แค้นนี้ต้องชำระ... ไอ้กระรอกตัวแสบ!

    บทที่ 74: พระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้า!

    ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมลานมณีทิพย์ชั่วขณะหลังจากที่ องค์เทวราช ทรงมีกระแสรับสั่งประทานสิทธิพิเศษให้กับเจ้าจ้อยแสงทองที่พวยพุ่งรอบพระวรกายดูนุ่มนวลลง ราวกับพระองค์ทรงยอมรับในความกะล่อนที่แฝงไปด้วยความจริงใจของเจ้าสัตว์ตัวน้อยตัวนี้

    “เอาเถอะ...เจ้ากระรอกป่าพรรค์นี้ไม่รู้ขนบธรรมเนียมต่อไปนี้เรื่องระเบียบพิธีการสำหรับมันก็ให้ยกเว้นไปเสียอะไรที่ยุ่งยากก็ให้ลดละเลิก ไม่ต้องมากความให้รำคาญใจ”

    สุรเสียงนั้นราบเรียบมั่นคงประดุจขุนเขาแต่มันกลับสั่นสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจของเหล่าเทพยดาทุกองค์ เพราะคำว่า "จากนี้ให้เรียบง่าย" มันไม่ใช่แค่การยกโทษแต่มันคือ 'ตั๋วผ่านทางพิเศษ' ที่ทำให้เจ้าจ้อยสามารถเดินกร่างไปทั่ววิมานชั้นฟ้าโดยไม่ต้องก้มกราบใครให้ปวดหลังอีกต่อไป!

    เหล่าเทพบุตรและนางฟ้าต่างพากันตาแดงก่ำด้วยความริษยาบางองค์ถึงกับกัดชายสไบด้วยความหมั่นไส้ 'พวกข้าบำเพ็ญตบะรักษากฎระเบียบมาเป็นพันปี ยังต้องคลานเข่าจนเข่าด้านแต่ไอ้กระรอกหน้าขนตัวนี้แค่นอนแผ่หลาก็ได้รับพรเสียอย่างนั้น!' แม้แต่ ท่านเจ้ากรมพระคลังสวรรค์ ยังต้องแอบปาดเหงื่อพลางบันทึกชื่อเจ้าจ้อยลงในบัญชี"บุคคลห้ามแตะ" ทันที

    จ้อยพอได้ยินดังนั้นก็ลิงโลดใจจนหูตั้งแววตาเจ้าเล่ห์ทอประกายวิบวับมันคิดจะประจบองค์เทวราชด้วยการเรียกชื่อเต็มให้สมเกียรติเสียหน่อย“ขอบพระคุณท่าน... ท่านมหา... เออ... อะไรนะ... ที่มันยาวๆ ... ท่านพระเจ้าอยู่หัวสวรรค์!”

    เสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้นเบาๆรอบบริเวณ 'จำชื่อเต็มไม่ได้แล้วยังจะสะเออะเรียก!'แต่ดูเหมือนองค์เทวราชจะทรงมองข้ามความกะล่อนนี้ไปเสีย

    ฝ่าย พระแม่เจ้าแห่งสระทิพย์ ทรงมีรอยสรวลที่อ่อนโยนประดุจน้ำค้างยอดหญ้าพระนางตรัสสำทับด้วยความเอ็นดู “เจ้ากระรอกน้อย...เมื่อได้รับเมตตาแล้วก็จงตั้งใจเรียนให้ดีนะ ท่านขุนนางอักษรวิจิตร ท่านจงรับตัวมันไปอบรมสั่งสอนที่สำนักอักษรพิมานอย่าให้เสียชื่อครูบาอาจารย์เล่า”

    ท่านขุนนางอักษรวิจิตร (อาจารย์ใหญ่ประจำสำนัก) ถึงกับหน้าถอดสีท่านรู้สึกเหมือนมีก้อนหินหนักหมื่นกิโลลอยมาทับอก 'สำนักข้าที่เคยสงบเงียบบัดนี้จะกลายเป็นรังกระรอกไปแล้วหรือนี่!' แต่ท่านก็ได้แต่ค้อมตัวรับคำด้วยความหนักใจอย่างที่สุด

    ....

    ในขณะที่งานเลี้ยงดำเนินไป คณะบรมครูฤาษีแห่งสวรรค์ทั้งสามท่านที่ปรากฏตัวในบทก่อนๆ ก็ได้เดินเข้ามามีส่วนร่วมในวงสนทนาชั้นสูงเพื่อร่วมเป็นสักขีพยานในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์นี้

    ท่านแรกคือ พระฤาษีตบะเดช บรมครูผู้ถือพระขรรค์ทิพย์ท่านก้าวออกมาด้วยท่าทางองอาจ รังสีสีครามจากพระขรรค์ทำเอาพวกเทพหนุ่มๆ ต้องถอยกรูดท่านชายตามองจ้อยพลางเอ่ยเสียงต่ำ “เจ้าหนู... ได้พรใหญ่เพียงนี้จงประพฤติตนให้สมกับที่ข้าอุตส่าห์นิ่งดูดายมาตลอดเถิด หากวันหน้าเจ้าทำตัวเกเรข้าจะเป็นคนใช้พระขรรค์นี้เล็มขนหางเจ้าเอง!”

    จ้อยรีบหดคอจนหัวหายเข้าไปในไหล่ 'แหม... พระขรรค์ท่านอาจารย์ช่างดูคมกริบจริงๆผมสัญญาว่าจะไม่เอาไปใช้ขูดมะพร้าวเด็ดขาดขอรับ!'

    ถัดมาคือ พระฤาษีพรหมมุนี บรมครูผู้ขี่ลาทิพย์ท่านยังคงความสงบนิ่งและมีเมตตาท่านปรายตามองความวุ่นวายในงานเลี้ยงด้วยรอยยิ้มละไมขณะที่ลาทิพย์ของท่านส่งเสียงร้องรับกับจังหวะดนตรีสวรรค์อย่างน่าประหลาด ราวกับมันกำลังล้อเลียนความอิจฉาของเหล่าเทพรอบข้าง

    และปิดท้ายด้วย ดาบสเขจร พระฤาษีไม้เท้าเหล็กท่านกระแทกไม้เท้าลงบนพื้นลานมณีทิพย์จนเกิดเสียงดังกังวานสยบความวุ่นวาย“จะรื่นเริงกันก็ให้มันมีขอบเขต อย่าให้ถึงกับลืมตัวลืมตนกันไปหมด!”

    .....

    ในที่สุดงานเลี้ยงก็ดำเนินมาถึงช่วงที่เจ้าจ้อยรอคอย...แม่หญิงจันทร์ เดินนวยนาดกลับมาหาพร้อมเหล่าเทพธิดาความงามของนางโดดเด่นท่ามกลางหมู่มวลนางฟ้า ยิ่งเดินเข้ามาใกล้หัวใจของจ้อยก็ยิ่งเต้นโครมคราม

    ทว่ายังไม่ทันที่จ้อยจะพุ่งเข้าไปหา เทพมธุสรเทพหนุ่มรูปงามในชุดบัณฑิตผู้เชี่ยวชาญการเป่าขลุ่ยทิพย์ก็ถลาเข้าไปขวางหน้าแม่หญิงจันทร์ไว้ก่อน หวังจะใช้เสียงนุ่มนวลชนะใจนาง“แม่หญิงจันทร์... ข้าคือเทพมธุสร มีนามว่า...”

    “ไอ้คนขี้เก๊ก!”จ้อยตะโกนลั่นทำลายบรรยากาศจนเทพหนุ่มหน้าเหวอ

    เทพหนุ่มอีกองค์ที่มีเสน่ห์แพรวพราวอย่างเทพอรชุน ผู้สะพายพระขรรค์เงินและถือพัดวิเศษ ก็รุดเข้ามาพร้อมรอยยิ้มกรุ่มกริ่ม“แม่หญิง... ข้ามีมณีทิพย์ล้ำค่าที่จะมอบให้...”

    “ไอ้พวกหัวงู!”จ้อยร้องลั่นอีกครั้ง ก่อนจะกระโดดตัวลอยข้ามหัวเทพหนุ่มทั้งสองพุ่งหลาวเข้าไปหาอ้อมกอดของแม่หญิงจันทร์อย่างแม่นยำ มันรีบซุกหัวเข้าไปในทรวงอกอันอบอุ่นของนางทันทีอย่างไร้ยางอายจนเหล่าเทพหนุ่มๆ พากันตะโกนด่าพร้อมกัน:

    “ไอ้กระรอกหื่นกาม!!!”

    จ้อยเงยหน้าขึ้นมาทำตาใสแป๋ว“เรียกข้าทำไม? ข้ากำลังสูดอากาศบริสุทธิ์จาก'หุบเขาลึก' ให้ชื่นใจแท้ๆพวกท่านมาขัดจังหวะกันอยู่ได้... จ่ายค่าทำขวัญมาเลยนะ!”

    บรรยากาศงานเลี้ยงจบลงด้วยความชุลมุนวุ่นวายและขบขันไปพร้อมกันแต่ในขณะที่จ้อยกำลังเสวยสุขอยู่นั้น จู่ๆ มันก็สะดุ้งสุดตัว!ขนตามลำตัวลุกชันขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยสัญชาตญาณสัตว์ป่าของมันกำลังกรีดร้อง... มันรู้สึกได้ว่ามีสายตาคู่หนึ่งกำลังแอบจ้องมองมันอยู่จากที่ไกลๆเป็นสายตาที่แฝงไปด้วยความอำมหิตและไม่หวังดีอย่างแรง!

    คล้ายกับเรื่องแค้นนี้ต้องชำระ... ไอ้กระรอกตัวแสบ! ที่คุณอ่าน