ไอสังหาร (杀气) และกลิ่นคาวโลหิตจางๆ ที่เคยอบอวลหนักหน่วง ค่อยๆ เลือนลับไปกับสายลมที่พัดโชยผ่านแมกไม้ในป่าเงียบสนิท (寂静森林) เจี้ยนหลิน (剑林) ยังคงทรุดกายนั่งพิงโคนต้นไม้ใหญ่ ลมหายใจของเขาขาดห้วงและแผ่วเบา บ่งบอกถึงความบอบช้ำภายในที่มิอาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แม้ "หมาป่าเขี้ยววายุคลั่ง" (狂风牙狼) จะสิ้นชีพไปแล้ว แต่ภาพการต่อสู้อันดุเดือดและพลังลึกลับที่สำแดงออกมาในเสี้ยววินาทีสุดท้ายนั้น ยังคงวนเวียนอยู่ในห้วงคำนึงของเขา
เขายังคงเห็นเส้นแสงสีเงินเสี้ยวนั้นในหัว ทุกครั้งที่หลับตาลง เสียงกระซิบปริศนาและเงาร่างสูงส่งยังคงตามหลอกหลอนในความทรงจำ—ไม่ใช่ด้วยความหวาดกลัว แต่ด้วยคำถามที่ไม่มีคำตอบ พลังนั้น...คือสิ่งใดกันแน่?
ร่างกายของเด็กหนุ่มอ่อนล้าเกินทน บาดแผลจากกรงเล็บอสูรที่แขน แม้มิได้ลึกถึงกระดูก แต่ก็ยังคงสร้างความเจ็บปวดแสบร้อนจนแทบจะทนทานมิไหว โลหิตสีแดงคล้ำยังคงซึมซาบออกมาอย่างช้าๆ พลังปราณ (灵气) ในตันเถียน (丹田) แทบจะว่างเปล่า ความอ่อนเพลียอย่างสุดขีดแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูในร่างกาย และที่หนักหนาสาหัสที่สุดคือความรู้สึก "สั่นคลอน" (震荡) ในจิตวิญญาณ (灵魂) ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ทำให้เขารู้สึกปวดหนึบที่ศีรษะราวกับมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทง และมีอาการมึนงงอยู่เป็นระยะ
เขาค่อยๆ หลับตาลง พยายามจะรวบรวมสติสัมปชัญญะที่กระจัดกระจายให้กลับมาอีกครั้ง ท่ามกลางเสียงหรีดหริ่งเรไรและเสียงใบไม้เสียดสีกันในสายลม เขาเริ่มต้นการ "ฟื้นคืน" ด้วยพลังและความรู้เท่าที่ตนเองมีในสถานการณ์อันโดดเดี่ยวนี้
เจี้ยนหลินเริ่มโคจร "พลังธาตุพฤกษา" (草木之力) ที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดในร่างกายอย่างเชื่องช้าและระมัดระวังที่สุด เขามิได้คาดหวังว่ามันจะสามารถรักษาบาดแผลฉกรรจ์ได้ในทันที แต่พยายามจะ "ชี้นำ" พลังงานอันอ่อนโยนนั้นไปยังบริเวณบาดแผลที่แขนอย่างแผ่วเบา เขานึกถึง "หลักการ" แห่งการ "สมาน" และ "การฟื้นสภาพ" ที่เคย "สัมผัส" ผ่านจิตจากอักขระภาพในตำรา "สรรพคุณเร้นลับแห่งพฤกษาบรรพกาล" (太古草木秘谱) และนึกถึงอาการเคลื่อนไหวของ "เถาวัลย์ชีพจรฟ้า" (天脉藤) ที่เขาเคยเห็นในภาพวิญญาณของต้นตำรา
เขารู้สึกได้ถึงความ "อบอุ่น" บางเบาที่แผ่ซ่านออกมาจากพลังนั้น มันค่อยๆ ซึมซาบเข้าไปในเนื้อหนังที่ฉีกขาด ช่วยบรรเทาความปวดแสบปวดร้อนลงได้บ้าง โลหิตที่เคยไหลซึมออกมาก็เริ่มจะ "หนืดข้น" และหยุดไหลช้าๆ ราวกับมีใยพฤกษาที่มองไม่เห็นกำลังช่วย "ถักทอ" ปิดปากแผลให้อย่างแผ่วเบาที่สุดเท่าที่พลังของเขาจะเอื้ออำนวย
"ขาวน้อย" (小白) ที่ซุกอยู่ในอกเสื้อของเขาก็ยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างแข็งขัน มันปล่อยไออุ่นจางๆ และกระแสพลังงานบริสุทธิ์สายเล็กๆ ออกมาหล่อเลี้ยงร่างกายของเจี้ยนหลินอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้พลังปราณที่เหือดแห้งไปนั้นค่อยๆ "ฟื้นตัว" ขึ้นมาทีละน้อย แม้จะเชื่องช้าแต่ก็สม่ำเสมอ
ทว่า... สำหรับ "ความเหนื่อยล้าทางจิต" (精神疲惫) และ "ความอ่อนเพลียอย่างรุนแรง" (极度虚弱) ที่กัดกินอยู่ทั่วทั้งร่างนั้น ดูเหมือนจะยังคงต้องการสิ่งที่มากกว่าพลังภายนอก มันคือ "ความสงบนิ่ง" ภายในใจ ที่ยากจะสร้างได้ในยามถูกข่มด้วยความกลัว ความไม่แน่ใจ และปริศนาที่ยังไร้คำตอบ
เขาเหลือบมองไปยังเถาวัลย์บางเส้นที่เลื้อยพันอยู่กับต้นไม้ใกล้ๆ เถาวัลย์เหล่านั้นมีลวดลายแปลกตาคล้ายอักขระโบราณสีเงินจางๆ ส่องประกายเรืองรองในที่แสงสลัว มันยิ่งตอกย้ำถึงความลึกลับของป่าแห่งนี้ และปริศนาที่รอให้เขาไปค้นพบ
'ข้ายังอ่อนแอเกินไป...อ่อนแอเกินกว่าจะเข้าใจหรือควบคุมพลังเหล่านั้นได้' เขายอมรับความจริงอย่างขมขื่น แต่ในน้ำเสียงภายในนั้นกลับแฝงไว้ด้วยเปลวเพลิงเล็กๆ แห่งปณิธาน
เมื่อรู้สึกว่าร่างกายเริ่มจะมีเรี่ยวแรงขึ้นมาบ้างแล้ว และบาดแผลที่แขนก็ดูจะทุเลาลงเล็กน้อยจากการเยียวยาด้วยพลังของตนเอง เจี้ยนหลินก็ตัดสินใจที่จะออกเดินทางต่อ เขารู้ดีว่าตนเองมิอาจพักอยู่ที่นี่ได้นานเกินไป
เขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความเชื่องช้าและระมัดระวัง ทว่าภายในใจกลับเริ่มมั่นคงขึ้นอีกครั้ง แม้ร่างกายจะยังบอบช้ำ สติยังไม่ฟื้นคืนเต็มที่ แต่แววตาของเขากลับเริ่มแหลมคมอีกหน เมื่อก้าวเดินอีกครั้ง—ไม่ใช่เพียงเพื่อเอาชีวิตรอด แต่เพื่อมุ่งไปสู่หนทางแห่งความแข็งแกร่งที่แท้จริง!
(จบตอนที่ 34)