อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก

    บทที่ 45 ออกพื้นที่ครั้งที่ 1

    บทที่ 45 ออกพื้นที่ครั้งที่ 1




    ตัวเติ้งเทียนเฉินเองได้มีโอกาสฝึกวิชาทั้งสามนี้จนแตกฉาน เพราะแบบนั้นจึงได้เลือกวิชาที่ตนเองเข้าใจทั้งสามมาถ่ายทอดให้กับลูกศิษย์ ถ้าเขาสอนวิชาอื่น เขาเองก็ไม่มั่นใจเลยว่าจะชี้แนะให้นักเรียนกลายเป็นยอดนักธนูได้ 




    เรียกว่าอาจารย์เติ้งคนนี้เป็นคนที่คู่ควรแก่การเคารพจริงๆ เขาไม่คิดจะหวงแหนวิชา หรือไม่ต้องการผลักดันให้ใครอยู่เหนือกว่าตนเอง ต่างกับอาจารย์บางคนที่นี่ อาจารย์เติ้งจะมีความสุขมากถ้านักเรียนของเขาก้าวข้ามผ่านเขาไปได้


                


    เพราะแบบนั้น เขาจึงรู้ว่าแต่ละวิชามีความยากในส่วนไหนบ้าง และวิชาเกาทัณฑ์แสงนี้ก็มีความยากที่สุดอยู่สองประการ ซึ่งประการแรกก็คือเรื่องการฝึกสมาธินี่แหละ!


                


    อันซูหยวนได้ยินคำของคนเป็นอาจารย์ก็พยักหน้ารับ เธอเริ่มจากขั้นตอนที่ง่ายที่สุดในการทำสมาธิ นั่นก็คือนั่งลงไปขัดสมาธิแล้วค่อยๆควบคุมความรู้สึกของตนเองผ่านลมหายใจ “หายใจเข้าพุทธ หายใจออกโธ” นี่เป็นการกำหนดสมาธิได้ง่ายที่สุดในขั้นแรก เนื่องจากเป็นสิ่งที่ซูหยวนได้เรียนรู้มาตั้งแต่อยู่ชั้นอนุบาลด้วยซ้ำ


                


    ทันทีที่เห็นการกระทำของลูกศิษย์ คิ้วของอาจารย์เติ้งก็ขมวดอย่างไม่เข้าใจ แต่สายตาของเขาก็ค่อยๆเปลี่ยนไป จากไม่พอใจกลายเป็นค่อยๆตกตะลึงมากขึ้นเรื่อยๆ


                


    ท้ายที่สุดแล้ว เขาก็สัมผัสได้ว่านักเรียนของเขากำลังเข้าสู่ห้วงสมาธิได้จริงๆ แม้จะยังไม่ใช่ห้วงสมาธิที่วิชานี้ต้องการ ทว่ามันก็เป็นการแตะเข้าไปถึงชายป่าแห่งสมาธิแล้ว การก้าวหน้าอย่างรวดเร็วเช่นนี้แสดงให้เห็นว่านักเรียนอันมาได้ถูกทางจริงๆ




    “ไม่น่าเชื่อ!!” อาจารย์เติ้งที่เงียบขรึมไม่สามารถควบคุมท่าทางของตนเองได้ เขาถึงกับอุทานออกมาจนทำให้ซูหยวนออกจากสมาธิ


                


    เธอได้ยินเสียงของอาจารย์ก็คิดว่าอาจารย์บอกให้เธอพอก่อน ไม่อย่างนั้นเธออาจจะต้องใช้เวลาทั้งวันเพื่อนั่งสมาธิไปแล้ว ซึ่งมันคงจะไม่ถูกต้องนักถ้ามารบกวนอาจารย์ที่นี่เพียงเพื่อนั่งสมาธิ




    “เธอ....” ทำได้อย่างไร 




    นี่คือสิ่งที่เขาอยากจะถามออกมาจริงๆ แต่สุดท้ายอาจารย์เติ้งก็เลือกที่จะไม่ดูถูกนักเรียนของเขาอีกต่อไป หัวใจของคนเป็นอาจารย์สั่นไหวด้วยความตื่นเต้น ดูเหมือนว่าเขากำลังจะได้เจอกับศิษย์ที่มีพรสวรรค์เต็มเปี่ยมแล้ว


                


    ไม่มีสิ่งใดที่ทำให้อาจารย์คนหนึ่งตื่นเต้นได้เท่ากับการที่เขาหยิบเพชรได้ถูกต้อง กลายเป็นว่านักเรียนอันคนนี้...บางทีอาจจะเป็นเพชรเม็ดงามที่รอให้เขาขัดเกลาอยู่ก็ได้!




    “การฝึกสมาธิของเธอนั้นเพิ่งเป็นการเริ่มต้นเท่านั้น น่าจะอีกนานกว่าจะเข้าสู่ห้วงสมาธิเพื่อควบคุมจิตได้” 




    อันซูหยวนได้ยินคำของอาจารย์ก็พยักหน้ารับ เธอรู้อยู่แล้วว่าตนเองยังไม่ถึงขั้นที่จะเห็นต้นไม้แห่งจิตที่ซ่อนอยู่ ทว่าหลังจากได้รับการยืนยัน อันซูหยวนก็เข้าใจว่าการทำสมาธิของเธอไม่ได้ผิดพลาด




    “ส่วนเรื่องที่เรียกใช้พลังเพื่ออำพรางลูกศรนั้นไม่ได้ยากมากนัก แต่เธอจะต้องเข้าใจจุดเริ่มต้นของการเรียกใช้พลังก่อน ถ้าเป็นคนจากเขตชั้นใน พวกเขาจะได้เรียนรู้การควบคุมพลังตั้งแต่ก่อนเข้าสถาบัน ทว่าเธอคงจะไม่รู้วิชานี้ ฉันจึงได้เตรียมตำราการฝึกพลังงานระดับเริ่มต้นเอาไว้ให้แล้ว แน่นอนว่าถ้าเธอมีเวลาก็สามารถเข้าไปที่ห้องสมุดของสถาบันเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมได้”




    “การฝึกฝนพลังพื้นฐานนั้นไม่ได้ง่ายแต่ก็ไม่ได้ยากมากนัก เด็กๆที่ปลุกพลังได้ตั้งแต่ไม่กี่ขวบปีก็ยังสามารถเรียนรู้ที่จะฝึกฝนทักษะเหล่านี้ ฉันคาดหวังว่าเธอจะพัฒนามันได้อย่างรวดเร็ว และหลังจากที่เข้าใจพื้นฐานการควบคุมพลังแล้ว ค่อยมาพบฉันอีกที”




    “ระหว่างนี้ให้พยายามฝึกฝนการทำสมาธิจนกลายเป็นอาจิณเสียก่อน ถ้ายังรู้สึกว่าการเข้าถึงสมาธิจะต้องตั้งใจมาก ไม่เหมือนกับการใช้ชีวิตในยามปกติ เช่นนั้นก็แปลว่าเธอยังไม่ประสบความสำเร็จในขั้นสุดท้าย”


                


    อาจารย์เติ้งให้คำแนะนำ พร้อมทั้งมอบตำราให้ซูหยวนอีกเล่มหนึ่งราวกับคิดเอาไว้อยู่แล้ว เนื่องจากเขารู้ว่านักเรียนของเขาเป็นกรณีพิเศษ 




    หลังจากที่รับนักเรียนใหม่มาอย่างไม่คาดคิด เขาก็ได้ศึกษาเกี่ยวกับนักเรียนของตนเองมาแล้ว รู้ว่าอันซูหยวนมาจากเขตชั้นนอกที่ไม่มีประสบการณ์ในการฝึกพลัง ดังนั้นเขาจึงเลือกวิธีการฝึกฝนพลังงานให้อีกฝ่ายมาหนึ่งเล่ม เรียกว่าเป็นความใส่ใจของเขาจริงๆ


                


    ส่วนเรื่องการฝึกสมาธิ ต่อให้เขาจะบอกอันซูหยวนว่าให้ฝึกฝนจนกลายเป็น “อาจิณ” ซึ่งอาจิณที่ว่านี้ก็คือ การทำสมาธิจนเป็นปกตินิสัย เป็นชีวิตประจำวัน เป็นเรื่องปกติ ทว่า...แม้แต่ตัวของเขาเองก็ยังบรรลุขั้นนั้นไม่ได้ ทุกครั้งที่จะเรียกใช้สมาธิเพื่อควบคุมจิตใจ เขายังต้องใช้เวลาสามสี่วินาทีเพื่อรวบรวมเลย


                


    ดังนั้น จุดอ่อนของการเรียกใช้วิชาที่ต้องมีสมาธิจึงยังคงติดอยู่กับเขา แน่นอนว่ารวมถึงนักธนูส่วนใหญ่ด้วย หากแก้ปัญหานี้ได้ พวกเขาก็จะกลายเป็นสุดยอดนักธนูที่แท้จริง ซึ่งตอนนี้เขากำลังคาดหวังว่านักเรียนอันซูหยวนจะสามารถก้าวไปถึงจุดนั้นได้ เขากำลังอยากเห็นนักเรียนก้าวข้ามคนเป็นอาจารย์อยู่




    “เข้าใจแล้วค่ะอาจารย์ ฉันจะตั้งใจฝึกให้มากขึ้นค่ะ” 




    ซูหยวนตอบรับอาจารย์เติ้ง เธอยังรับตำราฝึกฝนพลังงานพื้นฐานมาถือไว้ด้วย แม้ว่าตอนนี้เธอจะมีความแข็งแกร่งทางร่างกายมากกว่าคนทั่วไป แต่เธอก็รู้ดีว่าเธอไม่ได้ใช้งานมันอย่างเต็มที่


                


    หลังจากนี้ อันซูหยวนจะต้องยุ่งไปอีกหลายวัน เพราะนิสัยขี้กังวลและจริงจังมากของเธอทำให้เธอไม่ผ่อนคลายเลยสักนิด ในขณะที่เพื่อนนักเรียนกำลังเรียนไปพร้อมๆกับใช้เวลาช่วงวัยรุ่นไปกับสิ่งบันเทิงทั้งหลาย ซูหยวนกลับไม่เป็นเช่นนั้นเลย 




    เช้าเธอก็ตื่นมาออกกำลังกายและฝึกฝนสมาธิรวมถึงการใช้พลังงาน หลังเวลาพักเที่ยงก็เข้าเรียน เวลาเย็นหลังเลิกเรียนก็เข้าไปในฟาร์มของตนเองเพื่อฝึกยิงเป้าและจัดการฟาร์ม


                


    เป็นแบบนี้ไปอีกหลายวัน อาจารย์เติ้งไม่ได้เรียกซูหยวนพบ เขาบอกให้เธอมาพบเมื่อมีปัญหาใดๆ และถ้าไม่ติดอะไรแล้ว พวกเขาสามารถเจอกันได้ 2 เดือนหลังจากนี้เพื่อทำภารกิจร่วมกับกองทัพ


                


    การได้รับอิสระในการฝึกแบบนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่สำหรับซูหยวนที่มีวิธีการฝึกฝนในแบบของตนเอง ทั้งยังมีวินัยมาก อาจารย์เติ้งให้อิสระในการฝึกฝนแบบนี้ถือเป็นเรื่องดี


                


    สำหรับวิชาภาคบังคับนั้นเป็นสิ่งที่ซูหยวนอ่านได้ตามตำรา ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาอะไรในการเรียนมากนัก ส่วนวิชาเลือกพิเศษสองวิชาก็ยังอยู่ในขั้นการเรียนรู้พื้นฐาน ตอนนี้มีแค่ทฤษฎีที่สามารถหาอ่านได้จากตำราทั่วไป ซูหยวนจึงต้องฝึกฝนมันด้วยตนเอง


                


    ช่วงเวลาในสถาบันของซูหยวนหนึ่งเดือนที่ผ่านมาค่อนข้างเรียบง่าย เพราะเธอไม่ได้เปิดโอกาสให้ตัวเองเจอกับปัญหาใดๆ ดังนั้นจึงไม่ต้องมีอะไรให้จัดการมากนัก


                


    สำหรับเรื่องห้องพัก พวกรุ่นพี่ชั้นปีสี่ออกไปทำภารกิจกันหมดแล้ว หอพักของนักเรียนชั้นปีที่สี่นี้จึงเงียบมาก ราวกับว่าทั้งตึกเป็นของอันซูหยวนเพียงคนเดียว เพราะแบบนั้นเธอจึงไม่จำเป็นต้องระมัดระวังมากนักเพื่อที่จะเข้าไปในฟาร์มของเธอ


                


    ส่วนคนที่จ้องจะสร้างปัญหาจริงๆ ดูเหมือนจะเป็นพวกนักเรียนทุนมากกว่า หลายครั้งซูหยวนรู้สึกว่าพวกนักเรียนทุนพูดจาลับหลังเธอ เหมือนอยากจะให้เธอได้ยินว่าพวกเขาว่าเธออย่างไรบ้าง หากเป็นคนจิตอ่อนก็คงจะได้รับผลกระทบบ้าง แต่ซูหยวนเป็นพวกเอาหูไปนาเอาตาไปไร่อยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับเธอ ไม่มีอะไรที่เธอต้องใส่ใจเลย


                


    นอกจากนี้ นักเรียนทุนพวกนั้นก็ไม่มีเวลามากพอที่จะมาก่อปัญหาด้วย แค่พวกเธอรับการลงมือจากนักเรียนเขตชั้นในก็เต็มกลืนแล้ว ไหนจะต้องฝึกฝนวิชาที่ยากลำบากและไม่มีพื้นฐานมาก่อนอีก ถือว่าเป็นงานที่ยากไม่น้อยเลย


                


    อย่างไรก็ตาม เหมือนกับที่พวกรุ่นพี่เคยพูดเอาไว้ การเรียนที่สถาบันนี้ไม่ได้มีแค่เรื่อง “ในห้องเรียน” เท่านั้น แต่ยังมีการที่ต้องฝึกฝนเพื่อต่อสู้จริงด้วย หลังจากที่สถาบันเปิดได้ 1 เดือน ในที่สุดนักเรียนชั้นปีที่ 1 ก็มีโอกาสได้ออกไปพื้นที่ล่าจริงๆแล้ว


                


    กำหนดการในการออกพื้นที่ล่าปี 1 ภาค 1 นั้นมีทั้งหมด 4 ครั้ง ครั้งแรกจะเป็นการที่อาจารย์พานักเรียนชั้นปีที่ 1 ทั้งหมด 36 คน ออกไปพร้อมกันทั้งหมด แถมยังจะสาธิตและแนะนำพวกสัตว์และพืชกลายพันธุ์ให้พวกนักเรียนได้เห็น เรียกว่าเป็นการแสดงตัวอย่างในการต่อสู้จริงให้กับพวกเขา


                


    กำหนดการครั้งแรกนี้จะกินเวลา 1 สัปดาห์เต็ม ดังนั้นนักเรียนจะต้องเตรียมตัวให้พร้อม ทั้งอาหารและที่พักผ่อนรวมถึงเครื่องใช้ส่วนตัวด้วย พวกเขาจะต้องอยู่ให้ครบ 1 สัปดาห์ให้ได้ ซึ่งครั้งแรกนี้ไม่ได้โหดร้ายนัก อย่างน้อยๆก็มีอาจารย์คอยปกป้องดูแลความปลอดภัยอยู่


                


    สำหรับครั้งที่ 2 นั้นจะเป็นตอนครบ 2 เดือนของการเปิดเรียน อาจารย์จะมอบภารกิจง่ายๆให้ โดยให้นักเรียนแบ่งกลุ่มเป็น 7 กลุ่ม กลุ่มละ 5 คน มีหนึ่งกลุ่มได้สิทธิพิเศษ 6 คน




    แน่นอนว่าอาจารย์จะเป็นคนเลือกกลุ่มให้เอง ไม่อย่างนั้นนักเรียนเก่งๆก็คงจะจับกลุ่มอยู่ด้วยกัน ทิ้งนักเรียนอ่อนแอเอาไว้เป็นเศษเหลือ หากเป็นเช่นนั้น...นักเรียนอ่อนแออย่างพวกนักเรียนทุนก็คงไม่มีโอกาสในการเรียนจบแล้ว


                


    อาจารย์จะเป็นคนเลือกกลุ่มให้โดยอ้างอิงจากผลงานที่ผ่านมา จะคละนักเรียนที่เก่งและนักเรียนที่บกพร่องมารวมกันไว้ คาดหวังว่าพวกเขาจะช่วยกันไปจนภารกิจสำเร็จ นอกจากจะเป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนที่อ่อนแอได้เรียนรู้จากผู้แข็งแกร่ง ก็ยังเป็นการสอนให้นักเรียนที่แข็งแกร่งเรียนรู้ที่จะรับมือกับสถานการณ์ยากลำบากนี้ด้วย


                


    ในอนาคต ถ้าพวกเขาต้องไปทำภารกิจจริงๆ อาจจะเจอกับเพื่อนร่วมกลุ่มในรูปแบบต่างๆที่ตนเองไม่คุ้นเคยและไม่พอใจก็ได้ ทว่าเพื่อให้ภารกิจสำเร็จ สุดท้ายพวกเขาต้องจัดการอารมณ์และปรับวิธีการต่อสู้ของตนเองให้ได้ ไม่อย่างนั้นก็เท่ากับว่าพวกเขามีข้อบกพร่องเช่นกัน


                


    หลังจากที่รู้ว่าจะต้องไปลงพื้นที่จริง นักเรียนทั้งหลายก็ตื่นเต้นมาก พวกเขาจับกลุ่มคุยกันเพื่อแลกเปลี่ยนความเห็น สุดท้ายก็มีหลายกลุ่มที่เลือกจะไปซื้อของเพิ่มเติม แน่นอนว่าอันซูหยวนเองก็จำเป็นต้องเตรียมพร้อมเช่นกัน




    อย่างไรก็ตาม...เนื่องจากที่ผ่านมาอันซูหยวนเลือกที่จะเก็บตัวเงียบเป็นเวลาหนึ่งเดือน ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ได้เป็นที่รังเกียจของพวกเพื่อนๆ ทว่าเธอก็ไม่สนิทกับใครแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีใครเข้ามาชวนเธอออกไปซื้อของด้วยกัน




    ถึงอย่างนั้นอันซูหยวนก็ไม่ได้คิดอะไรมาก อันที่จริงมันเป็นเรื่องค่อนข้างดี เพราะซูหยวนไม่ใช่พวกที่จะต้องขอความช่วยเหลือจากคนอื่นอยู่แล้ว




    เมื่อต้องไปซื้อของ ซูหยวนก็เริ่มจดรายการที่ต้องการขึ้นมาทันที เธอต้องซื้อกระโจมที่พักสำหรับตนเอง โดยมันไม่จำเป็นต้องใหญ่โตมากนัก เธอไม่มีความคิดที่จะนอนร่วมกับคนอื่น ดังนั้นขอเป็นกระโจมที่สามารถให้เธอนอนพักได้อย่างปลอดภัย ป้องกันลมหนาวและมลพิษได้ดี แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว


                


    ซึ่งนอกจากเรื่องของที่พักแล้ว ซูหยวนก็ต้องซื้อพวกสารอาหารติดเอาไว้ด้วย เธออาจจะไม่ได้เข้าไปในฟาร์มของตนเองในช่วงระหว่างวัน ก็เหมือนกับนักเรียนคนอื่นๆ แม้พวกเขาจะมาจากเขตชั้นใน พวกเขาก็ยังต้องกินแคปซูลสารอาหารเหมือนกัน แต่สารอาหารที่ได้รับในแต่ละวันกับสารอาหารที่จะต้องใช้ระหว่างการต่อสู้ก็มีแบ่งแยกอีก


                


    สำหรับเรื่องนี้ นักเรียนสามารถไม่ใส่ใจก็ได้ แต่ถ้าเป็นนักเรียนจากเขตชั้นใน พวกเขาจะให้ความสำคัญกับมันมาก เนื่องจากพวกเขาไม่ได้ขาดแคลนเงินทอง ดังนั้นสารอาหารของพวกเขาจึงแยกประเภทได้ แทนที่จะเหมาๆกินเหมือนกันทั้งหมด


                


    โดยสารอาหารที่ใช้ในชีวิตประจำวันนั้นจะเน้นไปที่สารอาหารให้พลังงานสำหรับการสะสม จะเป็นสารอาหารที่มีประโยชน์และสามารถย่อยเพื่อรับเข้าไปเป็นพลังงานในร่างกายได้ เป็นการขยายพื้นที่เก็บพลังงานได้ด้วย ซึ่งจะเป็นการกินอาหารเหล่านี้ไปพร้อมๆกับการฝึกฝน


                


    ในขณะที่สารอาหารสำหรับการออกทำภารกิจ จะเป็นสารอาหารที่มีส่วนผสมของการฟื้นฟูพลังงาน กล่าวคือ...เมื่อกินสารอาหารเหล่านี้เข้าไป ร่างกายจะสามารถฟื้นฟูพลังงานกลับมาให้เต็มเปี่ยมได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ก็เพื่อให้นักล่าพร้อมสำหรับการต่อสู้อยู่เสมอ 


                


    สำหรับเรื่องเล็กๆน้อยๆพวกนี้ นักเรียนทุนหรือแม้แต่นักเรียนจากเขตชั้นกลางบางคนก็ยังไม่มีความสามารถมากพอที่จะแบ่งแยกกันเช่นนั้น ซูหยวนเองก็มีเงินในมือเพียงแค่ก้อนเดียว ดังนั้นจึงไม่ใช้ให้สิ้นเปลืองเกินไป


                


    เธอเลือกซื้อสารอาหารราคาปานกลาง ไม่ถูกเกินไปเหมือนกับที่ครอบครัวของเธอกินก่อนหน้านี้ สำหรับสารอาหารพวกนั้น อย่างมากก็ทำให้แค่อิ่มท้อง ไม่ได้เกี่ยวกับพลังงานใดๆ 


                


    ก็อย่างที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ คนธรรมดาไม่สามารถรับพลังงานเข้าไปได้ ไม่อย่างนั้นอาจจะทำให้ร่างกายระเบิดแตกออก ธาตุไฟเข้าแทรกแล้วก็ตายลงอย่างรวดเร็วแทน ดังนั้นพวกเขาจึงกินเพียงแค่ของที่สกัดจากพวกขยะเศษซากพืชซากสัตว์ก็เท่านั้น


               


    สารอาหารที่ซูหยวนเลือกซื้อนี้เป็นสารอาหารที่ผู้คนจากเขตชั้นกลางมักใช้กัน มันเป็นสารอาหารสำหรับผู้ฝึกพลัง แต่ก็ไม่ได้เป็นสารอาหารที่ดีอะไร พวกคนจากเขตชั้นกลางมักชอบกินอาหารเหล่านี้เป็นประจำทุกวัน ทว่าในบางครั้งบางโอกาส พวกเขาก็กินสารอาหารที่เต็มไปด้วยพลังงานเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น ในหนึ่งเดือนพวกเขากินสารอาหารนี้ 20 วัน ส่วนอีก 10 วันจะได้กินสารอาหารที่มีพลังงานสูง เป็นต้น


                


    ซูหยวนยังมีเงินเหลือในบัญชีกว่า 14 ล้านเครดิต นับเป็นจำนวนเงินที่มากโข หากเทียบกับพวกคนจากเขตชั้นกลางแล้ว เธอก็เหมือนเศรษฐีขนาดย่อมคนหนึ่งเลย 


                


    เมื่อรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร ซูหยวนก็ไม่ชักช้า เพื่อที่จะกลับไปฝึกฝนความแม่นยำในฟาร์มให้เร็วที่สุด ดังนั้นเธอจึงต้องรีบไปซื้อของกลับมาด้วย




    …………………………………………………