ยามที่แสงเมฆยามเย็นแตะยอดหลังคาทางทิศตะวันตก ฮั่นอ๋องถึงได้กลับจวนมาพร้อมกล่องไม้จันทน์แกะสลักใบหนึ่ง เขามองดูโคมแดง และอักษรมงคลที่ประตู เห็นบรรยากาศรื่นเริงรับปีใหม่ที่กำลังมาเยือน จวนยิ่งดูเหมือนบ้านเข้าไปทุกที
บ่าวไพร่ทำหน้าที่ของตนเอง โดยที่ไม่มีใครมาวุ่นวายขอให้เขาตัดสินใจ ชายหนุ่มเพิ่งจะตระหนักว่าเขาไม่ต้องรำคาญใจกับกิจธุระในเรือนมานานแล้ว
เขารีบเดินไปทางเรือนชั้นใน ครั้นเดินผ่านโถงหน้า ก็เห็นกล่องไม้สนลงรักเคลือบเงาขนาดใหญ่วางอยู่ ชายหนุ่มหยุดเดินหันไปถามบ่าวที่กำลังยกของมาวาง
“นี่คืออะไรหรือ”
หลีจิ่นกงกงกำลังตรวจนับของกับเทียบของขวัญหันมารายงาน “เรียนหวางเย่ กล่องพวกนี้หวางเฟยให้ยกมาวางที่นี่รอหวางเย่นำเข้าวังพรุ่งนี้พ่ะย่ะค่ะ”
จูเกาเซวียนขยับเข้าไปมองใกล้ๆ หลีจิ่นกงกงประคองเทียบส่งให้ “นี่คือเทียบของขวัญพ่ะย่ะค่ะ หวางเย่ลองตรวจดู หากไม่พอพระทัย กระหม่อมจะได้เลือกของในห้องคลังมาแทน”
มุมปากที่ละไมด้วยรอยยิ้มหุบลง สายตาที่มองหลีจิ่นกงกงเต็มไปด้วยความไม่พอใจ ตอนรับเทียบมาอ่านจึงออกมาแรงมากกว่าปกติ พอเห็นรายการของขวัญดวงตาจึงค่อยๆ อ่อนโยนลงอีก
“นำของที่หวางเฟยเตรียมขึ้นรถม้าส่งเข้าวังในวันพรุ่งนี้” เขายื่นเทียบคืน เอ่ยด้วยเสียงเน้นหนัก “ไม่ต้องลด หรือเพิ่มอะไรทั้งนั้น”
หลีจิ่นกงกงรับเทียบมาแล้วโค้งกายต่ำรับบัญชา จูเกาเซวียนมองเขานานกว่าปกติเล็กน้อย ก่อนจะเดินไปทางเรือนชั้นใน
ฮั่นอ๋องเดินมาถึงเรือนบรรทมหลักก็เห็นเงาร่างจากแสงตะเกียงหลายสายเคลื่อนไหววูบวาบอยู่ภายในห้อง เสียงซูอันหนิงดังลอดออกมาจากข้างในราวกับเป็นเสียงเร่งเร้าให้เขาเดินเร็วขึ้น
“ติดตรงประตู...สูงขึ้นอีกนิด”
“นั่นเอียงแล้วๆ”
“หวางเฟยเพคะ บ่าวติดไม่ถึง”
เสียงหัวเราะของสตรีดังขึ้นอย่างเบิกบาน ราวกับเสียงนกขมิ้นในฤดูใบไม้ผลิ จูเกาเซวียนเผลอยิ้มขณะเคาะประตูเบาๆ
ในห้องเงียบไปนานกว่าสาวใช้จะเปิดประตูรับ สตรีผู้เป็นประมุขของเรือนหลังนั่งอยู่บนเก้าอี้กลางห้องมองตรงมาทางเขานิ่ง ทั้งคู่ไม่ได้เอ่ยคำพูดต่อกัน ราวกับไม่รู้จะสรรหาคำใดมาทักทาย
ฮั่นอ๋องกลับมานอนข้างกายพระชายาทุกคืน แต่กลับไม่ได้สนทนากันสักคำ ยามนี้เขายังรู้สึกผิดลึกๆ ที่ปล่อยให้นางต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว เขาถอนสายตากลับหันไปมองกระดาษอักษรสีชาดในมือเฉินหลิง “ส่งมา ข้าติดให้เอง”
เฉินหลิงประคองกระดาษแดงเขียนอักษร ‘อัน’ [1] ส่งให้ ชายหนุ่มก้มลงอ่าน ในอกเหมือนถูกบางอย่างวิ่งชน
นามของนางคือ ‘อันหนิง’ [2] สิ่งที่นางต้องการก็คือ ‘อัน’
เรียบง่ายเพียงนี้ ภรรยาของเขาไม่ได้ต้องการลาภยศ ไม่ได้ต้องการอำนาจสูงศักดิ์ แค่เพียงได้อยู่อย่างสงบและปลอดภัย
จูเกาเซวียนมองอักษรแดงมงคลเนิ่นนาน กระทั่งมีเสียงถามดังเบาๆ เขาถึงได้เงยหน้าขึ้น
“อักษรนี้ไม่ดีหรือ หม่อมฉันเลือกมาเยอะมาก ท่านลองดูบนโต๊ะสิ หากไม่ชอบจะเปลี่ยนเป็นแบบอื่นก็ได้”
ชายหนุ่มยิ้มบางๆ เขาไม่พูดอะไร เพียงหันไปติดอักษร ‘อัน’ บนประตูด้านใน ณ ตำแหน่งที่ไม่ว่าหันมามองยามใดก็จะเห็นได้อย่างชัดเจน จากนั้นก็ติดกลอนคู่เล็กและรูปภาพมงคลอีกไม่กี่จุดก็เรียบร้อย
สองสามีภรรยาเพิ่งได้ร่วมโต๊ะอาหารหลังจากคลาดกันมาหลายวัน เห็นบรรยากาศระหว่างเจ้านายทั้งสองคล้ายต่างฝ่ายต่างมีเรื่องในใจ หม่าหมัวมัวจึงพาสาวใช้ออกไปจากห้อง
ความเงียบภายในห้องทำให้ทั้งคู่เริ่มประหม่า ฮั่นอ๋องจึงเอ่ยพูดขึ้นมาเพียงประโยคเดียว
“เอ่อ...ทานข้าวกันเถิด”
พอจะจับตะเกียบ ซูอันหนิงก็ยกมือขึ้นเป็นเชิงห้าม “รอก่อนเพคะ หม่อมฉันมีเรื่องจะพูด”
ฮั่นอ๋องบีบตะเกียบแน่น เขาอยากเอ่ยปากขัดนางเหมือนเคย นางจะได้ไม่ต้องพูดถึงเรื่องแยกกันอยู่อีก แต่นานแล้วที่พวกเขาไม่ได้คุยกันดีๆ ลำคอของเขาจึงตีบตันจนพูดอะไรไม่ออก
ซูอันหนิงเห็นอีกฝ่ายนิ่งแล้วจึงเอ่ยต่อ “ข้าไม่อาจไปร่วมงานเลี้ยงผ่านปีในวันพรุ่งนี้ได้ จึงได้ทำของขวัญส่งไปแทน หวางเย่ช่วย...”
“ได้” จูเกาเซวียนโล่งใจจนโพล่งออกมาก่อนที่นางจะพูดจบ “ข้าเขียนฎีกาไว้แล้ว ส่วนของขวัญ... ในเมื่อหวางเฟยเตรียมไว้แล้ว ของที่เจ้าตั้งใจทำย่อมมีความหมายมากกว่า อาหนิงพักผ่อนอยู่ที่จวนให้สบายใจเถิด”
ซูอันหนิงมีสีหน้าแปลกใจเล็กน้อย “ท่านเตรียมจะยื่นฎีกาตั้งแต่แรกแล้วหรือ”
จูเกาเซวียนพยักหน้า เขาหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบกระดูกหมูตุ๋นรากบัวขึ้นมาใส่ชามนางพลางกล่าว “ข้าเตรียมไว้แล้ว เจ้าไม่แข็งแรงพอจะไปเฝ้าปีในที่หนาวๆ แบบนั้น เดิมตั้งใจให้เจ้าอยู่ที่จวนให้สบายใจ ของขวัญก็เลือกจากเอาจากห้องคลัง ไม่คิดว่าอันหนิงจะตรากตำทำของกำนัลไว้มากเพียงนั้น”
เขายิ้มให้นางอย่างอ่อนโยน ยื่นปลายนิ้วดันชามไปหานาง “กินเสียเดี๋ยวจะเย็นก่อน”
ซูอันหนิงกระพือขนตาเบาๆ นางไม่รู้มาก่อนว่าเขาเตรียมการเช่นนี้เพื่อนาง ยังคิดว่าจะต้องเกลี้ยกล่อมให้เขายื่นฎีกาให้เสียอีก
หญิงสาวก้มหน้าลงหยิบตะเกียบขึ้นช้าๆ พอเริ่มกินจึงไม่ได้พูดอะไรกันอีก
เมื่อก่อนบรรยากาศบนโต๊ะอาหารไม่ได้เงียบเพียงนี้ ต่อให้ยามโมโหโกรธากันเรื่องใดก็ยังมีคำพูดจิกกัดกันเบาๆ แต่หลังๆ มานี้ นับแต่เขาพูดว่ายามกินไม่พูด นางก็ไม่ชวนเขาคุยระหว่างกินข้าวอีก
เพราะอะไรกันนะ...
เมื่อก่อน เขาจะอยากแต่งสตรีนางใด นางก็ไม่ได้รู้สึกว้าวุ่นใจแม้แต่น้อย เหตุใดตอนนี้ความคับข้องใจถึคงได้เต็มท้องไปหมด
ซูอันหนิงมองอาหารที่เขาคีบให้นางก็ยิ่งรู้สึกว่ามันประหลาด เขาเคยขยันคีบอาหารให้นางเช่นนี้ที่ใดกัน หรือว่า...กำลังทำดีหวังผล?
จู่ๆ อาหารในปากก็ไร้รสชาติขึ้นมาเฉยๆ หัวคิ้วขมวดแทบชนกัน
“ไม่ชอบหรือ เมื่อก่อนข้าเห็นเจ้าชอบกิน” จูเกาเซวียนเอ่ยอย่างระมัดระวัง
ซูอันหนิงส่ายหน้าแล้วคีบรากบัวออกไปวางข้างจาน “รากบัวมีฤทธิ์เย็น ยามนี้ข้ากินมากไม่ได้”
“เช่นนั้น ข้ากินเอง” ตะเกียบคู่หนึ่งยื่นมาคีบรากบัวกลับไป
ซูอันหนิงแอบชำเลืองมอง ก็เห็นเขาทำหน้าเคร่งเครียดขณะเคี้ยวข้าว ยิ่งกินนางก็ยิ่งกลืนไม่ลงสุดท้ายจึงดื่มแค่ซุบบำรุง แต่ไม่รู้อะไรดลใจนางกันแน่ พอใกล้จะอิ่มนางก็เอ่ยถามออกไปด้วยเสียงเบาราวกับถามถึงดินฟ้าอากาศ
“ท่านจะแต่งชายารองเมื่อไร”
จูเกาเซวียนชะงักมือที่กำลังคีบเห็ดหอม แต่คีบอยู่นานก็คีบไม่ติด เขาจึงเลิกคีบหันไปมองสตรีตรงหน้าแทน
เขาไม่รู้ว่าคำถามนี้มีที่มาอย่างไร นางถามเพื่ออะไร หรือถามด้วยอารมณ์แบบใด คำตอบของเขาจะกลายเป็นคำตัดสินอนาคตหรือไม่
หากตอบว่าไม่รับ แล้วอนาคตจำเป็นต้องรับชายารองจะทำเช่นไร
ฮั่นอ๋องวางตะเกียบแล้วหันไปยกน้ำชาขึ้นจิบ เขามองซูอันหนิงอีกครั้ง เห็นนางหยุดนิ่งรอฟังคำตอบ จึงประวิงเวลาต่อไปไม่ได้อีก สุดท้ายจึงตอบด้วยเสียงเบาลง “ข้าเพิ่งแต่งชายาเอกยังไม่ถึงปี ก็จะให้แต่งชายารองแล้วหรือ ไปฟังผู้ใดพูดมา”
จูเกาเซวียนขยับตัว เฝ้ารอให้นางโวยวาย เอ่ยคำพูดกระแนะกระแหนเขาเช่นที่เคยทำมา แต่รออยู่นานก็ยังไม่มี...
ในอกของเขาหวิวขึ้นมาวูบหนึ่ง นางไม่โต้เถียงเป็นเรื่องดี แต่เหตุใดใจเขาจึงไม่สบายใจกันนะ
ชายหนุ่มมองสตรีที่นั่งฝั่งตรงข้ามด้วยใจที่ไม่สงบนัก นางเรียบร้อยว่าง่ายราวกับเปลี่ยนเป็นคนละคน
ที่ผ่านมา... หากเอ่ยถึงสตรีอื่น นางต้องเหน็บแนมข้าสักคำไม่ใช่หรือ เหตุใดจึงไม่สักคำบ่นเลยเล่า
จูเกาเซวียนลอบมองนางไม่วางตา ก็เห็นนางกินอาหารต่อไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทว่าดวงตาของนางกลับหม่นมัวไร้ประกาย
สาวใช้ยกอาหารจานสุดท้ายออกไปแล้ว ยาของพระชายาก็ถูกยกเข้ามา บนถาดยังมีผลไม้เชื่อมชิ้นหนึ่งวางอยู่ในจานใบเล็ก ซูอันหนิงสูดหายใจลึกแล้วเป่าลมออกจากปากยาวๆ หลายครั้ง ราวกับกำลังปลุกใจตนเองก่อนจะต้องดื่มยาขมๆ
ตอนที่นางยกชามยาขึ้นแล้วหลับตาดื่ม จึงมองไม่เห็นดวงตาเปื้อนยิ้มของบุรุษที่นั่งฝั่งตรงข้าม
พอนางลดชามลง มือใหญ่ก็ยื่นมาดึงชามยาออกไป ทันใดนั้นผลไม้เชื่อมก็ถูกป้อนใส่ปาก รสหวานที่แทรกเข้ามาหลังความขมแทบทำให้น้ำตาของนางไหลซึมออกทางหางตาโดยไม่รู้ตัว
เมื่อลืมตาขึ้นใบหน้าที่ลอยอยู่ไม่ไกลทำให้ซูอันหนิงสะดุ้งถอย ไม่รู้ว่าจูเกาเซวียนขยับเข้ามาใกล้ขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไร!
“หายขมหรือยัง ไปเดินย่อยดีหรือไม่”
ซูอันหนิงยืดหลังตรง มองดวงตายิ้มได้คู่นั้นด้วยความหงุดหงิด
ไม่มีใครทำดีโดยไม่หวังผล...แอบไปชมดอกไม้กับสตรี พอถูกจับได้ก็มาทำกลบเกลื่อนหรือ
ในอกของซูอันหนิงคล้ายถูกหนามเกี่ยวเบาๆ ไม่เจ็บมากแต่เพียงพอให้แสบชา และหายใจติดขัด
“หม่อมฉันต้องตรวจบัญชี หวางเย่เดินเล่นตามสบายเถิดเพคะ” พูดจบนางก็ลุกขึ้น ยอบกายเคารพแล้วจึงเดินไปทางห้องอุ่น
ใบหน้าของฮั่นอ๋องแข็งค้าง...แทนตัวเองว่า ‘หม่อมฉัน’ จู่ๆ ก็พูดจาห่างเหินเพียงนี้
安 (อัน) แปลว่า ความสงบปลอดภัย安宁 (อันหนิง) แปลว่า ชีวิตสงบ ไม่มีเรื่องเดือดร้อน ใจเป็นสุข