บทที่ 42 รอฟังข่าวการตายของนาง?
“คนชั่วพูดถึงใครกัน”เซียวหลิงอวิ๋นเอ่ยเสียงเย็น ไม่มีท่าทีหวั่นเกรงเลยสักนิด
“คนชั่วพูดถึงเจ้านั่นแหละ!” ยังไม่ทันที่คนอื่นจะพูดเซียวฉางอันที่รูปร่างอ้วนกลมก็ร้องขึ้นมา
สิ้นคำใบหน้าของเซียวเหมิ่งกับพวกพลันมืดครึ้มลง ส่วนเซียวฉางอันก็เพิ่งรู้ตัว ตวาดลั่นขณะกระโดดพุ่งเข้าใส่
“นางสารเลว!เจ้ากล้าหลอกให้ข้าด่าตัวเอง ข้าจะฆ่าเจ้า!”
เซียวฉางอันพุ่งมาราวกับกระสุนปืนใหญ่แต่กลับถูกเซียวหลิงอวิ๋นเตะเพียงทีเดียวจนกลิ้งลงไปตรงหน้าเซียวเหมิ่งอย่างไม่เป็นท่า
“อ๊าก! เจ้ากล้าตีข้าเรอะ! อ๊า! ข้าจะฆ่าเจ้า!”เซียวฉางอันโวยวายด้วยความโกรธจัด
เซียวหลิงอวิ๋นกระตุกยิ้มเย็น“เห็นหรือไม่ เซียวฉางอันเรียกข้าว่านางสารเลวตลอด หากจะว่ากันตามกฎตระกูลคนที่สมควรถูกลงโทษมากที่สุดก็คือเขา!”
“ฉางอัน หุบปาก แล้วถอยกลับมา” เซียวฉางอวี่ขมวดคิ้วเข้มตวาดใส่เซียวฉางอันที่โกรธจนหน้าอ้วนแดงก่ำ
เซียวเย่ว์หยาก็รีบเอ่ยตำหนิเซียวหลิงอวิ๋น“พี่หญิง ท่านอย่าบ่ายเบี่ยงเรื่อง หากไม่ใช่เพราะท่านทำเกินไปฉางอันคงไม่โกรธจนขาดสติ อีกทั้งเขายังเด็กจึงไม่รู้ประสากลับเป็นท่านที่กล้าต่อปากกับเหล่าผู้อาวุโส ไม่เว้นแม้แต่มารดาและพี่ชายหากท่านพ่อรู้เข้าคงลงโทษท่านตามกฎตระกูลนานแล้ว!”
เหล่าผู้อาวุโสรีบเอ่ยเสริมสนับสนุนคำพูดของนาง
“ถูกต้อง! คนปากกล้าไร้ความเคารพเช่นนี้ หากไม่สั่งสอนให้ดีวันหน้าตระกูลต้องเดือดร้อนเพราะนางแน่!”
“ผู้อาวุโสใหญ่ ต้องลงโทษอย่างไม่ปรานี!”
เซียวเหมิ่งกล่าวเสียงเย็น“ให้เซียวหลิงอวิ๋นรับโทษเฆี่ยนหนึ่งร้อยครั้ง!”
หลิ่วซื่อหน้าซีดเผือดทันทีแส้ของตระกูลเซียวทำจากหนังวัวเพลิงขั้นสาม ทุกแส้ที่ฟาดลงราวกับถูกเผาด้วยไฟนางเคยถูกเฆี่ยนเพียงสิบครั้งก็เกือบเอาชีวิตไม่รอดหนึ่งร้อยครั้ง…คงฆ่าคนได้หลายหน!
“หยุด! เซียวเหมิ่ง เจ้ากล้าลงโทษลูกสาวข้าได้อย่างไร!มีหลักฐานใดว่านางทำผิด!” หลิ่วซื่อเอ่ยห้ามด้วยความโกรธจัด
เซียวเหมิ่งมองนางอย่างดูแคลน“หลิ่วซื่อ เจ้ามีสิทธิ์ใดมาพูดในศาลบรรพชนของตระกูลเซียวด้วยหรือ ออกไปซะ!”
“คนที่ต้องออกไปคือพวกเจ้านั่นแหละ! นางคือมารดาของข้ามีสิทธิ์ยืนอยู่ตรงนี้มากกว่าใคร!”
“เซียวหลิงอวิ๋น เจ้าอวดดีเกินไปแล้ว!หรือเจ้าคิดจะไปเป็นคนตระกูลหลิ่วแล้วหากเจ้ากล้ารับหลิ่วซื่อเป็นมารดาก็ไสหัวออกไปจากตระกูลเซียวเดี๋ยวนี้!ลบชื่อออกจากผังตระกูล!” เซียวเหมิ่งแทบจะโกรธจนอวัยวะภายในสะเทือนตั้งแต่นางเข้ามาในศาลบรรพชนก็ไม่เคยแสดงความเคารพต่อผู้อาวุโสแถมยังกล้าต่อปากต่อคำ
บนใบหน้าเซียวเย่ว์หยากับเซียวฉางอวี่ปรากฏรอยยิ้มหากสามารถขับไล่เซียวหลิงอวิ๋นออกไปได้จวนเจิ้นกั๋วโหวก็จะเป็นของพวกเขาอย่างแท้จริง
ใช่แล้วเซียวหลิงอวิ๋นควรจะถูกไล่ออกจากตระกูลเซียวตั้งนานแล้ว
เซียวเย่ว์หยาแสร้งเอ่ยกระทบกระเทียบ“ท่านผู้อาวุโสใหญ่ คำพูดของท่านทำให้พี่หญิงใหญ่ลำบากใจนะเจ้าคะนางย่อมไม่อยากออกจากตระกูลเซียวหรอก ทว่านางก็เป็นบุตรีของหลิ่วซื่อสมัยเด็กอาจไม่รู้ความจึงเลือกเกียรติยศลาภยศ แต่บัดนี้หากยังไม่ยอมรับมารดาแท้ๆของตน ก็ช่าง…”
คำพูดนี้ทำให้สีหน้าของหลิ่วซื่อซีดลงทันทีนางรีบเอ่ยว่า “ลูกสาวของข้าเป็นคนตระกูลเซียวอยู่แล้วเหตุใดต้องลบชื่อจากผังตระกูลด้วย หลิงเฟิง หลิงเย่ เราไปกันเถอะคนพวกนี้ก็แค่ต้องการใช้เราเป็นข้ออ้างเพื่อไล่อวิ๋นเอ๋อร์เราจะปล่อยให้พวกเขาสมหวังไม่ได้”
หลิ่วซื่อพูดพลางดึงเซียวหลิงเฟิงกับเซียวหลิงเย่จะออกไปเพราะรู้ว่าหากยังอยู่ต่อ ตระกูลเซียวจะต้องลบชื่อเซียวหลิงอวิ๋นแน่นอน
“ท่านแม่ รอก่อน! ข้าจะไปกับท่าน” เซียวหลิงอวิ๋นรั้งนางไว้
เซียวเย่ว์หยามีสีหน้ายินดีขึ้นมาทันทีแต่ก็ยังแสร้งพูดจายั่ว “พี่หญิง ท่านคิดจะไปกับหลิ่วซื่อจริงหรือถึงกับยอมให้ถูกลบชื่อออกจากผังตระกูลเชียว?”
เซียวเหมิ่งหรี่ตาเตือน“เซียวหลิงอวิ๋น เจ้าคิดให้ดี หากก้าวออกไปเจ้าก็จะไม่ใช่บุตรีคนโตแห่งตระกูลเซียวอีกต่อไปและอย่าหวังว่าจะได้ประโยชน์จากตระกูลเซียวอีก”
เซียวหลิงอวิ๋นหัวเราะเย็น“ถูกต้อง วันนี้ข้าจะไปเอง ไม่ใช่เพราะตระกูลเซียวไม่ต้องการข้าแต่เป็นข้าที่ไม่ต้องการตระกูลเซียว คำพูดของเจ้า ข้าก็ขอคืนให้เช่นกันต่อไปนี้อย่าได้หวังจะมาขอประโยชน์จากข้าและอย่าได้มาหน้าด้านวอนขออะไรจากข้าเด็ดขาด”
เมื่อครู่นางมองเห็นหมอกดำที่ปกคลุมศาลบรรพชนก็รู้ว่าจวนสกุลเซียวกำลังจะเคราะห์ร้าย ในทางกลับกันนางต่างหากที่เป็นความหวังของจวนนี้
“ฮ่าๆๆ เซียวหลิงอวิ๋น เจ้าพูดอะไรนะ ตระกูลเซียวต้องพึ่งเจ้าอย่างนั้นรึฮ่าๆๆ ข้าขำจนท้องแข็งแล้ว คนไร้ค่าอย่างเจ้ากล้าพูดคำหน้าไม่อายเช่นนี้ข้าอายแทนเจ้าเสียจริง”
“ใช่แล้ว คนไร้ค่าอย่างเจ้ายังกล้าพูดว่าพวกเราจะมาขอร้อง เจ้ารีบไสหัวไปซะกลับไปฝันกลางวันของเจ้าต่อเถิด”
คำพูดเหล่านี้ทำให้หลิ่วซื่อและสองพี่น้องเซียวหลิงเฟิงโกรธจนตัวสั่นแต่เซียวหลิงอวิ๋นกลับยิ้ม “ดี จำคำพูดของพวกเจ้าไว้ให้ดี ท่านผู้อาวุโสใหญ่ช่วยลบชื่อข้าออกจากผังตระกูลเดี๋ยวนี้”
เซียวเย่ว์หยากับเซียวฉางอวี่ต่างประหลาดใจ...
เซียวหลิงอวิ๋นถึงกับเป็นฝ่ายขอให้ลบชื่อออกจากผังตระกูลดูเหมือนจะรีบร้อนกว่าพวกตนเสียด้วยซ้ำ นางเสียสติไปแล้วจริงๆ ใช่หรือไม่!
หลิ่วซื่ออ้าปากจะห้ามแต่ถูกเซียวหลิงอวิ๋นส่งสายตาห้ามไว้
เซียวเหมิ่งรู้สึกไม่สบายใจกับคำพูดโอหังของนางแต่เมื่อนึกว่านางเป็นคนไร้ค่ามาแต่เด็ก และแต่เดิมก็ไม่ใช่คนตระกูลเซียวอยู่แล้วควรถูกไล่ออกไปตั้งนานแล้ว เขาจึงกระแทกเสียงฮึ่ม “ได้ เอาผังตระกูลมา!”
เซียวหลิงอวิ๋นยืนมองขณะที่ชื่อของนางถูกขีดออกจากผังตระกูลและในทันใดนั้น บรรยากาศภายในศาลบรรพชนตระกูลเซียวก็ปั่นป่วนหนัก
มุมปากของนางโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มแฝงเลศนัยก่อนจะก้าวออกไปจากศาลบรรพชนพร้อมหลิ่วซื่อและพี่ชายน้องชายอย่างองอาจ
แม้เซียวเย่ว์หยากับเซียวฉางอวี่จะประหลาดใจแต่ความรู้สึกที่มีมากกว่ากลับเป็นความยินดีอย่างล้นพ้น
การที่เซียวหลิงอวิ๋นยอมออกไปเองอย่างโดยดีนับเป็นโชคดีเกินคาด!
ดีเหลือเกินคนโง่อย่างนางอีกไม่นานก็จะรู้ว่าเมื่อออกจากจวนเจิ้นกั๋วโหวแล้วก็ไม่เหลืออะไรอีก สุดท้ายก็จะถูกคนรังแกไม่มีใครคอยช่วยเหลือ
ข่าวที่ว่าเซียวหลิงอวิ๋นยอมออกจากจวนเจิ้นกั๋วโหวด้วยตนเองสละตำแหน่งบุตรีคนโตแห่งตระกูลเซียว และถึงขั้นขอให้ลบชื่อออกจากผังตระกูลแพร่กระจายไปทั่วเมืองฮั่วหลีอย่างรวดเร็ว
ชาวบ้านต่างพากันตกตะลึง
“คุณหนูใหญ่จอมเอาแต่ใจและไร้ค่าของตระกูลเซียวออกไปเอง?!”
“ข้าว่านางคงถูกพลังชะตาเก้าอ๋องกดข่มจนสมองเพี้ยนแล้วล่ะดูท่าคงอยู่ได้อีกไม่นาน”
“แต่ปรมาจารย์เย่ว์ไม่ได้บอกว่าเซียวหลิงอวิ๋นกับเก้าอ๋องเป็นคู่บุพเพหรือ”
“ใครบอกว่าเป็นคู่บุพเพแล้วจะไม่คร่าชีวิตกันเล่า รอดูเถอะอีกไม่นานเราก็จะได้ยินข่าวตายของนางแน่”
ขณะนั้นเองเซียวหลิงอวิ๋นกำลังเดินทางไปยังจี้เหรินถังพร้อมเซียวหลิงเย่ ตั้งใจจะขายโอสถ
หลังออกจากจวนสกุลเซียวพวกเขากลับไปยังบ้านเก่าที่หลิ่วซื่อเคยอยู่ แต่พบว่ามันถูกทุบจนพังราบแทบจะถูกรื้อจนเกลี้ยง จึงจำเป็นต้องไปพักที่โรงเตี๊ยมแทน
สิ่งสำคัญตอนนี้คือต้องขายโอสถเพื่อซื้อบ้านพักใหม่ให้ได้ก่อน
เมื่อได้ยินเสียงชาวบ้านซุบซิบเซียวหลิงอวิ๋นถึงกับขมับเต้นตุบนางไม่เคยคิดเลยว่าคนพวกนี้จะเฝ้ารอฟังข่าวการตายของตนเองเช่นนั้นก็คงต้องทำให้พวกเขาผิดหวังเสียแล้วเพราะอายุขัยของนางยืนยาวกว่าพวกเขาแน่นอน
ทางด้านเซียวหลิงเย่กลับเหลือบมองเซียวหลิงอวิ๋นเป็นระยะเหมือนมีเรื่องอยากพูด
เซียวหลิงอวิ๋นเห็นท่าทางเช่นนั้นก็อดขุ่นใจไม่ได้จึงเคาะหัวเขาไปหนึ่งที “หลิงเย่ มีอะไรก็พูดออกมาเถอะอย่ามาทำท่าลังเลให้มันน่ารำคาญ”