ข้าเป็นศิษย์ของพญายมราช

    ตอนที่ 49 คืนวิญญาณ

             เงาร่างจางๆ ของสตรีในชุดเขียวกำลังโอบกอดลูกสาว แต่ด้วยกายเนื้อไม่มีทำให้วงแขนนั้นดูเหมือนกับกำลังคล้องร่างเสียมากว่า 

            “อาจารย์ทำไมวิญญาณถึงประสานกับร่างไม่ได้ หรือว่านางหมดอายุขัยแล้ว แต่ไม่ยอมไปเกิดใหม่” 

            “ไม่ใช่ แม้ว่านางอยากเกิดใหม่ก็ทำไม่ได้ เพราะอายุขัยยังไม่หมด แต่ที่เป็นแบบนี้เพราะ ‘รกวิญญาณ’ ของนางขาดสะบั้น  ต้องมีการเชื่อมประสาน วิญญาณและร่างถึงจะเชื่อมโยงกันอีกครา”

            “เช่นนั้น ท่านก็ช่วยนางได้” ครามรู้สึกมีความหวัง แน่ล่ะ อาจารย์เขาเป็นถึงผู้ยิ่งใหญ่แห่งโลกวิญญาณ

            “ไม่ได้อีกเช่นกัน ข้ากับสตรีผู้นี้ไม่ได้มีสัมพันธ์จิตต่อกัน ทั้งกาลก่อน หรือกาลนี้ ดังนั้นข้าต้องผดุงไว้ซึ่งความสมดุล แต่…ข้าทำไม่ได้ ไม่ใช่ว่าผู้อื่นจะทำไม่ได้” พญายมราชเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

            “แล้วใครกันเล่าที่ช่วยได้ ขอให้ท่านช่วยบอก” ครามกระตือรือร้นขึ้นมาทันที 

            “เจ้า นั่นไง คราม”

            “ขะ..ข้า”

            “ตัวอ่อนจตุรธาตุบรรพกาล พลังของพวกมันจะช่วยเจ้าประสานรกวิญญาณได้ ตอนนี้เจ้าลองทบทวนความทรงจำที่ข้าเคยให้เจ้าไป คำตอบและวิธีการอยู่ในนั้นทั้งหมด ข้าแนะนำได้เท่านี้ ที่เหลือเจ้าจัดการเอาเองก็แล้วกัน” สิ้นเสียงของพญายมราช การติดต่อก็ขาดหายไป ครามพยายามส่งกระแส

            ในช่วงเวลานั้น วิญญาณของสตรีชุดเขียวเห็นครามที่มาพร้อมกับลูกสาว แต่กลับนั่งเข้าฌาณอยู่เงียบๆ คล้ายกับเมินเฉยต่อความรู้สึกของลูกสาวจึงพาร่างลอยเข้ามาวนเวียนอยู่รอบๆ โดยไม่คิดว่าครามจะมองเห็นเธอแม้แต่น้อย

            “ชิ เจ้า หนุ่มนี้เป็นผู้ชายประเภทใดกัน ถึงทนเห็นน้ำตาของหญิงสาวโดยไม่ไยดี ขณะที่วิญญาณของผู้เป็นแม่กำลังจะลอยไปหาลูกสาวอีกครั้ง ครามก็ลืมตาขึ้นมา

            “ข้าก็เป็นแบบข้านี่แหละ ท่านป้า” ครามเอ่ยอย่างแผ่วเบา

            “เอ๊ะ นี่เจ้าเรียกข้าว่าป้าอย่างนั้นรึ ข้าเพิ่งจะอายุ 20 ปี เจ้าควรจะเรียกข้าว่าพี่สาวมากกว่า” ดวงวิญญาณแสยะยิ้ม แต่ด้วยดวงหน้าของนางที่เป็นต้นแบบของเฌอปราง ต่อให้ทำหน้าน่ากลัวเท่าไร ก็ไม่สำเร็จ อีกอย่างหนึ่ง นางไม่ใช่วิญญาณร้าย หรือปิศาจอันใด เพียงแค่กลับเข้าร่างไม่ได้ก็เท่านั้น

            “ครามหัวเราะเบาๆ อายุของท่านบัดนี้ 33 ปีแล้ว ท่านรู้หรือไม่”

            ดวงวิญญาณครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็ทำท่าทีเหมือนระบายลมหายใจออกมา พลันรำพันถึงลูกสาว “ใช่สินะ ข้าจากนางหลังจากการสอบเลื่อนระดับครั้งนั้น” เธอคร่ำครวญออกมา “ข้าอุตส่าสอบได้ อันดับที่ 1 แล้วเชียว ดันมาตายน้ำตื้นตอนสอบเลื่อนระดับนักปรุงโอสถ ข้าถึงต้องเป็นแบบนี้” 

            “ท่านเป็นนักปรุงโอสถจริงๆ ด้วย ถ้าข้าเดาไม่ผิด ท่านป้า เอ่ พี่สาว ท่านเป็นผู้ที่สอบได้ที่ 1 ในครั้งก่อน ก่อนที่เจ้าหอโอสถจะมาแทนที่ท่าน ใช่หรือไม่”

            “เจ้าหอโอสถ ตอนนี้ใครเป็น หรือว่าปรมะ” แม่ของอชิราลอยเข้ามาตรงหน้าคราม

            “ใช่ครับ” ครามเอ่ย

            “ถ้าเป็นหมอนั่น ข้าก็ไม่สงสัย หนอยพอข้าตายก็ขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งเลยนะ แต่ก็นะน้องชายข้า ข้าสอนมากับมือ” แววตาขอเธอดูภาคภูมิใจเป็นพิเศษ เวลานี้ครามรู้แล้วว่า เฌอปรางแทบจะเรียกได้ว่าถอดแบบมาจากผู้เป็นแม่มาเกือบทั้งหมด

            “ท่านอาปรมะเป็นน้องท่านอย่างนั้นรึ” ครามทวนคำอย่างประหลาดใจ

            “ใช่” 

            “เขามาที่นี่ใช่หรือไม่”

    ดวงวิญญาณหรี่ตา เริ่มรู้สึกไม่ไว้วางใจที่จะตอบคำถามนี้ เหตุเพราะเกรงว่าห้องแห่งความลับนี้จะถูกเปิดเผย

    แต่นั่นก็เท่ากับเป็นคำตอบแล้วสำหรับคราม 

    ดินแดนนี้แม้ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นดินแดนก็ตาม มันเหมือนกับเป็นอีกมิติหนึ่ง ที่มีไร่สมุนไพรวิเศษ การสร้างที่แห่งนี้ ไม่ได้สร้างง่ายๆ เลย จำเป็นต้องใช้ผู้บำเพ็ญเพียรระดับนักสิทธิ์ หลายคนและมีพิธีกรรมมากมาย ถึงจะได้พื้นที่สำหรับปลูกสมุนไพรวิเศษเหล่านี้

    “ท่านแม่ หากว่า…” ครามยังเอ่ยไม่จบ

    “สามหาว ใครเป็นแม่เจ้า ข้าเฌอเอม นักปรุงโอสถระดับ 5 มีลูกคนเดียวคือเฌอปราง หากเจ้าบังอาจอีกข้าจะตัดลิ้นเจ้า” เธอถลึงตามาทางคราม

    “ข้าเพียงจะบอกว่า หากข้าทำให้วิญญาณของท่านรวมกับกายเนื้อได้ ข้าขอที่แห่งนี้ จะได้หรือไม่”

    ดวงวิญญาณในชุดเขียวเผยสีหน้าตื่นตะลึง พลันระเบิดเสียงหัวเราะออกมา “ขนาดน้องชายข้า หรือท่านพี่ศิลา จะระดมนักศิษย์ และผู้มีความรู้ด้านเวทย์มาช่วยข้า ยังไม่สามารถทำได้เลย แล้วเจ้าเป็นใคร”

    ข้าชื่อคงคราม เป็นลูกศิษย์ของ …” ครามหยุดชะงักนิดหนึ่ง

    “อาจารย์ข้าคือพญายมราช” ครามเอ่ยเสียงก้องกังวานออกไป โชคดีที่ทั้งอชิรามัวแต่ปลอบเฌอปรางจึงไม่ได้ยิน ขณะที่เฌอปรางกำลังโศกเศร้ากับร่างของมารดา

    เมื่อดวงวิญญาณได้ยินดังนั้น ก็หวนระลึกถึงครั้งที่เธอสูญเสียการเนื้อ มีนายนิรยบาลตนหนึ่ง เคยบอกว่า วันหนึ่งจะมีเด็กหนุ่มใส่ชุดสีคราม ผู้มีวาสนาสุดที่เจ้าจะหยั่งถึงมาช่วยเจ้า เดิมทีเธอคิดว่าน่าจะเป็นน้องชายร่วมอุทร นั่นก็คือปรมะ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ปรมะทำได้เพียงรักษาร่างของเธอเอาไว้ หรือว่าจะเป็นชายหนุ่มที่อยู่เบื้องหน้าจริงๆ

    บัดนี้ความกราดเกรี้ยวของเธอ แปรเปลี่ยนเป็นความหวังเล็กๆ เพราะเด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าดูอายุไล่เลี่ยกับลูกสาวของเธอมาก ขั้นของการบำเพ็ญเพียรไม่น่าจะถึงนักสิทธิ์ขั้นแรกด้วยซ้ำ แต่อย่างไรรูปลักษณ์ก็ละม้ายกับที่นายนิรยบาลตนนั้นเอ่ยเอาไว้

    “หากเจ้าทำให้ข้าคืนชีพ ได้อยู่ร่วมกับครอบครัวข้าอีกครั้ง จะให้ข้าเป็นทาสบริวาร ข้าก็ยินดี” สตรีชุดเขียวคุกเข่าปิดหน้าร้องไห้

    “เอาล่ะ ท่าน เอ่อ…” 

    หากเจ้ามั่นใจว่าช่วยข้าได้ ต่อให้เรียกข้าว่าน้องสาว ข้าก็ยอม

    “เหอะ น้องสาว ฮ่าๆ ท่านป้า ท่านล้อเล่นแล้ว บัดนี้ให้ท่านยืนหันหน้ามาทางศีรษะของร่างท่านเอง ส่วนข้าจะยืนปลายเท้าของร่างท่าน ” ครามกล่าวด้วยสีหน้ามั่นใจ 

    เมื่อวิญญาณ สตรีชุดเขียวยืนรออยู่แล้ว ครามได้ลุกขึ้น พร้อมกับดึงพลังของตัวอ่อนจตุรธาตุบรรพกาล มาไว้ที่มือทั้งสองข้าง ทำให้เกิดแสงสีเหลืองเข้มและสีฟ้าที่มือข้างหนึ่ง อีกข้างหนึ่งมีสีแสงสีแดงและมวลอากาศสีขาววูบไหว 

    ครามรวบรวมดวงจิตของตนชักนำให้พลังทั้งสี่รวมเข้าหากัน และปล่อยให้พลังเหล่านั้นไหลไปเป็นสายเข้าไปยังร่างที่นอนนิ่งอยู่บนกองหิน

    เฌอปรางและอชิราเงยมองครามอย่างตกใจ “นี่เจ้ากำลังจะทำอะไร”

    “เจ้าสองคนอย่างเพิ่งกวนข้า ข้ากำลังจะช่วยเจ้าคืนชีพให้ท่านแม่อยู่นี่ไง”

    พลังสายนั้นมีความละมุน และดูอบอุ่นราวกับแสงอาทิตย์ที่สาดส่องผ่านแมกไม้ในยามเช้า แผ่ขยายครอบคลุมทั้งร่างกายเนื้อและวิญญาณ

    บัดนี้ร่างวิญญาณได้ถูกลำแสงบางส่วนโอบอุ้มให้ล่องลอยเหนือร่าง ชั่วครู่แสงนั้นถูกดูดซึมรวมเข้ากับวิญญาณ และพวยพุ่งออกมาจากตำแหน่งสะดือ ราวกับเส้นไหมเรืองแสง ก่อนม้วนเป็นเกลียวเชื่อมต่อกับสะดือของร่างกายเนื้อ

    ชั่วอึดใจร่างวิญญาณก็ทิ้งดิ่งผสานรวมกับร่างกายของตนที่นอนสงบนิ่งอยู่เบื้องล่าง

            ฟึ่บ!!!

            สตรีชุดเขียวนามว่าเฌอเอมค่อยๆ ขยับเปลือกตา พลันรอยยิ้มน้อยๆ ค่อยๆ ผุดขึ้นมาทีละนิด นั่นเป็นความพยายามของเธอในการควบคุมกล้ามเนื้ออีกครั้ง หลังจากไม่คุ้นเคยมาเป็นเวลานับทศวรรษ