ตอนที่ 41 ใต้แสงเทศกาลโคมไฟ(ช่วงอายุ: 14 ปี ต้นฤดูใบไม้ผลิ)
ผ่านฤดูหนาวอันหนาวเหน็บมาได้ไม่กี่สัปดาห์ เมื่อหิมะเริ่มละลายและกลิ่นหอมของดอกเหมยเริ่มแตะปลายจมูก หมู่บ้านเล็ก ๆ ก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
ในวันนี้ตรงกับวันขึ้นสิบห้าค่ำ เดือนหนึ่ง – งานเทศกาลโคมไฟประจำปี ซึ่งทุกปีชาวบ้านจะมารวมตัวกันที่ลานหน้าศาลาหมู่บ้าน เพื่อตั้งโคมขอพร สวดมนต์ และจัดงานเล็ก ๆ กันเอง
แม้สถานการณ์กับกลุ่มโจรจะเพิ่งผ่านไปไม่นาน แต่หลี่เหวินยืนยันที่จะให้หมู่บ้านเฉลิมฉลอง “เพราะใจคนต้องการแสงสว่างไม่แพ้ข้าวปลา” เขากล่าวเช่นนั้น
ในลานกว้าง เด็ก ๆ ช่วยกันแขวนโคมกระดาษ หลากสีสันประดับประดาราวสวรรค์จำลอง พี่ใหญ่หลี่เจิ้นขนข้าวปลาอาหาร ฝีมือแม่อวี้จิ่วที่ทั้งหมู่บ้านร่ำลือว่ายอดเยี่ยมที่สุดตั้งแต่อพยพมาตั้งรกราก
“เจ้าวาดลายมังกรกลับหัวอีกแล้วซีหลัน!” หลี่เหวินพูดพลางหัวเราะ เมื่อน้องสาวยืนพับโคมอยู่กับเพื่อน
“ข้าว่ากลับหัวก็ดูมีชีวิตชีวาดีนะ!” ซีหลันหัวเราะพลางแลบลิ้น แววตาซุกซนเหมือนเคย แม้เธอจะเป็นผู้มีพลังพิเศษและฟาร์มมิติอยู่ในครอบครอง แต่เวลานี้เธอก็ยังเป็นเพียงน้องสาวจอมแก่นที่รักครอบครัวเป็นที่สุด
ผู้ใหญ่บ้านเดินเข้ามาหาหลี่เหวิน พูดเบา ๆ “พวกเราไม่ลืมสิ่งเจ้าทำเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน วันนี้เจ้าคือแขกสำคัญของหมู่บ้าน”
“อย่าพูดเช่นนั้นเลยท่านลุง ถ้าชาวบ้านไม่ได้ช่วยข้าก็ทำอะไรไม่ได้เหมือนกัน”
ผู้ใหญ่บ้านยิ้ม เอ่ยอย่างจริงใจ “ถ้าสักวันเจ้าจะกลายเป็นฮ่องเต้ ข้าคงบอกได้ว่าประชาชนโชคดีนัก”
...
ค่ำวันนั้น การแสดงละเล่นพื้นบ้านเริ่มขึ้น ซีหลันและเหล่าเด็ก ๆ แสดงละครสั้นเรื่อง ‘เจ้าเด็กเทพมังกรปราบโจร’ โดยมีตัวเอกที่ใคร ๆ ก็รู้ว่าคือ ‘พี่เหวิน’ ของพวกเขา
หลี่เหวนนั่งหัวเราะอยู่ข้างแม่และพ่อ พี่ชายก็หัวเราะหนักกว่าคนอื่น “ดูสิ เจ้าวาดข้าให้เตี้ยกว่ามังกรอีกนะ!” เขาแซวซีหลันตอนจบเรื่อง
“เพราะพี่สูงไม่ถึงใจคน!” ซีหลันหัวเราะแล้วหลบหลี่เจิ้นที่ทำท่าจะวิ่งไล่
หลี่เหวินทอดตามองครอบครัวอย่างอบอุ่น ใจหนึ่งสงบ แต่อีกใจเตรียมพร้อม
คืนนี้ เขามีแผนจะตรวจสอบแนวป่าภายนอกอีกครั้ง ทันทีที่งานเลี้ยงจบ
...
ยามกลางคืน โคมลอยล่องกลางท้องฟ้า ดวงดาวประดับเหมือนคำอธิษฐานของคนธรรมดา
หลี่เหวินเดินอยู่ลำพังในป่าชั้นนอก พลางกางอักขระเงาไร้เสียงไว้รอบกาย เพื่อไม่ให้ถูกตรวจจับ
เขารู้สึกได้ถึงความเคลื่อนไหวบางอย่างใต้พื้น – เหมือนเงาของบางสิ่งที่รุกล้ำผ่านทางอุโมงค์เก่า เขาคุกเข่าลงใช้หูแนบพื้นดิน ใช้ปราณระดับที่สี่ซึ่งเพิ่งฝึกผ่านสำเร็จทำให้รับรู้แรงสะเทือนได้ชัดเจนขึ้น
“สัตว์ใหญ่...? หรือ...”
ขณะที่เขายังไตร่ตรอง เสียงคล้ายลมหายใจแรงเบา ๆ ดังขึ้นไม่ไกล
หลี่เหวินปักพัดไม้ลงกับพื้น ใช้เป็นศูนย์กลางเรียกพลังจากเส้นลมปราณรอบ ๆ เพื่อกระชับกับดักเร้นแสงขึ้นมาหนึ่งชุด
เขายืนนิ่ง
แล้วสิ่งมีชีวิตรูปร่างคล้ายเสือโคร่งเงาดำทะยานออกมา!
หลี่เหวินไม่ได้รอช้า ใช้พัดหมุนพลังสายลมเข้าปะทะ ใช้กลยุทธ์หมุนเวียนเปลี่ยนมุมรับแทนการบุก โจมตีโต้กลับด้วยลูกไม้ที่ซ่อนการลอบแทงจากทวนไม้ไผ่ในเงา
การต่อสู้ระหว่างเขากับ “อสูรเงา” กินเวลาไม่ถึงหนึ่งรอบธูป สิ่งนั้นหายไปทิ้งไว้เพียงเส้นขนสีเทาเข้มหนึ่งเส้น
เขาหยิบขึ้นมา ดูด้วยแววตาขรึม
“มีบางอย่างอยู่ใต้พื้นหมู่บ้าน...” เขาพึมพำ “ไม่ใช่แค่ศัตรูจากภายนอกเสียแล้ว”
...
รุ่งเช้า หลี่เหวินเดินกลับถึงบ้านพร้อมรอยคราบดินเปื้อนขา
“ลูกไปที่ไหนมาอีกล่ะ?” แม่ถามด้วยรอยยิ้มบาง ๆ แต่ดวงตาแฝงความรู้สึกห่วงใย
“เดินเล่นนิดหน่อยขอรับ แม่หลับสบายหรือไม่?”
“กว่าจะได้นอนก็ดึกแล้ว เพราะเป็นห่วงเจ้า...” แม่ตอบ
หลี่เหวินหยุด ก่อนยื่นเส้นขนสีเทาให้แม่ดู “ท่านรู้จักสิ่งนี้ไหม?”
แม่รับไปมองพักใหญ่ ดวงตาไหววูบหนึ่ง ราวกับความทรงจำถูกปลุกขึ้น
“ข้า...เคยเห็นมันครั้งหนึ่ง เมื่อนานมาแล้ว ตอนยังเป็นคนของสำนักลับ”
หลี่เหวินยืนนิ่ง
“แม่จะเล่าให้ฟังคืนนี้” เธอกล่าว
และการเปิดเผยในคืนนั้น... จะเป็นจุดเริ่มต้นของบทต่อไปที่เขาไม่อาจหันหลังกลับได้อีก