ย้อนกาลมาสานวาสนารักกับท่านอ๋อง 苏王妃

    ตอนที่ 40.1 เปิดเปลือยความรู้สึก


     

    ยามที่แสงเมฆยามเย็นแตะยอดหลังคาทางทิศตะวันตก ฮั่นอ๋องถึงได้กลับจวนมาพร้อมกล่องไม้จันทน์แกะสลักใบหนึ่ง เขามองดูโคมแดง และอักษรมงคลที่ประตู เห็นบรรยากาศรื่นเริงรับปีใหม่ที่กำลังมาเยือน จวนยิ่งดูเหมือนบ้านเข้าไปทุกที

    บ่าวไพร่ทำหน้าที่ของตนเอง โดยที่ไม่มีใครมาวุ่นวายขอให้เขาตัดสินใจ ชายหนุ่มเพิ่งจะตระหนักว่าเขาไม่ต้องรำคาญใจกับกิจธุระในเรือนมานานแล้ว

    เขารีบเดินไปทางเรือนชั้นใน ครั้นเดินผ่านโถงหน้า ก็เห็นกล่องไม้สนลงรักเคลือบเงาขนาดใหญ่วางอยู่ ชายหนุ่มหยุดเดินหันไปถามบ่าวที่กำลังยกของมาวาง

    “นี่คืออะไรหรือ”

    หลีจิ่นกงกงกำลังตรวจนับของกับเทียบของขวัญหันมารายงาน “เรียนหวางเย่ กล่องพวกนี้หวางเฟยให้ยกมาวางที่นี่รอหวางเย่นำเข้าวังพรุ่งนี้พ่ะย่ะค่ะ”

    จูเกาเซวียนขยับเข้าไปมองใกล้ๆ หลีจิ่นกงกงประคองเทียบส่งให้ “นี่คือเทียบของขวัญพ่ะย่ะค่ะ หวางเย่ลองตรวจดู หากไม่พอพระทัย กระหม่อมจะได้เลือกของในห้องคลังมาแทน”

    มุมปากที่ละไมด้วยรอยยิ้มหุบลง สายตาที่มองหลีจิ่นกงกงเต็มไปด้วยความไม่พอใจ ตอนรับเทียบมาอ่านจึงออกมาแรงมากกว่าปกติ พอเห็นรายการของขวัญดวงตาจึงค่อยๆ อ่อนโยนลงอีก

    “นำของที่หวางเฟยเตรียมขึ้นรถม้าส่งเข้าวังในวันพรุ่งนี้” เขายื่นเทียบคืน เอ่ยด้วยเสียงเน้นหนัก “ไม่ต้องลด หรือเพิ่มอะไรทั้งนั้น”

    หลีจิ่นกงกงรับเทียบมาแล้วโค้งกายต่ำรับบัญชา จูเกาเซวียนมองเขานานกว่าปกติเล็กน้อย ก่อนจะเดินไปทางเรือนชั้นใน

     

    ฮั่นอ๋องเดินมาถึงเรือนบรรทมหลักก็เห็นเงาร่างจากแสงตะเกียงหลายสายเคลื่อนไหววูบวาบอยู่ภายในห้อง เสียงซูอันหนิงดังลอดออกมาจากข้างในราวกับเป็นเสียงเร่งเร้าให้เขาเดินเร็วขึ้น

    “ติดตรงประตู...สูงขึ้นอีกนิด”

    “นั่นเอียงแล้วๆ”

    “หวางเฟยเพคะ บ่าวติดไม่ถึง”

    เสียงหัวเราะของสตรีดังขึ้นอย่างเบิกบาน ราวกับเสียงนกขมิ้นในฤดูใบไม้ผลิ จูเกาเซวียนเผลอยิ้มขณะเคาะประตูเบาๆ

    ในห้องเงียบไปนานกว่าสาวใช้จะเปิดประตูรับ สตรีผู้เป็นประมุขของเรือนหลังนั่งอยู่บนเก้าอี้กลางห้องมองตรงมาทางเขานิ่ง ทั้งคู่ไม่ได้เอ่ยคำพูดต่อกัน ราวกับไม่รู้จะสรรหาคำใดมาทักทาย

    ฮั่นอ๋องกลับมานอนข้างกายพระชายาทุกคืน แต่กลับไม่ได้สนทนากันสักคำ ยามนี้เขายังรู้สึกผิดลึกๆ ที่ปล่อยให้นางต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว เขาถอนสายตากลับหันไปมองกระดาษอักษรสีชาดในมือเฉินหลิง “ส่งมา ข้าติดให้เอง”

    เฉินหลิงประคองกระดาษแดงเขียนอักษร ‘อัน’ [1] ส่งให้ ชายหนุ่มก้มลงอ่าน ในอกเหมือนถูกบางอย่างวิ่งชน

    นามของนางคือ ‘อันหนิง’ [2] สิ่งที่นางต้องการก็คือ ‘อัน’

    เรียบง่ายเพียงนี้ ภรรยาของเขาไม่ได้ต้องการลาภยศ ไม่ได้ต้องการอำนาจสูงศักดิ์ แค่เพียงได้อยู่อย่างสงบและปลอดภัย

    จูเกาเซวียนมองอักษรแดงมงคลเนิ่นนาน กระทั่งมีเสียงถามดังเบาๆ เขาถึงได้เงยหน้าขึ้น

    “อักษรนี้ไม่ดีหรือ หม่อมฉันเลือกมาเยอะมาก ท่านลองดูบนโต๊ะสิ หากไม่ชอบจะเปลี่ยนเป็นแบบอื่นก็ได้”

    ชายหนุ่มยิ้มบางๆ เขาไม่พูดอะไร เพียงหันไปติดอักษร ‘อัน’ บนประตูด้านใน ณ ตำแหน่งที่ไม่ว่าหันมามองยามใดก็จะเห็นได้อย่างชัดเจน จากนั้นก็ติดกลอนคู่เล็กและรูปภาพมงคลอีกไม่กี่จุดก็เรียบร้อย

    สองสามีภรรยาเพิ่งได้ร่วมโต๊ะอาหารหลังจากคลาดกันมาหลายวัน เห็นบรรยากาศระหว่างเจ้านายทั้งสองคล้ายต่างฝ่ายต่างมีเรื่องในใจ หม่าหมัวมัวจึงพาสาวใช้ออกไปจากห้อง

    ความเงียบภายในห้องทำให้ทั้งคู่เริ่มประหม่า ฮั่นอ๋องจึงเอ่ยพูดขึ้นมาเพียงประโยคเดียว

    “เอ่อ...ทานข้าวกันเถิด”

    พอจะจับตะเกียบ ซูอันหนิงก็ยกมือขึ้นเป็นเชิงห้าม “รอก่อนเพคะ หม่อมฉันมีเรื่องจะพูด”

    ฮั่นอ๋องบีบตะเกียบแน่น เขาอยากเอ่ยปากขัดนางเหมือนเคย นางจะได้ไม่ต้องพูดถึงเรื่องแยกกันอยู่อีก แต่นานแล้วที่พวกเขาไม่ได้คุยกันดีๆ ลำคอของเขาจึงตีบตันจนพูดอะไรไม่ออก

    ซูอันหนิงเห็นอีกฝ่ายนิ่งแล้วจึงเอ่ยต่อ “ข้าไม่อาจไปร่วมงานเลี้ยงผ่านปีในวันพรุ่งนี้ได้ จึงได้ทำของขวัญส่งไปแทน หวางเย่ช่วย...”

    “ได้” จูเกาเซวียนโล่งใจจนโพล่งออกมาก่อนที่นางจะพูดจบ “ข้าเขียนฎีกาไว้แล้ว ส่วนของขวัญ... ในเมื่อหวางเฟยเตรียมไว้แล้ว ของที่เจ้าตั้งใจทำย่อมมีความหมายมากกว่า อาหนิงพักผ่อนอยู่ที่จวนให้สบายใจเถิด”

    ซูอันหนิงมีสีหน้าแปลกใจเล็กน้อย “ท่านเตรียมจะยื่นฎีกาตั้งแต่แรกแล้วหรือ”

    จูเกาเซวียนพยักหน้า เขาหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบกระดูกหมูตุ๋นรากบัวขึ้นมาใส่ชามนางพลางกล่าว “ข้าเตรียมไว้แล้ว เจ้าไม่แข็งแรงพอจะไปเฝ้าปีในที่หนาวๆ แบบนั้น เดิมตั้งใจให้เจ้าอยู่ที่จวนให้สบายใจ ของขวัญก็เลือกจากเอาจากห้องคลัง ไม่คิดว่าอันหนิงจะตรากตำทำของกำนัลไว้มากเพียงนั้น”

    เขายิ้มให้นางอย่างอ่อนโยน ยื่นปลายนิ้วดันชามไปหานาง “กินเสียเดี๋ยวจะเย็นก่อน”

    ซูอันหนิงกระพือขนตาเบาๆ นางไม่รู้มาก่อนว่าเขาเตรียมการเช่นนี้เพื่อนาง ยังคิดว่าจะต้องเกลี้ยกล่อมให้เขายื่นฎีกาให้เสียอีก

    หญิงสาวก้มหน้าลงหยิบตะเกียบขึ้นช้าๆ พอเริ่มกินจึงไม่ได้พูดอะไรกันอีก

    เมื่อก่อนบรรยากาศบนโต๊ะอาหารไม่ได้เงียบเพียงนี้ ต่อให้ยามโมโหโกรธากันเรื่องใดก็ยังมีคำพูดจิกกัดกันเบาๆ แต่หลังๆ มานี้ นับแต่เขาพูดว่ายามกินไม่พูด นางก็ไม่ชวนเขาคุยระหว่างกินข้าวอีก

    เพราะอะไรกันนะ...

    เมื่อก่อน เขาจะอยากแต่งสตรีนางใด นางก็ไม่ได้รู้สึกว้าวุ่นใจแม้แต่น้อย เหตุใดตอนนี้ความคับข้องใจถึคงได้เต็มท้องไปหมด

    ซูอันหนิงมองอาหารที่เขาคีบให้นางก็ยิ่งรู้สึกว่ามันประหลาด เขาเคยขยันคีบอาหารให้นางเช่นนี้ที่ใดกัน หรือว่า...กำลังทำดีหวังผล?

    จู่ๆ อาหารในปากก็ไร้รสชาติขึ้นมาเฉยๆ หัวคิ้วขมวดแทบชนกัน

    “ไม่ชอบหรือ เมื่อก่อนข้าเห็นเจ้าชอบกิน” จูเกาเซวียนเอ่ยอย่างระมัดระวัง

    ซูอันหนิงส่ายหน้าแล้วคีบรากบัวออกไปวางข้างจาน “รากบัวมีฤทธิ์เย็น ยามนี้ข้ากินมากไม่ได้”

    “เช่นนั้น ข้ากินเอง” ตะเกียบคู่หนึ่งยื่นมาคีบรากบัวกลับไป

    ซูอันหนิงแอบชำเลืองมอง ก็เห็นเขาทำหน้าเคร่งเครียดขณะเคี้ยวข้าว ยิ่งกินนางก็ยิ่งกลืนไม่ลงสุดท้ายจึงดื่มแค่ซุบบำรุง แต่ไม่รู้อะไรดลใจนางกันแน่ พอใกล้จะอิ่มนางก็เอ่ยถามออกไปด้วยเสียงเบาราวกับถามถึงดินฟ้าอากาศ

    “ท่านจะแต่งชายารองเมื่อไร”

    จูเกาเซวียนชะงักมือที่กำลังคีบเห็ดหอม แต่คีบอยู่นานก็คีบไม่ติด เขาจึงเลิกคีบหันไปมองสตรีตรงหน้าแทน

    เขาไม่รู้ว่าคำถามนี้มีที่มาอย่างไร นางถามเพื่ออะไร หรือถามด้วยอารมณ์แบบใด คำตอบของเขาจะกลายเป็นคำตัดสินอนาคตหรือไม่

    หากตอบว่าไม่รับ แล้วอนาคตจำเป็นต้องรับชายารองจะทำเช่นไร

    ฮั่นอ๋องวางตะเกียบแล้วหันไปยกน้ำชาขึ้นจิบ เขามองซูอันหนิงอีกครั้ง เห็นนางหยุดนิ่งรอฟังคำตอบ จึงประวิงเวลาต่อไปไม่ได้อีก สุดท้ายจึงตอบด้วยเสียงเบาลง “ข้าเพิ่งแต่งชายาเอกยังไม่ถึงปี ก็จะให้แต่งชายารองแล้วหรือ ไปฟังผู้ใดพูดมา”

    จูเกาเซวียนขยับตัว เฝ้ารอให้นางโวยวาย เอ่ยคำพูดกระแนะกระแหนเขาเช่นที่เคยทำมา แต่รออยู่นานก็ยังไม่มี...

    ในอกของเขาหวิวขึ้นมาวูบหนึ่ง นางไม่โต้เถียงเป็นเรื่องดี แต่เหตุใดใจเขาจึงไม่สบายใจกันนะ

    ชายหนุ่มมองสตรีที่นั่งฝั่งตรงข้ามด้วยใจที่ไม่สงบนัก นางเรียบร้อยว่าง่ายราวกับเปลี่ยนเป็นคนละคน

    ที่ผ่านมา... หากเอ่ยถึงสตรีอื่น นางต้องเหน็บแนมข้าสักคำไม่ใช่หรือ เหตุใดจึงไม่สักคำบ่นเลยเล่า

    จูเกาเซวียนลอบมองนางไม่วางตา ก็เห็นนางกินอาหารต่อไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทว่าดวงตาของนางกลับหม่นมัวไร้ประกาย

     

    สาวใช้ยกอาหารจานสุดท้ายออกไปแล้ว ยาของพระชายาก็ถูกยกเข้ามา บนถาดยังมีผลไม้เชื่อมชิ้นหนึ่งวางอยู่ในจานใบเล็ก ซูอันหนิงสูดหายใจลึกแล้วเป่าลมออกจากปากยาวๆ หลายครั้ง ราวกับกำลังปลุกใจตนเองก่อนจะต้องดื่มยาขมๆ

    ตอนที่นางยกชามยาขึ้นแล้วหลับตาดื่ม จึงมองไม่เห็นดวงตาเปื้อนยิ้มของบุรุษที่นั่งฝั่งตรงข้าม

    พอนางลดชามลง มือใหญ่ก็ยื่นมาดึงชามยาออกไป ทันใดนั้นผลไม้เชื่อมก็ถูกป้อนใส่ปาก รสหวานที่แทรกเข้ามาหลังความขมแทบทำให้น้ำตาของนางไหลซึมออกทางหางตาโดยไม่รู้ตัว

    เมื่อลืมตาขึ้นใบหน้าที่ลอยอยู่ไม่ไกลทำให้ซูอันหนิงสะดุ้งถอย ไม่รู้ว่าจูเกาเซวียนขยับเข้ามาใกล้ขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไร!

    “หายขมหรือยัง ไปเดินย่อยดีหรือไม่”

    ซูอันหนิงยืดหลังตรง มองดวงตายิ้มได้คู่นั้นด้วยความหงุดหงิด

    ไม่มีใครทำดีโดยไม่หวังผล...แอบไปชมดอกไม้กับสตรี พอถูกจับได้ก็มาทำกลบเกลื่อนหรือ

    ในอกของซูอันหนิงคล้ายถูกหนามเกี่ยวเบาๆ ไม่เจ็บมากแต่เพียงพอให้แสบชา และหายใจติดขัด

    “หม่อมฉันต้องตรวจบัญชี หวางเย่เดินเล่นตามสบายเถิดเพคะ” พูดจบนางก็ลุกขึ้น ยอบกายเคารพแล้วจึงเดินไปทางห้องอุ่น

    ใบหน้าของฮั่นอ๋องแข็งค้าง...แทนตัวเองว่า ‘หม่อมฉัน’ จู่ๆ ก็พูดจาห่างเหินเพียงนี้

     

    安 (อัน) แปลว่า ความสงบปลอดภัย安宁 (อันหนิง) แปลว่า ชีวิตสงบ ไม่มีเรื่องเดือดร้อน ใจเป็นสุข

     

    คล้ายกับเรื่องย้อนกาลมาสานวาสนารักกับท่านอ๋อง 苏王妃 ที่คุณอ่าน