังเวทย์ที่มีและสามารถใช้ได้เรื่อยๆอย่างไม่มีตัดขัด เพราะฉะนั้นเรื่องที่ต้องระวังที่สุดก็คือการรับผู้หญิงเข้ามาในวงศ์วาน”
“เป็นแบบนั้นเองหรอกเหรอ”
ดูเหมือนเรื่องนี้จะไม่ใช่เรื่องเล่นๆจริงด้วย ลองคิดดูสิว่าถ้าผมเกิดเลือกผู้หญิงสักคนแล้วเธอคนนั้นคิดที่จะใช้พลังแห่งความมืดจนมันเป็นภัยต่อผม ไม่ใช่แค่ผมจะไม่ปลอดภัยแต่ทั้งภรรยาของผมและรีสเองก็จะไม่ปลอดภัยไปด้วย
“ในเมื่อมีหนูอยู่ด้วยพี่ชายไม่ต้องกังวลไปเดี๋ยวหนูช่วยเลือกเอง”
“เดี๋ยวเถอะ แทนที่จะคอยระวังกลับยิ่งมาส่งเสริมกันเหรอ”
หลังจากที่ออกจากเมืองของเผ่าแวมไพร์ไปแล้วพวกเราก็เดินทางเพื่อมุ่งหน้าไปตามแผนที่ของโบราณสถานที่ได้มาจากจักรพรรดิใช้เวลาไม่นานนักก็เดินทางมาถึงยังหน้าทางเข้าของโบราณสถานแต่ด้วยความที่มันคือบททดสอบของเผ่าแวมไพร์มันก็เลยทำให้มีแวมไพร์มากมายเฝ้าดูแลอยู่แต่โดยส่วนมากแล้วเป็นพวกสายเลือดผสม
“พวกเจ้าสองคนแสดงบัตรอนุญาตจากจักรพรรดิมาก่อน”
“ไปเรียกหัวหน้าที่ดูแลที่นี่มา”
แวมไพร์ที่เป็นคนถามก่อนถึงกับขมวดคิ้ว
“เป็นแค่มนุษย์ได้เดินเข้ามาเผ่าแวมไพร์แล้วก็เป็นโชคดีของเจ้ามากขนาดไหน ตอนนี้กลับกล้าพูดข้ามหัวข้า...”
เฮ้อ บางทีก็อยากให้คนมองผมออกว่าเป็นแวมไพร์จริงๆจะได้ไม่เสียเวลาอธิบาย กลิ่นอายที่ไม่ต่างไปจากมนุษย์ของแวมไพร์สายเลือดบริสุทธิ์นั่นคือสิ่งที่มีข้อดีตรงที่ว่าจะไม่ถูกมองว่าเป็นแวมไพร์ถ้าคนที่มองไม่เพ่งมองด้วยความตั้งใจจริง ข้อเสียก็คือการพูดคุยติดต่อสื่อสารการปฏบัติจะถูกเหมารวมว่าเป็นมนุษย์
“คิดไว้แล้วว่าจักรพรรดินั่นต้องไม่บอกเรื่องราวให้พวกคุณฟังกัน เพราะฉะนั้นฉันถึงเตรียมนี่มาด้วย”
รีสนำจดหมายที่ประทับตราโดยหญิงสาวคนนั้นที่ออกมารับผมกับรีสเข้าไปในเมืองครั้งแรก
แวมไพร์คนนั้นรับจดหมายมาอย่างรวดเร็วแล้วเปิดออกมาอ่านผ่านไปสักพักเข้าก็เผาจดหมายทิ้งไป
“ไม่ต้องไปหาหัวหน้าหรอกตามข้ามาเถอะ พวกเจ้าโชคดีไปที่ท่านวีรสตรีเป็นคนแนะนำมาไม่อย่างนั้นข้าคงต้องให้พวกเจ้ากลับไปทางเดิม”
ผมกับรีสไม่ได้พูดอะไรกับแวมไพร์คนนั้นอีก เขาพาผมกับรีสเดินเข้าไปในโบราณสถานถึงยังหน้าประตูทางเข้าที่อยู่ระหว่างส่วนนอกกับส่วนใน
“ข้ามาส่งพวกเจ้าถึงได้แค่ตรงจุดนี้จากเส้นทางนี้ไปก็ระวังตัวด้วยละ”
แวมไพร์คนนั้นรีบเร่งฝีเท้าออกไปให้ไวที่สุดปล่อยผมกับรีสเอาไว้ยังประตูทางเข้า
“พี่ชายที่นี่แหละคือสถานที่สำหรับการหาสิ่งนั้นที่พวกเราต้องตามหา รีบเข้าไปกันเถอะ”
สิ่งนั้นที่ว่าก็คือกุญแจแห่งเหตุผลมีทั้งหมดด้วยกันสามดอกในที่แห่งนี้ ถ้าถามมันสำคัญขนาดไหนก็คงตอบได้ว่ามันจำเป็นต่อการที่จะใช้ในอนาคตอันใกล้นี้โดยความลับของมันก็อยู่ที่รีสส่วนผมนั้นก็แค่รู้เพียงว่ามันสำคัญมากเท่านั้น
“เดี๋ยวสิ ก่อนไปพวกเราไม่มาลองนั่งคุยกันดูก่อน”
ชายคนหนึ่งเดินออกมาจากความมืดพร้อมกับพวกของเขาอีกกว่าสามสิบคน พวกเขาทั้งหมดก็คือยอดฝีมือที่รอดักซุ่มโจมตีผมกับรีสอยู่ที่เมืองแวมไพร์ตอนนั้นตอนนี้คงได้เวลาที่พวกเขาจะคิดบัญชีผมกับรีสที่ไปแสดงท่าทีแข็งกร้าวกับจักรพรรดิ
“รีสดูท่าพวกมันคิดจะกลบฝังเราสองคนที่นี่แล้วแหละ สงสัยคงต้องให้แสดงความสามารถก่อนถึงจะเข้าใจสินะ”
“นั่นสิคะ คนพวกนี้คงไม่รู้แล้วว่าเล่นกับใครอยู่”
รอยยิ้มบนใบหน้าของผมกับรีสในตอนนี้ไม่ต่างไปจากรอยยิ้มของพวกตัวร้ายที่วางแผนการสุดชั่วร้ายเอาไว้...
. . .