ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 บทที่ 96 ท่านแม่ยังไม่ตาย

            ในที่สุดเหตุการณ์สุดแสนสะเทือนขวัญนี่ก็จบลงเสียที

            สองกำลังหลักที่คิดจะก่อกบฏอย่างตระกูลซ่างกวันและเทพยุทธ์หลินไป๋ชวนล้วนถูกสังหารตายจนหมดสิ้นอีกทั้งยังสามารถจัดการประหารชีวิตเจ้าชายตัวปลอมผู้ชั่วร้ายนั่นลงได้อีกด้วย

            ถึงแม้ว่าจะมีชีวิตของคนจำนวนมากที่ตกเป็นลูกหลงในเหตุการณ์นี้ก็ตามแต่ผลลัพธ์ในท้ายที่สุดก็ช่วยให้ผู้คนรู้สึกโล่งใจขึ้นได้บ้าง

            “เอาละเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็ปล่อยให้มันจบลงตรงนี้เถอะ...”

            หลังจากที่ผู้คนพากันก่นด่าไอ้ชั่วเฉินเฉาเกอได้ไม่นานในที่สุดจักรพรรดิหลินเฮ่ายวนก็พูดขึ้นเพื่อผ่อนคลายโทสะของผู้คนให้ลดน้อยลง

            “เซี่ยชางไห่เจ้าไปติดต่อให้กองกำลังพิทักษ์อาณาจักรมาเก็บกวาดซากของพระตำหนักหน่อย หลี่จิ้งเจ้าไปตรวจสอบคฤหาสน์ของหลินไป๋ชวน กำจัดพรรคพวกของมันที่ยังเหลืออยู่ทั้งหมดทิ้งเสียสื่อซือหมิง เจ้าไปทำรายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในคืนนี้แล้วเอาไปรายงานราชอาณาจักรโล่ยื่อซะ พร้อมกับทำเป็นจดหมายแจ้งให้ประชาชนทราบด้วยพรุ่งนี้จะได้ไม่มีใครปล่อยข่าวลือมั่วซั่ว”

            ขอรับ!

            หลินเฮ่ายวนออกคำสั่งด้วยท่าทางสบายๆส่วนลูกน้องของเขาก็รับคำอย่างแข็งขันรับคำสั่งเสร็จก็รีบแยกตัวกันไปทำงานตามคำสั่งที่ได้รับมาอย่างรวดเร็ว

            ส่วนเหล่าขุนนางที่เหลือก็พากันเข้ามากล่าวคำอำลากับหลินเฮ่ายวนแล้วจึงกลับไปยังบ้านตัวเองเพื่อปลอบโยนหัวใจดวงน้อยๆของตนจากความตกใจกับเหตุการณ์ในค่ำคืนนี้

            และในตอนที่คนของตระกูลเวินรวมทั้งหลินหยางพากันมาร่ำลาหลินเฮ่ายวนนั่นเององค์จักรพรรดิท่านนี้ก็หันมายิ้มให้กับหลินหยางแล้วกล่าวว่า

            “หลินหยางเจ้าตามข้ามา...”

            พวกคนของตระกูลเวินทั้งหมดพากันมองไปที่หลินหยาง

            จริงสิ

            เขากลายเป็นเจ้าชายไปแล้วนี่นาแล้วจะยังสามารถออกจากพระราชวังไปกับพวกของเวินติ่งเทียนได้อย่างไร?

            แต่ว่าหลินหยางยังคงไม่เคลื่อนไหว

            ใครก็ดูออกว่าหลินหยางไม่ค่อยเต็มใจมากนักอีกทั้งยังมีท่าทางงอแงเล็กน้อยในแบบที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน

            หลินหยางยังคงรู้สึกสงสัยและไม่พอใจในตัวของหลินเฮ่ายวนอยู่

            เขามีคำถามที่อยากจะถามอีกฝ่ายมากมายเหลือเกินแต่ในใจของเขาก็ยังไม่อยากที่จะให้อภัยพ่อผู้ละทิ้งตัวเขาไปอยู่ดี

            ตัวเขาในตอนนี้ไม่เหลือมาดของชายหนุ่มปาฏิหาริย์ผู้สืบทอดมรดกของจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วอีกต่อไปเป็นแค่เด็กน้อยที่ไม่รู้ว่าจะเข้าหาผู้เป็นพ่ออย่างไรจึงแสดงความงอแงออกมาอย่างกับเด็กน้อย

            แต่ในขณะที่หลินหยางกำลังรู้สึกอึดอัดอยู่นั้นหั่วเอ๋อร์ก็บินไปเกาะบนไหล่ของหลินเฮ่ายวนพร้อมกับถลึงตาใส่หลินหยางโดยไม่ดูบรรยากาศแล้วกล่าวขึ้นว่า

            “ไปสิ เจ้าหลินอี้น้อยพ่อเจ้ากำลังเรียกอยู่นะ! มายืนเอ๋อตรงนี้ทำไมนี่!”

            ไม่รู้ว่าหั่วเอ๋อร์มันจงใจหรือไม่ได้สนใจกันแน่แต่คำพูดของมันก็ทำให้หลินหยางตัดสินใจได้เสียที แต่ไอ้นกที่ไม่รู้จักกาลเทศะนี่ยังคงพูดต่อไม่หยุดมันหันไปพูดคุยกับหลินเฮ่ายวนว่า

            “ข้าจะบอกอะไรให้ฟังนะท่านจักรพรรดิท่านอย่าเอาเจ้าเด็กน้อยหลินหยางนั่นไปเปรียบเทียบกับเด็กทั่วไปเชียวล่ะถ้าเจ้าหนูนั่นมันสอนง่ายละก็ข้าคงไม่ต้องเปลืองแรงเป็นห่วงมันตลอดเวลาเช้ายันเย็นแบบนี้หรอก... เฮ้อพวกเราทั้งสองคนนี่ชีวิตรันทดโดยแท้ จริงสิ ไอ้ ‘ตับผัดผสมเนื้อส่วนเอว’ที่ให้กินในงานเลี้ยงก่อนหน้านี้มันอร่อยใช้ได้เลยนะเจ้าใช้วัตถุดิบอะไรอย่างนั้นหรือ แล้วก็ๆ...”

            ไอ้นกเวร!

            คนทั้งหมดนั้นยอมใจหั่วเอ๋อร์แล้ว

            ส่วนหลินหยางนั้นก็เดินตามพวกหลินเฮ่ายวนและหั่วเอ๋อร์ไปด้วยท่าทางเบื่อหน่ายสุดขีดเดินไปยังส่วนลึกสุดของวังหลังที่ยังไม่ถูกทำลาย

            พระราชวังชูอวิ๋นที่มีอาณาเขตอันกว้างใหญ่นี้หลินหยางยังคงเดินตามหลินเฮ่ายวนไปเรื่อยๆ จนมาถึงสุสานของเชื้อพระวงศ์ - พระตำหนักไท่เหอ

            นี่คือสถานที่ที่หลินเฮ่ายวนใช้พักผ่อนในเวลาปกติและมักจะใช้เป็นสถานที่ในการทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำหลังจากที่หลินหยางเข้ามาถึงแล้วก็พบว่าที่นี่นั้นดูแตกต่างจากพระตำหนักยงเหอโดยสิ้นเชิงที่นี่นอกจากสิ่งที่จำเป็นในการใช้ชีวิตแล้วก็มีแต่กองหนังสือจำนวนมหาศาลที่กองอยู่เต็มพื้นเท่านั้น

            “ตามข้ามา”

            หลินเฮ่ายวนพาหลินหยางเดินไปที่ด้านในของพระตำหนักไท่เหอตรงนั้นเป็นห้องนอนของเขา ภายในนั้นกว้างขวางนอกจากเตียงนอนขนาดใหญ่ที่ทำจากไม้แดงตัวหนึ่งแล้วก็มีเพียงเก้าอี้ที่ใช้สำหรับอ่านหนังสืออีกตัวหนึ่งเท่านั้น

            “โห่ที่นี่ไม่มีอะไรให้กินอีกแล้ว ไม่สนุกเลย ไม่สนุกเลย”

            หั่วเอ๋อร์เหมือนจะอ่านบรรยากาศออกเลยกระพือปีกบินออกไปด้านนอกโดยไม่ได้รบกวนอะไรสองพ่อลูกอีก

            “นั่ง”

            หลินเฮ่ายวนชี้ไปที่เก้าอี้เพียงตัวเดียวภายในห้องแล้วบอกให้หลินหยางนั่งลงจากนั้นเขาก็ก้มลงไปหยิบเอาม้วนกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมา

            หลินหยางรู้ทันทีว่ามันคืออะไร

            มันคือภาพเหมือนของผู้เป็นแม่ของเขาเซี่ยอวี่เวยได้ยินว่าภาพนี้เป็นภาพที่หลินเฮ่ายวนเป็นผู้ลงมือวาดด้วยมือของตัวเองเพื่อใช้เป็นของหมั้นให้กับเซี่ยอวี่เวย

            ซึ่งมันก็คือของที่หลินหยางพกติดตัวมาที่อาณาจักรชูอวิ๋นด้วยเพื่อใช้มันเป็นเครื่องยืนยันตัวในฐานะของเชื้อพระวงศ์แต่กลับถูกเฉินเฉาเกอแย่งชิงมันออกไป หลังจากผ่านเรื่องราวมามากมายแล้ว

            ในที่สุดหลินหยางก็สามารถแก้แค้นได้แล้วในที่สุดภาพๆ นี้ก็กลับมามีคุณค่าในแบบที่ควรจะเป็นเสียที

            หลินเฮ่ายวนค่อยๆ คลี่ภาพๆ นี้ออกมาจากนั้นก็แขวนมันเอาไว้บริเวณหัวเตียงภาพของหญิงสาวอันแสนงดงามดุจมันกำลังมีชีวิตอยู่นี้ดึงดูดสายตาของสองพ่อลูกเอาไว้ในชั่วระยะเวลาหนึ่ง

            เซี่ยอวี่เวยช่างเป็นสตรีที่งดงามจริงๆ

            ความงามของนางนั้นขนาดแค่ในภาพวาดยังสามารถทำให้ผู้ที่มองอยู่สัมผัสได้ถึงสายลมเย็นๆ ที่พัดโชยมาในช่วงยามเย็นของฤดูร้อนให้ความรู้สึกสดชื่นจนยากที่จะต้านทาน

            หลินหยางไม่เคยลืมดวงตาสีฟ้าอ่อนๆ คู่นั้นของแม่เขาเลยดูแตกต่างจากคนทั่วไป งดงามราวกับสีของสายน้ำยามฤดูใบไม้ผลิสายหนึ่งทุกครั้งที่หลินหยางถูกรังแกเพราะเขาเป็นลูกไม่มีพ่อในตอนเด็กๆ นั้น ก็ได้ดวงตาอันแสนงดงามคู่นี้เองที่ช่วยเป็นเกราะกำบังให้เขาคอยหลบแดดหลบฝนอยู่ตลอดเวลา

            แต่ตอนนี้นางได้จากไปยังที่ไกลแสนไกลแล้วพอได้มองภาพวาดเซี่ยอวี่เวยผู้เป็นแม่แล้วภายในใจของหลินหยางก็อดไม่ได้ที่จะเกิดความรู้สึกถวิลหาอันเปี่ยมล้นดุจสายธารอันกว้างใหญ่

            ส่วนหลินเฮ่ายวนก็กำลังมองภาพของนางอยู่เงียบๆเขาหันหลังให้กับหลินหยางซึ่งหลินหยางไม่มีทางมองเห็นความรู้สึกอันเปี่ยมล้นที่ซ่อนอยู่ในแววตาของผู้เป็นพ่อเลยต่อให้เอาความอ่อนโยนที่มีอยู่ทั้งหมดบนโลกมารวมกันก็ยังไม่สามารถสาธยายความรู้สึกที่เก็บซ่อนอยู่ในแววตาของเขาได้เลย

            หลังจากที่ทั้งสองคนยืนอยู่อย่างนั้นประมาณห้านาทีเต็มๆหลินเฮ่ายวนจึงค่อยๆ เอ่ยปากพูดขึ้นว่า

            “ช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้อวี่เวยนาง... มีความสุขดีไหม?”

            เป็นคำถามที่เรียบง่ายแต่กลับเป็นดั่งคมมีดอันแหลมคมที่ทิ่มแทงเข้าไปในใจของหลินหยาง

            “คำถามนี้ เฉินเฉาเกอไม่ได้บอกให้ท่านฟังหมดแล้วหรอกหรือ....”

            “นี่เจ้ายังโกรธข้าอยู่อีกหรือ?”

            หลินเฮ่ายวนหันไปยิ้มอ่อนๆ ให้กับหลินหยาง

            หลินหยางไม่ได้ตอบอะไรกลับไปแต่แววตาเขานั้นแสดงความไม่พอใจออกมาอย่างชัดเจน

            หลินเฮ่ายวนถอนหายใจออกมาทีหนึ่ง

            “เรื่องภาพนี่ข้าเป็นคนผิดเองจริงๆตอนที่ข้าได้เห็นภาพนี้ครั้งแรกข้าก็ดีใจมากจนไม่ทันได้ตรวจสอบให้ดีก่อนอีกทั้งเฉินเฉาเกอมันยังมีส่วนคล้ายอวี่เวยอยู่หลายส่วนจริงๆ...เจ้าคงลำบากมากเลยสินะ”

            หลินหยางยืนฟังเงียบๆ

            สิ่งที่หลินเฮ่ายวนอธิบายมานั้นหลินหยางพอจะคาดเดาได้แต่แรกแล้ว แต่เขาก็ยังอดที่จะรู้สึกขุ่นเคืองไม่ได้

            เรื่องที่ทิ้งพวกเขาสองแม่ลูกไปนั่นมันก็พอจะปล่อยไปได้อยู่หรอกแต่นี่กลับเข้าใจผิดจนยอมรับคนอื่นมาเป็นลูกนี่นะ?

            มีพ่อที่บ้าบอแบบนี้อยู่ด้วยหรือ?

            ถึงแม้ว่าแท้จริงแล้วหลินเฮ่ายวนจะเป็นคนที่ฉลาดล้ำลึกจนน่ากลัวก็เถอะ

            หลินเฮ่ายวนเห็นหลินหยางยังคงนิ่งเงียบอยู่อย่างนั้นก็ไม่ได้ตำหนิอะไรเขาพูดต่อขึ้นมาว่า “แต่หลังจากนั้นไม่นานเจ้าก็ปรากฏตัวขึ้น แถมยังมาแบบไม่ธรรมดาอีกด้วยสร้างชื่อกระฉ่อนไปทั่วเมืองอวิ๋นเฉิง บวกกับผลงานของเจ้าในคืนนี้อีก ทำได้ดีมากดีมากจริงๆ”

            หลินหยางยังคงไม่ตอบอะไรกลับไป

            ที่เขาทำลงไปทั้งหมดนั้นมีเป้าหมายเพื่อการแก้แค้นเท่านั้นส่วนการปกป้องหลินเฮ่ายวนเละประชาชนชาวชูอวิ๋นเป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้น

            อืม ใช่ แค่ผลพลอยได้

            แต่คำพูดต่อไปของหลินเฮ่ายวนนั้นทำเอาหลินหยางไม่สามารถนิ่งสงบได้อีกต่อไป “ก่อนหน้านี้ได้ยินมาจากเฉินเฉาเกอว่า อวี่เวยเสียชีวิตแล้วอย่างนั้นหรือ?”

            คำพูดนั่นมันอะไร?

            ได้ยินว่าเสียชีวิตแล้วอย่างนั้นหรือ ?

            หลินหยางไม่พอใจกับท่าทีของหลินเฮ่ายวนตอนที่พูดถึงการเสียชีวิตของแม่มากๆไม่มีความรู้สึกเสียใจแฝงอยู่ในน้ำเสียงนั่นเลยแม้แต่น้อย

            เขาตอบกลับไปอย่างเย็นชาว่า “ถ้าหากท่านแม่ยังมีชีวิตอยู่แล้วมาได้ยินคำพูดแบบนี้ของท่านเข้าละก็ท่านแม่คงต้องรู้สึกเสียใจที่อุตส่าห์รอท่านนานถึงสิบห้าปีแน่ๆ...”

            “ฮ่าฮ่าสายตาแบบนั้นแหละ เหมือนสายตาของแม่เจ้าตอนกำลังโมโหไม่มีผิดเลย” หลินเฮ่ายวนนอกจากจะไม่โกรธแล้ว เขายังยิ้มกลับให้หลินหยางอีกด้วย

            แต่สิ่งที่หลินเฮ่ายวนกำลังจะพูดต่อไปนั้นทำเอาหลินหยางร้อนรนขึ้นมาทันที

            “หยางเอ๋อร์ที่จริงแล้วเรื่องนี้ข้าไม่มีทางยอมบอกเจ้าเด็ดขาด...แต่พอได้เห็นความสามรถของเจ้าในวันนี้แล้ว ข้าก็เลยยอมเปลี่ยนใจไม่แน่เจ้าอาจจะเป็นผู้ที่สวรรค์ส่งมาให้ทำหน้าที่ช่วยเหลือแม่ของเจ้าก็เป็นได้”

            อะไรนะ?

            ผู้ที่จะช่วยเหลือท่านแม่คืออะไร?

            หัวใจของหลินหยางเต้นรัวพลันนึกถึงอีกหนึ่งความเป็นไปได้ที่เขาไม่เคยคิดถึงมาก่อน

            หลินเฮ่ายวนพอเห็นปฏิกิริยาของหลินหยางแล้วก็พยักหน้ารับด้วยสีหน้าจริงจัง

            “ใช่แล้วแม่ของเจ้าอวี่เวยน่ะ ยังไม่ตายหรอก”

            ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงมากลางหัวใจของเขา

            หลินหยางพลันดีดตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันทีด้วยความตกใจ

            “ท่านพูดว่าอะไรนะ!!”

            ไม่มีใครสามารถจินตนาการออกได้เลยว่าหลินหยางนั้นตกใจมากขนาดไหน

            ช่วงประมาณเกือบๆ หนึ่งปีก่อนนี้เขาเป็นคนมองส่งท่านแม่ที่จากโลกนี้ไปด้วยรอยยิ้มแห่งความเสียใจด้วยตาของตัวเขาเองแถมยังเป็นคนขุดหลุมฝังศพของท่านด้วยมือตัวเองด้วยซ้ำ

            แล้วจะมาบอกว่าไม่ตายได้อย่างไรกัน?

            ท่านพ่อหมายความว่าอย่างไรกันแน่

            หลินเฮ่ายวนค่อยๆ อธิบายให้หลินหยางฟังว่า“หรือไม่ก็ ถึงจะตายก็ไม่ใช่ตายเพราะโรคร้ายอะไรพวกนั้นแน่นอน อายุขัยของนางน่ะยืนยาวยิ่งกว่าที่เจ้าคาดไว้เยอะดังนั้นการตายของแม่เจ้า ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ นั่นเป็นแค่ข้ออ้างที่นางต้องใช้เพื่อลาจากเจ้าไปต่างหาก”

            ข้ออ้าง?

            หลินหยางสับสนกับเรื่องที่ได้ยินจนมึนงงไปหมดเขาเพิ่งจะค้นพบว่าชาติกำเนิดของตัวเองนั้นไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิดไว้เสียแล้ว

            ไม่ว่าจะพ่อผู้ที่ไม่สามารถคาดเดาอะไรได้เลยหรือแม่ผู้ที่ยังไม่ตายคนนั้น เบื้องหลังพวกเขายังมีความลับที่กำลังเก็บซ่อนเอาไว้อยู่มากขนาดไหนกันแน่

            เขารีบผ่อนลมหายใจของตัวเองลงจากนั้นจ้องเขม็งไปที่หลินเฮ่ายวนพร้อมกับเอ่ยถามขึ้นว่า “ท่านจะบอกว่าท่านแม่ตั้งใจจะแกล้งตายเพื่อจากข้าไปอย่างนั้นหรือ! ทำไมเล่า?ทำไมท่านแม่ต้องทำแบบนั้นด้วย?”

            “เพื่อข้า และที่สำคัญกว่านั้นก็เพื่อเจ้าอย่างไรเล่า!” แววตาของหลินเฮ่ายวนเปล่งประกายภายในนั้นมีความลับและเรื่องราวต่างๆ มากมายเก็บซ่อนเอาไว้แต่น่าเสียดายที่เขายังไม่คิดจะเล่าให้หลินหยางฟังทั้งหมดในวันนี้

            แต่เขาก็ได้บอกส่วนที่สำคัญที่สุดออกมาให้ฟัง“หยางเอ๋อร์ต่อให้ข้าจะบอกความจริงเกี่ยวกับอวี่เวยให้เจ้าฟังทั้งหมดตั้งแต่ตอนนี้ไปแต่ด้วยความสามารถของเจ้าในตอนนี้แล้ว ไม่มีทางที่จะสามารถตามหาสถานที่ๆ นางอยู่ได้อย่างแน่นอน...”

            แต่คำตอบของหลินหยางนั้นทำเอาหลินเฮ่ายวนตกตะลึงอยู่บ้าง“หรือว่าท่านแม่จะจากภพนี้ไปแล้ว?”

            โห?

            หลินเฮ่ายวนหลี่ตาลง “ดูท่าทางเจ้าจะรู้เรื่องมากกว่าที่ข้าคิดไว้อีกนะ”

            หลินหยางรีบถามต่ออย่างเร่งรีบสำหรับตัวเขาแล้ว ความคิดถึงที่มีต่อผู้เป็นแม่นั้นสามารถเอาชนะได้ทุกสิ่ง “ท่านไปไหนแล้ว?‘ภพอัคคีทมิฬ’? ‘ภพฟ้าทมิฬ’? หรือว่า ‘ภพหลังความตาย’? บอกข้ามาไม่ว่าท่านแม่จะอยู่ที่ไหน ข้าก็จะต้องไปพากลับมาให้ได้!!”

            หลินเฮ่ายวนมองดูหลินหยางด้วยสีหน้าจริงจังจากนั้นก็ตบลงบนบ่าของเขาอย่างแรง “ใจเย็นๆ!”

            หลินหยางนิ่งอึ้งไปทันที

            หลินเฮ่ายวนเป็นคนธรรมดาแท้ๆส่วนหลินหยางนั้นเป็นถึงยอดฝีมือระดับเซียนเทียนขั้นท้าย แต่คำพูดของหลินเฮ่ายวนราวกับเป็นดั่งสายฟ้าที่ฟาดผ่าลงมาอยางรุนแรงกลางใจเขาจนทำหลินหยางใจเย็นลงไปไม่น้อย

            แต่แรงกดดันนี่มันหนักหน่วงมาก!