บุรุษมารทมิฬ(泰米尔恶魔)

    ตอนที่85 หนึ่งเดือนพอดี

     

    "ถ้าช่วงชิงไปแล้วก็น่าจะรู้ไม่ใช่หรือ ว่าข้านั้นตายไปตั้งนานแล้ว จะตายอีกครั้งได้อย่างไร ถ้าช่วงชิงไปแล้ว เจ้าก็คงจะรู้แล้วใช่หรือไม่ ว่าอนาคตในวันข้างหน้าจะเป็นเช่นไร เจ้าจะฝืนชะตาได้งั้นเรอะ! ฮะ ฮะ ฮะ ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า!….."

     

    เสียงปริศนากล่าวออกมาพร้อมหัวเราะลั่น ปล่อยให้ตัวเองถูกดึงดูดเข้าไปภายในหลุมดำจนในที่สุดก็เข้าไปจนหมดสิ้น เสียงหัวเราะจางหายไปพร้อมกับสติที่หมดลง

    วูบบบ

    หลุมกลืนกินดูดกลืนสภาวะโดยรอบจนหมดสิ้น จนในที่สุดมันก็คล้ายว่าจะอิ่มแล้ว ร่างกายมันเริ่มที่จะบิดเบี้ยว ไม่สามารถที่จะคงสภาพหลุมดำได้อีกต่อไป มันค่อยๆลดขนาดลงเรื่อยๆ….เรื่อยๆ….สุดท้ายมันก็กลับกลายร่างมาเป็นเซียวเย่อีกครั้ง

    ตุบ! 

    "แฮ่ก แฮ่ก อ๊ากกกก " 

    เซียวเย่เผลอคุกเข่าลงบนพื้นไม่รู้ตัว หายใจเหนื่อยหอบอย่างรุนแรง แต่ว่าหอบหายใจยังไม่ทันหาย ความรู้มากมายมหาศาลก็ค่อยๆถูกส่งผ่านเข้าไปในหัวอย่างไม่รู้จบ ความรู้พวกนี้มีเรื่องอะไรบ้าง มีประโยชน์ต่อตนเองหรือไม่ ตนเองก็ยังไม่อาจทราบ

    อ๊าก!!!!

    เซียวเย่ร้องโอดครวญขึ้นมาเสียงดังก้อง มือทั้งสองข้างกุมศีรษะดิ้นรนที่พื้นไปมาด้วยความเจ็บปวดที่สุดแสน ถ้ามีใครมาสังเกตเห็นดวงตาเซียวเย่ในตอนนี้แล้วล่ะก็ จะทราบได้ทันทีว่ามันดูคล้ายจะไม่ใช่ดวงตาของมนุษย์อีกต่อไป ดวงตาที่ใส่ซื่อบริสุทธิ์เมื่อก่อนหน้า ตอนนี้กลับกลายเป็นดวงตาที่แดงโลหิต มันดูน่ากลัวและกระหายเลือดอย่างสุดแสน 

     

    “อะไร มีอะไร! อ๊ะ! เจ้าหนูเจ้าเป็นอะไรหรือไม่ ใครรังแกเจ้า ไหน! ไหน! มันอยู่ที่ไหน!!!”

     

    อสูรพยัคฆ์แดงเหมือนจะได้ยินเสียงร้องของเซียวเย่มาแต่ไกล มันรีบพุ่งลงมาข้างล่างด้วยความรวดเร็ว หันหน้าไปมองซ้ายขวา ตั้งท่าแยกเขี้ยวใส่ เตรียมพร้อมสำหรับสู้รบทุกเมื่อ แต่เมื่อเห็นว่าหมาสักตัวก็ยังไม่มี ก็รีบพุ่งเข้าไปหาเซียวเย่ด้วยความเป็นห่วงเป็นใย 

     

    “เจ้าหนู! เจ้าอย่าพึ่งเป็นอะไรนะ ข้ายังไม่ได้อาหาร เอ้ย! ข้ายังไม่ได้ทำตามสัญญาที่จะช่วยเหลือเจ้าเลย ห้ามตายเด็ดขาด!!!!”

     

    พยัคฆ์แดงมองดูเซียวเย่ที่ดิ้นไปมาด้วยความเจ็บปวด ไม่รู้ว่าจะสามารถช่วยเหลือได้อย่างไร แต่เมื่อพยายามที่จะเข้าไปช่วยจับกุมเซียวเย่ไม่ให้ดิ้นไปมา เพื่อหวังให้เซียวเย่พยายามรวบรวมสติ ก็ไปสดุดเห็นดวงตาของเซียวเย่เข้า มันก็ถึงกลับต้องหน้าเปลี่ยนสี ดวงตาสหายน้อยผู้นี้หน้ากลัวซะยิ่งกว่าดวงตาสัตว์อสูรอย่างพวกมันเสียอีก พริบตาที่มันมองเข้าไป มันรู้สึกเหมือนมันได้ไปสกิดถูกต่อมความหวาดกลัวขึ้นมาไม่รู้ตัว นี่มันดวงตาของมนุษย์แน่เรอะ ต้องกระหายบ้าเลือดถึงเพียงไหนกันถึงจะสามารถครอบครองดวงตาดวงนี้ได้

     

    "ทำให้ข้าสลบ…ทำให้ข้าสลบ…เร็วเข้า!!!!" 

     

    เซียวเย่กล่าวตะโกนออกมาด้วยน้ำเสียงที่คล้ายคนใกล้ตาย หันไปมองสัตว์อสูรพยัคฆ์แดงแว๊บหนึ่งด้วยความรู้สึกที่ขอร้อง อสูรพยัคฆ์แดงรังเรเพียงชั่วครู่ ไม่รอช้ามันตวัดหางเข้าที่ต้นคอของเซียวเย่ ก่อนที่เซียวเย่จะสลบหลับใหลไปในที่สุด 

     

    เมื่ออสูรพยัคฆ์แดงเห็นว่าเซียวเย่หลับไปแล้ว ก็หันหน้ามองไปรอบๆอย่างตั้งใจ มันอยากจะรู้ให้ได้ว่าเกิดอะไรข้างล่างนี้ ทำไมเซียวเย่ถึงได้ดิ้นรนไปมาเหมือนคนใกล้ตายขนาดนี้ 

     

    “พี่ใหญ่! ข้าพาเจ้าวัวโง่มาแล้ว ศัตรูไหนกันที่มันช่างโง่เง่า กล้าบุกเข้ามายังถิ่นของพวกเราสัตว์อสูร!!!"

     

    อสูรอีการีบบินโฉบลงมาเบื้องล่างด้วยความรวดเร็ว เสียงของมันดังมาถึงก่อนตัวของมันเสียอีก

    ตึง! ตึง! ตึง! 

     

    “อ้าว! ไหนเล่าศัตรูที่เจ้าบอก ข้าไม่เห็นจะมีสักตัวเลย เดี๋ยวนี้เจ้ากลายเป็นอสูรที่ชมชอบการโกหกไปตั้งแต่เมื่อไหร่” 

     

    สัตว์อสูรวัววิ่งตามลงมาด้วยความรวดเร็ว ยกมือขึ้นเกาหัว หันไปกล่าวกับอสูรอีกาคล้ายว่ากำลังไม่พอใจอยู่น้อยๆ

     

    "ข้าไม่ได้โกหกนะ!! พี่ใหญ่เป็นคนบอกข้าเองกับปาก ไม่เชื่อเจ้าก็ลองถามพี่ใหญ่ดูเองได้!"

     

    อสูรอีกาเถียงกลับมาในทันที ชี้ปีกไปที่พี่ใหญ่ของมัน คล้ายว่าต้องการให้อธิบายเรื่องราวในครั้งนี้

     

    "พวกเจ้าไม่ต้องเถียงกัน เกรงว่าประสาทการรับฟังของข้าจะผิดแปลกไปเสียเอง เจ้าวัว เจ้าแบกเจ้าหนูนี่กลับขึ้นไปข้างบนหน่อย"

    อสูรพยัคฆ์แดงกล่าวออกมา แอบรู้สึกอายเล็กน้อยที่เรียกเจ้าพวกนี้ลงมาด้วย 

     

    “เอ๊ะ! ตรงนั้นมีทางผ่านไปตั้งแต่เมื่อใด…”

     

    อสูรอีกาหันหน้าไปมองทางผ่านที่พึ่งเคยเห็น คล้ายว่าเมื่อก่อนนี้มันไม่ใช่แบบนั้น

     

    อสูรพยัคฆ์แดงหันหน้าไปมองทิศทางที่เคยมีกำแพงอยู่ แต่ตอนนี้มันหาได้มีไม่ อสูรพยัคฆ์แดงหันหน้าไปมาซ้ายขวาเล็กน้อย ก่อนที่จะตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้ทิศทางที่พึ่งเกิดขึ้นมาใหม่พร้อมกับสมุนคู่ใจอีกสองตน 

     

    ฟรีบ!

     

    แต่เมื่อพวกมันย่างก้าวขาหน้ามันเข้าไปได้เพียงก้าวเดียว อยู่ๆมันก็ขนลุกตั้งชันทั่วทั่งร่าง สภาวะร่างกายมันร้องเตือนว่าอย่าได้เข้าไปข้างในนี้ ความปอดแหกที่แอบเก็บซ้อนใว้ในจิตใจพุ่งทลวงออกมา 

    เฟี๊ยว!!

     

    “ใครจะอยู่ก็อยู่ ข้าไปก่อนไม่รอแล้วนะ!”

     

    อสูรอีกาหันหลังบินหนีเหมือนคนบ้า ไม่สนใจแล้วว่าใครจะอยู่ แต่มันขอไปก่อนไม่รอใครทั้งนั้น

     

    ตึง! ตึง! ตึง!

     

    "รอข้าด้วย รอก่อน! เดี๋ยว!"

     

    อสูรวัวก็ไม่รอช้า ร่างกายสั่งการก่อนความคิด มันหันพลังวิ่งตามอสูรอีกาไปด้วยความเร็วไว

     

    “เห้ย!!! เดี๋ยวก่อน! พวกเจ้าเอาเจ้าหนูนี่ไปด้วยเซ้!…โถ่โว้ย!!!!”

     

    อสูรพยัคฆ์แดงวิ่งกลับมาหาเซียวเย่ ใช้ปากงับจับมันขึ้นมาไว้บนแผ่นหลัง รีบตะบึงหน้าวิ่งขึ้นไปข้างนอกด้วยความเร็วไว ถ้าไม่ติดว่าเซียวเย่นอนสลบเหมือดอยู่ตรงนี้ ตัวมันคงจะวิ่งแซงอสูรอีกาไปแล้วเป็นแน่

     

    เช้าวันต่อมา 

     

    อสูรพยัคฆ์แดงเดินเข้ามายังที่พักผ่อนของตนเอง ซึ่งตอนนี้เป็นเซียวเย่ที่กำลังนอนอยู่ เนื่องจากมันไม่รู้ว่าจะช่วยเหลือเซียวเย่ได้อย่างไร ดูจากสภาพภายนอกแล้ว เซียวเย่ก็ไม่ได้บาดเจ็บหรือมีบาดแผลอะไร เมื่อไม่เห็นสาเหตุและอาการ มันก็ไม่รู้ว่าจะช่วยเหลือเซียวเย่ในตอนนี้ได้อย่างไรดี มันในตอนนี้ทำได้แค่เพียงเดินวนไปมารอบๆเซียวเย่เพื่อคอยเช็กอาการเท่านั้น

    ฟูม!

    ระหว่างที่มันกำลังคอยตรวจสอบอาการของเซียวเย่อยู่นั้น อยู่ๆมันก็รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นกับเซียวเย่

     

    "หืม! เจ้าหนูนี่…พลังของมันกำลังเพิ่มขึ้น…แค่นอนอยู่เฉยๆก็แข็งแกร่งขึ้นแล้วอย่างนั้นหรือ จะขี้โกงเกินไปแล้ว…พวกมนุษย์นี่ช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย"

     

    จะทำได้ก็เพียงแค่มองอย่างอิจฉา ส่ายหน้าออกมาก่อนที่จะกลับไปนั่งที่ข้างๆ คอยเฝ้าดูอาการต่อ ถ้าเกิดเด็กน้อยตรงนี้เกิดเป็นอะไรขึ้นมา พวกมันคงจะขาดทุนไม่น้อย

     

    สามวันผ่านไป

     

    ฟูม!

     

    "หือ! เจ้าหนูนี่แข็งแกร่งขึ้นอีกแล้ว มันไปพบเจอโชควาสนาอะไรข้างล่างนั่นกันแน่..หรือว่ามันเข้าไปในที่แห่งนั้นมาแล้ว…ไม่น่าใช่..ถ้าเป็นอย่างนั้นข้าก็คงไม่เจอมันนอนดิ้นไปมาข้างนอกหรอก!!"

     

    เจ็ดวันผ่านไป

     

    ฟูม!

     

    “เห้ย! อีกแล้วงั้นเรอะ!!”

     

    สิบห้าวันผ่านไป 

     

    ฟูม!

     

    “…..”

     

    อสูรพยัคฆ์คล้ายว่าเบื่อที่จะตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว หันหน้าไปนอนต่อโดยไม่สนใจเซียวเย่อีกต่อไป อย่างไรเสียถ้าเจ้าหนูนี่แข็งแกร่งขึ้นก็เป็นประโยชน์กับตัวมันด้วยเหมือนกัน จะให้แต่คอยช่วยเหลือไปตลอดก็คงจะเป็นไปไม่ได้

     

    หนึ่งเดือนผ่านไป

     

    อสูรพยัคฆ์นอนเฝ้ามันไม่ยอมห่าง ตลอดเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา มันไม่เคยห่างเซียวเย่เลย มันเอาแต่นอน…นอน…นอน…แล้วก็นอน ไม่รู้ว่าเพราะมันเป็นห่วงหรือไม่มีอะไรทำกันแน่ 

     

    "อือ..อืม…"

     

    เซียวเย่เริ่มที่จะรู้สึกตัว ลืมตาขึ้นมาเป็นอย่างแรก หันหน้าไปมองพื้นที่โดยรอบว่าตนกำลังอยู่ที่ใด

     

    “โอ้ว! เจ้าตื่นแล้ว…”

     

    อสูรพยัคฆ์แดงกำลังอยู่ในท่าที่กำลังนอนอยู่ ลืมตาตื่นขึ้นมาข้างหนึ่ง กล่าวออกมา

     

    "ข้าหลับไปนานเท่าใด…"

     

    เซียวเย่หันหน้าไปมองอสูรพยัคฆ์แดงแว๊บหนึ่ง พยักหน้าให้คล้ายว่ากำลังขอบคุณอยู่ กล่าวออกไป

     

    "หนึ่งเดือนพอดี เจ้าหลับไปเลื่อนระดับพลังไปตั้งไม่รู้กี่ครั้ง ขนาดพวกสัตว์อสูรอย่างพวกข้าเห็นแล้วก็ยังต้องอิจฉา…" 

     

    "ข้าหลับไปนานขนาดนั้นเลยเหรอ.."

     

    ตนเองหลับไปตั้งหนึ่งเดือนแล้ว แต่กลับไม่รู้สึกหิวข้าวหรือกระหายน้ำเลยแม้แต่น้อย แต่กลับรู้สึกแทนที่ด้วยความสดชื่นและกระปี้กระเป่า ไม่รอช้ารีบนั่งขัดสมาธิตรวจสอบสภาพร่างกายของตนเอง 

     

    ขอบเขตเต๋าสะสม ขั้น 7 

    เต๋ากลืนกินเม็ดที่ 1 เต๋าแห่งอัคคี 6 เม็ด

    เต๋ากลืนกินเม็ดที่ 2 เต๋าแห่งน้ำแข็ง 6 เม็ด

    เต๋ากลืนกินเม็ดที่ 3 เต๋ามารจิต 6 เม็ด

    เต๋ากลืนกินเม็ดที่ 4 เต๋าแห่งปฐพี 6 เม็ด

    เต๋ากลืนกินเม็ดที่ 5 เต๋าแห่งทอง 6 เม็ด

    เต๋ากลืนกินเม็ดที่ 6 เต๋าแห่งอัสนี 6 เม็ด

    เต๋ากลืนกินเม็ดที่ 7 เต๋าแห่งอสูร 7 เม็ด 

     

    ‘ข้าเลื่อนขอบเขตตอนที่ข้านอนจริงๆด้วย บนความเสี่ยงที่ค่อนข้างสูงผลลัพธ์ก็ยังถือว่าคุ้มค่า’ 

     

    เดิมทีตอนที่มันยังมีชีวิตอยู่ มันก็เป็นถึงสัตว์อสูรสายเลือดศักดิ์สิทธิ์ตนหนึ่ง ถึงจะผ่านมาหนึ่งพันปีแล้ว พลังของมันลดลงเหลือเพียงไม่กี่ส่วน เซียวเย่ก็ยังถึงกลับช่วงชิงมันมาได้ไม่น้อย น่าเสียดายที่มันไม่มีร่างกาย ไม่งั้นเกรงว่าเซียวเย่อาจจะมีสายเลือดศักดิ์สิทธิ์ไปแล้ว เซียวเย่นั่งจำแนกย้อยความรู้ที่มากมายอยู่ในหัวสักพัก ต้องยอมรับว่าการเดินทางในครั้งนี้ถือว่าคุ้มค่ามากเกินจริง ถือว่าโชคดีที่เซียวเย่ใช้เคล็ดวิชาตอนอยู่ในมิติของมัน ถ้าเป็นที่อื่นอย่าว่าแต่รักษาชีวิตตนเองเลย ควบคุมตนเองยังไม่ได้เลยด้วยซ้ำ เซียวเย่พยายามกดนิสัยของมันไว้ในส่วนลึกของภายในจิตใจ พยายามที่จะคงความเป็นตนเองให้ได้มากที่สุด ถ้าพยายามควบคุมสติของตนเอง การที่จะกลายเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ตนเองก็คงจะยากอยู่

     

    "ไหน ไหน เจ้าก็ยอมที่เสียสละเฝ้าดูแลข้า ข้าจะให้เจ้าได้เห็นของดีๆก็แล้วกัน ตามมาเลย!!"

     

    เซียวเย่ลุกขึ้นมา หันไปมองหน้าอสูรพยัคฆ์แดงด้วยรอยยิ้ม 

     

    คล้ายกับเรื่องบุรุษมารทมิฬ(泰米尔恶魔) ที่คุณอ่าน