อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก

    บทที่ 32 ลงทะเบียน

    บทที่ 32 ลงทะเบียน

     

    “สวัสดีค่ะ นักเรียนใหม่จู สำหรับการลงทะเบียนเป็นนักเรียนใหม่ของสถาบันนั้นไม่ได้มีขั้นตอนอะไรยุ่งยาก ขอให้นักเรียนจูนำสายรัดข้อมือประจำตัวมาแตะที่แท่นตรวจสอบนี้ หลังจากนั้นจะมีเวลาให้นักเรียนจูเลือกวิชาเรียน 1 ชั่วโมง หากมีวิชาเรียนอยู่ในใจแล้วสามารถเลือกลงทะเบียนได้เลย เมื่อแล้วเสร็จก็จะเลือกห้องพักของตนเองได้ค่ะ”

                

    พนักงานสาวอธิบายอย่างอารมณ์ดี สีหน้าของเธอสดใสเปล่งประกาย ไม่เหมือนคนที่หงุดหงิดใส่ซูหยวนแล้วบอกว่ากำลังยุ่งอยู่เลยแม้แต่น้อย

                

    นักเรียนใหม่โดยรอบเห็นภาพนี้ รวมทั้งก่อนหน้าที่จูหลิวหลี่จะเข้ามาด้วย หมายความว่าพวกเขากำลังจับจ้องว่านักเรียนใหม่ที่ดูยากไร้ด้านหลังจะแสดงออกอย่างไรเมื่อเห็นว่าตนเองกำลังถูกแซงคิวเช่นนี้ ซึ่งภาพที่พวกเขาคาดหวังก็คือนักเรียนใหม่กำลังโกรธจัด และอีกไม่นานจะต้องลุกมาเอาเรื่องกับพนักงานของสถาบัน รวมทั้งกลายเป็นขัดแย้งกับนักเรียนใหม่จูหลิวหลี่อย่างรุนแรง

                

    พวกเขารู้ว่าจูหลิวหลี่ผู้นี้ไม่ใช่ธรรมดา เธอเป็นคนจากเขตชั้นในได้ก็แปลว่าต้องเป็นลูกหลานของคนที่มีอำนาจ ยิ่งการวางตัวด้วยท่าทางโอ่อ่าของเธอก็ยิ่งเป็นการยืนยันได้อย่างดีว่าคนอย่างจูหลิวหลี่นั้นไม่จำเป็นต้องเกรงกลัวผู้ใด

                

    ในสถาบันนี้ นักเรียนส่วนใหญ่เป็นผู้อยู่อาศัยในเขตชั้นในทั้งนั้น มีน้อยมากที่มาจากเขตชั้นกลาง และน้อยไปกว่าเดิมอีกสำหรับเขตชั้นนอก เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีปรากฏให้เห็นเลยว่าเด็กจากเขตชั้นนอกสามารถเข้ามาที่สถาบันนี้ได้ เว้นแต่พวกเขาจะได้รับการสนับสนุนจากตระกูลใหญ่หรือองค์กรบางอย่างจนทำให้เข้ามาที่สถาบันได้นั่นแหละ

                

    เพราะแบบนั้น นักเรียนจากเขตชั้นนอกจึงแทบจะไม่ได้รับการยอมรับ ส่วนใหญ่ผู้คนจะเรียกพวกเขาว่า “พวกผู้รับใช้” โดยความหมายก็ตามชื่อที่เรียกนั่นแหละ เด็กที่ได้รับโอกาสจากตระกูลใหญ่หรือองค์กรใหญ่ พวกเขาล้วนแต่จะกลายเป็นผู้รับใช้ของตระกูลใหญ่ในอนาคต การเรียกว่าเป็นผู้รับใช้ก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร

                

    นอกจากนี้ สถานะของพวกเขาก็แค่ “ว่าที่” ผู้รับใช้เท่านั้นด้วย จะเรียนจบจากสถาบันนี้ได้หรือไม่ จะเอาชีวิตรอดกลับไปได้หรือเปล่าก็ยังไม่มีใครรู้ ดังนั้นสถานะของพวกเขาก็ยิ่งต่ำมากกว่าเดิมอีก ขนาดว่าพนักงานของสถาบันก็คร้านที่จะสนใจพวกเขา

                

    เมื่อเห็นสายตาของผู้คนที่มองมา จูหลิวหลี่ก็แสยะยิ้มบางๆก่อนหายไป แน่นอนว่าเธอเองก็ได้เห็นการแสดงออกของพนักงานสถาบันที่เมินเฉยต่อนักเรียนใหม่จากเขตชั้นนอกแล้ว ไม่อย่างนั้นจะสร้างจังหวะที่แสนบังเอิญนี้ได้อย่างไร ที่จูหลิวหลี่เข้ามาต่อแถวเดียวกับอันซูหยวน ทั้งหมดก็เพื่อตอกย้ำให้ทางนั้นรู้สถานะของตนเองว่าอยู่ในระดับไหน

                

    เหอะ! จะเข้าเรียนในสถาบันนักล่างั้นหรือ? ได้สิ....แต่ต้องรู้ว่าตนเองไม่คู่ควรที่จะมองรองเท้าของพวกเธอด้วยซ้ำ!

                

    ในอนาคต หากใช้ชีวิตด้วยความสงบเรียบร้อย บางทีอาจจะถูกมองว่าเป็นอากาศธาตุก็ได้ ทว่าหากทำตัวไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง เธอก็ไม่เบื่อที่จะสั่งสอนพวกไม่รู้ความเหล่านี้หรอกนะ

                

    จูหลิวหลี่มีอคติต่อพวกที่มาจากเขตชั้นกลางและเขตชั้นนอกอยู่ก่อนแล้ว สาเหตุหลักๆเป็นเพราะบิดาของเธอกำลังหลงผู้หญิงจากเขตชั้นกลางหัวปักหัวปำ!

                

    ไอ้พวกคนจากเขตระดับล่างเหล่านี้เป็นพวกเจ้าเล่ห์แสนกล ใช้มารยาหลอกล่อบิดาของเธอจนทำให้ครอบครัวมีปัญหา จากที่อยู่กันอย่างมีความสุข พอมีมือที่สามเข้ามาวุ่นวาย บ้านที่อบอุ่นในความทรงจำก็เป็นเหมือนกับเตาไฟที่แผดเผา ดังนั้นทันทีที่เห็นผู้หญิงอย่างอันซูหยวน จูหลิวหลี่ก็อยากจะทำร้ายให้อีกฝ่ายหลาบจำ

                

    เธอคิดว่ามารดาของตนเองใจอ่อนเกินไปในครั้งแรก จับได้ว่าบิดาแอบนอกกายนอกใจก็ไม่ยอมทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน สุดท้ายทำให้ชู้รักมีสถานะขึ้นมาได้ กระทั่งบิดาพามาอยู่เขตชั้นในด้วยกัน เหอะ! แต่เธอไม่เหมือนกับมารดาหรอกนะ ก่อนที่จะมีใครกล้าแสดงความอวดดีต่อเธอ เธอก็จะเหยียบมันให้จมดินไปเสียก่อน

                

    อันซูหยวนไม่ได้รู้ความคิดของคนอื่น เธอรู้แค่ว่าผู้คนที่นี่ดูแคลนเด็กๆจากเขตชั้นต่ำกว่าเป็นเรื่องปกติ ก่อนหน้านี้เธอเองก็เป็นแค่ลูกสาวของคนเก็บขยะจากเขตชั้นนอกเท่านั้น การได้รับโอกาสให้เข้ามาเรียนอยู่กับพวกเขา ด้วยวัยเท่านี้จะเกิดการต่อต้านเป็นเรื่องธรรมดา

                

    ซูหยวนเคยเรียนชั้นมัธยมและมหาวิทยาลัยมาก่อน รู้ดีว่าเด็กๆช่วงวัยรุ่นนั้นมีนิสัยเช่นไร ดีเกินไปเท่ากับไม่ชอบ เลวเกินไปเท่ากับรังเกียจ อยู่เฉยเกินไปก็กลายเป็นเป้าเล่นสนุก ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน...ทุกคนล้วนแต่มีเรื่องที่ต้องหาทางเดินให้กับตนเอง จุดนี้จึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตของเด็กๆมากมาย

                

    บางคนเพื่อให้รอดพ้นจากการถูกรังแก ยอมกลายเป็นหนึ่งในผู้รังแกคนอื่น และปั้นแต่งนิสัยของตนเองให้เข้ากับพวกพ้อง สุดท้ายถูกตราหน้าว่าเป็นนักเรียนนักเลงจนจบการศึกษา กว่าจะรู้ตัวว่าถอยหลังกลับไม่ได้แล้วก็สายเกินไป หรือบางคน...ก็กลายเป็นคนที่เข้มแข็งมากขึ้นเพื่อปกป้องตนเอง เรื่องนี้นับว่าดีไป กระนั้น....กลุ่มคนเหล่านี้ถือเป็นส่วนน้อยในสังคม

                

    แต่...อันซูหยวนก็คือส่วนน้อยที่ว่านั่น

                

    เธอไม่ได้แข็งแกร่งมาตั้งแต่แรก นิสัยของซูหยวนเป็นพวกเจ้าระเบียบและต้องบอกว่าเธอรู้ว่าตนเองเป็นคนเรียนดีคนหนึ่ง ทว่านิสัยที่ขยันเรียนของเธอก็กลายเป็นปัญหา เธอเรียนของตนเองไม่เท่าไร แต่ดันใจดีไม่ชอบปฏิเสธคนอื่นด้วยนี่แหละที่เรียกว่าเป็นปัญหาอย่างแท้จริง

                

    กว่าจะทำลายนิสัยเดิมของตนเองทิ้งไปแล้วกลายเป็นคนเข้มงวดกับตนและสังคมเช่นนี้ ถือว่าเจ็บปวดมาไม่น้อย ถึงอย่างนั้นก็คุ้มค่าที่ได้เปลี่ยนแปลงตนเองล่ะนะ

     

    “ฉันเลือกมาพร้อมตั้งแต่อยู่ที่บ้านแล้ว ว่าแต่....ตอนนี้แถวว่างอยู่แน่ใช่ไหมคะ ฉันเห็นนักเรียนใหม่คนนั้นกำลังนั่งรออยู่ ไม่ทราบว่าฉันได้ทำอะไรที่ผิดพลาดไปหรือเปล่า” 

     

    จูหลิวหลี่รอให้ซูหยวนแสดงอาการเป็นเวลานาน แต่อีกฝ่ายก็ยังเงียบอยู่อย่างนั้น สุดท้ายเป็นเธอเองที่ต้องเอ่ยขึ้นมาก่อน หวังว่าจะเป็นการเร่งปฏิกิริยาของเด็กสาวจากเขตชั้นนอก

                

    พนักงานสาวคล้ายกับว่าจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเธอไล่ให้นักเรียนใหม่จากเขตชั้นนอกไปรออยู่ตรงนั้น เมื่อจูหลิวหลี่พูดถึง เธอก็เพิ่งจะนึกขึ้นได้ แต่แล้วอย่างไรล่ะ? จำได้ว่ามีนักเรียนคนหนึ่งรออยู่ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องให้ความสำคัญเสียหน่อย

     

    “นักเรียนใหม่จูเข้ามาในเวลาที่ถูกต้อง ดังนั้นไม่ถือว่าเป็นการทำผิดอะไรค่ะ ในเมื่อเลือกรายละเอียดที่จะใช้ลงทะเบียนเอาไว้แล้ว อย่างนั้นฉันก็จะเริ่มดำเนินการให้นะคะ” พนักงานสาวกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ แถมเหตุผลของเธอก็คล้ายว่าจะเป็นการตำหนิซูหยวนที่เข้ามาวุ่นวายในขณะที่เธอกำลังติดงานยุ่งด้วย

                

    ซูหยวนไม่ได้พูดอะไร เธอยังคงเงียบอยู่เหมือนกับก่อนหน้านี้ ท่าทางไม่ทุกข์ไม่ร้อน คล้ายกับว่าไม่ได้ยินคำพูดของจูหลิวหลี่และพนักงานของสถาบันด้วยซ้ำ

                

    แน่นอนว่าไม่ใช่ซูหยวนไม่ได้ยิน ทว่าการที่เธอได้มารออยู่ด้านหลังก็ทำให้รู้ข้อมูลเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน อย่างแรกคือเธอไม่รู้มาก่อนว่าหลังจากเข้ามาลงทะเบียนแล้วจะต้องเลือกวิชาเรียนภายใน 1 ชั่วโมง อาจจะเพราะเรื่องนี้นักเรียนใหม่รู้ดีกันอยู่แล้วก็เป็นได้ พวกเขาอาศัยในเขตชั้นใน มีสิ่งใดที่ไม่รู้เรื่องบ้าง ไม่น่าแปลกใจที่ไม่มีข้อมูลเล็กๆน้อยๆนี้ในกระทู้ถามตอบของสถาบัน

                

    จริงอยู่ที่ว่าเธอมีวิชาเรียนในใจแล้ว นอกจากวิชาพื้นฐานที่ต้องลงทะเบียน 3 วิชา ซูหยวนต้องเลือกอีก 2 วิชาเพื่อให้ครบ 5 วิชาต่อภาคการศึกษาที่สถาบันกำหนด สามวิชาแรกมี “วิชาพื้นฐานนักล่า” “วิชาจัดการกับสัตว์กลายพันธุ์พื้นฐาน” และ “วิชาประวัติความเป็นมาของการกลายพันธุ์” โดยวิชาทั้งสามนี้เป็นพื้นฐานที่ต้องรู้ ทว่าใช้ได้จริงกับการล่าหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนแล้ว

                

    ส่วนใหญ่วิชาพื้นฐานนักล่าก็เป็นแค่ทฤษฎีเหมือนกับวิชาจัดการกับสัตว์กลายพันธุ์พื้นฐาน ยิ่งวิชาประวัติความเป็นมาที่พูดเกี่ยวกับเรื่องราวในอดีตยิ่งไม่ได้ให้ประโยชน์ใดๆในการเก็บเกี่ยวทรัพยากรเลย ก็แค่เป็นการส่งต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้รุ่นลูกรุ่นหลานเข้าใจก็เท่านั้น

                

    บางคนกล่าวถึงวิชานี้ว่าเป็นวิชากระตุ้นความเพ้อฝัน เนื่องจากเนื้อหาจะพูดถึงอารยะธรรมของมนุษย์ก่อนเกิดการกลายพันธุ์ ความเป็นอยู่ที่แสนวิเศษที่ถูกถ่ายทอดออกมา ซึ่งส่วนใหญ่ผู้คนจะไม่ค่อยเชื่อว่าเคยมียุครุ่งเรืองเช่นนั้นจริง บางคนกลับสร้างความฝันขึ้นมา ประกาศว่าตนเองจะเป็นคนจัดการสัตว์กลายพันธุ์เหล่านี้ให้หมด ทำลายต้นตอของสารพิษแล้วก็ทำให้โลกกลับไปเป็นเหมือนกับก่อนหน้านี้

                

    เพราะแบบนั้น ผู้คนจำนวนหนึ่งจึงเรียกมันว่า “วิชากระตุ้นความเพ้อฝัน” อย่างไรล่ะ

                

    ซูหยวนผู้มาจากโลกที่เต็มไปด้วยความเพ้อฝันนี้ก็ยังคิดเหมือนกัน หากตนเองไม่ได้ผ่านมาก่อน เธออาจจะคิดว่าที่ผ่านมาเป็นแค่เรื่องเพ้อฝันของเธอก็ได้ ดีที่ยังมีฟาร์มติดตัวมาด้วย อาหารดีๆเหล่านั้นยังทำให้ซูหยวนไม่เคยลืมว่าก่อนหน้านี้ชีวิตของเธอดีมากแค่ไหน

                

    จากทั้งสามวิชาที่บังคับเรียน มีอีกสองวิชาที่ซูหยวนเลือกเอาไว้ หนึ่งก็คือ “วิชาการใช้หอกพื้นฐาน” และสองก็คือ “วิชาใช้ธนูพื้นฐาน” โดยชั้นปีแรกจะมีบทเรียนพื้นฐานเท่านั้นให้เรียนรู้ หากซูหยวนสามารถผ่านทั้งสองวิชานี้ไปได้ เธอจึงจะสามารถเรียน “วิชาการใช้หอกขั้นต้น” และ “วิชาการใช้ธนูขั้นต้น” ในชั้นปีที่หนึ่งภาคสองได้

                

    การลงทะเบียนเช่นนี้ดูเหมือนจะง่ายและไม่มีอะไรซับซ้อน สนใจวิชาไหนก็ลงทะเบียนได้เลย แต่ในความเป็นจริงแล้วมันไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น 

               

    เบื้องหลังการลงทะเบียนในแต่ละครั้ง มีเรื่องที่ต้องพิจารณาร่วมอยู่ด้วย อย่างแรกก็คือการที่เลือกลงทะเบียนเรียนในปีแรก ส่วนใหญ่จะเป็นวิชาพื้นฐานทั้งนั้น ซึ่งภาคสองจะเป็นวิชาขั้นต้น แล้วยังมีต่ออีกเป็นสิบขั้น พูดให้ถูกก็คือ....หากลงทะเบียนตัวแรกผิดพลาดไป การจะเริ่มต้นใหม่ในภาคสองนั้นกลับกลายเป็นว่าจะทำให้ช้าไปแล้ว และไม่สามารถจบทุกวิชาในสายวิชานั้นๆได้

                

    หรือก็คือ...ถ้าไม่ผ่านวิชาพื้นฐานก็จะลงวิชาขั้นต้นไม่ได้ ถ้าไม่ผ่านวิชาขั้นต้นก็จะลงวิชาขั้นกลางไม่ได้ การลงวิชาเรียนมีผลสืบเนื่องเช่นนี้ หากเป็นนักเรียนจากเขตชั้นกลางเขตชั้นนอกที่ไม่รู้ว่าตนเองถนัดการต่อสู้แบบไหน พวกเขาก็จะเสียโอกาสนี้ไปทันที

                

    ต่างกับนักเรียนจากเขตชั้นใน พวกเขาถูกฝึกฝนมาโดยตระกูลแล้ว ย่อมรู้ว่าความสามารถของตนเองเหมาะกับการโจมตีแบบไหน เป็นวิธีการต่อสู้ประเภทใด ดังนั้นเมื่อลงทะเบียนเรียนก็ทำได้อย่างถูกต้องตั้งแต่ครั้งแรกนั่นเอง

                

    ซูหยวนต้องการเลือกลงวิชาการใช้อาวุธถึงสองชนิด ปกติแล้วก็ไม่มีคนทำเช่นนี้มากนัก แม้แต่จูหลิวหลี่ก็ยังเลือกลงวิชาการต่อสู้ด้วยอาวุธหนึ่งวิชา และอีกวิชาก็เป็นการต่อสู้ด้วยมือเปล่า คนอื่นๆก็อาจจะลงวิชาจำพวกเทคนิคลับอื่นๆ 

     

    มีบางคนเลือกลงวิชาประเภทเล่นแร่แปรธาตุเอาไว้บ้างด้วยเช่นกัน เนื่องจากหลายครั้งพวกเขาจะต้องเข้าไปพื้นที่ล่าเป็นเวลานาน หากไม่รู้จักวิชาเล่นแร่แปรธาตุเอาไว้เลยจะทำให้ใช้ชีวิตในพื้นที่ล่าได้ยากลำบากมากขึ้น

                

    หญิงสาวเคยอ่านดูวิชาประเภทเล่นแร่แปรธาตุ มีหลายคนที่เลือกลงทะเบียนการ “เปลี่ยนเนื้อสัตว์กลายพันธุ์เป็นอาหาร” ด้วยซ้ำไป

                

    เพื่อจัดการกับพิษในเนื้อสัตว์กลายพันธุ์และสกัดเอาส่วนที่ทำเป็นอาหารมาได้ จำเป็นต้องมีเทคนิคเฉพาะสำหรับการจัดการด้วย ไม่อย่างนั้นอาจจะทำให้ตกตายได้อย่างง่ายดาย และถือเป็นเรื่องโง่เง่ามาก

                

    แน่นอนว่าซูหยวนก็สนใจวิชานี้ไม่น้อย เพียงแต่...ถ้าเทียบกันแล้ว เธอต้องการวิธีการต่อสู้มากกว่าวิธีการหาอาหาร นั่นเป็นเพราะซูหยวนไม่เคยกลัวที่จะอดตาย ตราบเท่าที่ฟาร์มอันซูหยวนผู้ร่ำรวยของเธอยังคงอยู่ อยากจะกินมากเท่าไรก็ได้ทั้งนั้น

                

    สุดท้ายแล้วจูหลิวหลี่เองก็ลงทะเบียนเพิ่มเติมเป็น “วิชาการใช้กระบี่พื้นฐาน” และ “วิชาพื้นฐานการสร้างที่พัก” ซึ่งทั้งสองวิชานี้เป็นวิชาที่จูหลิวหลี่เองต้องการพัฒนามากที่สุด วิชาการใช้กระบี่....นี่เป็นวิชาที่เธอต้องการฝึกฝนต่อจากที่เคยฝึกกับที่ตระกูลจู มีเทคนิคลับของตระกูลที่สืบทอดกันมาเพื่อให้การใช้กระบี่ก้าวหน้ากว่าคนอื่นๆ ด้วยความสามารถและความรู้นี้ ย่อมทำให้เธอกลายเป็นดาวเด่นในหมู่คนใช้กระบี่ได้แน่

                

    ส่วนวิชาพื้นฐานการสร้างที่พักนั้นเป็นวิชาที่นักเรียนหลายคนเลือกลงทะเบียน ไม่ใช่เพราะที่ตระกูลไม่มีสอน แต่การจะสอนวิธีการสร้างที่พักนั้นถือเป็นการเสียเวลาเกินไป อีกอย่างมันก็ไม่ใช่เรื่องยากมากนักที่จะทำความเข้าใจเกี่ยวกับมัน ดังนั้นแทนที่จะทำให้วิชาทางเลือกที่สองกลายเป็นปัญหาแล้วไปขัดขวางการฝึกวิชาการใช้กระบี่ การเลือกวิชาง่ายๆจึงเป็นสิ่งที่นักเรียนจากเขตชั้นในเลือกกัน

                

    หลังจากนี้ แปลว่าความสนใจของจูหลิวหลี่จะอยู่ที่การใช้กระบี่เท่านั้น ส่วนวิชาอื่นๆอีก 4 วิชาก็เป็นแค่การเข้าไปนั่งพักในแต่ละวันหลังการฝึกกระบี่

                

    ซูหยวนมองดูวิธีเลือกของพวกเขาแล้วก็ยอมรับว่าเป็นการตัดสินใจที่ดีเลย ถ้าเธอมีวิชาลับเหล่านั้นจากตระกูล ซูหยวนก็คงจะเลือกเหมือนกับที่จูหลิวหลี่เลือกนั่นแหละ น่าเสียดายที่เธอมีแค่ฟาร์มเท่านั้น ไม่มีเทคนิคลับเฉพาะอะไรเหมือนกับคนอื่นๆ ดังนั้นแทนที่จะเสียโควตาในการลงทะเบียนเรียนเทคนิคการต่อสู้ไป เธอจำเป็นต้องกอบโกยทั้งหมดให้ได้ก่อน

                

    หญิงสาวไม่ได้รีบร้อนที่จะกลายเป็นนักล่าเต็มตัว แม้ว่าเธอจะจบจากสถาบันนี้ไป ก็มีเวลาอีกมากที่จะพัฒนาทักษะที่ได้เรียนรู้มาให้ดีขึ้น เธอไม่ได้ตั้งใจจะเปลี่ยนตนเองให้กลายเป็นอัจฉริยะและเป็นนักล่าที่สมบูรณ์แบบตั้งแต่อยู่ในสถาบันเสียหน่อย การได้เข้ามาที่นี่ถือเป็นการเปิดโอกาสให้กับตนเองก็เท่านั้น

                

    หลังจากที่จูหลิวหลี่ลงทะเบียนวิชาเรียนเสร็จแล้ว เธอก็เลือกห้องพักต่อไป หญิงสาวนัดหมายกับพวกพ้องเอาไว้แล้วว่าจะเลือกลงอยู่ร่วมห้องกัน ทว่า....หนึ่งห้องพักต้องอาศัยอยู่ 4 คน แต่จูหลิวหลี่มีเพียง 3 คนเท่านั้น ขาดอีกหนึ่งคนที่จะทำให้ห้องพักเต็ม สุดท้ายจูหลิวหลี่ไม่รู้คิดอะไรอยู่กันแน่ หญิงสาวก็หันมาหาอันซูหยวนเสียอย่างนั้น

                

    นิ้วเรียวของเธอชี้มายังร่างเล็กๆของอันซูหยวนก่อนจะเอ่ยคำสั่งที่ไม่คิดจะให้อีกฝ่ายปฏิเสธ

     

    “เธอ....จงมาลงทะเบียนห้องพักเดียวกับพวกฉัน”

     

    ……………………………………

    คล้ายกับเรื่องอันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก ที่คุณอ่าน