ระบบฝึกเทพ god training system

    ตอนที่ 109 ต้นเหตุของสงคราม

    ภายในห้องโถงเต็มไปด้วยผลึกแสงไม่ต่างจากด้านนอกสักเท่าไหร่ และแสงที่ส่องออกมานี้เองทำให้เทียนฉินมองเห็นทุกสิ่งภายในนี้ได้อย่างชัดเจน ภายใต้แสงที่ส่องกระทบลงมา มีเสาสีทองทั้งหกตั้งสูงตระหง่านจรดเพดาน เปล่งแสงแวววาวราวกับสรวงสวรรค์ก็ไม่ปาน


    ดวงตาของเทียนฉินเคลื่อนจากเสาสีทองมองไปรอบๆ พลันรู้สึกถึงได้กระแสพลังงานที่เข้มข้นไหลเวียนอยู่ภายในนี้ กลิ่นหอมของสมุนไพรโชยมาแตะเข้าที่จมูกอยู่เนืองๆ เมื่อสูดดมเข้าไปทำให้เขารู้สึกราวกับอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่เงียบสงบ


    เทียนฉินค่อยๆเดินสำรวจไปทั่วบริเวณ นอกจากเสาสีทองทั้งหกต้นแล้วรอบด้านเป็นเพียงห้องโถงที่ว่างเปล่า แต่เมื่อเดินเข้าไปสักระยะหนึ่งเขาก็พบกับรูปปั้นสูงใหญ่ยืนเด่นสง่าอยู่ด้านหน้าของเขา


    "ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้?"


    เทียนฉินยืนตกตะลึงอ้าปากค้างในทันที เพราะรูปปั้นที่เขาเห็นตรงหน้านั้นคือรูปปั้นที่มีรูปร่างเป็นคนแต่หัวเป็นพยัคฆ์ ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับรูปปั้นที่เขาพบในหอคอยปฐมอัคคีเป็นอย่างมาก แทบจะบอกได้เลยว่าเป็นรูปปั้นของบุคคลคนเดียวกันอย่างแน่นอน และเมื่อมองไปที่มือด้านขวาเขากลับพบว่าดาบเขี้ยวมังกรที่ลอยเข้ามานั้นได้ถูกรูปปั้นนี้ถือไว้ราวกลับว่ามันกลับมาหาเจ้าของดังเดิม


    เวลาผ่านไปชั่วอึดใจ เทียนฉินระงับความตกใจทั้งหมดรวบรวมความกล้าเดินเข้าไปที่หน้ารูปปั้นนั้น ก่อนจะคุกเข่าลงก้มหัวคำนับอย่างไม่ลังเล


    "ข้าน้อยเทียนฉิน! คารวะท่านอาวุโส!"


    และทันใดนั้นเอง รูปปั้นครึ่งคนครึ่งสัตว์นั้นก็พลันมีรัศมีสีขาวห่อหุ้มอยู่รอบตัว ก่อนจะมีเงาร่างหนึ่งเดินออกมาซึ่งรูปร่างหน้าตาไม่ต่างไปจากรูปปั้นนั้นเลย


    "เราทั้งสองเคยพบกันครั้งหนึ่งแล้วใช่มั้ย?"เงาครึ่งคนครึ่งสัตว์ส่งเสียงกังวาลออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม แม้ว่ามันจะดูน่ากลัวในสายตาของเทียนฉินก็ตาม


    "ใช่แล้วขอรับ! ข้าน้อยเคยพบกับจิตวิญญาณของผู้อาวุโสในหอคอยปฐมอัคคี!" เทียนฉินตอบออกไปตามความจริง


    "หอคอปฐมอัคคี?"ร่างเงานั้นนิ่งเงียบไปก่อนจะถอนหายใจออกมาอีกครั้ง


    "กาลเวลาเปลี่ยนไปชื่อของหอคอยศักดิ์สิทธิ์ย่อมเปลี่ยนไปตามผู้คนที่ครอบครอง!"


    เทียนฉินได้ยินก็นั่งอึ้งไปเหมือนกัน แต่ไม่นานเขาก็กลับมาเป็นปกติตามเดิม เพราะเขาเคยได้ยินหลงยู่หมิงกล่าวบอกเหมือนกันว่าแต่เดิมหอคอยปฐมอัคคีนั้นมีชื่อเรียกอีกอย่าง 


    "ไม่ทราวผู้อาวุโสมีนามว่าอะไรหรือขอรับ!"เทียนฉินเอ่ยถามออกมาเสียงเบา


    เงาครึ่งคนครึ่งสัตว์จ้องมองเทียนฉินราวกับสำรวจว่าคนผู้นี้เหมาะที่จะบอกความลับอะไรหรือไม่ ก่อนจะทอดถอนใจออกมา


    "ชื่อของข้าได้เลือนหายไปตามกาลเวลานานแล้ว แต่ในเมื่อตัวเจ้ามีกลิ่นอายของท่านจักรพรรดิฮงกวงอยู่ ข้าก็จะให้เจ้ารู้เรื่องราวบางสิ่งที่เจ้านั้นสมควรได้รู้ในตอนนี้!"


    หลังจากสิ้นเสียงของร่างเงาครึ่งคนครึ่งสัตว์ กลุ่มแสงบางอย่างก็แล่นเข้าสู่จิตวิญญาณของเทียนฉินทันที


    ฉับพลันภาพนิมิตรปรากฏขึ้นในจิตสำนึกของเขา ท่ามกลางเมืองที่เจริญรุ่งเรือง ผู้คนใช้ชีวิตร่วมกับสัตว์อสูรและเผ่าพันธุ์ต่างๆกันอย่างมีความสุข แต่แล้วก็ภาพก็ตัดมาที่คนกลุ่มหนึ่ง


    "พวกเจ้าเป็นใครกันถึงได้บุกรุกมายังพระราชวังนี้!"


    "ไม่รู้หรือว่าจักรพรรดิฮงกวงสั่งห้ามมิให้มีผู้ใดย่างกรายเข้ามายังสถานที่แห่งนี้!"ชายร่างคนหัวอาชาตะวาดใส่ชายชุดดำอย่างรุนแรง


    แต่ชายชุดดำนั้นเหมือนกับไม่สะทกสะท้านอะไรยังเอามือไขว้หลังเดินเข้ามาอย่างอุกอาจ


    "โฮ๊ะๆๆ! ข้าเป็นเพียงคนที่ผ่านมายังแผ่นดินนี้ เลยมิอาจจะรู้กฎเกณฑ์ของที่นี่ได้!"


    "แต่บังเอิญว่าข้าชอบสถานที่นี้มาก ข้าจึงคิดว่าอยากมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่นี่สักหน่อย!""ชายชุดดำคนนั้นกล่าวออกมาเสียงเรียบราวกับว่ามันเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น


    "บังอาจ!"ชายร่างคนหัวอาชาตะวาดออกมาอีกครั้งพร้อมกับยกหอกขึ้นมาจะสั่งสอนชายชุดดำ แต่แล้วเสียงตะโกนก็ดังออกมาจนเขาหยุดชะงักไป


    "หยุด!!'


    ร่างของชายคนหนึ่งใส่ชุดสีทองเหลืองอร่ามเดินออกมาจากด้านในพลางจ้องมองชายชุดดำอย่างไม่วางตา


    "คารวะท่านจักรพรรดิ!"


    ผู้คนโดยรอบต่างประสานมือก้มหัวทำความเคารพกันอย่างพร้อมเพรียง แต่ชายชุดดำกลับยืนนิ่งราวกับไม่รับรู้ตัวตนของชายที่ก้าวออกมาเลย


    ชายคนนั้นยกมือขึ้นบอกเป็นนัยๆว่าไม่ต้องมากพิธี ใบหน้าของชายคนนั้นเทียนฉินเคยเห็นอยู่บนชั้นที่สิบของหอคอยปฐมอัคคีซึ่งก็คือจักรพรรดิฮงกวงนั่นเอง


    "ท่านคงไม่ใช่คนของแผ่นดินเราเป็นแน่!"


    "ไม่ทราบว่าท่านจะบอกกล่าวกับข้าได้หรือไม่ว่าท่านมาจากที่ใดกัน!"


    จักรพรรดิฮงกวงเอ่ยถามด้วยเสียงนุ่มนวล ที่เขารู้ว่าชายชุดดำคนนี้มาจากต่างถิ่น ก็เพราะว่ากลิ่นอายพลังที่ชายชุดดำแผ่ออกมานั้นทรงพลังไม่ต่างไปจากเขาเลย เขาจึงแน่ใจว่าชายชุดดำคนนี้มาจากโลกใบอื่นที่เขาไม่รู้จักอย่างแน่นอน


    "โฮ๊ะๆๆ! จักรวาลนี้กว้างใหญ่ ข้าจะไปไหนมาไหนใยต้องเอ่ยบอกให้เจ้าได้รู้ด้วยเล่า!"ชายชุดดำยังวางอำนาจบาตรใหญ่อย่างไม่เกรงกลัวสิ่งใด


    พวกคนที่อยู่โดยรอบได้ยินพลันขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอยากจะลุมสังหารชายชุดดำคนนี้ให้รู้แล้วรู้รอดไป เพราะมันบังอาจกล้ามาหยามเกียรติจักรพรรดิที่พวกเขาเคารพอย่างนี้


    จักรพรรดิเข้าใจความรู้สึกของพวกพ้องตนเองดีพลางส่งสายตาห้ามปรามเอาไว้ ก่อนจะหันมามองที่ชายชุดดำอย่างเคร่งขรึม


    "หากว่าท่านจะมาขอลี้ภัยในแผ่นดินเรา เราก็จะอนุญาตให้ท่านอยู่ได้!"


    "แต่ท่านและเหล่าผู้คนของท่านต้องอยู่ในกฎระเบียบที่เราเป็นผู้ตั้งไว้!"


    "แล้วถ้าหากข้าต้องการครอบครองพื้นที่ครึ่งหนึ่งของโลกใบนี้! เจ้าจะยอมให้ข้าได้หรือไม่?"ชายชุดดำเอ่ยกลับมาด้วยท่าทางจองหอง


    จักรพรรดิฮงกวงได้ยินดังนั้นก็ส่ายหัวออกมา แววตาจ้องเขม็งไปที่ชายชุดดำคนนั้น ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยท่าทีที่เปลี่ยนไป


    "ข้าคงไม่สามารถทำความต้องการของเจ้าได้หรอก ผู้คนที่นี่มีอยู่ตั้งมากมายหากว่าพวกเจ้ามายึดครองพื้นที่ไปครึ่งหนึ่ง แล้วพวกเขาจะอยู่อย่างไรกัน!"


    "ข้าว่าเจ้าไปหาที่อยู่ใหม่เถิด ที่นี่คงไม่เหมาะให้พวกเจ้าได้เข้ามาอยู่อีกแล้ว!"


    จักรพรรดิฮงกวงกล่าวพร้อมกับแผ่กลิ่นอายออกมาเพื่อต้องการขับไล่พวกมันออกไปทันที แต่ชายชราก็ไม่ยอมน้อยหน้าแผ่กลิ่นอายโต้ตอบมาเหมือนกัน พลังของทั้งสองเข้าต่อสู้กับเงียบๆโดยพวกที่อยู่ด้านข้างไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด 


    เพียงแต่ไม่นานก็เป็นชายชุดดำที่กล่าวยอมแพ้


    "โฮ๊ะๆๆ! ไว้ข้าจะกลับมาถามหาคำตอบเจ้าอีกครั้ง!"ชายชุดดำหัวเราะก่อนถอนกลิ่นอายตนเองกลับมา แล้วจึงเดินออกไปราวกับว่าที่นี่คือบ้านของตนเอง


    เหล่าทหารที่ยืนอยู่ต่างหันมามองหน้าจักรพรรดิฮงกวงกันเป็นตาเดียว เพื่อหวังว่าเขาจะอนุญาตให้จับกุมชายชุดดำผู้นี้


    "พวกเจ้าสู้เขาไม่ได้หรอก!"จักรพรรดิฮงกวงที่เห็นสายตาเหล่านั้นพลางส่ายหัวก่อนหันหลังเดินกลับไปด้านใน


    ภาพถัดมาเป็นผู้คนล้มตาย บ้างก็แก่ชราทั้งที่อายุยังน้อยอยู่ บ้างก็นอนตายในสภาพที่มีแต่หนังหุ้มกระดูก ความสงบสุขที่เคยมีแปรเปลี่ยนเป็นความโกลาหล ผู้คนต่างแก่งแย่งปล้นชิงฆ่ากันตายไปทั่ว


    แล้วภาพก็เปลี่ยนไปอีกครั่ง เป็นชายชุดดำคนเดิมยืนประจันหน้าอยู่กับจักรพรรดิฮงกวง ด้านหลังของทั้งสองคนเต็มไปด้วยเหล่าทหารมากมาย


    "ข้าให้โอกาสพวกเจ้าได้มาอยู่ที่นี่แล้ว แต่พวกเจ้ากลับมาเข่นฆ่าประชาชนในแผ่นดินนี้ วิชาที่พวกเจ้าฝึกฝนมันเป็นเหมือนกับปีศาจร้ายชัดๆ!"


    "วันนี้ข้าจะเป็นคนสังหารเจ้าเอง!"


    เสียงของจักรพรรดิตะโกนดังลั่นไปทั่ว ก่อนที่จะปรากฏเรื่องราวการสู้รบที่เทียนฉินเคยเห็นฉายภาพขึ้นมาอีกครั้ง การต่อสู้ดำเนินไปอย่างยาวนานและเปลี่ยนสถานที่ไปหลายครั้ง 


    หนึ่งปี สิบปี ร้อยปี พันปี ....


    ภาพกลับมาที่ห้องประชุมที่หนึ่ง ซึ่งเทียนฉินเคยเห็นมาจากชั้นที่สิบเหมือนกัน จักรพรรดิฮงกวงนั่งอยู่บนบังลังก์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด จ้องมองเหล่าผู้พิทักษ์ด้วยแววตาที่หลากหลายอารมณ์ เพราะเป็นตัวเขาเองที่ชักนำปีศาจพวกนั้นมา จนสุดท้ายเขาจึงยอมกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่หดหู่เป็นอย่างมาก


    "พวกปีศาจพวกนั้นมันฝึกวิชานอกรีต ทำให้จัดการมันได้ยากพอสมควร แต่ตอนนี้พวกเราไม่มีเวลามากนัก หากถ้าขืนปล่อยให้สงครามยืดเยื้อไปกว่านี้ ผู้คนรอบข้างเราก็จะไม่มีใครมีชีวิตอยู่ได้อีกต่อไป!"


    "ดังนั้นที่ข้าเรียกพวกเจ้ามาวันนี้ ก็เพื่ออยากจะให้พวกเจ้าเสียสละชีวิตของตนเอง ปกป้องโลกใบนี้เอาไว้ให้ลูกหลานได้ดำรงค์คงอยู่ต่อไป!"


    "น้อมรับพระบัญชา!!"


    เหล่าผู้พิทักษ์ทั้งหมดก้มหัวคำนับโดยไม่มีปริปากบ่นซักคน ความกลัวตา

    ยไม่ใช่สิ่งที่พวกเขากลัวต่อไปอีกแล้ว แต่เป็นพวกปีศาจนอกรีตนั่นต่างหากที่พวกเขาอยากกำจัดให้สิ้นซาก



    จบตอนที่ 109