บทที่ 41
ยอดจิตรกร
ผลงานทั้งสิบถูกรังสรรค์ขึ้นมาอย่างสมบูรณ์แบบ จิตวิญญาณแห่งภาพวาดที่สถิตอยู่ล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยความสมบูรณ์
สวีรั่วหยุนไม่เคยพบเจอภาพวาดอันใดที่ผู้คนนั้นจะวาดออกมาได้สมบูรณ์แบบมากขนาดนี้มาก่อน
ถ้าจะมีผู้ใดมากล่าวว่าภาพวาดเหล่านี้ถูกวาดขึ้นโดยเทพเซียนมันเองก็คงจะปักใจเชื่ออย่างไม่ตั้งคำถามเลยสักนิด
ภาพวาดแรกผ่านไปต้นไม้เซียนที่มีผลไม้สวรรค์และมีมังกรผู้พิทักษ์ล้อมรอบ
เมื่อมาจ้องมองดูภาพวาดที่สองนักรบบนหลังม้าสองคนแลกทวนเหล็กกันอย่างดุดันสวีรั่วหยุนหลังจากที่ได้จ้องมองตนเองรู้สึกเช่นเดียวกับภาพแรก
ความรู้สึกของมันราวกับว่าโดนกลมกลืนเข้าไปกับภาพวาดเพราะว่าจิตวิญญาณแห่งภาพวาดอันล้นเหลือ
ได้แต่จ้องมองภาพวาดที่อยู่บริเวณด้านหน้าและก็พึมพำออกมาด้วยความตกตะลึง“ นี่มันอะไรกันภาพวาดที่อยู่บริเวณด้านหน้าของข้าในตอนนี้ ”
ภาพวาดที่สองผ่านไปเดินไปภาพวาดถัดไปปฏิกิริยาและท่าทางของสวีรั่วหยุนก็ไม่ได้แตกต่างจากภาพอื่นๆ
มันยังคงแสดงท่าทางที่ตกตะลึงกับผลงานที่ตนเองได้ชมท่าทางของผู้นำตระกูลสวีที่ปรากฏออกมาทำให้พวกผู้คนภายในบริเวณนี้เริ่มพากันแตกตื่น
ไม่เคยมีครั้งใดเลยที่ผู้นำของตระกูลสวีจะแสดงท่าทางเช่นนี้
และที่สำคัญภาพวาดที่ทำให้เขานั้นตกตะลึงล้วนแล้วเป็นของนักว่าท่านเดียวกันทั้งหมด
จางหยวนยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นอยู่บริเวณด้านบนลงน้ำชาดวงตาทั้งสองกำลังจ้องมองมุมปากข้างขวายกยิ้มขึ้นอย่างพึงพอใจ
หย่งคังที่มองเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเช่นเดียวกันจึงพูดขึ้นมา“ ยอดจริงๆขนาดสวีรั่วหยุนยังมองเห็นงานฝีมือของเจ้าเป็นงานศิลปะชั้นเลิศ ”
“ โดยทั่วไปแล้วทุกๆปีสวีรั่วหยุนเดินชมงานวาดแต่ละภาพใช้เวลาไม่เกินสามลมหายใจก็เดินผ่านไปแล้ว ”
“ แต่ดูภาพวาดพวกนั้นของเจ้าสิสวีรั่วหยุนใช้ดวงตาของตนเองและก็หยุดจ้องมองนานขนาดนี้แถมยังปฏิกิริยาภายนอกที่แสดงออกมาอีก ”
หย่งคังแม้ว่าจะไม่ใช่ผู้ที่เชี่ยวชาญและก็ชื่นชมงานศิลปะมากแต่มองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นบริเวณด้านหน้าก็พอจะรวมรู้ได้ว่าสวีรั่วหยุนให้ความสนใจมากขนาดไหน
โดยทั่วไปแล้วผู้นำของตระกูลสวีผู้นี้เป็นคนที่มีความสามารถในด้านวรรณกรรมเป็นอย่างมากไม่ว่าจะเป็นการวาดหรือว่าแต่งกลอน
การจัดงานนี้ขึ้นมามันเป็นเพราะว่าสวีรั่วหยุนอยากจะชื่นชมงานศิลปะอื่นๆที่คิดว่าล้ำเลิศทุกปีที่ถูกจัดงานขึ้นมาสิ่งที่มันปรากฏขึ้นก็คืองานศิลปะเหล่านั้นไม่ได้เข้าตาสวีรั่วหยุนเลย
มีเพียงแค่ในครั้งนี้ที่คนพูดนี้แสดงท่าทางออกมาอย่างชัดเจนว่าสนใจในงานศิลปะของผู้ที่วาดขึ้นมา
แต่ดูในตอนนี้สิสิ่งที่มันปรากฏขึ้นด้านหน้าท่าทางที่แสดงออกมาเช่นนั้นเป็นตัวยืนยันได้อย่างชัดเจน
จา่งหยวนยกยิ้มขึ้นที่มุมปากแล้วก็กล่าวกับตนเองภายในใจ “มาจากแม้ใช้ฝีมือของข้าด้วยตัวเองก็เถอะ ”
“ แต่ว่าภาพวาดเหล่านั้นก็รังสรรค์มาจากจินตนาการของเราเพราะแบบนั้นคงจะกล่าวได้ว่าหนึ่งในส่วนพวกนั้นก็เป็นความสามารถของเรา ”
จางหยวนเขาไม่กล้ายกความสามารถทั้งหมดที่สร้างสรรค์คาบว่ากันให้กับตนเองเพราะว่าส่วนหนึ่งการที่ภาพวาดออกมาได้งดงามขนาดนั้นมันก็เป็นเพราะว่าพู่กันนึกคิด
แต่ความสามารถส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะว่าภาพวาดที่จินตนาการมาภายในหัวของเขาด้วย
ในขณะที่กำลังยืนมองอยู่บริเวณด้านบนด้วยความพึ่งพอใจ
….
สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นหลังจากที่สวีรั่วหยุนได้มองดูภาพวาดทั้งหมดเสร็จเรียบร้อยมันรู้สึกประทับใจและพึงพอใจเป็นอย่างมากถึงกับตะโกนลั่นทั่วทั้งลานกว้าง “ภาพทั้งหมดนี้ในราคาภาพละหนึ่งพันตำลึง!!! ”
…
หลังจากที่ได้ยินแบบนั้นจางหยวนและก็ยงคลั่งที่กำลังนั่งอยู่ด้านบนถึงกับสำลักน้ำชาออกมา
จางหยวนใบหน้าเปลี่ยนสีไปอย่างรวดเร็วดวงตาทั้งสองข้างเบิกกว้างขึ้นเต็มไปด้วยความตกตะลึงไม่ได้แตกต่างจากหย่งคัง
ในตอนนี้ไม่เพียงแค่พวกเขาเท่านั้นที่ตื่นตระหนกผู้คนภายในสถานที่แห่งนี้เองก็ตื่นตระหนกเช่นเดียวกัน
สวีรั่วหยุนตะโกนออกมาเสียงดังจนได้ยินไปทั่วทั้งบริเวณกลายเป็นตอนนี้ผู้คนต่างพากันตีมูลค่างานศิลปะที่อยู่ด้านหน้าสูงส่งจนเกินความเป็นจริง
เพราะว่าพวกมันไม่เคยเห็นสวีรั่วหยุนยอมเสียเงินมากมายขนาดไหนในการซื้องานศิลปะเหล่านี้
แม้แต่ผู้ติดตามของมันที่อยู่บริเวณด้านหลังก็ต่างพากันไม่เข้าใจในท่าทางที่แสดงออกมาของผู้เป็นนาย
หย่งคังที่กำลังนั่งอยู่วิญญาณแทบจะหลุดออกไปจากร่างกายเขาได้ยินสิ่งที่สวีรั่วหยุนพูดออกมาอย่างชัดเจนภาพและหนึ่งพันตำลึง
ทั้งหมดนั้นมีสิบภาพไม่เทียบเท่ากับว่าเป็นเงินหนึ่งหมื่นตะลึงเลยอย่างนั้นรึ?
จางหยวนตนเองก็ตกตะลึงเช่นเดียวกันหลังจากที่ได้ยินเกี่ยวกับราคาของภาพวาดที่อีกฝ่ายให้มา
“ หนึ่งหมื่นตำลึงทั้งหมดสิทธิภาพเทียบเท่ากับหนึ่งหมื่นตำลึง!!! ” จางหยวนไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะได้เงินมาง่ายดายขนาดนี้
เขายังคงแสดงท่าทางราวกับว่าตัวเองไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่ตนเองได้ยิน
ในขณะที่เสียงภายในลานกว้างขนาดใหญ่ใจกลางเมืองจินหยวนเต็มไปด้วยความแตกตื่น
ณ โรงน้ำชาอีกฝั่ง
โม่เยี่ยนนั่งชมงานเทศกาลอยู่บริเวณด้านบน ถ้วยน้ำชายกขึ้นมาดื่มอย่างช้าๆพร้อมกับยกยิ้มที่มุมปากกล่าวกับพ่อบ้านโม่ที่อยู่บริเวณข้างกาย “ว่าแล้วเชียวสวีรั่วหยุนชื่นชอบงานศิลปะเช่นนี้ต้องยอมเสียเงินมากเป็นอย่างแน่ ”
พ่อบ้านโมลีตาของตนเองเล็กลงแล้วก็พูดขึ้นมา “ถึงจะพูดแบบนั้นก็เถอะขอรับแต่ว่าการที่จะยอมเสียเงินถึงหนึ่งหมื่นตะลึงนี่มัน ”
“ มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอันใดนี้สำหรับสวีรั่วหยุนผู้ที่ชื่นชอบงานศิลปะย่อมไม่ด้อยค่าของมันเขาจึงมอบเงินให้มากมายขนาดนั้นมันก็ไม่ได้แปลก ”
สวีรั่วหยุนเขาชื่นชมงานฝีหรือเปล่าเหล่านี้เป็นอย่างมากและเพราะว่าชื่นชมนั่นแหละจึงให้ค่ากับมันมากมาย
“ หมื่นตำลึงตอนนี้เรียกได้ว่าผู้ที่เป็นเจ้าของภาพนั้นคงจะกลายเป็นเศรษฐีของเมืองแห่งนี้เลยทีเดียว”
“ เจ้าคิดว่าภาพวาดนั้นเป็นของผู้ใด? ” โม่เยี่ยนถาม
“ ถ้าจะถามว่าเป็นของผู้ใดข้างก็คงคิดได้เพียงแค่คนเดียวงานวาดลายเส้นแบบนั้นไว้ก็ออกมาอย่างสมบูรณ์แบบเช่นนั้น”
“ น่าสนุกจริงๆนานขนาดไหนแล้วที่ว่าภายในเมืองแห่งนี้ไม่มีเรื่องตื่นเต้นเช่นนี้เกิดขึ้น” โม่เยี่ยนตอบกลับด้วยรอยยิ้ม
“ บางทีบุรุษหนุ่มผู้นั้นอาจจะเป็นเศรษฐีภายในเมืองแห่งนี้ในวันข้างหน้าก็ได้หรือบางทีอำนาจของเขาอาจจะขึ้นมาทัดเทียมตระกูลของพวกเรา”
“ จะเป็นไปได้อย่างนั้นหรือขอรับตระกูลใหญ่ทั้งสามปักหลักภายในเมืองแห่งนี้มาหลายรุ่น” พ่อบ้านโม่แสดงใบหน้าไม่อยากเชื่อ
“ ฮ่าๆๆ คลื่นลูกใหม่ยอมรุนแรงมากกว่าคลื่นลูกเก่า”
“ ยุคสมัยของผู้นำตระกูลทั้งสามอย่างพวกข้าผ่านพ้นมานานแล้วตอนนี้พวกข้าเพียงแค่ต้องเฝ้าดูเท่านั้นว่ายุคสมัยของคนรุ่นใหม่จะเป็นอย่างไร ”
“ หลังจากภาพวาดทั้งสิบถูกซื้อไปโดยตระกูลสวีผู้ที่เป็นคนรังสรรค์ภาพวาดนั้นขึ้นมาคงจะกลายเป็นจิตรกรแห่งยุคอย่างแน่นอน”
“ ถือว่าโชคดีจริงๆที่ขามีสองในภาพวาดของผู้ที่ได้ชื่อว่าจิตรกรแห่งยุคในวันข้างหน้า ”
“ นายท่านแล้วท่านคิดจะทำอย่างไรต่อจากนี้ทางด้านของตระกูลสวีดูเหมือนว่าจะถูกใจผลงานเหล่านั้นมากแต่ทางด้านของตระกูลเสิ่นหลังจากผ่านพ้นเหตุการณ์ครั้งนี้ไปคงจะเครียดแค้นบุรุษหนุ่มแซ่จางผู้นั้น”
“ ตระกูลโม่ของพวกเราเฝ้าดูไปก่อนยังไม่จำเป็นต้องเคลื่อนไหวแน่นอนว่าการค้าขายย่อมเป็นเช่นเดิม ส่วนทางด้านของตระกูลเสิ่นจับตาดูอย่างใกล้ชิด”
“ ขอรับ!!! ”
จบบท