ตอนที่ 5 ครอบครัวพร้อมหน้า (2)
เจี่ยนซื่อมาถึงศาลาลั่วเสวี่ยแต่เช้าตรู่ หลังเห็นท่าทางสดใสมีชีวิตชีวาของม่อเอ๋อร์ก็ลูบหน้าผากบุตรสาวอย่างรักใคร่ แววตาเปี่ยมล้นด้วยความอบอุ่นและห่วงใย “วันนี้เป็วันสำคัญที่เ้าจะได้เข้าร่วมวงศ์ตระกูล ประเดี๋ยวแม่จะพาเ้าไปนะ”
“เ้าค่ะ!”
เจี่ยนซื่อเห็นกิริยาน่ารักสดใสของเหยียนจื่อม่อแล้วเบิกบานใจยิ่งนัก จึงสั่งให้สาวใช้นำปิ่นประดับผมที่ตนเตรียมไว้ออกมา เหยียนจื่อม่อเห็นเครื่องประดับวิจิตรงดงามนั่นแล้ว พลันรู้สึกหัวเราะไม่ได้ร่ำไห้ไม่ออกอยู่บ้าง ชาติก่อนอีกฝ่ายก็ใส่ใจนางเช่นนี้ สุดท้ายนางกลับลงเอยด้วยการต้องแบกรับชื่อเสียงเน่าเหม็น
เนื่องจากท่านแม่มักแสดงความรักต่อนางอย่างลำเอียง ทำให้ไม่ว่าจะเป็ฮูหยินผู้เฒ่าหรือกระทั่งบิดาของนางต่างไม่เห็นด้วยอยู่บ่อยครั้ง ถึงอย่างไรเหยียนจื่อหลิงก็คือบุตรสาวที่แท้จริงในสายตาพวกเขา ทั้งยังเป็หน้าเป็ตาของตระกูลเหยียน ทว่าเจี่ยนซื่อกลับฟังเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาไปทั้งอย่างนั้น
เมื่อมาถึงเรือนชิงจู๋ เด็กชายสามคนซึ่งยังไม่โตเต็มที่และเหยียนจื่อหลิงมานั่งรอที่โต๊ะอาหารก่อนแล้ว ยามพวกเขาเห็นเจี่ยนซื่อจูงเหยียนจื่อม่อเข้ามา ดวงตาทุกคู่กลอกตามองอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะบุตรคนที่เจ็ดเหยียนจื่ออวี้ แววตาเยาว์วัยแทบเผยอารมณ์อย่างชัดเจน
เจี่ยนซื่อมองบุตรชายทั้งสาม ก่อนจะหยุดสายตาที่เหยียนจื่อหลิงเล็กน้อย ทว่าครู่ต่อมาเบนไปยังเหยียนจื่อม่อ “นี่คือพี่หญิงห้าของพวกเ้า หลังจากนี้ก็สนิทกันไว้นะ”
“สวัสดีพี่หญิงห้า!”
บุตรคนที่สี่และห้าเป็ฝาแฝด แม้ทั้งสองอายุยังไม่ถึงสิบปี แต่แขนขาน้อยๆ เริ่มมีเค้าความเป็ผู้ใหญ่บ้างแล้ว เหยียนจื่อม่อพอจะเห็นเงาของท่านเหยียนโหวจากพวกเขาอยู่บ้าง
“สวัสดี!”
ชาติที่แล้วนางกับฝาแฝดคู่นี้รวมถึงเ้าก้อนเนื้อข้างๆ ไม่ได้ใกล้ชิดสนิทสนมกันสักนิด ไม่ใช่เพียงเพราะไร้ความผูกพันกันแต่เล็กจนโต แต่ยังเป็เพราะความรักลำเอียงของเจี่ยนซื่อ นางจึงค่อยๆ ถูกหมางเมินทีละน้อย
“ม่อเอ๋อร์ นี่คือพี่หญิงสี่ของเ้า เมื่อวานนี้พวกเ้าพบหน้ากันแล้ว”
“สวัสดีพี่หญิงสี่!”
เหยียนจื่อม่อยกมุมปากคลี่ยิ้มละมุนละไม ดวงตาพร่างพราวราวแสงดาราพาให้คนอดเอ็นดูไม่ได้ เหยียนจื่อหลิงกำนิ้วใต้แขนเสื้อแน่นก่อนเอ่ยยิ้มๆ “พี่น้องกันทั้งนั้น ไม่ต้องมากพิธีไปหรอก”
มื้ออาหารเช้าควรดำเนินไปอย่างกลมเกลียว ทว่าเจี่ยนซื่อที่เหมือนจะวางตัวเป็กลาง สุดท้ายหัวใจกลับยังเอนเอียง หากมองจากภายนอกอาจดูเหมือนว่านางดูแลทุกคนอย่างเท่าเทียม แต่ท่าทีที่มีต่อเหยียนจื่อม่อบนโต๊ะอาหารกลับอธิบายทุกสิ่งได้อย่างชัดเจน
เห็นชัดว่าฝาแฝดเหยียนจื่ออี้กับเหยียนจื่อเยี่ยฉลาดวางตัวมากกว่า ส่วนบรรพบุรุษน้อยอย่างเหยียนจื่ออวี้กลับรู้สึกเหมือนถูกผู้มาใหม่ขโมยความสำคัญของตนไป “ท่านแม่ ข้าอยากให้ท่านคีบอาหารให้ข้าเหมือนกันนะ”
“ได้สิ!”
เจี่ยนซื่อจนปัญญา ทำได้เพียงคีบกับข้าวให้ทุกคนบนโต๊ะ เหยียนจื่ออวี้แลบลิ้นปลิ้นตาให้เหยียนจื่อม่อ แต่น่าเสียดายที่นางหาได้สนใจสักนิดไม่ เพียงกินข้าวในชามต่อไป
คนตระกูลเหยียนที่เกลียดเหยียนจื่อม่อที่สุดในชาติก่อน เหยียนจื่อหลิงเป็อันดับหนึ่ง ส่วนเ้าก้อนเนื้อน้อยนี่คืออันดับสอง และยังเป็ทายาทชายเพียงคนเดียวของตระกูลเหยียนที่รอดชีวิตจากภัยร้ายมาได้
กาลก่อนยามนางมีอำนาจในมือ นางไม่ได้สนใจเขามากนักเพราะเห็นแก่หน้าท่านแม่ แต่อีกฝ่ายกลับหาเื่สารพัดมุ่งเป้ามาที่นาง ท้ายที่สุดเมื่อถูก ‘คนผู้นั้น’ สั่งสอนจึงยอมสงบท่าทีลงบ้าง
“นี่ ไยเ้าถึงกินมากมายเพียงนั้น ไม่ได้กินข้าวมากี่ปีแล้วกันน่ะ!”
“สิบสามปี”
วาจาของเหยียนจื่ออวี้ไม่ได้ทำให้เหยียนจื่อม่ออับอายอะไรมากมาย นางไม่ได้กินอาหารเลิศรสเช่นนี้มาสิบสามปีจริงๆ ทุกครั้งที่ได้เห็นเมล็ดข้าวจึงรู้สึกราวกับได้รับพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นจากฮ่องเต้ สำหรับนาง น้ำแกงจืดชืดของหมู่บ้านชิงสุ่ยต่างหากที่เป็ของประทังชีวิตที่คุ้นเคย
“เหยียนจื่ออวี้ ขอโทษพี่หญิงเ้าเสีย”
“ข้าไม่ผิดนะ! นางกินอย่างกับผีหิวโหยกลับชาติมาเกิด ข้าผิดที่ไหนเล่า”
เหยียนจื่ออวี้ไม่เคยได้ยินเจี่ยนซื่อขึ้นเสียงใส่เช่นนี้มาก่อน จิตใจพลันปั่นป่วน นับแต่สตรีผู้นี้เข้ามา ท่านแม่ก็ไม่สนใจไยดีตนเลย
เมื่อเห็นเจี่ยนซื่อกำลังมีโทสะ เหยียนจื่อหลิงที่อยู่ข้างๆ รีบลุกขึ้นแล้วเข้าไปจับมารดาเอาไว้ “ท่านแม่ น้องชายยังเด็กนัก เื่เช่นนี้ต้องค่อยเป็ค่อยไป จะรีบร้อนไม่ได้นะเ้าคะ”