"เด็กสลัม!!"
นี่คือคำด่าของครูประจำชั้น เมื่อป้าบัวมาถึงและได้ฟังเื่ราวทั้งหมดจากครูประจำชั้นแล้ว
"อีสั##!"
ด้วยความโกรธเราชี้หน้าและสบถคำหยาบ พร้อมกับที่ย่าดึงเราจากทางด้านหลังไปปิดปากเอาไว้ คำสบถของเราถึงกับทำให้ป้าบัวหันมามองด้วยความตกตะลึง เพราะเราไม่เคยพูดคำหยาบเลยสักครั้ง และเราค่อนข้างได้รับการอบรมสั่งสอนอย่างเคร่งครัด ตามแบบคนหัวโบราณมาจากย่าของเรา
"หยุดนะ!! อย่ามาพูดคำหยาบในบ้านของชั้น.. ที่นี่ไม่อนุญาตให้พูดคำหยาบ!"
ป้าบัวชี้หน้าของเราพร้อมกับทำตาถมึงทึง โดยมีครูประจำชั้นยืนยิ้มเยาะอย่างสะใจอยู่ด้านหลัง
"ก็มันตบหน้าไนท์!" เราะโออกไปอย่างเหลืออด
"ถ้าอยากพูดคำหยาบก็ไปพูดที่บ้านเธอ!" ป้าบัวพูดสวนเรากลับมา
ก่อนที่เราจะหันกลับไปหาย่า แล้วก็ร้องไห้ออกมา โดยมีย่าโอบเราเอาไว้ ป้าบัวหันไปทำหน้าแบบไม่อยากจะเชื่อกับครูประจำชั้น เป็การหาคำตอบทำให้ครูประจำชั้นพยักหน้าออกมาและแสดงสีหน้าอย่างจำยอม
"เราเป็ผู้ใหญ่กว่าทำไมไม่รู้จักควบคุมตัวเอง..."
ป้าบัวกล่าวออกมาเหมือนกับจะพยายามกระซิบ แต่ก็จงใจให้เสียงดังพอให้ย่ากับเราได้ยินด้วย
"เื่ของเราเดี๋ยวไว้ค่อยคุยกัน แต่ชั้นคงต้องให้ใบเตือนเธอ"
ครูประจำชั้นพยักหน้าด้วยสีหน้าเข้าใจ ก่อนจะเดินจากไปเพราะการพยักพะเยิดของป้าบัว ครูประจำชั้นมองเราด้วยหางตาก่อนจะสะบัดหน้าและเดินออกไป
"แม่... เื่นี้เดี๋ยวบัวจัดการให้ แต่ว่า...หลานแม่คงจะเรียนที่นี่ยากแล้วล่ะ"
ย่าเราถอนหายใจก่อนจะเดินกลับไปนั่งที่แคร่
"ไนท์ เรามีเื่ต้องคุยกัน!"
ป้าบัวแค่นเสียงเย็นเรียกเรา พลางเดินนำเข้าไปยังห้องกินข้าวของครอบครัว ที่อยู่ติดกับห้องครัวของย่า
"นั่ง!"
ป้าบัวนั่งลงที่เก้าอี้ตัวหนึ่งของโต๊ะกินข้าวตัวยาวแบบธรรมดา
เพราะที่บ้านนี้จะมีชุดโต๊ะกินข้าวฝังมุกแบบใช้รับแขกอีกชุดที่อยู่ในห้องถัดไป และโต๊ะยาวแบบธรรมดาตัวนี้ ใช้สำหรับการใช้งานปกติ ซึ่งก็คือห้องนี้ เรานั่งลงที่เก้าอี้ถัดจากป้าบัว
"ทำไมเธอถึงไม่ยอมทำการบ้าน! แล้วไปพูดคำหยาบกับครูเค้าแบบนั้นได้ยังไง?"
"ก็วันนี้ต้องไปเรียนว่ายน้ำแต่เค้าไม่ให้ไนท์ไป"
ป้าบัวหยุดไปเล็กน้อยก่อนจะพูดตอบ
"ก็วิชาว่ายน้ำของเธอมันหมดแล้ว ครึ่งเทอมถัดไปเธอต้องเรียนวิชาอื่นแทน"
"แต่ว่า..."
"ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้น!! แล้วก็ห้ามพูดคำหยาบอีกเข้าใจมั้ย?"
"........" เราพยักหน้าอย่างเงียบงัน
"จำไว้นะ ต่อให้เธอเป็เด็กสลัม แต่เธอไม่จำเป็ต้องทำตัวตามที่ที่เธอเกิดเข้าใจมั้ย?"
เราตกตะลึงกับคำพูดนี้ก่อนจะพยักหน้าเบาๆออกมาอีกครั้ง
"ถ้าเข้าใจก็ไปได้แล้ว แล้วต่อไปก็ต้องเชื่อฟังครูเค้า"
เราเดินออกมาจากห้องและหลังจากวันนั้น ชีวิตของเราในโรงเรียนแห่งนี้ก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ย่าเราทำงานต่อไปได้อีกแค่สองเดือน ก็ต้องลาออกกลับไปอยู่บ้าน ส่วนเราที่ยังต้องเรียนต่อให้ครบเทอม ก็ต้องนั่งรถมาโรงเรียนคนเดียว
แต่ว่าเราสามารถมาได้ เด็กห้าขวบบ้านอยู่ประตูน้ำแต่ต้องนั่งรถมาเรียนที่แยกเกษตรบางเขนทุกวัน ซึ่งแรกๆย่าก็มาส่ง แต่เรายืนยันกับย่าว่าเรามาเองได้ เพราะเราไม่อยากให้ย่าต้องเสียเวลานั่งรถนานๆ
ซึ่งความจริงเราสามารถนั่งรถคนเดียวได้ั้แ่สี่ขวบกว่าแล้ว แต่ย่าไม่ยอมให้เราไปไหนไกล ๆ คนเดียว เพราะสมัยนั้นมีข่าวเื่การจับเด็กไปเป็ขอทานบนสะพานลอยตรงประตูน้ำ และหลังจากนั้นตั้งหลายปีกว่าญาติถึงจะมาเจอตัว
ห้างที่ผู้ใหญ่ยังหลงบ่อยๆอย่างเวิร์ดเทรดฯ เราก็เดินจากบ้านไปเองได้ั้แ่สามขวบกว่า เราจำได้ว่าหลงกับย่าเล็ก(น้องของย่าที่อยู่บ้านเดียวกัน) ที่เวิลด์เทรดฯแค่สองครั้ง และครั้งสุดท้ายที่หลงเราก็เดินกลับบ้านได้เอง
และที่เราไม่อยากแจ้งประชาสัมพันธ์ก็เพราะว่า ประชาสัมพันธ์กักตัวเราเอาไว้นานมาก กว่าย่าเล็กจะหาประชาสัมพันธ์เจอ เรารู้สึกว่าเสียเวลาเล่นของเราแถมระหว่างทางกลับบ้าน เรายังโดนย่าเล็กเล่นงานเสียยกใหญ่
แต่มีครั้งที่สามที่เรากลับไปถึงบ้านคนเดียว กลับกลายเป็ว่าย่าเล็กโดนย่าเราเอ็ดเสียเอง เราจึงโดนย่าเล็กคาดโทษกลาย ๆ ไปอีก
การเรียนในครึ่งเทอมสุดท้ายนั้นเป็เหมือนกับนรก เพราะเราต้องนั่งเรียนคนเดียวกับกำแพง โดยป้าบัวจะเป็คนสอนเอง และให้เรานั่งทำแบบฝึกหัด และเราต้องใช้ชีวิตอยู่แบบนี้จนจบเทอม แต่เราก็สามารถผ่านมันมาได้ จนกระทั่งเราต้องเข้าเรียนใหม่ในชั้นป.1 ซึ่งย่าก็ได้พาเราไปมอบตัวและเริ่มเรียนในเทอมการศึกษาแรก
ด้วยความที่เราเกิด่ก่อนกลางปี ทำให้เราเป็เด็กที่เข้าก่อนเกณฑ์มาตลอด เรามักจะอายุน้อยกว่าเด็กในระดับชั้นปีเดียวกันอยู่หนึ่งปีเป็อย่างน้อย
ซึ่งอาจจะมีบางคนที่ซ้ำชั้น ก็เลยจะมีอายุแก่กว่าเราสองปี โรงเรียนใหม่ของเราเป็โรงเรียนวัดประจำชุมชน วัดแห่งนี้เป็วัดหลวงที่ค่อนข้างเงียบสงบ แต่ในปัจจุบันมีชื่อเสียงมาก เพราะเป็วัดที่ตั้งอยู่กลางใจเมือง และห้อมล้อมไปด้วยศูนย์การค้าชื่อดัง รวมถึงโรงแรมระดับหกถึงเจ็ดดาว
ใน่ที่เราอยู่ตอนป.5-6 เราได้เจอดาราที่มาทำบุญบ่อยมาก เพราะคนเริ่มรู้จักวัดแห่งนี้มากขึ้น และการเดินทางค่อนข้างสะดวก และหลังจากทำบุญหรือเวียนเทียนเสร็จแล้ว ยังสามารถไปเดินห้างได้ต่อ
เนื่องจากเริ่มต้นโรงเรียนใหม่ ทุกอย่างจึงต้องซื้อใหม่ทั้งหมด แม้จะมีของบางส่วนที่ทางโรงเรียนแจกให้เนื่องจากเป็โรงเรียนในสังกัดของกทม. แต่ว่าชุดที่ได้รับก็มีขนาดใหญ่กว่าตัวเรา เรากับย่าจึงขอสละสิทธิ์ให้คนที่ใส่ได้ไป และที่ชุดไม่มีขนาดก็เพราะว่า เราค่อนข้างตัวเล็กเมื่อเทียบกับเด็กในรุ่นราวคราวเดียวกัน
การใช้ชีวิตในฐานะเด็กโรงเรียนวัดสำหรับเรานั้นไม่ได้แย่อย่างที่คิด เพราะเราค่อนข้างดีใจมากกว่าซะอีก ที่ไม่มีผู้ใหญ่แย่ ๆ มาคอยมองเราด้วยสายตาน่ารังเกียจ ถึงแม้จะต้องใช้เวลาอยู่โรงเรียนมากกว่าตอนอยู่อนุบาลก็ตาม แต่แล้วพอผ่านไปได้แค่ครึ่งเทอมครอบครัวเราก็เกิดปัญหา
เงินที่ย่าเคยได้นั้นไม่พอใช้ เนื่องจากย่าขอออกจากงานซึ่งเรามารู้ในภายหลังว่า พวกครูในโรงเรียนอนุบาลของป้าบัวก็ไม่ค่อยพอใจที่ย่าเข้ามาเป็แม่ครัว
เนื่องจากป้าบัวอยากช่วยเหลือย่า แต่ว่าตำแหน่งแม่ครัวนี้แต่เดิมมีครูเด็กอ่อนเค้าควบตำแหน่งอยู่ก่อนแล้ว
ทำให้ครูคนนั้นขาดรายได้ที่เคยมีไป และเค้าเป็คนเก่าคนแก่ในบรรดาพวกครู
พวกครูจึงค่อนข้างเห็นใจ แต่ก็ขัดป้าบัวที่เป็ผู้บริหารไม่ได้ ที่ทำให้ย่าขอออกก็จะเป็เพราะพฤติกรรมของพวกครู ที่ถือโอกาสตอนที่เรามีเื่สร้างความกดดันให้กับย่า
ส่วนป้าบัวก็น่าจะพอรับรู้ได้แต่ก็ตำหนิพวกครูได้ไม่เต็มปาก เพราะพวกนั้นก็ไม่ได้แสดงความไม่ชอบอย่างออกหน้า จนในที่สุดย่าเราก็ต้องขอลาออกเอง
แต่ป้าบัวก็ได้ช่วยเหลือเป็การให้เงินจำนวนหนึ่งในทุกเดือนแทน จนกระทั่งเราต้องมาเรียนที่ใหม่ เงินเก็บต่างๆของย่าก็ถูกใช้ไปจนหมด และย่าก็ได้ให้เรานั่งรถมาหาป้าบัวเพื่อขอเงินเพิ่ม เพราะเราต้องใช้เงินไปโรงเรียน
ในสมัยนั้นบ้านเรายังไม่มีโทรศัพท์บ้าน เราเลยต้องนั่งรถมาหาป้าบัว เหมือนตอนที่เรียนอนุบาลในเทอมสุดท้าย เรานั่งรถมาหาป้าบัวเดือนละครั้งทั้งหมดสามครั้ง
จนในที่สุดป้าบัวบอกว่าไม่ไหวแล้ว และเลือกที่จะตัดขาดกับย่าด้วยการให้เงินเป็ครั้งสุดท้าย พร้อมกับยื่นกระดาษที่เขียนด้วยลายมือของป้าบัว ฝากมาให้ย่าแผ่นหนึ่ง
ข้อความในนั้นน่าจะบาดใจของย่ามาก พอย่าได้อ่านก็น้ำตาไหลออกมาเงียบ ๆ แต่เราที่อยู่กับย่ามาั้แ่เกิดรู้สึกได้ถึงความเ็ปใจนี้ และการมาครั้งสุดท้ายนี้แหละ ที่ทำให้เราได้เจอพี่เฟิร์สกับไอ้หมีและเกิดเป็เหตุการณ์ในตอนแรก
วันนั้นเราได้เจอพี่เฟิร์สที่เราไม่ได้เจอกันมานาน เข้ามาทักเราแทนป้าบัว เราคุยกับพี่เฟิร์สสักพักตามประสาเด็ก ๆ เจอกัน แต่ว่าวันนั้นพี่เฟิร์สมีบรรยากาศแปลก ๆ
ถึงจะกำลังคุยกันกับเรา แต่เรากลับไม่ได้รู้สึกถึงความยินดี อย่างเช่นคนที่ไม่ได้เจอกันมานานควรจะมี แต่กลับมีบรรยากาศตึงเครียดปนอยู่ในท่าทางของพี่เฟิร์ส
เราพยายามถามหาน้องน้ำผึ้ง แต่พี่เฟิร์สก็พูดเื่อื่นราวกับพยายามจะข้ามบทสนทนานี้ไป พี่เฟิร์สบอกว่าจะพาเราไปที่ ๆ หนึ่ง มันเป็สถานที่ลับที่เราก็ไม่เคยรู้มาก่อน ที่ด้านหลังของอาคารเด็กอ่อนนั้นจะมีซอกลับตาคนอยู่
ที่นั่นมีห้องเหมือนกับห้องทิ้งขยะตั้งอยู่ มันถูกก่อขึ้นจากปูนและมีประตูเหล็กปิดอยู่อย่างแข็งแรง ประตูเหล็กที่มีรอยสนิมอยู่เป็บางส่วน จากสีที่หลุดร่อนออก และก็มีรอยขีดข่วนบางอย่างกระจายอยู่ทั่ว ตัวบานประตูส่วนใหญ่ถูกทาเอาไว้ด้วยสีน้ำตาลเข้ม
ถ้าเป็เด็กปกติทั่วไปก็คงจะวิ่งหนีกลับแล้ว แต่เราที่อยู่ในชุมชนจึงค่อนข้างคุ้นชินกับประตูแบบนี้ ประตูเหล็กแบบนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับประตูของห้องทิ้งขยะที่เราใช้อยู่เป็ประจำ ก็เลยไม่ได้มีความรู้สึกกลัว และอีกอย่างก็ยังมีพี่เฟิร์สที่ยืนอยู่ข้างหน้าของเรา
"ไนท์รู้มั้ยว่ากลางคืนที่บ้านนี้มีคนคอยเฝ้าด้วยนะ.."
พี่เฟิร์สพูดออกมาด้วยน้ำเสียงแปลกทๆ แต่ทว่าเรากลับรู้ดีว่าถ้าเข้า่มืดแล้ว ที่บ้านนี้มีกฎห้ามออกนอกบ้าน เพราะว่าจะเจอกับไอ้หมี!!
โฮ่ง!!!!
ไอ้หมีที่ได้ยินเสียงของพี่เฟิร์สเห่าออกมาเสียงดัง เหมือนกับกำลังตอบรับกัยเสียงของพี่เฟิร์ส ด้วยความใเพราะความดังของเสียงเห่าของไอ้หมี ที่สะท้อนก้องไปกับผนัง ทำให้เราใถึงกับก้าวถอยหลัง จนพลาดล้มก้นกระแทกลงไปนั่งกับพื้น
"ไนท์อยากรู้จักกับไอ้หมีมั้ย..?"
พี่เฟิร์สพูดพร้อมกับหันกลับมามองหน้าเราตรงๆเป็ครั้งแรก สายตาที่พี่เฟิร์สมองผ่านแว่นหนา ๆ ของเขา ทำเหมือนกับสิ่งที่เค้ากำลังพูดอยู่นี้ เป็แค่เื่ที่ปกติธรรมดาเื่หนึ่ง
แต่สำหรับตัวเราเองก็ไม่ได้รังเกียจหรือไม่ชอบสุนัข ออกจะไปทางชอบด้วยซ้ำ แต่ว่าเราก็ไม่ค่อยมีความทรงจำที่ดีกับสุนัขเท่าไหร่ โดยเฉพาะสุนัขที่ถูกเลี้ยงตามบ้าน เพราะเรารู้ว่าหมาพวกนี้จะหวงเ้าของของมันมาก และยิ่งถ้ามีคนแปลกหน้าไปอยู่ใกล้ ๆ กับเ้าของของมัน พวกมันมักจะไม่ค่อยเป็มิตรและจะยิ่งก้าวร้าว
"เป็อะไรกลัวหรอ?" พี่เฟิร์สถามเราที่กำลังนั่งอยู่บนพื้น ทำให้เศษใบไม้จากต้นมะขามเลอะตามกางเกง
และด้วยความที่เราเป็คนที่ไม่ชอบอากาศร้อน เราเลยชอบใส่กางเกงขาสั้นมากกว่ากางเกงขายาว เพราะนอกจากมันจะร้อนแล้ว เรายังรู้สึกว่ามันเคลื่อนไหวได้ไม่ค่อยสะดวกอีกด้วย เราลุกขึ้นพร้อมกับปัดเศษดินและเศษใบมะขามออกจากกางเกง
"ไนท์มานี่สิ" พี่เฟิร์สร้องเรียก เราเลยกลั้นใจเดินเข้าไปอีกก้าวหนึ่ง
"เข้ามาอีก มาใกล้ๆตรงนี้"
แต่ดูเหมือนว่าระยะของเราคงจะยังไกลไปสำหรับพี่เฟิร์ส พี่เฟิร์สเลยหันกลับมาคว้าข้อมือของเรา และเริ่มกระชากมือของเรา ดึงเราให้เข้าไปใกล้ห้องที่ใช้ขังไอ้หมีอยู่
"เดี๋ยวพี่จะพาไนท์ไปไหน..?" เราเริ่มรู้สึกกลัว
และที่เรากำลังกลัวยิ่งกว่าไม่ใช่เพราะการได้เจอหมาที่ดุ แต่เรามีความทรงจำไม่ค่อยดีเกี่ยวกับห้องที่มืด เพราะเราเคยถูกแกล้งโดยถูกจับไปขังเอาไว้ในห้องมืด
เพราะการชอบไปเล่นที่ห้างบ่อย ๆ ของเราทำให้ความซนของเรา จึงถูกไปใช้ระบายที่ห้าง และห้างที่เราไปเล่นบ่อย ๆ ก็คืออิเซตันและที่เราถูกแกล้งจับไปขังก็เพราะพนักงานที่นี่บอกว่าเราน่าแกล้ง แล้วเค้าก็อุ้มเราไปขังไว้ในห้องสโตร์ที่ไม่ได้เปิดไฟ เราใมากเพราะไม่เคยอยู่คนเดียวในที่มืด ๆ
หลังจากนั้นเราเลยกลัวการถูกขังในห้องที่มืดมาก ๆ มันทำให้เรากลายเป็คนกลัวความมืด และเป็เด็กที่อยู่เงียบ ๆ คนเดียวไม่ได้ เพราะห้องที่อยู่ติดกับห้องของไอ้หมี ห้องข้าง ๆ กันมันจะมีห้องมืด ๆ อีกห้องหนึ่ง ที่ประตูถูกเปิดแง้มเอาไว้อยู่ และตัวล็อคประตูมันก็อยู่ด้านนอก คือเปิดได้จากทางด้านนอกเท่านั้น เราก็เลยกลัวว่าจะถูกเอาไปขังไว้ในห้องนั้น
"ไอ้หมีไม่กัดหรอกน่า เชื่อพี่สิ" พี่เฟิร์สพูดด้วยสีหน้าและน้ำเสียงที่เรียบเฉย
มันเป็อะไรที่เรียบเฉยจนเกินไป นั่นทำให้เราเริ่มรู้สึกว่าพี่เฟิร์สแปลกไป ไม่ใช่พี่เฟิร์สที่เราเคยรู้จัก พี่เฟิร์สดึงแขนเราไปจนถึงข้างหน้าประตูเหล็กที่ปิดอยู่
แต่เราก็อดเหลือบมองประตูห้องข้าง ๆ ไม่ได้อยู่ดี เรายังไม่เคยถูกหมากัด แต่เราฝังใจกับการเคยถูกแกล้งขังในห้องมืด ๆ มากกว่า
"ไอ้หมี ชู่ว....." พี่เฟิร์สเรียกชื่อมัน พร้อมทำเสียงเป่าปากให้มันหายตื่นเต้น
ไอ้หมีที่ััได้ว่ามีกลิ่นคนแปลกหน้ามากับเ้านายของมัน มันก็เริ่มเห่าแบบกรรโชก และกระโจนใส่ประตูเหล็ก ทำให้พี่เฟิร์สเริ่มปรามมันอีกครั้ง
พี่เฟิร์สค่อยๆยื่นมือลอดช่องเข้าไปใต้ประตูเหล็ก ที่สูงกว่าพื้นเล็กน้อย ขนาดประมาณที่ปากของสุนัขจะยื่นออกมาได้ ไอ้หมีดมมือของพี่เฟิร์สสลับกับหายใจแรง และครางออกมาอย่างดีใจ ที่เ้านายของมันแวะมาหา
"เนี่ยเห็นมั้ย ..มันไม่กัด" พี่เฟิร์สดึงมือกลับออกมาก่อนจะหันมาพูดกับเรา
พร้อมกับโชว์มือที่เลอะน้ำลายไอ้หมีให้เราดู
"ก็พี่เฟิร์สเป็เ้าของมัน มันก็ไม่กัดน่ะสิ" เราพูดออกไปด้วยสีหน้าว่าเื่นี้ไม่เห็นจะแปลก
"อ่ะ..ต่อไปตาไนท์!"
"ห๊ะ..!!" เราใจนยกมือตัวเองมากุมไว้เพราะกลัวจะถูกดึงไปอีก
"เนี่ยลองดู มันไม่กัดหรอก...เชื่อพี่สิ!! พี่เฟิร์สคว้าข้อมือเราอีกครั้ง
"ไม่เอา!!" เราพยายามดึงมือกลับแต่เราสู้แรงของพี่เฟิร์สไม่ไหว
ทั้งตัวและมือของเราค่อย ๆ เคลื่อนเข้าไปใกล้ช่องใต้ประตูตามแรงดึงของคนที่โตกว่า
"มัน..ไม่กัดหรอกน่า......เชื่อพี่สิ!!" พี่เฟิร์สกัดฟันขณะกำลังออกแรงเพิ่มขึ้น
"ไม่เอา ๆ อื้อ ๆ อื้อ ๆ อื้ออ" เราร้อง ขณะที่มือของเรากำลังจะลอดผ่านช่องใต้ประตูเข้าไป
และแล้วในตอนนั้นเอง เขี้ยวและฟันสีเหลืองก็โผล่ออกมาจากความมืด พร้อมกับที่พี่เฟิร์สปล่อยมือเรา
ลมหายใจอุ่น ๆ จากการงับอากาศของไอ้หมี ััถูกปลายนิ้วของเรา พร้อมกับเสียงของฟันที่กระทบกัน เมื่อพี่เฟิร์สปล่อยมือเราที่กำลังยื้อตัวไปด้านหลัง เลยทำให้เราล้มหงายหลังก้นกระแทกพื้นอีกครั้ง
พอพี่เฟิร์สเห็นเราเป็แบบนั้นหัวเราะร่าออกมา เหมือนกับว่าเื่ที่กำลังเกิดนี่เป็เื่ที่สนุกมากสำหรับเขา ซึ่งเราไม่ค่อยได้เห็นพี่เฟิร์สหัวเราะเลยั้แ่ที่ได้รู้จักกัน แม้แต่ตอนดูนั่งการ์ตูนช่องยูบีซีอยู่ด้วยกัน
"ไนท์อยากเห็นไอ้หมีมั้ย?" พี่เฟิร์สหยุดหัวเราะแล้วหันมาถามเราด้วยเสียงเย็น
ตอนนี้เรารู้สึกไม่สนุกเลยสักนิด และเราเริ่มจะโกรธพี่เฟิร์สแล้ว
"พี่เฟิร์ส!!" เราเรียกชื่ออีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงที่แข็งกระด้างกว่าปกติ
แต่ว่าอีกฝ่ายไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองกับเสียงเรียกที่เปลี่ยนไปของเรา
เด็กชายเดินเข้าไปหาประตูเหล็ก และทำให้ไอ้หมีที่อยู่ข้างใน ก็ะโขึ้นมาหาพี่เฟิร์ส ตรงส่วนของเหล็กที่เป็ลูกกรงของประตู เด็กชายเอื้อมมือไปจับตัวล็อค ของประตูเหล็กสีน้ำตาลนั้น พร้อมกับหันมามองหน้าเรา
ทำให้เราที่เห็นท่าทางแบบนั้น ก็ค่อย ๆ ก้าวถอยหลังพร้อมกับดูท่าทีของอีกฝ่าย พี่เฟิร์สที่เห็นท่าทางของเราก็เริ่มยิ้มออกมา แล้วค่อย ๆ เลื่อนตัวล็อคประตูออกจากสลักช้า ๆ เสียงของเหล็กที่ฝืดเสียดสีกัน จากการค่อย ๆ เลื่อนตัวล็อค ทำให้เกิดเสียงแหลมเสียดแก้วหู
ตึง!
จนในที่สุดก็เกิดเสียงดัง จากการที่ตัวล็อคได้หลุดออกจากแท่นของมันแล้ว และประตูก็ถูกเปิดออกด้วยแรงดึงของพี่เฟิร์ส
ไอ้หมีสุนัขบางแก้วขนสีขาวแต้มดำ ค่อย ๆ เดินออกมา โดยที่ยังมีโซ่คล้องกับปลอกคออยู่ ทำให้มันเดินไปไกลกว่าบริเวณของประตูเหล็กไม่ได้
เรามองดูพี่เฟิร์สลูบหัวไอ้หมีสักพัก ก่อนที่ไอ้หมีจะหันมามองที่เรา และนั่นก็ทำให้พี่เฟิร์สก็หันมาด้วยเช่นกัน เด็กชายเลื่อนมือจากที่กำลังลูบหัวอยู่ ไปยังปลอกคอที่ด้านหลังของไอ้หมี ก่อนจะมีเสียงดัง 'คลิ๊ก' จากการปลดโซ่ และเด็กชายก็ได้ออกคำสั่งกับไอ้หมี ด้วยเสียงที่ดังอย่างชัดถ้อยชัดคำ
"หมี..ไปกัดเลย!"
ตัวเราเองก่อนที่จะได้ยินแบบนั้น ก็เตรียมใจเผื่อต้องวิ่งไว้อยู่ก่อนบ้างแล้ว ถึงแม้ว่าจะยังไม่รู้ว่าต้องวิ่งหนีไปที่ไหน แต่เรารู้แค่ว่าถ้ายังอยู่ตรงนี้ต่อไปต้องโดนกัดแน่ ๆ
เราเลยออกวิ่งก่อนที่พี่เฟิร์สจะพูดจบซะอีก และนั่นก็คือเหตุการณ์ตอนที่เราได้เจอกับไอ้หมีครั้งแรก แล้วก็ถูกมันวิ่งไล่กวด โดยที่สมองยังเต็มไปด้วยความสับสนว่าเขาทำแบบนี้กับเราทำไม