ลวี่เยาไม่อยากไปที่ว่าการเขตกับชวีหนานอี นางมองฮัวชิงหร่านถือร่มกำลังเข้าไปในเกี้ยว ลวี่เยารีบก้าวไปขวาง พลางยื่นมือให้เขา ค่าชดเชยที่ตกลงกันแล้ว แม้ว่าจะติดได้ระยะเวลาหนึ่ง แต่ก็ไม่ควรข้ามคืน นี่คือกฎของลวี่เยา
ฮัวชิงหร่านเข้าใจว่าลวี่เยามาขอค่าชดเชย เขาจึงเอื้อมมือควานหาในช่องแขนเสื้อ ทว่าก็ยังไม่พบก้วนเหรียญทองแดง เขาจึงยื่นร่มในมือให้นาง
ลวี่เยากางร่มสีเขียว พลางเดินไปยังบ้านตระกูลถังโดยไม่หันกลับมาสักนิด
ชวีหนานอีมองแผ่นหลังของลวี่เยา และถามฮัวชิงหร่าน “เหตุใดจึงให้ร่มกับนาง?” ฮัวชิงหร่านก็แปลกคน ถือร่มในวันแดดจ้าไม่ว่า ซ้ำยังมอบให้กับผู้อื่นอย่างสบาย ๆ
ฮัวชิงหร่านตอบ “เป็นหนี้เงินต้องคืนเงิน เป็นหนี้รักต้องให้ร่ม”
ชวีหนานอีเลิกคิ้ว พลางกล่าวหยอกล้อ “อะไรกัน? เจ้าเองก็มีวาสนากับลวี่เยาเหมือนกันหรือ?”
ฮัวชิงหร่านกล่าวนิ่ง ๆ “ก็อาจใช่” มองไม่เห็นโชคชะตาตัวเอง ดูชะตาของลวี่เยาก็ไม่ได้ ใครจะรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สำหรับโชคชะตาที่เปลี่ยนไปมาเอาแน่เอานอนไม่ได้ เขาเห็นมามากที่บางคราชะตาก็พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ อย่างไรก็ตามเขาไม่คิดเลยว่าตนเองจะมีวาสนาร่วมกับลวี่เยา หากมีจริงเขายอม “ทำลายหินวาสนาทั้งห้า” อยู่ลำพังตลอดชีวิต ต่อให้ต้องเป็นดวงดาวที่โดดเดี่ยวแล้วจะเป็นไรเล่า
เมื่อชวีหนานอีได้ยินคำพูดของฮัวชิงหร่าน ในใจรู้สึกแปลก ๆ เขาเข้าใจว่าก็อาจใช่ของฮัวชิงหร่านนั้นมีความเป็นไปได้จริง ๆ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็เหมือนกับความถ่อมตน เพราะฮัวชิงหร่านแสดงออกบ่อยครั้ง ว่าไม่มีทางพูดอวดดีและกล่าวเหลวไหล
ท่าทางของชวีหนานอีเปลี่ยนไปอย่างแปลกประหลาด ทั้งตกตะลึง ตื่นเต้น แปลกประหลาด สับสน และเหมือนเขาจะเข้าใจบางอย่าง จึงเปลี่ยนความรู้สึกทั้งหมดเป็นถอนหายใจ
ชวีหนานอีลอบมองฮัวชิงหร่านด้วยสายตาที่มองคนโง่ พลางแอบกล่าว ‘ตกลงแล้วชิงเต้าจ่างผู้นี้รู้หรือไม่รู้กันแน่เรื่องโชคชะตา? หากมีวาสนาก็จะไม่แยกจากกัน หากแยกจากกันก็ไม่มีวาสนา กระจกแตกหวนกลับ สมรสน้ำค้าง บุปผางามพระจันทร์เต็มดวง เพียงสบตาดุจหมื่นปี รวมไปถึงศัตรูพ่าย บุญพาวาสนาดี คำกล่าวอวยพรงานสมรสมากมายเช่นนั้น มีสักกี่คนที่บำเพ็ญจนบรรลุได้เป็นร้อยปี?’
ชิ...จู่ ๆ ชวีหนานอีก็คิดว่า สิ่งที่เป็นไปได้มากที่สุดที่จะเกิดกับเขาและลวี่เยาก็คือ “สมรสน้ำค้าง!” ม้าของไป๋จื่อชีตัวนั้นเห็นได้ชัดว่าเป็นตัวผู้ หลังจากโดนวางยามันก็พุ่งใส่โดยไม่แยกเพศ หากวันหนึ่งวันใดเขาโดนวางยา หรือลวี่เยาโดนวางยา และสองคนอยู่ในห้องเดียวกัน มันจะไม่เหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้หรอกหรือ?
เรียกว่าโดนวางยายังพอจะน่าฟัง ทั้งที่ใคร ๆ ก็รู้ว่านั่นคือยาปลุกอารมณ์
ราวกับชวีหนานอีรู้ความลับสวรรค์ ทันใดนั้นเขาก็เข้าใจว่าตนเองควรให้ความสนใจไปในทิศทางใด ------- ป้องกันอัคคีภัย ป้องกันโจรกรรม และป้องกันยาปลุกอารมณ์ของลวี่เยา!
ทันใดนั้น จู่ ๆ ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้ม เมฆดำทะมึนลอยมาโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า
ฮัวชิงหร่านก้าวขากำลังจะขึ้นรถม้า
ชวีหนานอีดึงเสื้อคลุม ก้าวเข้าไปในรถม้าเช่นกัน พลางกล่าว “ชิงหร่านพกร่มมาวันนี้ เพราะรู้ว่าฝนจะตกใช่ไหม?”
ฮัวชิงหร่านพยักหน้าบ่งบอกว่าเป็นเช่นนั้น
ชวีหนานอีกล่าวในใจ ฮัวชิงหร่านนะฮัวชิงหร่าน ไม่บอกข้าสักคำว่าฝนจะตก เจ้านั่งรถม้ามา แต่ข้าต้องขี่ม้าไปตามถนน
เมื่อเห็นฝนกำลังจะตก บุรุษทั้งสองจึงเข้าไปในรถม้า ถังโยวและหงซิ้วกลับถูกทิ้งไว้ด้านนอก
ถังโยวหันไปมองรถม้า พลางกล่าว “เช่น...เช่นนั้นข้า...ข้าเข้าไปด้วยได้ไหม?” แม้จะเป็นคำถาม แต่ร่างอ้วนกลมก็ปีนขึ้นไปแล้ว นางสังเกตฮัวชิงหร่านอย่างระมัดระวัง ด้วยกลัวว่าเขาจะถีบนางอีกครั้ง
เป็นไปตามคาด!
โชคดีที่ถังโยวมีไหวพริบ เมื่อได้ยินเสียงเอี๊ยดอ๊าดจากกระดานรถม้า และเห็นเท้าของฮัวชิงหร่านขยับ นางรีบกุมศีรษะพร้อมตะโกน “อย่าถีบข้า! อย่าถีบข้า! ข้าจะลงไปเอง!”
ชวีหนานอีวางมือลงบนเข่าของฮัวชิงหร่าน กล่าวอย่างนุ่มนวล “ชิงหร่าน บนกระโปรงของถังโยวมีเลือดอยู่ คงไม่ดีหากปล่อยให้นางเปียกฝน ให้นางขึ้นมาเถอะ”
ฮัวชิงหร่านไม่ชอบสายตาของถังโยวที่มองมา เขารู้สึกว่านางจะทำน้ำลายหกเลอะรถม้าของเขาได้ตลอดเวลา แต่ในเมื่อชวีหนานอีกล่าวเช่นนี้ เขาเองก็ไม่อาจยื่นเท้าถีบถังโยวออกไป เพียงแต่...
ฮัวชิงหร่านกล่าวกับชวีหนานอี “บนรถแน่นมากแล้ว”
ชวีหนานอียิ้มพลางกล่าว “ข้าจะทำตัวลีบเล็ก ไม่กินพื้นที่มากนักหรอก” เขาตัดสินใจที่จะไม่ลงจากรถม้า
ทันใดนั้น ข้างนอกมีเสียงฟ้าผ่าดังขึ้น!
ถังโยวตกใจจนตัวสั่น นางแทรกตัวเข้ามาในรถม้าทันที พลางเบียดชวีหนานอีไปด้านข้าง สาบานได้ว่านางไม่ได้ตั้งใจจะเบียดเขา เพียงแต่นางไม่กล้าไปเบียดฮัวชิงหร่าน
ในเวลาเดียวกัน ฮัวชิงหร่านก็ลอยออกไปนอกตัวรถอย่างรวดเร็ว เขาเหยียบลงบนศีรษะของหงซิ้ว และเหาะออกไปไกลในพริบตา
หงซิ้วจับศีรษะ พลางปีนขึ้นรถม้า เบียดตัวเข้าไปข้างใน
หยาดฝนโปรยปรายลงมากระทบพื้น ชะล้างร่องรอยความแห้งแล้งออกไป
ถังโยวอยากจะลงจากรถและเปลี่ยนให้ฮัวชิงหร่านขึ้นไปแทน ทว่ารอยเลือดบนกระโปรงของนางไม่สามารถโดนน้ำ ก้นของนางขยับไปขยับมาเหมือนมดในหม้อน้ำร้อน จนในที่สุดนางจึงสงบจิตใจและสามารถหยุดเคลื่อนไหว
คนขับรถม้าเคลื่อนรถไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ
ชวีหนานอีต้องแสร้งมีความสุขอย่างขมขื่น เขาเปิดม่านเล็ก ๆ เพื่อมองหาฮัวชิงหร่าน
ทว่ากลับเห็นฮัวชิงหร่านกำลังเดินเคียงอยู่ใต้ร่มคันเดียวกับลวี่เยา
เม็ดฝนโปรยปรายลงบนร่มสีเขียวเข้ม เมื่อกระทบเบา ๆ ก็เกิดชั้นแสงของน้ำ ราวกับใบบัวที่พลิ้วไหว ทำให้คนที่อยู่ใต้ร่มดูสง่างามไร้ที่ติ
ฮัวชิงหร่านร่างสูงดุจหยกที่ตั้งตระหง่าน เช่นดอกบัวสีขาวที่โผล่พ้นโคลนตม โดยไม่เปรอะเปื้อน ช่างเป็นความงามที่หาได้ยากในโลกที่วุ่นวายเช่นนี้
ลวี่เยาภายใต้หน้ากาก นางสวมกระโปรงผ้า เดินเพียงก้าวเดียวกลับดูสง่างามและเยือกเย็นต่างออกไป ราวกับกล้วยไม้ในหุบเขาที่ว่างเปล่า ไม่แก่งแย่งชิงดี ไม่ประจบประแจง เพียงส่งกลิ่นหอมออกมาเงียบ ๆ
ภาพนั้นดุจกวีน้ำหมึก ดังน้ำกระเซ็นจากสวรรค์ ด้วยความเป็นธรรมชาติและความงามที่ไม่อาจบรรยาย ภาพนั้นกลมกลืนอย่างหาที่เปรียบมิได้ เช่นคู่รักที่เดินอยู่ท่ามกลางสายฝน เป็นม้วนภาพแห่งความรักนิรันดร์ของคู่ชีวิต ภาพนั้นเหมือนระลอกคลื่นในดวงตาของชวีหนานอีที่หมุนวนไปถึงก้นบึ้งหัวใจ
ชวีหนานอีรู้สึกอึดอัดใจอย่างแปลกประหลาด
เหมือนกับคนคอแห้งที่เจอน้ำ แต่กลับไม่สามารถดื่ม ไม่เพียงดื่มไม่ได้ แต่ยังต้องดูผู้อื่นดื่มมันอย่างมีความสุข ความรู้สึกนี้แย่มาก แย่ที่สุด
ชวีหนานอีนึกถึงวาสนาของฮัวชิงหร่านและลวี่เยา ก่อนจะเยาะเย้ย และปิดม่านลงโดยไม่มองอีกต่อไป
ชวีหนานอีหลับตา พลางจำแนกความไม่พอใจที่ตกหล่นของตนเป็นหมวดหมู่ ลองคิดดูว่าหญิงสาวคนหนึ่งที่เอาแต่ร้องไห้และตะโกนบอกว่าชอบเขา ทว่าเมื่อหันหลัง กลับกางร่มอยู่กับชายอื่น เป็นใครล้วนย่อมไม่พอใจ นี่ไม่เกี่ยวกับความชอบ มันเป็นเพียงความอยากเอาชนะของชายหนุ่ม
ชวีหนานอีค่อนข้างเก่งในการโน้มน้าวตนเอง หากลวี่เยารู้ว่าชวีหนานอีนำคำพูดหยอกล้อของนางมาตีความหมายเป็น “เอาแต่ร้องไห้และตะโกนบอกว่าชอบ” นางจะต้องกดหัวและถอนฟันของชวีหนานอีโดยไม่สนใจอะไรเป็นแน่! ยิ่งไปกว่านั้นชวีหนานอียังต้องกลืนฟันที่ถอนออกมาเข้าไปทีละซี่ ๆ อีกด้วย! สิ่งต่าง ๆ สามารถทำได้โดยไม่ใส่ใจ แต่คำพูดไม่สามารถกล่าวมั่วซั่ว
ด้านนอกรถม้า คู่รักที่ดูเหมือนจะเข้ากันได้ดีกลับกำลังทะเลาะกัน
ลวี่เยาไม่ถือว่าเตี้ย แต่เมื่อเทียบกับฮัวชิงหร่าน นางกลับเตี้ยไปไม่น้อย นางวางร่มไว้บนไหล่ และจงใจลดความสูงลงมา ทำให้ฮัวชิงหร่านต้องก้มเดินไปข้างหน้า
ฮัวชิงหร่านกล่าว “ข้าเอง” เขาเอื้อมมือมาคว้าด้ามร่มไป
ลวี่เยากำด้ามร่มแน่น กล่าวอย่างดื้อรั้น “นี่ร่มของข้า เจ้าห้ามแตะต้อง”
ฮัวชิงหร่านถาม “แตะต้องร่มไม่ได้?”
ลวี่เยาพยักหน้า กล่าวอย่างไร้เดียงสา “ใช่! ห้ามแตะต้องร่ม!”
ฮัวชิงหร่านจับมือลวี่เยา และยกร่มให้สูงขึ้น จนในที่สุดเขาก็สามารถยืดตัวตรง
ลวี่เยาเหลือบมองฮัวชิงหร่าน พลางเริ่มไตร่ตรองว่านางควรละทิ้งตัวตนนี้ และลงมือคร่าชีวิตหมาป่าตาขาวตัวนี้อย่างโหดเหี้ยมดีไหม! ถึงแม้นางจะมิได้สนิทสนมกับฮัวชิงหร่านมาก แต่ก็รู้ว่าเขาเป็นคนรักความสะอาด เหตุใดจึงจับมือของนางแน่นไม่ปล่อยเช่นนี้? หรือนางทำสิ่งใดพลาดไปจนเขาจับได้? หรือเขากำลังทดสอบนาง?
ใช่! แม้ว่าตอนนี้นางจะเป็นคนโง่เขลาเสียสติ แต่นางก็ไม่ควรนิ่งเฉยเมื่อมีบุรุษรูปงามจับมือเช่นนี้!
ดังนั้น ลวี่เยาจึงเริ่มลงมือ
นางกะพริบตาปริบ ๆ มองฮัวชิงหร่าน และกล่าวอย่างตื่นเต้น “ฮัวชิงหร่าน เจ้าชอบข้าหรือ?”
ฮัวชิงหร่านมองลวี่เยากลับด้วยแววตาชัดเจน กล่าวนิ่ง ๆ ว่า “เจ้าคิดมากเกินไปแล้ว”
ลวี่เยาเม้มปาก แสร้งเป็นเขินอายไม่ประสีประสา “แต่ว่า เจ้าจับมือข้า”
ฮัวชิงหร่านก้มหน้าอมยิ้ม พลางกล่าว “สิ่งที่ข้าจับอยู่ไม่แน่ว่าอาจจะไม่ใช่มือของเจ้า บางทีเมื่อก่อนอาจใช่ แต่ในอนาคตอาจไม่ใช่”
บ้าเอ๊ย!
ลวี่เยาสบถในใจ เจ้าหมาป่าตาขาวตัวนี้จะลงมืออีกแล้ว เห็นเขารูปร่างหน้าตาดี เห็นอกเห็นใจผู้คน ดูแตกต่างจากผู้อื่น ทว่าแท้จริงกลับเป็นคนใจดำอำมหิต ไม่เช่นนั้นตอนที่เขาเข้าใจผิดเรื่องลวี่เยา เขาคงไม่แทงดาบไปตรง ๆ โดยไม่ถามอะไรเลย ครั้งนี้เขายังคิดจะตัดมือของนางอีกหรือ? นี่มันอะไรกัน เขาจะลงมือเพียงเพราะนางจับด้ามร่มไว้แน่นไม่ยอมปล่อย และเขาก็ไม่มีทางเลือก เพราะปล่อยมือจากร่มไม่ได้ จึงอยากตัดมือนางเสีย?
ชั่วช้ายิ่งนัก
ฮัวชิงหร่าน เจ้าเหมาะจะเป็นต้าจี้ซือ ของข้าจริง ๆ
พอไม่มีใคร เจ้าก็เลิกเสแสร้งเป็นนักบุญแล้วหรือ?
ได้!
ข้าจะเล่นเป็นเพื่อนเจ้าเอง!
ดูซิว่าสุดท้ายแล้วใครจะชนะ?!
ลวี่เยาไม่ลังเล นางแสร้งไม่เข้าใจ พลางเปลี่ยนหัวข้อ ก้มหน้าลดเสียงลง กล่าวอย่างลึกลับ “ฮัวชิงหร่าน ข้าบอกความลับอย่างหนึ่งกับเจ้าเอาไหม?”
ฮัวชิงหร่านมิใช่คนสอดรู้สอดเห็น สามารถสังเกตได้จากพฤติกรรมของเขา ทว่าสำหรับลวี่เยา ต่อให้เขาสิ้นสงสัยแล้วว่านางคือนักพรตหญิง แต่ก็ยังรู้สึกว่ามีความลึกลับบางอย่างในตัวนาง ถึงกระนั้นจะให้เขาเอนตัวลงไปเอาหูแนบปากลวี่เยาและฟังความลับของนางย่อมเป็นไปไม่ได้
อย่างไรก็ตาม ในเวลานี้ “ดาบสามภพ” สั่นเล็กน้อย! และส่งเสียงคำราม!
ฮัวชิงหร่านมองลวี่เยาโดยไม่รู้ตัว พลางเอื้อมมือไปดึง “ดาบสามภพ” ออกมา
ลวี่เยาเงยหน้า โผเข้าหาฮัวชิงหร่านทันทีและจูบเขาอย่างดุเดือด!
สองตาประสาน ฮัวชิงหร่านตกตะลึง
ลวี่เยาบดขยี้ริมฝีปากของฮัวชิงหร่านโดยไม่ยอมเขาเลยสักนิด
ด้านข้างของทั้งคู่คือประตูใหญ่บ้านตระกูลถัง รอบ ๆ รายล้อมด้วยละอองฝนโปรยปราย ด้านหลังเป็นรถม้าที่เคลื่อนตัวอย่างช้า ๆ และด้านหน้าคือสองคนที่อยากให้แต่ละฝ่ายตายไปเสีย ทว่าทั้งสองกลับจูบกัน ราวกับเรื่องตลกที่สะเทือนอารมณ์เป็นที่สุด
ลวี่เยาคิด บริสุทธิ์มากใช่ไหม? รักสะอาดมากใช่ไหม? แปดเปื้อนไม่ได้ใช่ไหม? วันนี้ นางจะใช้หญิงสาวที่อัปลักษณ์ที่สุดทำให้เจ้าขยะแขยงเอง!
แม้ว่าวิธีนี้จะเป็นการฆ่าศัตรูที่เอาตัวเข้าแลกและเสียเปรียบด้วยกันทั้งคู่ แต่ในตอนนี้หูเหยียนคือลวี่เยา มิใช่หูเหยียน ลวี่เยาไม่ถือสาที่จะจูบกับชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่ง แน่นอนว่าหากเป็นหูเหยียนมันคงไม่ใช่ นอกจากนี้ในระยะร้อยลี้ มันไม่ง่ายเลยที่จะหาหญิงสาวอัปลักษณ์เช่นลวี่เยา
ฝนยังตกอยู่ ทว่าภายใต้ร่มกลับมีความงามที่แปลกประหลาด
ในเวลานั้น ชวีหนานอีที่ไม่สามารถงีบหลับได้เปิดม่านออก พลางมองทั้งสองท่ามกลางสายฝน ต้องขอบคุณคนขับรถม้าที่เคลื่อนรถไปด้านข้างฮัวชิงหร่านอย่างไม่เร่งรีบ โดยคิดว่าพร้อมจะรับฮัวชิงหร่านขึ้นรถได้ทุกเมื่อ ดังนั้นทันทีที่ชวีหนานอีเปิดม่านเล็ก ๆ เขาจึงเห็นฮัวชิงหร่านกำลังก้มลงจูบลวี่เยา!