หมอหญิงอัคคี

    ตอนที่ 60 สารลับ

    วันนี้เฟยเจินพานกเหยี่ยวไปกักตนตั้งแต่เช้า ส่วนหมอจงนั้นตั้งแต่กลับจากไปพบท่านจินก็เอาแต่ขลุกตัวอ่านตำราอยู่ในห้อง มีเพียงบางครั้งที่โผล่หน้าออกมายืนสูดอากาศ แล้วก็กลับเข้าไปในห้องอ่านตำราต่อ


    กระทั่งตอนเย็นราชครูเฉิงมาขอพบหมอจง เพื่อเร่งหมอจงไปทำงานที่จวนของราชครู เพราะเรือนทำงานที่ราชครูจัดเตรียมไว้ให้นั้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว หมอจงตอบราชครูเฉิงว่าเขาจะไปที่จวนของราชครูภายในคืนนี้ แต่มีข้อแม้สองข้อที่ต้องการคือ หนึ่งห้ามให้ใครเข้าไปในเรือนทำงานของเขาโดยไม่ได้รับอนุญาตเด็ดขาด และข้อสองเขาไม่รับแขก ไม่ไปงานเลี้ยงใดๆทั้งสิ้น


    ราชครูเฉิงจึงตอบว่าเรื่องแค่นี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่เขาจะให้ตามที่หมอจงขอ จากนั้นราชครูเฉิงก็เดินยิ้มอย่างพึงพอใจออกไปจากเรือน และภายในคืนนั้นหมอจงก็เรียกฉิงคุนเข้าไปพูดคุยในห้องพักครู่ใหญ่ จากนั้นหมอจงก็ออกเดินทางไปที่จวนของราชครู


    กระทั่งเวลาผ่านไปได้แปดวัน ฉันซึ่งใช้ชีวิตเอื่อยเฉื่อยช่วยฉิงคุนคัดแยกสมุนไพร ดูแลรดน้ำแปลงปลูกสมุนไพรบ้าง ช่วยงานฉิงคุนในห้องปรุงยาบ้าง และในขณะที่ฉันกำลังยืนตากสมุนไพร ก็มีทหารหนุ่มมาดเข้มขรึมคนหนึ่งควบม้ามาที่เรือน


    ฉิงคุนจึงออกมาพูดคุยกับทหารหนุ่มคนนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ทหารหนุ่มก็ยื่นจดหมายฉบับหนึ่งให้ฉิงคุนพร้อมกับใบเทียบยา เมื่อฉิงคุนเปิดจดหมายอ่านก็เรียกฉันให้เดินไปหาเขา และแนะนำกับทหารคนนั้นว่าฉันเป็นศิษย์หญิงจะให้ฉันเป็นคนนำยาไปส่งให้หมอจง แต่เขาขอเวลาไปจัดเตรียมยาตามที่หมอจงเขียนเทียบยาก่อน


    แล้วฉิงคุนก็พาฉันเดินกลับเข้าไปในห้องปรุงยา พร้อมกับส่งจดหมายฉบับนั้นให้ฉันอ่านแล้วบอกฉันว่าหมอจงส่งสารลับมาถึงเรา ซึ่งในจดหมายเขียนเพียงแค่ว่า “จัดยาบำรุงกำลังชุดหนึ่งตามเทียบยา ให้อันฉีนำยาและหญ้าหวานมาด้วย ห้ามลืมหญ้าหวานเด็ดขาด ขอบใจฉิงคุนที่ดูแลงานที่เรือนแทนข้า”


    อีกทั้งหมอจงยังวาดรูปนกตัวเล็กๆสามตัวกำลังโผบินในท้ายจดหมายอีกด้วย แต่ฉิงกลับไม่ได้มองว่าเป็นจดหมายธรรมดาแต่กลับมองว่าเป็นสารลับ จึงรีบจัดยาตามเทียบยาที่หมอจงสั่ง พร้อมกับหญ้าหวานอีกหนึ่งห่อวางเตรียมไว้ให้ฉัน แต่ฉิงคุนกลับมีสีหน้ากังวลใจอย่างเห็นได้ชัด และโผเข้ามากอดฉันแน่นแล้วพูดเหมือนเป็นการสั่งลาว่า...


         ฉิงคุน : ข้าอยากเป็นคนนำยาไปส่งให้อาจารย์ แต่อาจารย์เลือกเจ้าเพราะเจ้าเหมาะสมที่สุด ข้าดีใจมากที่มีเจ้าเป็นศิษย์น้อง ข้าฝากเจ้าดูแลและช่วยอาจารย์ด้วย!

          อันฉี : ศิษย์พี่เกิดอะไรขึ้น ข้าไม่เข้าใจเลยสักนิด แล้วสารลับที่ว่าคือเรื่องอะไร?

         ฉิงคุน : เจ้ารีบนำยาไปให้อาจารย์เถอะ เมื่อไปถึงแล้วอาจารย์จะเป็นคนอธิบายให้เจ้ารู้เอง ส่วนเจ้าก็ต้องระวังตัวด้วย รีบไปเถอะอย่าชักช้า!


    ฉิงคุนรีบเร่งให้ฉันเตรียมตัวนำยาไปให้หมอจง เหมือนเป็นเรื่องเร่งด่วนไม่มีเวลาอธิบาย แล้วเขาก็เดินไปส่งฉันให้ขึ้นม้าไปกับนายทหารหน้าเข้ม แม้ฉิงคุนจะทำพยายามทำสีหน้าและอาการให้ดูเป็นปกติ แต่แววตาดูเป็นกังวลผิดไปจากเดิมจนฉันอดคิดไม่ได้ว่าต้องมีเรื่องผิดปกติเกิดขึ้นกับหมอจงแน่ๆ


    เมื่อมาถึงจวนของราชครูที่มีขนาดใหญ่โตโอ่อ่า สมฐานะสมตำแหน่งของผู้มีอำนาจ ทหารหน้าเข้มก็เดินนำฉันไปที่เรือนหลังหนึ่ง ซึ่งบริเวณลานหน้าเรือนถูกจัดเป็นพื้นที่ตากยาสมุนไพร แต่ยังไม่มีการตากสมุนไพรเลยสักถาด แต่กลับมีทหารยืนเฝ้าหน้าเรือนสี่คนเหมือนกำลังยืนเฝ้านักโทษ


    ทหารพาฉันเดินไปที่หน้าประตูเรือน ซึ่งพอดีกับเหวินหลางองครักษ์มาดเข้มกำลังเดินมาที่เรือนพอดี เขามองฉันด้วยสายตาอยากมีเรื่อง และเรียกให้ฉันหยุดเพื่อจะตรวจดูห่อยาที่ฉันถือมาสามห่อ แต่ทหารที่เดินมากับฉันบอกเหวินหลางว่าฉันเป็นศิษย์หญิงของหมอจง เหวินหลางจึงพูดว่าเขาจำฉันได้เคยพบกันแล้วที่เรือนของหมอจง พร้อมกับสั่งให้ฉันแกะห่อยาให้เขาดู


    เหวินหลาง : หึ! เจ้าเด็กไร้มารยาท ห่อยาพวกนี้เป็นยาอะไร?

          อันฉี : ยาบำรุงกำลังตามเทียบยาที่หมอจงสั่ง ส่วนอีกห่อคือหญ้าหวาน ชงดื่มเป็นน้ำชาทั่วไป จะแบ่งหญ้าหวานไปต้มกินสักหน่อยมั้ยล่ะ วาจาจะได้หวานขึ้นมาบ้าง

      เหวินหลาง : อย่าบังอาจยอกย้อนปากดีกับข้า อย่าคิดว่ามีหมอจงอยู่แล้วข้าจะไม่กล้าตบปากสั่งสอนเจ้า!


    แต่แล้วเราก็ได้ยินเสียงของหมอจงดังออกมาจากภายในเรือน ถามว่าฉันมาถึงแล้วเหรอ เหวินหลางจึงหยุดหาเรื่องฉันแล้วสั่งให้ทหารเปิดประตู แล้วเหวินหลางก็เดินตามฉันเข้ามาในเรือนด้วยเหมือนพยายามมาจับผิด


    ก็เห็นหมอจงกำลังนั่งบดยาอยู่ที่โต๊ะปรุงยา แต่ใบหน้าเขากลับดูขาวซีดเหมือนคนป่วย แต่เขายังคงทำสีหน้าท่าทางให้ดูเป็นปกติ ฉันจึงรีบเปิดดวงตาปีศาจมองดูก็พบว่าหมอจงได้รับพิษชนิดหนึ่ง แต่หมอจงแอบส่งสัญญาณด้วยการส่ายหน้านิดหนึ่งไม่ให้ฉันเอ่ยถาม ฉันจึงเดินไปยืนข้างๆหมอจงและวางห่อยาบนโต๊ะปรุงยา


    เหวินหลางเห็นสีหน้าอันขาวซีดของหมอจงจึงถามจับผิดเป็นชุดว่า หมอจงให้ฉันนำยามาส่งมีใครป่วยหรือว่าหมอจงเองที่ป่วยเพราะเห็นหน้าซีดๆ ในจวนมียาตั้งมากมาย ทำไมต้องให้คนนำยามาส่งที่นี่


    หมอจงจึงตอบว่าเขาหน้าซีดเพราะพักผ่อนน้อย อ่านตำรายาจนดึกทำให้พักผ่อนไม่เพียงพอ แต่ยาบำรุงกำลังที่เขาให้ฉันนำมาจากเรือน เป็นตัวยาชั้นดีหายากซึ่งไม่มีอยู่ในจวนของราชครู จึงจำเป็นต้องให้ฉันนำมาส่ง และเขาจะปรุงยาบำรุงชั้นดีให้ราชครูเฉิงด้วย


    เหวินหลางยังคงไม่หมดคำถามและถามหมอจงในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับยาเลยว่า เมื่อคืนมีคนร้ายลักลอบเข้าไปขโมยของในห้องตำราของราชครู แต่คนร้ายถูกเขายิงด้วยธนูอาบยาพิษได้รับบาดเจ็บ แต่คนร้ายวิ่งหายมาทางเรือนของหมอจง และถามหมอจงซ้ำอีกครั้งว่าหมอจงได้ยินหรือได้เห็นคนร้ายวิ่งหนีมาทางนี้หรือไม่


    แต่หมอจงตอบว่าเมื่อคืนเขาอ่านตำราเสร็จก็เข้านอน และเหนื่อยล้าจากการอ่านตำราทำให้หลับสนิทไม่ได้ยินหรือเห็นอะไรเลย เหวินหลางจึงเลิกถามต่อแต่ยังคงมีสีหน้าสงสัยไม่ไว้ใจ และในขณะกำลังจะหันหลังเดินกลับออกไป


    พลันเหวินหลางก็สังเกตุเห็นรอยสีแดงเลอะอยู่ที่เสื้อของหมอจงตรงบริเวณหัวไหล่ จึงถามขึ้นทันทีว่าเสื้อของหมอจงเลอะเลือดใช่หรือไม่พร้อมกับขอดูบาดแผล หมอจงก็รีบชูนิ้วชี้ให้เหวินหลางดูทันทีว่าเขาถูกมีดบาดมือ และเผลอเช็ดเลือดที่เสื้อจึงทำให้เลอะเลือด


    แต่เหวินหลางไม่เชื่อและพยายามจะดูหัวไหล่ของหมอจง จึงบอกให้หมอจงเปิดหัวไหล่ให้เขาดู แต่หมอจงไม่ยอมเปิดและยืนยันว่าถูกมีดบาดนิ้วจริงๆ เหวินหลางจึงถือวิสาสะเอื้อมมือจะถลกคอเสื้อของหมอจงออกเพื่อจะดูหัวไหล่ แต่หมอจงปัดมือเหวินหลางออกทันที ทำให้ทั้งสองคนเกิดการยื้อยุดประมือกันไปมา


    หมอจงรับมือเหวินหลางไม่ไหวเพราะยังบาดเจ็บ ทำให้หมอจงเสียหลักถอยหลังล้มลงไปนั่งที่พื้น ฉันจึงรีบขยับตัวเข้าไปประคองหมอจง ช่วยปัดมือตีแขนของเหวินหลางไม่ให้ดึงคอเสื้อของหมอจงออก ปากก็ร้องบอกให้เหวินหลางปล่อยมือออกจากหมอจงเดี๋ยวนี้ แต่เหวินหลางยกมือขึ้นปัดป้องและจับที่ข้อมือฉันไว้ให้หยุดตี พร้อมกับตวาดไล่ให้ฉันถอยออกไป


    หมอจงจึงพูดขึ้นว่า “อันฉี พอเถอะ! ในเมื่อเหวินหลางรู้ความจริงแล้วว่าข้าคือคนร้าย ข้าก็มีความจริงอีกอย่างที่จะบอกให้เหวินหลางรู้!” ฉันจึงหยุดตีเหวินหลางและช่วยพยุงหมอจงให้ลุกขึ้นยืน เหวินหลางจึงถามหมอจงว่าความจริงเรื่องอะไร?!


    หมอจงก็ถามเหวินหลางกลับว่าจำเรื่องเมื่อยี่สิบปีก่อนที่จวนสกุลว่านได้หรือไม่ ที่พ่อกับแม่และคนในจวนสกุลว่านถูกฆ่าตายจนหมด เหวินหลางเริ่มมีสีหน้าสับสนและมีอาการเหมือนจะจำเรื่องที่หมอจงถามได้ แต่ทว่าดูเหมือนเขาไม่อยากจดจำและถามหมอจงว่าเป็นใคร เหตุใดจึงถามเขาถึงคนสกุลว่าน


    หมอจงก็ถามเหวินหลางอีกว่าจำเขาไม่ได้เหรอ พี่ชายที่ชอบเรียกเหวินหลางว่าเจ้าถั่วเขียว แต่เหวินหลางก็เถียงกลับว่าพี่ชายของเขานั้นตายไปตั้งนานแล้ว อย่าแอบอ้างตัวว่าเป็นพี่ชายของเขาเพื่อให้พ้นผิด หมอจงจึงพูดด้วยสีหน้าเข้มจริงจังอีกว่า


        หมอจง : ข้าเป็นพี่ชายแท้ๆของเจ้าแต่เจ้ากลับไม่เชื่อ แต่กลับไปเชื่อราชครูเฉิงที่ฆ่าท่านพ่อท่านแม่และทุกคนในจวน เจ้าทำงานและเทิดทูนราชครูดุจเป็นพ่อ ท่านพ่อกับท่านแม่แท้ๆของเราที่นอนตายอยู่ในหลุมคงตายตาไม่หลับ ถ้ารู้ว่าเจ้ารักและเทิดทูนศัตรูที่ฆ่าพวกเขาเยี่ยงนี้

    เหวินหลาง : เจ้าโกหก เจ้าไม่ใช่พี่ชายของข้า! บอกมาว่าเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าพี่ชายข้าชอบเรียกข้าว่าถั่วเขียว


    หมอจงจึงล้วงมือหยิบหวีอันเล็กๆสีแดงมีลวดลายสวยงามออกมาจากในอกเสื้อให้เหวินหลางดู พร้อมกับบอกว่านี่คือหวีอันโปรดของแม่ และเป็นหวีที่เหวินหลางมักช่วยแปรงผมให้แม่ตอนที่ยังเป็นเด็ก เหวินหลางรีบคว้าหวีมาพิจารณาดูก็มีสีหน้าตกใจอีกครั้ง เพราะบนหวีมีคำว่า ลี่ ตัวเล็กๆสลักอยู่


    เหวินหลางกำหวีไว้ในมือแน่น พร้อมกับชักกระบี่ออกมาจากฝัก ชี้ปลายกระบี่มาที่หมอจงด้วยท่าทางขึงขังโกรธเกรี้ยว และถามหมอจงว่าได้หวีอันนี้มาจากที่ไหน หมอจงจึงเล่าว่า ในคืนที่ราชครูเฉิงพาทหารบุกเข้าไปฆ่าคนในจวนสกุลว่าน เพราะราชครูใส่ความพ่อของเขาว่าสมคบคิดกับพวกกบฏเพื่อยึดครองราชบัลลังก์


    แม่กับแม่นมจึงช่วยกันซ่อนหมอจงไว้ทางด้านหลัง แล้วเอาตัวบังคมดาบจนล้มลงไปนอนทับบนตัวหมอจง ทำให้พวกทหารและราชครูคิดว่าเขาตายไปแล้วพร้อมกันกับแม่ และหวีสีแดงอันนี้ก็เป็นของชิ้นสุดท้ายที่เก็บจากข้างศพของแม่ เขานอนน้ำตาไหลกอดศพแม่ด้วยความหวาดกลัว ต้องทนฟังเสียงกรีดร้องขอชีวิต และความเจ็บปวดของคนในจวนที่ถูกฆ่าตายไปทีละคนตลอดทั้งคืน


    เขาต้องอดกลั้นเสียงร้องไห้ไว้ไม่ให้พวกทหารได้ยิน และรอจนกระทั่งพวกทหารกับราชครูเฉิงกลับไปจนหมด จึงรีบวิ่งไปดูเหวินหลางที่ถูกแยกตัวไปนอนกับแม่นมอีกคน ที่เรือนหลังเล็กในสวนเพราะเหวินหลางป่วยเป็นอิสุกอิใส แต่เขาก็ไม่พบตัวเหวินหลางที่นั่น เขาวิ่งหาเหวินหลางไปทั่วจวนแต่ก็ไม่พบใครเลย พบเพียงศพนอนตายเกลื่อน และพบศพของพ่อนอนตายเลือดท่วมกายเพราะพยายามปกป้องทุกคนในจวน


    เขาร้องห่มร้องไห้กอดศพของพ่อกับแม่แทบขาดใจจนไม่มีน้ำตาจะไหลอีก จึงสาบานกับตัวเองว่าจะต้องแก้แค้นราชครูเฉิงให้ได้ และจะทวงคืนความบริสุทธิ์ยุติธรรมให้กับพ่อแม่และคนสกุลว่าน หมอจงจึงพูดกับเหวินหลางอีกว่าเขากับเหวินหลางจะต้องช่วยกันแก้แค้นให้พ่อกับแม่และคนสกุลว่าน แต่เหวินหลางกลับมีอาการสับสนดวงตาแดงมีน้ำตาคลอเบ้า แต่พยายามฝืนกลั้นเอาไว้แล้วลดกระบี่ที่จ่อชี้หน้าหมอจงลง พูดเพียงสั้นๆว่าเขาทำเช่นนั้นไม่ได้


    หมอจงโมโหที่ได้ยินเหวินหลางพูดออกมาแบบนั้น จึงตวาดใส่เหวินหลางว่า “เจ้าคนอกตัญญู!!!” แต่เหวินหลางยังคงมีอาการสับสนกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เก็บกระบี่เข้าในฝักกำมือแน่นแล้วผละเดินไปเปิดประตูออกไปจากเรือน ฉันจึงรีบวิ่งไปปิดประตูลงสลักแน่น แล้วรีบวิ่งกลับมาดูอาการของหมอจงที่ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นอีกครั้ง เพราะเขาเริ่มฝืนยืนทนพิษไม่ไหว


    ฉันจึงถามหมอจงว่าเรื่องที่พูดเมื่อกี้เป็นความจริงเหรอ หมอจงพยักหน้าตอบว่าเป็นความจริง แต่ตอนนี้ไม่มีเวลาอธิบายให้ฉันรีบรักษาพิษให้เขาก่อน เพราะเมื่อคืนกลางดึกเขาถูกเหวินหลางยิงธนูอาบยาพิษจนได้รับบาดเจ็บ


    ฉันจึงพยุงหมอจงให้ลุกไปนั่งที่เก้าอี้แล้วคลายเสื้อแกะผ้าพันแผลออก ก็เห็นแผลถูกยิงด้วยธนูเป็นบาดแผลลึกจนเนื้อกลายเป็นสีม่วงคล้ำ หมอจงก็ถามหาหญ้าหวานว่าฉันนำมาด้วยหรือไม่ ฉันตอบว่าเอามาด้วยจึงรีบแกะห่อหญ้าหวานออกมาให้เขาดู เพราะคิดว่าเขาคงนึกอยากดื่มน้ำชา หมอจงตอบว่าไม่ใช่หญ้าหวานนี้ แต่เป็นหญ้าหวานยาที่ฉันเคยใส่บาดแผลหายเร็วให้เขาวันนั้น


    ฉันก็ร้องอ๋อเพิ่งเข้าใจทันทีว่าหญ้าหวานที่หมอจงต้องการจริงๆก็คือยารักษาบาดแผลของฉันนั่นเอง จึงบอกหมอจงว่าถ้าหญ้าหวานรักษาแผลฉันมีติดตัวไว้ตลอดเวลา หมอจงจึงเร่งให้ฉันรีบทำแผลให้เขาก่อนที่ราชครูเฉิงจะมาที่นี่


    ฉันจึงบอกหมอจงว่าจำเป็นต้องดูดเอาพิษออกก่อน เพราะเขาทะเลาะกับเหวินหลางเมื่อกี้ทำให้พิษแทรกซึมเร็วขึ้นกว่าเดิมจนตอนนี้หน้าเขาซีดเป็นไก่ต้ม และบอกเขาอีกว่าจะดูดพิษออกให้แต่เขาจะเจ็บมากขอให้อดทนไว้ หมอจงพยักหน้าแล้วหันไปหยิบผ้ามาขมวดเป็นก้อนกัดไว้ที่ปาก


          จากนั้นฉันจึงเดินไปหยิบกาน้ำชาเย็นชืด มาราดล้างบาดแผลตรงหัวไหล่ แล้วก้มหน้าลงไปดูดพิษรสขมเฝื่อนแล้วกลืนพิษนั้นลงคอ เพราะไม่ต้องการให้มีหลักฐานคายพิษอยู่ที่พื้น ซึ่งหมอจงนั้นก็รู้สึกเจ็บปวดมากจนเกร็งไปทั้งตัว จึงก้มหน้าดูดพิษซ้ำอีกหลายครั้ง จนรสชาติพิษขมเฝื่อนคอนั้นหายไป ส่วนผิวเนื้อสีม่วงคล้ำก็เปลี่ยนเป็นเนื้อสีแดงช้ำๆแทน


    จึงเปิดดวงตาปีศาจมองดูที่บาดแผลอีกครั้งไม่มีพิษหลงเหลืออยู่แล้ว เหลือแต่ต้องทำแผลที่ถูกธนูยิงเท่านั้น จึงหันไปหยิบกาน้ำชามาดื่มล้างปากล้างพิษให้หายเฝื่อนคอ ก่อนจะหยิบว่านโซ่โลหิตออกมาประคบลงบนบาดแผล หมอจงก็ถามฉันว่าบาดแผลจะหายทันเวลาที่ราชครูจะมาที่นี่หรือไม่ ซึ่งยังไม่ทันที่ฉันจะได้ตอบคำถาม เราก็ได้ยินเสียงของราชครูพูดคุยกับทหารดังแว่วๆมาจากทางหน้าเรือน


    หมอจงเริ่มมีสีหน้าตื่นตระหนกเพราะกลัวราชครูจับได้ว่าเขาเป็นคนร้าย ฉันจึงรีบวางมือลงบนปากแผลส่งพลังไปรักษาจนบาดแผลสมานหายเป็นปกติภายในพริบตา ทำให้หมอจงหมอจงแปลกใจเป็นอย่างมาก ถามฉันทันทีว่าก่อนหน้านี้บาดแผลที่ฝ่ามือของเขาหายในทันทีเพราะใช้พลังพิเศษแบบนี้ใช่มั้ย ฉันตอบว่าใช่ จากนั้นก็รีบจัดแจงสวมเสื้อให้หมอจงดังเดิม


    ซึ่งเวลาพอดีกับที่ราชครูเฉิงเปิดประตูเดินเข้ามา โดยมีเหวินหลางเดินตามหลังเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียดระคนสับสน ส่วนราชครูเฉิงก็มีสีหน้าและแววตาเคร่งเครียดดุดันเช่นกัน ฉันจึงคิดในใจว่าถ้าพวกของราชครูทำร้ายหมอจงให้เลือดตกอีก คราวนี้ฉันจะไม่เกรงใจอีกแน่


    ราชครูเฉิงกับเหวินหลางเดินตรงเข้ามาหาหมอจงที่แสร้งนั่งอ่านตำรา แล้วทำทีลุกขึ้นมาต้อนรับราชครูเฉิงด้วยอาการปกติ ราชครูจึงเอ่ยถามหมอจงและมองด้วยสายตาจ้องจับผิดว่า เหวินหลางบอกกับเขาว่าหมอจงป่วยเพราะอ่านตำราจนดึกดื่น เขาจึงมาเยี่ยมเยียนเพื่อถามไถ่ถึงอาการป่วย


    หมอจงตอบว่าเขาไม่เป็นอะไรมาก แค่พักผ่อนน้อยถ้าได้งีบหลับสักหน่อยอาการเวียนหัวก็จะดีขึ้น แต่ราชครูเฉิงกลับดูไม่ค่อยสนใจในคำตอบของหมอจงสักเท่าไหร่ เพราะสายตาของราชครูกลับมองสอดส่ายสายตาไปทั่วห้อง เหมือนกำลังมองหาคนร้าย แล้วก็จ้องมองมาที่รอยเลอะเลือดบนเสื้อของหมอจง ก็เห็นผ้าพันแผลที่ฉันลืมเก็บซ่อนวางกองอยู่บนโต๊ะ


    ราชครูรีบถามหมอจงหมายเอาผิดทันทีว่าได้รับบาดเจ็บงั้นเหรอ ซึ่งหมอจงก็ตอบแบบเดิมว่าเป็นรอยเลือดถูกมีดบาดนิ้ว พร้อมกับชูแผลที่นิ้วชี้ให้ราชครูดู แต่ราชครูยังไม่ปักใจเชื่อ เค้นถามหมอจงเหมือนที่เหวินหลางเคยถามว่าเมื่อคืนหมอจงอยู่ที่ไหน หมอจงก็ตอบตามเดิมเหมือนที่ตอบคำถามของเหวินหลาง


    แต่ราชครูยังคงสงสัยรอยเลือดเลอะบนเสื้อ เพราะเป็นรอยที่ตรงกับรอยยิงธนูของเหวินหลางเมื่อคืน ราชครูจึงขอให้หมอจงถอดเสื้อให้เขาดูเพื่อให้เขาแน่ใจว่าหมอจงพูดความจริง ฉันจึงพูดขึ้นว่ารอยเลือดนั้นหมอจงเช็ดนิ้วไว้จริงๆ ราชครูก็หันมาทำตาถมึงทึงและตวาดจนเราสะดุ้งตกใจพร้อมกันว่า “ข้าไม่ได้ถามเจ้า!! อย่าได้สอดแทรกเข้ามา!! หมอจงก็หันมาพูดกับฉันเบาๆว่า “เขาไม่เป็นไร”


    จากนั้นหมอจงก็เริ่มคลายเสื้อออก แต่ฉันสังเกตุเห็นสีหน้าของเหวินหลางดูเป็นกังวล เพราะเขารู้ว่าหมอจงมีบาดแผลถูกธนูยิงที่หัวไหล่ กระทั่งหมอจงคลายเสื้อออกก็ไม่พบบาดแผลเลยสักที่เลยบนร่ายกาย พร้อมกับหมุนตัวให้ราชครูกับเหวินหลางดูทั้งด้านหน้าและด้านหลัง


    ราชครูก็ถามหมอจงถึงรอยแผลเป็นที่หลังว่าเกิดจากอะไร เหตุใดหมอจงจึงมีแผลเป็นทางยาวถึงสองรอย หมอจงตอบพร้อมกับมองจ้องตากับเหวินหลาง ที่กำลังอยู่ในอาการตกใจมากกว่าเดิมที่ไม่เห็นบาดแผลบนหัวไหล่ แต่กลับได้เห็นรอยแผลเป็นบนหลังของหมอจง


    ซึ่งหมอจงเองก็พูดเหมือนกำลังจะบอกอะไรลับๆบางอย่างกับเหวินหลางว่า เป็นรอยแผลเป็นที่เขาตกต้นไม้ตอนที่ยังเป็นเด็ก เพราะปีนขึ้นไปเก็บว่าวลายปลามังกรให้เด็กผู้ชายคนหนึ่ง แต่เขาพลาดตกต้นไม้ได้รับบาดเจ็บถูกกิ่งไม้ใหญ่ข่วนบาดเป็นแผลลึกถึงสองรอย


    แต่เด็กชายคนนั้นกลับคิดว่าเป็นความผิดของตัวเองที่ทำให้เขาตกต้นไม้ จึงคอยใส่ยาทาแผลให้เขาทุกวันทำให้บาดแผลแห้งหายเร็ว แต่ยังคงเหลือทิ้งไว้เพียงรอยแผลเป็นทางยาวสองรอย ซึ่งเขายังคงจดจำเด็กชายคนนั้นได้ไม่เคยลืม


    ราชครูจึงแสร้งทำเป็นพูดกล่าวชื่นชมแกมข่มขู่ว่า หมอจงกล้าหาญตั้งแต่ยังเด็ก แต่ถ้ากล้ามากจนเกินไป โดยไม่รู้ว่ากำลังเล่นอยู่กับใครระวังจะมีภัยมาถึงตัว จนอาจไม่มีโอกาสได้รักษาตัวเอง แล้วราชครูก็แสร้งยิ้มข่มอารมณ์ที่ไม่สามารถจับผิดหมอจงได้


    จากนั้นราชครูเฉิงจึงกล่าวลาแล้วเดินหน้าบึ้งตึงออกไปจากเรือน แต่ก็ได้ยินราชครูเฉิงตวาดด่าทอเหวินหลางกับทหารที่หน้าเรือนด้วยความโกรธเกรี้ยวหัวเสียว่า เลี้ยงเสียข้าวสุกเป็นไปได้ยังไงที่ยังหาตัวคนร้ายไม่เจอ


    แล้วเราก็ได้ยินเสียงเหวินหลางกล่าวขอโทษราชครู แต่ราชครูตวาดกลับว่า เขาไม่ต้องการคำขอโทษ แต่ต้องการให้เหวินหลางจับตัวคนร้ายที่บุกเข้ามาในจวนให้ได้ ถ้าเหวินหลางยังจับตัวคนร้ายไม่ได้ก็อย่ากลับมาให้เขาเห็นหน้า


    จากนั้นเสียงตวาดของราชครูก็หยุดลง พร้อมกับเสียงของเหวินหลางที่ออกคำสั่งให้ทหารออกไปค้นหาคนร้ายต่อให้ทั่วจวน

    ●

    ●

    ●

    หมายเหตุ

    ลี่ แปลว่า ความสวยงาม น่ารัก



    ==================

    ของฝากจากป่า น้ำตกพริ้ว จันทบุรี

    “เราจะเก็บมาแค่ภาพถ่าย จะไม่ทิ้งอะไรไว้นอกจากรอยเท้า”


    ไปเที่ยวน้ำตกพริ้ว จันทบุรีมาค่ะ

    เน้นไปเดินป่าศึกษาธรรมชาติ ไม่เน้นเล่นน้ำตก

    เลยไม่ได้เก็บภาพน้ำตกมาฝาก ตรงน้ำตกคนเยอะ

    แต่ไปเดินป่าไม่มีคนเลย เหนื่อยและร้อน

    แต่ชอบมากค่ะ รักป่ารักธรรมชาติด้วยกันนะคะ

    อยากลงภาพให้ดูหลายๆภาพ แต่ระบบให้ลงได้แค่ 2 ภาพเท่านั้น

    ว๊าาาา แย่จัง