หลังจากศึกไล่ล่าสังหารเผ่าเทพแนวกำแพง เขตปกครองเมืองเซี้ยงไฮ้จบลง กลุ่มของกันต์ก็พากันเข้าเมือง เพื่อมุ่งตรงไปยังท่าเรือในทันที ซึ่งตลอดระยะทางที่พวกเขาได้ผ่านมานั้น ได้เห็นสภาพความเป็นอยู่ของผู้คนภายในเมือง ที่สุดแสนจะน่ารันทด นั่นเป็นเพราะทุกๆ คนภายในเมือง จะมีปลอกคอทาสสวมใส่อยู่ ไม่เว้นแม้กระทั่งพวกนักล่า เด็ก หรือกระทั่งคนแก่
"บอสครับ บอสพอจะช่วยเหลือพวกเขาได้ไหมครับ" จางยี่ที่ต้องมาเห็นพี่น้องร่วมชาติต้องกลายมาเป็นแบบนี้ จึงอดที่จะขอร้องให้บอสยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือไม่ได้ ทว่ากันต์ได้แต่ส่ายหน้าเป็นการตอบรับ พลางกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ
"ตอนนี้พวกเขาเป็นอิสระกันแล้ว หลังจากนี้พวกเขาจะต้องดูแลตัวเอง หากพบเห็นใครเดือดร้อน แล้วต้องมาคอยนั่งให้ความช่วยเหลือตลอดทาง สักวันนึงพวกเราจะไม่มีแม้แต่พลังที่จะปกป้องใครเลยด้วยซ้ำ"
"ตะ..แต่....." จางยี่พยายามที่จะเอ่ยทัดทาน แต่ก็นึกหาคำพูดไม่ออกเหมือนกัน เพราะก่อนหน้านี้บอสของเขา ได้เล่าให้ฟังเกี่ยวกับเขตกักกันอสูร ทำให้รู้ว่ามนุษย์นั้นเหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่ปี ที่อาจถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ หนทางรอดเดียวของพวกเขาคือเพิ่มความแข็งแกร่งให้ได้มากที่สุด เพื่อหยุดยั้งหายนะจากอสูรทั้งหมดที่ยังถูกขังอยู่ในเขตกักกันอสูร
"นี่นายน่ะ!! ก็รู้อยู่หรอกนะว่าเป็นห่วงเพื่อนร่วมชาติ แต่นายลองคิดดูดีๆ นะ ว่าคนพวกนั้นสมควรให้การช่วยเหลือไหม ขนาดตัวพวกมันยังไม่รักตัวเองเลย เอาเวลาที่จะช่วยเหลือคนไร้ประโยชน์แบบนี้ ไปฝึกฝนหรือไม่ก็ช่วยคนที่คิดจะลุกขึ้นสู้ดีกว่าไหม" ชูอิจิอดที่จะเอ่ยเตือนขึ้นมาไม่ได้ เพราะเขาเองก็พอรู้ความคิดของกันต์เหมือนกัน เพียงแต่คนอย่างกันต์ไม่ชอบที่จะอธิบายอะไรมากนัก
"ครับ" จางยี่ได้แต่ยอมรับความเป็นจริง พลางมองไปทางเพื่อนร่วมชาติ ที่บางส่วนเลือกที่จะปลดปลอกคอทาส แล้วพากันอพยพหนีไปเมืองอื่น ทว่าบางส่วนกลับยังไม่ถอดปลอกคอทาส แต่กลับนั่งอย่างหมดอาลัยตายอยากแทน
หากสังเกตดีๆ แล้วจะพบว่ากลุ่มคนที่หมดอาลัยตายอยากพวกนี้ ล้วนแต่เป็นพวกที่ไม่คิดจะทำอะไรกันเลย ใครใช้ไปซ้ายก็ไปใช้ไปขวาก็ไป เป็นพวกที่ไม่สมควรให้การช่วยเหลือจริงๆ เพราะคิดจะอยู่อย่างสบายและเอาตัวไปวันๆ ด้วยการยอมเป็นทาส
เมื่อกลุ่มของกันต์มาถึงท่าเรือ ก็พบว่ามีเรือหลาย 10 ลำ จอดเทียบท่าอยู่ และก็เป็นชูอิจิที่กลายมาเป็นคนนำทาง พาพวกเขาไปหาเรือที่เหมาะสม เพื่อออกเดินเรือไปญี่ปุ่นในทันที ซึ่งพอได้เรือที่ถูกอกถูกใจแล้ว พวกเขาก็พากันขึ้นเรือ ก่อนที่ โฮชิ และสาวๆ ในเผ่าอสูรศักดิ์สิทธิ์ จะแยกย้ายไปห้องใครของมันอย่างรวดเร็ว เพราะพวกเธอกลัวน้ำเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงไม่อยากเห็นตอนเรือออกทะเล ส่วนฮานะเองก็ไม่แพ้กัน ทันทีที่เธอก้าวขึ้นบนเรือ ก็รีบลากคริสกับใบหม่อนไปหาห้องพักทันที
ส่วนการเดินเรือในครั้งนี้ก็ได้ชูอิจิมาทำหน้าที่เป็นกัปตันเรือ โดยมีชาร์ล [AI ส่วนตัวของชูอิจิ] เป็นตัวนำทาง แล้วใช้พลังของมุกธาตุสายฟ้า มาทำหน้าที่ปั่นกระแสไฟเพื่อใช้เดินเครื่องยนต์ โดยเรือที่พวกเขาใช้ในการเดินทางนั้น เป็นเรือสำราญทั่วไปที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก ทว่ามันถูกตกแต่งมาอย่างดี ภายในตัวเรือมีห้องพักพอๆ กับโรงแรม 5 ดาวเลยก็ว่าได้
ซึ่งพอที่จะคาดเดาได้ว่า มันน่าจะเป็นเรือที่ชูอิจิใช้เดินทางมาที่จีน ยิ่งโฮชิและสาวๆ ในกลุ่มของชูอิจิ ก็ดูจะคุ้นเคยเส้นทางบนเรือเป็นอย่างดี กันต์ที่คอยเฝ้ามองดูอยู่ห่างๆ ก็อดที่จะทึ่งไม่ได้ ในช่วงที่ประเทศไทยต้องปรับตัว เพื่อให้มีชีวิตอยู่รอดไปวันๆ แต่ประเทศอื่นๆ กลับพัฒนาก้าวหน้ากันไปอย่างก้าวกระโดด
หากประเทศของเขาไม่ยอมที่จะพัฒนาศักยภาพ ในภายภาคหน้าได้กลายเป็นประเทศที่ล้าหลังอย่างแน่นอน ฉะนั้นสิ่งที่กันต์ต้องการในเวลานี้ก็คือกำลังคน ข้อมูล และทรัพยากรที่ประเทศอื่นมี เพื่อนำมาพัฒนาประเทศของเขา แต่สิ่งที่เขาจะแลกเปลี่ยนล่ะ มันควรที่จะเป็นอะไรดี กันต์ที่กำลังคิดไม่ตกจึงพาตัวเองไปบนดาดฟ้าเรือ เพื่อครุ่นคิดอะไรเงียบๆ เพียงลำพัง จนกระทั่ง.....
3 วันต่อมา
ในที่สุดพวกเขาก็ได้มาถึงท่าเรือโยะโกะฮะมะ เมื่อชูอิจินำเรือเทียบท่าเป็นที่เรียบร้อย เขาก็ทำหน้าที่นำทางต่อทันที ซึ่งมันมีลักษณะคล้ายๆ กับประตูมิติ เพียงแต่มันมีขนาดที่ใหญ่โตมากกว่าถึง 3 เท่า ซึ่งน่าจะเข้าไปได้พร้อมกันแบบเป็นกลุ่ม และท่าเรือโยโกะฮามะ ก็มีผู้คนอาศัยอยู่ไม่น้อย และส่วนมากจะเป็นนักล่าเกือบทั้งหมด มีคนธรรมดาอยู่ราว 40 กว่าคนเท่านั้น
ไม่นานนักพวกเขาจะมาหยุดอยู่ที่หน้าหลุมดำ ที่แลกดูคล้ายๆ กับประตูมิติที่พวกเขาเคยเห็น เพียงแต่มันมีขนาดที่ใหญ่กว่าถึง 3 เท่า และไม่มีแรงกดดันที่รุนแรงเหมือนกับประตูมิติ ก่อนที่กันต์จะเอ่ยถามอย่างแปลกใจ
"นายจะให้พวกเราเดินทางต่อด้วยเกทวาร์ปนี่งั้นหรอ!?"
"ใช่แล้ว เพราะการเดินทางไปโตเกียวค่อนข้างใช้เวลาอยู่พอสมควร นี่จึงเป็นทางเลือกที่รวดเร็วที่สุด" ชูอิจิเอ่ยตอบราวกับเป็นเรื่องปกติ
"พวกเราไม่เคยใช้เกทวาร์ปมาก่อน ไม่รู้จักการเดินทางด้วยวิธีนี้หรอกนะ" กันต์บอกกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ
"สำหรับคุณกันต์ที่เป็นคนพิเศษ ผมยินดีขายข้อมูลการใช้เกทวาร์ปในราคาพิเศษครับ" ชูอิจิเอ่ยตอบด้วยสีหน้าเจ้าเล่ห์
"เท่าไหร่!?" กันต์ถามอย่างไม่ค่อยใส่ใจนัก เพราะเขาพอจะเดาทางของอีกฝ่ายได้ และเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมก่อนหน้านี้ ชูอิจิถึงได้ใจป้ำยอมใช้จ่ายเงินจำนวนมากให้กับเขา
"วิธีใช้เกทวาร์ปอย่างถูกต้อง ราคาปกติ 5,000,000 เหรียญทอง ผมลดให้เหลือ 4,500,000 เหรียญทองครับ" ชูอิจิเอ่ยตอบอย่างอารมณ์ดี
"ตกลง!!" กันต์ได้แต่ตอบรับอย่างจำใจ เพราะข้อมูลของเกทวาร์ปนั้นมีน้อยมาก กระทั่งลูซเองก็บอกได้เพียงแค่การเดินผ่านเข้าไปก็สามารถใช้งานมันได้แล้ว แต่จะไปโผล่ที่ไหนมันก็อีกเรื่องนึง หรือก็คือกันต์ต้องทำเหมือนตอนเลื่อนคลาส กับรับอาชีพ ที่พอทดลองเข้าไปก่อนครั้งนึงแล้ว ถึงจะได้ข้อมูลที่ทรงคุณค่ากลับมา และในตอนนี้เขาไม่ได้มีเวลาว่างมากพอที่จะมาลองผิดลองถูกด้วย
สุดท้ายเขาก็ต้องเอาเงินที่ชูอิจิซื้อข้อมูลเขาก่อนหน้านี้ออกมาจ่าย ยังดีที่มูลค่าของข้อมูลเขามีมากกว่า ทำให้ยังมีเงินเหลือเยอะพอสมควร แต่เขารู้สึกราวกับว่าจะต้องมีการเสียเงินเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ก่อนที่ชูอิจิจะเริ่มอธิบายอย่างใจเย็น
"กฏเหล็กการใช้เกทวาร์ปข้อแรกคือ มุกบันทึกสถิติ ที่ขายในร้านค้าพิเศษ มันสามารถไปยังบันทึกจุดหมายปลายทาง ที่เคยทำการบันทึกเอาไว้ โดยจำกัดสถานที่ 1 แห่ง ต่อมุกบันทึกสถิติ 1 ลูก และข้อดีอีกอย่างนึงก็คือ มุกบันทึกสถิติ สามารถใช้กี่ครั้งก็ได้ ทั้งยังสามารถพาคนในกลุ่มทั้งหมดไปพร้อมกันได้"
"หมายความว่าไปโตเกียวครั้งนี้ นายจะใช้มุกนั่นพาพวกเราข้ามเกทวาร์ปไปสินะ แล้วครั้งนี้จะคิดเงินอีกรึเปล่าล่ะ!?" กันต์เอ่ยถามขึ้นมาอย่างสงสัย
"ครั้งนี้ผมบริการฟรีครับ" ชูอิจิเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ
"แล้วถ้าครั้งต่อไปคิดค่าบริการเท่าไหร่!?" กันต์ยังคงเอ่ยถามต่อ
"ถ้าไปกลับใกล้ๆ แบบท่าเรือโยโกฮะมะกับโตเกียว ราคาอยู่ที่ 10,000 เหรียญทองต่อคน แต่ถ้าข้ามไปประเทศอื่นๆ ที่อยู่ในบันทึกของผม ราคาอยู่ที่ 100,000 เหรียญทองต่อคนครับ" ชูอิจิเอ่ยตอบอย่างอารมณ์ดี
ผิดกับกันต์ที่เริ่มขมวดคิ้วเป็นปมขึ้นมา จะไม่ให้เขาเครียดได้ยังกัน ในเมื่อกลุ่มของเขามีกันถึง 5 คน แต่มีกระเป๋าเดียวกันก็คือของเขาคนเดียว ที่สำคัญคือมุกบันทึกสถิติมันมีราคาแค่ 5,000 เหรียญทองเท่านั้น แต่เจ้าชูอิจิกลับนำมาค้ากำไรเกินควร แสดงว่าฐานะทางการเงินของเจ้าหมอนี่ น่าจะถูกจัดว่าเป็นเศรษฐีอันดับต้นๆ ของโลกแน่นอน
ก่อนที่กันต์จะซื้อมุกบันทึกสถิติมา 10 ลูก และใช้มันบันทึกจุดวาร์ปท่าเรือนี่เป็นอันดับแรก ก่อนจะพากันเดินตามชูอิจิผ่านเข้าเกทวาร์ปไป
"วู้บบบบบ!!!!"
กรุงโตเกียวเขต ชินจูกุ
เมื่อกลุ่มของกันต์ก้าวผ่านเกทวาร์ปมา สีหน้าของแต่ละคนแปรเปลี่ยนเป็นตกตะลึงไปในทันที เพราะที่นี่ราวกับไม่เคยเกิดศึกสงครามอะไรเลย ตึกราบ้านช่องยังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ บนท้องถนนยังมีรถวิ่งผ่านไปมา ราวกับนี่เป็นโลกคู่ขนานที่ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง ถ้าจะบอกว่านี่เป็นเมืองในฝันก็ไม่ผิด สถานที่สุขสงบและยังใช้วิทยาการแบบนี้อยู่ ในประเทศไทยคงแทบไม่ได้อย่างแน่นอน
ไม่นานนักพวกเขาก็มาถึงตึกสูงระฟ้าแห่งนึง โดยชูอิจิได้บอกกล่าวว่าตึกนี่ก็คือ โตเกียวสกายทรี ที่ถูกจัดเป็นศูนย์กลางของสหพันธุ์นักล่า เมื่อกลุ่มของกันต์เข้ามาด้านใน ก็พบว่าเทคโนโลยีในด้านต่างๆ ที่ถูกตัดขาด กลับถูกใช้งานได้ราวกับเป็นเรื่องปกติ จอมอนิเตอร์รอบๆ มีภาพจากกล้องวงจรปิดฉายตามจุดต่างๆ ทั่วทั้งเมือง
ก่อนที่ชูอิจิจะพากันต์และกลุ่มของเขา มายังจุดทำบัตรผ่านเข้าเมืองอย่างถูกต้อง จากนั้นก็พาขึ้นลิฟต์ไปชั้นบนสุดที่เป็นห้องประชุม เมื่อพวกเขามาถึงก็พบว่ามีคนอยู่ในห้องราว 20 คน และพวกระดับสูงของประเทศต่างๆ ที่ปรากฏขึ้นบนจอมอนิเตอร์ ทว่าสิ่งที่ทำให้คนในกลุ่มของกันต์แปลกใจก็คือ ที่นั่งตรงหัวโต๊ะประชุมกับที่นั่งของผู้บริหารระดับสูงได้ถูกเว้นว่างเอาไว้
แต่มันก็ไม่ได้ผิดไปจากที่กันต์คิดมากนัก เพราะชูอิจิที่กำลังเดินไปนั่งตรงหัวโต๊ะที่ประชุม ทั้งยังเรียกให้พวกเขาให้ไปนั่งในที่ที่ถูกเว้นว่างเอาไว้ โดยมีสายตาของทุกคนในที่ประชุมมองตามพวกเขาอย่างไม่วางตา บางคนก็แก่คราวปู่เลยด้วยซ้ำ แต่ทุกคนที่นี่ล้วนแต่เป็นนักล่าระดับสูงทั้งนั้น
เพราะโลกใบนี้มันไม่ใช่โลกของของผู้ที่ร่ำรวยหรือพวกที่มีฐานะ แต่มันได้กลายเป็นโลกของผู้ที่แข็งแกร่งต่างหาก ที่สามารถขึ้นมาปกครองคนได้ต่างหาก ฉะนั้นแล้วถ้าใครอ่อนแอหรือไร้ความสามารถ ก็ไม่มีสิทธิ์มีเสียงที่จะเอ่ยปาก หรือแม้แต่ขึ้นมาปกครองใครได้ทั้งนั้น
"เอาล่ะครับ!! ตอนนี้พวกเราก็มากันครบแล้ว ผมขอเริ่มการประชุมทันที" ชูอิจิเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง ไม่เหลือมาดของเด็กหนุ่มเสเพลขี้เล่นแม้แต่น้อย
"งั้นก็มาเข้าเรื่องกันได้แล้ว" หนึ่งในผู้นำระดับสูงจากต่างประเทศเอ่ยขึ้นผ่านจากจอมอนิเตอร์
ทว่าเมื่อกันต์ได้หันไปมองทางผู้นำคนนั้น ดวงตาถึงกับเบิกกว้างขึ้นมาอย่างตกตะลึง เพราะคนที่ยืนอยู่เบื้องหลังของผู้นำนั่น คือหญิงสาวที่มีหน้าตางดงาม ใบหน้าสวยคมแต่กลับแฝงไปด้วยความเย็นชา ยืนนิ่งสงบราวกับพวกหน่วยรบใต้ดิน
ถัดไปทางด้านขวาอีกสองหน้าจอ เขาก็พบกับผู้นำของอีกประเทศ แต่ที่เขาสนใจจริงๆ ก็คือด้านหลังของผู้นำนั่น เพราะยังมีบุรุษหนุ่มอีกผู้นึงที่มีร่างกายกำยำ ให้ความรู้สึกที่น่ายำเกรง แลดูคล้ายกับทหารที่ผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี
หากแต่ทั้งบุรุษและหญิงสาวนั่น ยังเป็นคนที่เขาเคยคิดจะตามหาตัวเมื่อนานมาแล้ว แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาจะจดจำเขาไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ทำเอากันต์ถึงกับนั่งนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างหดหู่ พลางรีบเปลี่ยนอากัปกริยา และเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่พยายามสะกดข่มอารมณ์เอาไว้
"ในฐานะที่ผมเป็นตัวแทนของประเทศไทย ผมคิดว่าพวกคุณค่อนข้างไร้มารยาทนะครับ เพราะสิ่งแรกที่ควรจะกระทำ เมื่อมีผู้ร่วมประชุมมาใหม่ มันควรเริ่มต้นด้วยการแนะนำตัวก่อน พวกคุณว่าจริงไหมครับ!!"
สิ้นเสียงของกันต์ทุกคนในห้องต่างก็มองมาเป็นตาเดียวกัน เพราะน้ำเสียงและการเอ่ยขัดขึ้นมากลางคันแบบนั้น คนที่จะทำได้ต้องมีคุณสมบัติมากพอ
หากแต่คริส ฮานะ ใบหม่อน และจางยี่ กลับมองกันต์ด้วยท่าทีที่แปลกไป เพราะออร่าของเขาในเวลานี้ค่อนข้างระส่ำระส่าย คล้ายจะปะทุและระเบิดออกมาได้ทุกเวลา ซึ่งทางชูอิจิเองก็พอที่จะจับสังเกตเห็นได้เหมือนกัน [สำหรับคนที่ผ่านการเลื่อนคลาสแล้ว จะสามารถมองเห็นออร่าได้]
"งั้นเริ่มจากผมก่อนแล้วกันนะครับ ผมชื่อ อามาโนะ ชูอิจิ เป็นผู้นำของสหพันธุ์นักล่าที่ประเทศญี่ปุ่น"