บทที่ 205
ที่สระน้ำใหญ่เบื้องล่างน้ำตก มีมังกรวารีเกล็ดสีน้ำเงินตัวหนึ่งม้วนขดตัวหลับตาปิดสนิทอยู่กลางสระนั้น ซึ่งมันก็คือมังกรวารีที่ภามได้ช่วยเหลือมันออกมาจากปราสาทสีเทาตามคำขอร้องของแอนเน่ สภาพร่างกายภายนอกของมันในตอนนี้ฟื้นฟูดูดีขึ้นกว่าเมื่อวานมากเลยทีเดียว สาเหตุนั้นก็เพราะที่นี่คือบ่อน้ำที่อุดมไปด้วยพลังมานา รวมทั้งมังกรตัวนี้มีธาตุน้ำที่เข้มข้นไหลเวียนอยู่ในกายมันจึงฟื้นฟูได้เร็วเมื่ออยู่ในพื้นทีที่เหมาะสม แม้ที่ผ่านมาจะถูกจับขังอยู่ในคุกมืดใต้ดินมานานหลายปีแล้วก็ตาม ภาพที่ดูสงบ และสง่างามนี้อยู่ในครรลองสายตาของภามที่ยืนนิ่งดูอยู่ที่ริมสระ เขาเพียงยิ้มมองอยู่เงียบๆไม่ได้ส่งเสียงรบกวนมังกรที่หลับใหลนี้แต่อย่างใด อย่างไรก็ตามมังกรนั้นเป็นสิ่งมีชีวิตชั้นสูงที่มีประสาทสัมผัสรับรู้ทั้งทางมานา และจิตใจ มันย่อมรับรู้ได้ถึงผู้มาเยือน มังกรวารีลืมตาสีทองขึ้นจดจ้องไปยังชายหนุ่มเล็กน้อย ก่อนที่จะค่อยๆคลายขดม้วนของร่างกายออกเผยให้เห็นดวงแสงสีฟ้าสว่างไสวลอยอยู่กลางน้ำ ภามยิ้มกว้างออกมาอีกครั้งแล้วก้าวเดินไปบนผิวน้ำ ทุกก้าวย่างของเขาเป็นไปตามปกติเช่นเดียวกับเดินบนบก ปลายเท้าไม่ได้จมลงไปในน้ำแม้แต่น้อย‘แอนเน่ยังหลับอยู่สินะ?’ ภามส่งโทรจิตไปถามกับมังกรตรงหน้า ในขณะที่เขาเข้าไปมองดูเด็กหญิงที่นอนขดตัวอยู่ในลูกบอลน้ำเรืองแสงใกล้ๆ‘ตอนนี้แอนเน่เข้าสู่การหลับลึกแล้ว คาดว่าประมาณหนึ่งเดือนนางถึงจะตื่นขึ้นมาเจ้าค่ะท่านภาม’ มังกรร่างใหญ่อธิบายผ่านโทรจิต‘ถ้าอย่างนั้นข้าก็ขอฝากนางไว้กับเจ้าด้วยนะมารีน่า’‘ไม่ต้องห่วงเจ้าค่ะ ข้าจะปกป้องนางด้วยชีวิต’ มังกรวารีสัญญาต่อชายหนุ่ม‘อืม ข้าเชื่อเช่นนั้น’ ภามยิ้มตอบจากนั้นก็เดินหันหลังกลับจากกลางสระน้ำไปอย่างเงียบๆ พร้อมกับที่มารีน่าขดตัวม้วนกลับเข้ากำบังลูกบอลน้ำเอาไว้เช่นเดิม แต่ในสายตาของมังกรวารียังคงจดจ้องไปที่เบื้องหลังของชายหนุ่มที่เดินจากไป เธอรู้สึกได้ว่าในเวลานี้ภามจะกำลังกังวลใจกับอะไรบางอย่าง แม้ว่าเขาจะไม่พูดออกมาแต่การสื่อสารทางจิตก็ทำให้รู้สึกได้เช่นนั้น ภามในชุดชาวบ้านธรรมดาเดินตามทางไปเรื่อยๆด้วยความสงบนิ่ง แต่เป็นความสงบนิ่งที่ไม่เป็นธรรมชาติเอาเสียเลย เพราะเขากำลังคิดหลายสิ่งหลายอย่างอยู่ภายในจิตใจ ปัญหาต่างๆมากมายถาโถมเข้าใส่ชายหนุ่มในเวลาไล่เลี่ยกันจนแทบไม่ได้พักผ่อน เขาเดินมาได้สักครู่หนึ่งก็พบกับเรญ่าในชุดแบทเทิลสูทสีดำ และผ้าคลุมยาวสีดำตัวเดิมของเธอ หญิงสาวยืนนิ่งจ้องมองคนตรงหน้าด้วยความพินิจพิเคราะห์ เหมือนกับว่าต้องการมองทะลุเข้าไปในจิตใจของภามอย่างไรอย่างนั้น แต่เธอก็ต้องหยุดลงเมื่อชายหนุ่มเดินมาหยุดยืนตรงหน้าห่างไปเพียงคืบเดียว“มีอะไรรึเปล่าเรญ่า?” ภามจ้องเข้าไปในดวงตาของหญิงสาวผมดำ พร้อมกับที่ลมหายใจของเขาสัมผัสกับใบหน้าเนียนของเธอ“เอ่อ...หน่วยอินทรีย์ และหน่วยหมาป่าพร้อมเดินทางแล้วเจ้าค่ะ ส่วนสายของเราที่ส่งไปก่อนหน้านี้รายงานมาแล้วว่า...พบเบาะแสของทั้งสองคนแต่ยังหาตัวไม่พบเจ้าค่ะ” เรญ่ารายงานออกมาด้วยความอ้ำอึ้งเล็กน้อย นอกจากไม่แน่ใจว่าคำตอบของเธอจะทำให้ภามอารมณ์เสียอยู่หรือไม่ แต่ที่ทำให้ใจของเธอเต้นแรงก็คือใบหน้าของชายหนุ่มที่ใกล้มากเกินไป“อืม...ถ้าอย่างนั้นสั่งการลงไป ทั้งสองหน่วยจะใช้ยุทธการเงา โดยมีเป้าหมายหลักในการตามหาตัวทั้งสองคนนั้น ส่วนหน่วยราชสีห์เราจะเข้าไปสอดแนมในที่ว่าการเมือง หาข้อมูลระบุตำแหน่ง ทั้งคน และสถานที่สำคัญทั้งหมด ปฏิบัติการทั้งหมดในครั้งนี้ไม่เน้นการปะทะ หากถูกตรวจพบให้หนีไปรอที่จุดถอนกำลัง” ภามสั่งการยาวเหยียดด้วยเสียงแผ่วเบา มันเหมือนการบอกเล่าเรื่องราวมากกว่าคำสั่งทางยุทธวิธีเสียด้วยซ้ำ“เอิ่ม...ท่านภามยืนยันคำสั่งการนี้จริงเหรอเจ้าคะ?” หญิงสาวกล่าวถามย้ำอีกครั้ง เพราะเธอไม่มั่นใจว่าชายหนุ่มตรงหน้ากล่าวออกมารอบคอบเพียงพอ“เจ้าคิดว่าข้าพูดขึ้นมาลอยๆรึ? นี่มันเรื่องสำคัญใครจะไปพูดเล่นกัน” ผู้นำแห่งซีเคร็ทการ์เด้นขมวดคิ้วสงสัย เขาไม่เข้าใจว่าตัวเองพูดอะไรผิดไป เรญ่าก็ปรากฏสีหน้าที่ไม่พอใจเช่นเดียวกัน ทั้งที่เธอถามกลับไปด้วยความเป็นห่วงแต่ภามกลับขึ้นเสียงใส่เธอด้วยความไม่พอใจ ในขณะเดียวกันเมื่อภามเห็นเรญ่ามีท่าทางไม่พอใจ ก็ทำให้เขาเปลี่ยนสีหน้าไปเป็นประหลาดใจจนไปไม่รู้จะพูดอะไรต่อไปเสียอย่างนั้น เมื่อภามเปลี่ยนท่าทีเป็นทำหน้าเหวอหลังที่เห็นสายตาดุของหญิงสาว เรญ่าที่เห็นดังนั้นก็เข้าใจได้ในทันที‘เอ้า! นี่ท่านไม่ได้โกรธข้าหรอกหรือ?’ ในที่สุดเธอก็เข้าใจแล้วว่าชายหนุ่มไม่ได้ใช้อารมณ์กับตน นั่นทำให้เธอถึงกับอับอายเป็นอย่างมาก หน้าขึ้นสีแดงจนถึงใบหูพร้อมกับก้มหน้าลงไม่กล้าสบตาภามไปเสียซะงั้น“เจ้าเป็นอะไรรึเปล่า? ทำไมจู่ๆก็หน้าแดงขึ้นมาขนาดนี้ ถ้าไม่สบายวันนี้เจ้าไม่ต้องไปก็ได้นะ แค่เมื่อคืนที่เจ้าบาดเจ็บกลับมาข้าก็ไม่สบายใจเลย” ภามกล่าวถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง เพราะเรญ่าได้รับบาดเจ็บจากภารกิจชิงตัวนักโทษเมื่อคืน“ขะ ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ เมื่อคืนข้าก็บาดเจ็บแค่เล็กน้อยเท่านั้น ส่วนท่านภามก็รักษาข้าจนหายดีแล้ว วันนี้ข้าไปทำภารกิจได้สบายหายห่วงแน่นอนเจ้าค่ะ” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นตอบกลับอย่างรวดเร็วลิ้นแทบพันกันอย่างลนลาน นั่นทำให้ภามได้เห็นหญิงสาวในอีกแบบหนึ่งที่ดูซุ่มซ่าม ไม่ได้สงบนิ่งสุขุมดั่งเช่นมือสังหารอย่างแต่ก่อน ซึ่งทำให้เขาถึงกับเผลอยิ้มออกมา“ท่านภามยิ้มอะไรเจ้าคะ!” เรญ่ารู้สึกได้ทันทีว่าคนตรงหน้ายิ้มเยาะท่าทางตลกๆของตัวเธอเอง นั่นยิ่งทำให้เธออายแทบจะแทรกแผ่นดินหนี จนต้องร้องประท้วงออกมา ภาพลักษณ์มาดนิ่งสุขุมที่หญิงสาวรักษามาตลอดต้องพังทลายลงเสียแล้ว แต่ก่อนที่เรื่องราวจะไปกันใหญ่เสียงแจ้งเตือนจากบัตรประจำตัวของภามก็ดังขึ้นพอดี นั่นจึงทำให้ชายหนุ่มรีบเปลี่ยนไปสนใจกับมันแทน โดยจะได้ไม่ถูกผู้หญิงตรงหน้าโวยวายใส่“ว่าไงมีอา?” เป็นแม่ค้าสาวติดต่อมานั่นเอง“ท่านภามอยู่ที่ไหนเจ้าคะ? ตอนนี้ทุกคนพร้อมแล้ว เรญ่าที่ไปตามท่านก็ไม่รับสายเหมือนกัน” มีอาถามด้วยความร้อนใจเพราะอย่างไรคนที่หายตัวไปก็เป็นเพื่อนสนิทของเธอ“อ่า...ขอโทษทีนะ ข้าอยู่กับเรญ่านี่แหละ กำลังคุยเรื่องแผนการกันอยู่ แต่ตอนนี้ก็กำลังวิ่งไปแล้ว เดี๋ยวเจอกัน แค่นี้ก่อนนะ” ภามตอบกลับไปรัวๆแล้วก็รีบตัดสายทิ้งทันทีก่อนที่คำถามจะยืดเยื้อ ชายหนุ่มหายใจเข้าลึกๆตั้งสติอีกครั้ง ตอนนี้เขาตระหนักได้แล้วว่าเรื่องภารกิจตรงหน้านี้สำคัญที่สุด ความกังวลใจเรื่องต่างๆจะต้องตัดทิ้งไปให้หมด หากทำภารกิจได้สำเร็จตามแผนที่วางไว้ อย่างไรก็สามารถหาตัวบีดีเลีย และเดอริก แถมยังได้ข้อมูลสำคัญของฝ่ายศัตรูแน่นอน“เอาล่ะ ข้าพร้อมแล้วเรญ่า พวกเราไปกันเถอะ” ภามกล่าวกับหญิงสาวแล้วเขาก็ออกวิ่งไปยังฐานทัพทันที ก่อนที่เธอจะพูดขัดคอเขาขึ้นมาอีก“รอข้าด้วยเจ้าค่ะท่านภาม!” เรญ่าที่ยังตื่นเต้นกับเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่หายก็ได้แต่วิ่งตามไปเท่านั้น อีกทางด้านหนึ่งในเมืองฮาเวสตี้ ความเงียบของเมืองหลวงแห่งภาคตะวันออกในตอนกลางวันแบบนี้กลายเป็นความเคยชินของชาวฮาเวสตี้ไปแล้ว พวกเขาต้องอาศัยอยู่ท่ามกลางความหวาดระแวง และหิวโหย ไม่เพียงแค่ทหารตระกูลกลาเซีย แต่รวมถึงพวกโอเมก้าด้วย เดอริกบุตรชายดยุคสูงศักดิ์ในชุดเก่าๆโทรมๆ กำลังเดินลัดเลาะผ่านไปตามซอกซอยของเมืองใหญ่แห่งนี้ แม้ว่าเขาไม่ใช่ชาวฮาเวสตี้ และแทบไม่รู้เกี่ยวกับทางลัดเหล่านี้เลย แต่หนทางที่เขาก้าวเดินไปนั้นเต็มไปด้วยความมั่นใจอันเต็มเปี่ยม ด้วยดวงไฟขนาดเล็กที่ลอยนำทางเขาอยู่‘บีดีเลียเจ้าจงแข็งใจเอาไว้ ข้ากำลังจะไปช่วยเจ้าแล้ว’