ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 3 บทที่ 70 เจ้านายแกมัน... ไอ้น่าสมเพช...

            การเผชิญหน้ากับราชาอสูรด้วยร่างกายระดับสามการคุกเข่าไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่การคุกเข่าช้าเกินไปต่างหากที่น่าอาย

            ความจริงแล้วไป๋ฉางเซิงก็ไม่ได้อยากจะคุกเข่านักหรอก

            ทว่าแรงกดดันจากราชาอสูรซวนหนีหยกทมิฬประกอบกับเลือดมังกรในกาย ทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกบังคับให้ศิโรราบโดยสัญชาตญาณ

            หากเป็นทหารอสูรตัวอื่นมาเจอแค่เสียงคำรามเมื่อครู่ก็คงตับไตไส้พุงแตกสลายไปแล้ว

            เมื่อสัตว์อสูรบรรลุถึงระดับจ้าวอสูรพลังจิตวิญญาณจะเริ่มเพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาลเช่นเดียวกับผู้ฝึกยุทธ์มนุษย์

            เหตุผลที่ถูกเรียกว่าระดับจ้าวอสูรก็เพราะสัตว์อสูรในระดับนี้สามารถใช้พลังจิตส่งผลกระทบต่อสติปัญญาของสัตว์อสูรระดับต่ำกว่าทำให้พวกมันเกิดจิตสำนึกอยากจะยอมสยบไปเองโดยไม่รู้ตัว

            ยิ่งไม่ต้องพูดถึงระดับราชาอสูรที่สังหารระดับจ้าวอสูรได้ง่ายดายดุจเชือดสุนัขเลย

            และราชาอสูรย่อมมีศักดิ์ศรีในแบบของราชาอสูร

            เมื่อเห็นท่าทีของไป๋ฉางเซิงเช่นนั้นซวนหนีหยกทมิฬที่เดิมทีคิดจะหยอกเล่นฆ่าเวลาก็เริ่มรู้สึกเกรงใจที่จะทำอะไรเขาต่อ

            แม้จะยังรู้สึกตะขิดตะขวงใจกับการมีอยู่ของไป๋ฉางเซิงอยู่บ้างแต่อย่างไรเสียการมีเพื่อนเพิ่มมาสักตัวก็ช่วยให้ไม่เหงาเท่าไหร่

            เนื่องจากถูกเลี้ยงดูโดยคณบดีเฉียนมาตั้งแต่เด็กกระบวนการคิดของซวนหนีหยกทมิฬจึงค่อนข้างเอนเอียงไปทางมนุษย์มากกว่าพวกราชาอสูรที่เติบโตมาจากการเข่นฆ่าในทุ่งร้างซึ่งมักจะมีสัญชาตญาณหวงถิ่นรุนแรง

            หากเปลี่ยนเป็นราชาอสูรตามธรรมชาติละก็วินาทีแรกที่ไป๋ฉางเซิงปรากฏตัวในถุงกักวิญญาณ คงถูกงับลงท้องไปนานแล้วจะรอจนเขาฟื้นขึ้นมาได้อย่างไร?

            “แก... อ่อนแอ... ชะมัด...”

            ซวนหนีหยกทมิฬเอ่ยวาจามนุษย์พลางยื่นกรงเล็บข้างหนึ่งออกมาชี้ไปที่ไป๋ฉางเซิงแววตาแฝงไปด้วยความเหยียดหยามเล็กน้อย

            สัตว์อสูรที่บำเพ็ญตบะจนถึงระดับราชาอสูรไม่เพียงแต่จะจำแลงกายได้เท่านั้น หากมีสติปัญญาเพียงพอการพูดภาษามนุษย์ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร

            พลังของไป๋ฉางเซิงย่อมยังไปไม่ถึงระดับนั้นแต่เมื่อเขาส่งเสียงขู่ฟ่อเบาๆซวนหนีหยกทมิฬกลับเข้าใจความหมายที่เขาต้องการสื่อสารได้

            เขาส่งเสียงฟ่อติดต่อกันอีกสองครั้งเดิมทีซวนหนีหยกทมิฬกะจะถากถางไป๋ฉางเซิงต่ออีกหน่อย

            แต่พอได้ยินเสียงขู่ฟ่อไม่กี่ครั้งนั้นแววตาก็เริ่มฉายแววเวทนาขึ้นมาแทน

            “เจ้านายแกมัน... ไอ้น่าสมเพช...”

            “เจ้านายฉัน... รวย...”

            ไป๋ฉางเซิงไม่รู้ว่าซวนหนีหยกทมิฬไปจำคำว่า‘ไอ้น่าสมเพช’ มาจากไหนแต่เห็นได้ชัดว่ามันเข้าใจความหมายที่เขาสื่อสารออกไปได้อย่างแม่นยำ

            คนเราเมื่ออยู่ใต้ชายคาผู้อื่นก็ต้องยอมก้มหัวล่ะนะหวังว่าเจียงจืออวี๋รู้แล้วจะไม่โกรธเขาเอา

            “ใช่แล้ว เจ้านายผมมันพวกถังแตกพี่ใหญ่ไม่รู้หรอกว่าผมต้องใช้ชีวิตลำบากแค่ไหน”

            “เจ้านายยากจน สายเลือดชั้นต่ำ สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยอันตรายและตัวผมที่แสนเปราะบาง”

            “ที่ผมมีพลังขนาดนี้ได้ทั้งหมดก็เพราะหยาดเหงื่อและความพยายามของตัวเองล้วนๆ”

            เมื่อเข้าใจสิ่งที่ไป๋ฉางเซิงสื่อสารได้อย่างแจ่มแจ้งแววตาเวทนาของซวนหนีหยกทมิฬก็เพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน

            ประจวบเหมาะกับตอนนั้นเองเนื้อสัตว์อสูรก้อนโตก็ถูกโยนเข้ามาในถุงกักวิญญาณ

            ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นคณบดีเฉียนที่โยนมาป้อนซวนหนีหยกทมิฬ

            ดูเหมือนคณบดีเฉียนจะไม่ได้สนใจว่าสถานการณ์ในถุงกักวิญญาณเป็นอย่างไรหลังจากโยนอาหารให้เสร็จก็ก้มหน้าจัดการเอกสารต่อทันที

            เนื้อสัตว์อสูรก้อนนี้เปี่ยมไปด้วยพลังเลือดมองปราดเดียวก็รู้ว่าแล่มาจากสัตว์อสูรระดับแม่ทัพอสูรเป็นอย่างน้อยแถมยังเป็นเนื้อส่วนน่องที่รสชาติดีที่สุด ไม่มีไขมันแทรก เป็นเนื้อแดงล้วนๆ

            ไม่รู้ว่าเนื้อระดับแม่ทัพอสูรจะรสชาติเป็นยังไงนะ...

            ไป๋ฉางเซิงแอบกลืนน้ำลายสายตาจ้องเขม็งไปที่เนื้อก้อนนั้น ทว่าเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้เขาจึงเหลือบตาไปมองซวนหนีหยกทมิฬแล้วรีบหดคอกลับ

            เขากำลังมองเนื้อส่วนซวนหนีหยกทมิฬกำลังมองเขา

            สัตว์ป่าย่อมมีสัญชาตญาณหวงอาหารเป็นธรรมดากว่าจะหลอกล่ออีกฝ่ายจนยอมสงบศึกได้หากต้องมาผิดใจกันเพราะเนื้อก้อนเดียวมันคงไม่คุ้มค่า

            ถึงเนื้อระดับแม่ทัพอสูรจะหอมหวนเพียงใดแต่ไป๋ฉางเซิงยังพออดใจไหว

            ทว่าท่าทางของไป๋ฉางเซิงในสายตาของซวนหนีหยกทมิฬกลับดูขี้ขลาดและน่าสงสารอย่างถึงที่สุด

            สติปัญญาของมันไม่ต่ำนักราวกับเด็กมนุษย์อายุสิบเอ็ดสิบสองปีและเพราะได้รับการประคบประหงมจากคณบดีเฉียนมาดีเกินไปสภาวะจิตใจจึงยังไม่โตเต็มที่

            พอมองดูไป๋ฉางเซิงในสภาพนี้ซวนหนีหยกทมิฬก็นิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะใช้อุ้งมือเขี่ยเนื้อก้อนนั้นไปทางไป๋ฉางเซิง

            ไป๋ฉางเซิงสังเกตเห็นความผิดปกติจึงเงยหน้ามองซวนหนีหยกทมิฬด้วยความฉงน

            “กินซะ... ฉันไม่ค่อยชอบกินเนื้อ...”

            ยังมีสัตว์อสูรที่ไม่ชอบกินเนื้อด้วยเหรอ?

            ไป๋ฉางเซิงเห็นชัดๆว่าลูกกระเดือกของซวนหนีหยกทมิฬขยับเล็กน้อยเหมือนกำลังกลืนน้ำลายแต่ในเมื่ออีกฝ่ายพูดแบบนี้ ถ้าเขาไม่กินก็คงจะดูไม่รักดีเกินไปหน่อย

            เขาอ้าปากงับคำหนึ่งแต่สายตายังคงคอยสังเกตซวนหนีหยกทมิฬอยู่ตลอดเวลา

            หากอีกฝ่ายแสดงท่าทีไม่พอใจเมื่อไหร่เขาจะรีบหยุดกินทันที

            ทว่าจนกระทั่งเสียงแจ้งเตือนจากระบบดังขึ้นซวนหนีหยกทมิฬก็ไม่ได้หันกลับมามองเนื้อก้อนนั้นอีกเลย

            [ยินดีด้วย โฮสต์กลืนกินกวางขุนเขาขนปุย ได้รับค่าพลังเลือด 57 แต้ม ได้รับแต้มวิวัฒนาการ 21 แต้ม]

            ถึงก่อนหน้านี้จะสลบไปจนไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนแต่ก่อนสลบเขาก็ได้เติมค่าพลังเลือดจนเต็มขีดจำกัดหนึ่งพันแต้มจากสกิลเสริมพลังการย่อยแล้ว

            เมื่อดูจากค่าพลังเลือดที่หายไปสองร้อยกว่าแต้มไป๋ฉางเซิงก็พอเดาได้ว่าตัวเองหลับไปนานแค่ไหน

            สลบยาวไปสองวันถึงจะไม่หิวจนไส้กิ่ว แต่ท้องว่างนานๆ ปากมันก็อยากหาอะไรเคี้ยวเหมือนกัน

            ซวนหนีหยกทมิฬยังคงไม่มีทีท่าจะหันกลับมาส่วนไป๋ฉางเซิงก็ไม่มีความคิดจะเกรงใจ

            จากการอยู่ด้วยกันสั้นๆเขาพอจะจับนิสัยใจคอของซวนหนีหยกทมิฬได้คร่าวๆ แล้ว

            อย่างน้อยสิ่งที่เขากังวลว่าอีกฝ่ายจะระเบิดอารมณ์ใส่กะทันหันนั้นเป็นไปไม่ได้แน่ในเมื่อเป็นเช่นนี้เขาก็ไม่มีอะไรต้องกลัว

            เขางับเนื้อเข้าไปอีกหลายคำเนื้อกวางก้อนเขื่องพลันหายไปกว่าสองในสามส่วน

            เมื่อรู้สึกว่าท้องเริ่มป่องอีกครั้งและค่าพลังเลือดกลับมาเต็มขีดจำกัดหนึ่งพันแต้ม ไป๋ฉางเซิงจึงหยุดกินอย่างพึงพอใจ

            เขาส่งเสียงฟ่อเบาๆซวนหนีหยกทมิฬที่นั่งหันหลังให้มาตลอดหันกลับมามองเนื้อที่เหลือเพียงเล็กน้อยแม้จะรู้สึกเสียดายอยู่บ้างแต่ในขณะเดียวกันก็มีความภาคภูมิใจอย่างประหลาดผุดขึ้นมา

            มนุษย์เวลาทำความดีแล้วย่อมรู้สึกอิ่มเอมใจ

            ในสายตาของซวนหนีหยกทมิฬเมื่อครู่มันเพิ่งช่วยให้เจ้าตัวเล็กที่ ‘ไม่เคยได้กินอิ่ม’ได้ทานมื้อใหญ่จนพุงกาง ถือเป็นการทำความดีที่ยอดเยี่ยมที่สุด

            แต่เจ้าหมอนี่ถึงจะดูน่าสงสารแต่ดูเหมือนจะกินจุไปหน่อยแฮะ

            ซวนหนีหยกทมิฬมองดูเนื้อกวางที่เหลืออยู่เพียงนิดเดียวก่อนจะอ้าปากงับส่วนที่เหลือจนหมด

            “วางใจเถอะ...”

            “วันหน้า... แกได้กินก่อน...”

            “ไม่สิ... แกกินส่วนที่เหลือจากฉันแล้วกัน...”

            พอฟังคำพูดของอีกฝ่ายไม่รู้ทำไมไป๋ฉางเซิงถึงรู้สึกว่าซวนหนีหยกทมิฬตัวนี้ดูจะใจกว้างแต่ก็แอบงกในเวลาเดียวกัน

            แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญประเด็นสำคัญคือความคิดของซวนหนีหยกทมิฬตัวนี้ใสซื่อกว่าที่เขาคาดไว้มาก

            ตอนนี้ถือว่าดีเลยทีเดียวนอกจากจะอยู่พึ่งใบบุญในถุงกักวิญญาณได้อย่างสงบสุขแล้วยังได้รับอาหารจากราชาอสูรที่เต็มใจแบ่งให้ด้วย ถือเป็นโชคลาภที่คาดไม่ถึงจริงๆ

            เวลาผ่านไปอีกสามวันไป๋ฉางเซิงใช้ชีวิต ‘อยู่ร่วมห้อง’ กับซวนหนีหยกทมิฬอย่างสงบ

            ซวนหนีหยกทมิฬรักษาสัญญาทุกครั้งที่คณบดีเฉียนโยนอาหารให้ มันจะเหลือส่วนหนึ่งไว้ให้ไป๋ฉางเซิงเสมอ

            ไป๋ฉางเซิงเองก็ไม่อาจปฏิเสธน้ำใจอันเปี่ยมล้นได้เขาตอบรับทุกคำด้วยความยินดี พลางนึกรำพึงในใจว่าของกินของระดับราชาอสูรนี่มันดีจริงๆ

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน