Pioneer Era

    ตอนที่ 44 ตัวประกันที่น่าปวดหัว

    “อาวุธเชี่ยนี่ใช้ยังไงวะ! ”

    “ไอที่เรียกว่า [ลูกปืน] หมดแล้ว ใครเติม [ลูกปืน] เป็นบ้าง! ”

    “อีเชี่ย! พวกมึงอย่ายิงใส่พวกเดียวกันสิ! ”

    “อาวุธห่านี่ใช้ยากชิบหายเลยโว้ย! ”

    “พวกอสูรกายแม่งบุกเข้ามาแล้ว! ”

    เหล่าคนหนุ่มเผ่ามนุษย์สัตว์จำนวนหนึ่งแสนชีวิตกำลังเสียรูปขบวนการรบ เพราะความสับสนจากสถานการณ์ที่ไม่เป็นไปตามแผนการ

    แล้วนักรบพวกนี้คือใครนะหรือ?

    พวกเขาคือกลุ่มที่ไม่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน เป็นพวกคนหนุ่มไฟแรงจากหมู่บ้านซึ่งไม่เคยสัมผัสถึงอันตรายของสงครามที่พวกผู้ใหญ่ได้ไปพบประสบเจอมากับตา

    พวกเขาไม่เคยรู้หรือเห็นกับตาว่าผู้รุกรานของพวกเขานั้นร้ายกาจแค่ไหน

    ดังนั้นพวกเขาจึงโง่งมหลงผิด

    คนไม่รู้ไม่ผิด แต่ความไม่รู้คือหายนะ

    และนี่คือผลลัพธ์ของความโง่เขล่านั้น

    เมื่ออาวุธปืนในมือไม่สามารถใช้งานได้อย่างที่ใจคิด พวกเขาจึงตัดสินใจโยนมันทิ้งแล้วกลับไปใช้อาวุธระยะประชิดที่พกติดตัวมา

    “ (พวกเราทำได้!) ”

    ความคิดของพวกเขาแทบไม่ต่างไปจากสิ่งที่พวกผู้ใหญ่เคยทำจากสงครามครั้งที่แล้ว

    นั่นก็เพราะกองทัพที่ถูกส่งมาเพื่อปราบพวกเขานั้นมีจำนวนน้อยกว่าพวกเขาถึงสิบเท่า

    แต่กว่าจะรู้ตัวว่าพวกเขาคิดผิดนั้น ก็คือช่วงเวลาที่พวกเขาถูกส่งไปหยั่งโลกหน้าแล้ว

    10 % ของกลุ่มถูกสังหารด้วยปืนใหญ่ที่พวกเผ่ายักษ์แบกเอาไว้บนบ่า

    อีก 10 % กลายเป็นเหยื่อให้กับคมเขี้ยวของเผ่ามนุษย์มดที่ดักจับอยู่ใต้ดิน

    เพียงแค่เปิดศึกโจมตีหนึ่งนาที พวกเขาก็ล้มตายเป็นจำนวนมาก

    ร่างกายของแนวหน้าถูกฉีกขาดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เหล่านักรบมากฝีมือล้มตายประดุจกับใบไม้ร่วงอย่างรวดเร็ว บ่อเลือดสีฟ้าบังเกิดขึ้นไปทั่วทุกมุมวิสัยทัศน์ของพวกเขา

    ภาพของนรกตรงหน้าทำให้กองทัพคนหนุ่มหยุดขาของตัวเองลงในทันที

    ตอนนี้พวกเขารู้แล้วว่าทำไมพวกผู้อาวุโสกับเหล่าผู้กล้าของเขาถึงคัดค้านไม่ให้ทำสงครามอีกครั้ง

    “ถะ...ถอยทัพ! ”

    เพราะเหตุนี้พวกเขาจึงไม่ลังเลที่จะประกาศถอยทัพ

    เมื่อเห็นว่ากองทัพศัตรูหันหลังกลับทันทีที่เจอการสังหารระลอกแรก ทหารเผ่ายักษ์กับเผ่ามนุษย์มดจึงหยุดโจมตี แล้วหันไปยิงขึ้นฟ้าเป็นเชิงข่มขู่แทน

    เสียงกระสุนปืนที่ดังกังวาลไปทั่วหล้าทำให้พวกเหล่าคนหนุ่มยิ่งรู้สึกตื่นตระหนก เพราะไม่รู้ว่าตัวตนของเสียงนั้นมีเป้าหมายไปที่ใคร

    พวกเขาไม่สนใจระเบียบทหารอีกต่อไป ความหวาดกลัวพุ่งขึ้นถึงขีดสุด และความกลัวนั้นกระตุ้นสั่งให้พวกเขาวิ่ง วิ่ง และวิ่งต่อไปไม่หยุด

    วิ่งจนกองทัพล้มระเนระนาด วิ่งโดยไม่สนใจพวกพ้องตรงหน้า ใครที่อ่อนแรงหรือวิ่งไม่ทัน ก็เป็นอันต้องถูกเหยียบทับอยู่ใต้เท้าไป

    มันกลายเป็นเรื่องที่ขบขันแสนเศร้า เพราะสิ่งนี้ทำให้มีผู้เคราะห์ร้ายมากถึง 40% เป็นจำนวนที่มากกว่าผู้เสียชีวิตเพราะถูกยิงโจมตีเสียอีก

    ช่างเป็นการต่อสู้ที่น่าเวทนายิ่งนัก



    ***แม่สาวนมติดลบ [ลิลลี่ออฟซิเดียน]

    “อย่าทิ้งกันเซ่! อย่างน้อยก็จับตัวประกันมาใช้ข่มขู่ได้ตามแผนการคนหนึ่งแล้วนะไอพวกบ้า! ”

    กระต่ายผมยาวสีม่วงกำลังตะโกนโหวกเหวกอยู่หน้าฉันดอง

    “ไอพวกหมา @! ##%%^ $#@#$”

    พวกกระต่ายสีรุ้งเริ่มตะโกนด่าเป็นภาษาท้องถิ่นซึ่งยากที่จะฟังออกได้

    มีเพียงแค่กระต่ายสีดำซึ่งเป็นคนจับมัดแขนขาฉัน ที่ไม่ตะโกนโหวกเหวกโวยวายเหมือนพวกเธออีกเจ็ดคน

    เกิดอะไรขึ้นกันเนี่ยดอง?

    ลองรวบรวมลำดับเหตุการณ์ใหม่อีกครั้งดีกว่าดอง…

    เริ่มจากอยู่ ๆ ประตูรั้วเปิดออกเอง ระบบป้องกันหยุดทำงาน แล้วตามด้วยมีพวกชนเผ่าท้องถิ่นบุกเข้ามา

    หลังจากนั้นก็มีทหารประมาณหนึ่งร้อยคนออกไปรับหน้า พร้อมกับมีพวกโกเลมสงครามเตรียมรับมือฉุกเฉินอยู่ที่แนวหลัง

    ส่วนพวกเราก็ย้ายหนีเข้าไปในอาคารภายใต้การดูแลของพวกอาจารย์

    ในตอนนั้นเองที่มีระเบิดขนาดใหญ่เกิดขึ้นมาจากในตัวอาคารหลัก ก่อนจะรู้สึกเจ็บท้องตอนที่มองดูกลุ่มควันจากระเบิดเมื่อกี้…

    เหมือนความจำจะหายไปช่วงนั้นแฮะดอง

    พอรู้ตัวอีกที ฉันก็ถูกแม่สาวกระต่ายสีดำจับตัวเอาไว้แล้ว

    หากพิจารณาจากคำพูดของพวกเธอ คงพอจะอนุมานได้ว่ากำลังถูกพวกเธอจับตัวมาในฐานะตัวประกัน

    พวกเธอทั้งแปดคนกำลังวิ่งตรงไปทางประตูรั้วที่ถูกเปิดอ้าทิ้งเอาไว้

    ในตอนนั้นเองที่มีแสงสีฟ้ายิงใส่พื้นลากเป็นรอยไหม้สีดำยาว ก่อนจะมีกองทหารเผ่ามนุษย์กับพวกโกเลมสงครามกรูเข้ามาขวางเส้นทางตรงหน้า

    โกเลมรูปร่างคล้ายเผ่ายักษ์สูงห้าเมตรทั้งสิ้นเก้าตัว กำลังยืนเรียงเป็นกำแพงยาวปิดทางออกเอาไว้จนมิด

    ร่างกายของโกเลมตรงหน้าถูกสร้างมาจากดิน

    ประกายสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่แผ่ออกมาจากแกนกลางข้างใน ทำให้ผิวดินสีน้ำตาลของพวกมันส่องแสงสีฟ้าออกมาตามรอยแยก จนดูคล้ายกับเป็นปีศาจที่มีเส้นเลือดสีเหลืองปูดโปนออกมา

    เจอตัวแบบนี้เข้าไปคงหมดทางหนีแล้วละพวกคุณกระต่ายทั้งหลาย~

    “หน่อย! ”

    หืม…? อะไรเย็น ๆ มาจิ้มคอเนี่ย?

    พอก้มมองลงไปดู ก็เห็นมีดพร้าเล่มโตสีขาวจ่อคอหอยตัวเองอยู่ละดอง

    “...”

    มีดพร้าสวยจังเลยดอง~ (หนีความจริง)

    รอยเปื้อนสีแดงกับดำบนใบมีดเองก็ช่างเป็นงานศิลป์ที่งดงามยิ่งนักดอง~ (หนีความจริง)

    “...”

    ใครก็ได้ ช่วยหนูด้วยเจ้าค่ะดอง!



    “หยุด พวกแกถูกล้อมเอาไว้แล้ว จงปล่อยตัวประกันเดียวนี้! ”

    ในตอนนั้นเองที่มีภูติหน้าเหี้ยมหัวโล้นปรากฏตัว

    เป็นภูติตัวสูงหนึ่งเมตรที่หัวโล้นเลี่ยนและมีร่างกายเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อผิดรูปจนอุบาทลูกตา

    แน่ใจนะว่านั่นคือเผ่าภูตินะดอง?

    เขานำทหารหลายสิบคนมายืนล้อมพวกกระต่ายเอาไว้ โดยมียอดวีรบุรุษบานายืนอยู่ตรงกลาง และมีพวกเพื่อนของฉันกำลังยืนคอยให้กำลังใจอยู่ข้างหลังห่างออกไป

    ผอ. บานา ใช้ร่างที่สูงสามเมตรพร้อมกับตรีศูลในมือมายืนข่มขวัญพวกเธอ

    บรรยากาศที่แผ่ออกมาจากตัวเขานั้นช่างน่าสะพรึงกลัว จนฉันอยากจะหนีออกไปจากตรงนี้ให้ไกล

    แต่กระต่ายทั้งแปดคนกลับยังสามารถทนต่อแรงกดดันนั้นได้

    เผ่ากระต่ายพวกนี้ไม่ใช่ธรรมดาเหมือนกันนะเนี่ยดอง~

    “ไม่มีทาง ถ้าห่วงชีวิตของยัยหัวเขียวละก็ จงเปิดทางให้พวกเราซะ! ”

    ว่าแล้วมีดพร้าที่จ่อคอก็จิ้มแตะผิวหนังของฉัน

    น่ากลัว!

    “หยุดนะ อย่าทำร้ายตัวประกัน! โจ๊ว! ”

    ภูติหัวล้านหน้าเหี้ยมกรีดเสียงออกมาดังลั่นด้วยภาษาของชาวท้องถิ่น

    “ห้ามเข้ามาใกล้! ”

    กระต่ายสีดำออกแรงที่จับตัวฉันแน่นขึ้นจนถูกบี้เข้าไปสัมผัสกับร่างกายของเธอเต็มแรง

    นิ่มจัง…

    ขนของเธอช่างฟูนุ่มนิ่ม ให้ความรู้สึกอบอุ่นและอ่อนโยนมาก

    อุ่นจนรู้สึกง่วงขึ้นมาแล้วสิดอง

    “ถ้าเข้ามาใกล้กว่านี้ ชีวิตของ—”

    “Zzz….”

    “---ชีวิตของตัวประกันจะ… เออ...”

    “ครอก~ฟี้~”

    “...”

    เงียบสงบดีจังดอง

    นุ่มสบาย แถมยังอุ่น ขอนอนแบบนี้นาน ๆ เลยแล้วกันดอง~

    ครอก~

    “อย่าหลับสิเฮ้ย! ”

    “ดอง!?! ได้เวลาข้าวกลางวันแล้วหรือดอง!? ”

    ดูเหมือนว่าสายตาทุกคู่จะกำลังจับจ้องมาทางฉันด้วยสีหน้าที่เหลือเชื่อมาก

    อ๊ะ… ลืมไปเลยว่าถูกจับตัวอยู่นะดอง

    “จะ… จะยังไงก็ตาม รีบปล่อยตัวประกันซะ! ต่อให้แกเอาชีวิตของเธอไป พวกเจ้าก็—-”

    *โครก~*

    เสียงท้องร้องของฉันดังลั่นกลบเสียงตะโกนของภูติหัวล้านหน้าเหี้ยมจนสิ้น

    อุ๊ย... ขอโทษเจ้าค่ะ ดอง~

    แบบว่ามันหิวแล้วงะ

    อีกอย่าง ฉันยังไม่ได้กินข้าวเที่ยงเลยนะดอง~

    “---พวกเจ้าก็หนีไม่รอดหรอก! โจ๊ว! ”

    *โครก~*

    “พวกแกไม่สนชีวิตตัวประกันเรอะ! ”

    *โครกกก~*

    “ถ้าแกฆ่าตัวประกัน คิดว่าจะหนีจากวงล้อมนี้ได้เรอะ! พวกแกแพ้แล้ว ยอมแพ้ซะดี ๆ โจ๊ว! ”

    *โครกกกกกกก~*

    “ฉันเอาจริง—-”

    *โครกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก~ *

    “โว๊ยยยย! เอานี่ไปกินไป๊! ”

    กระต่ายสีดำกรีดเสียงร้องโหยหวนอย่างทุกข์ทรมาน พร้อมกับหยิบเนื้อตากแห้งยัดเข้ามาในปากฉัน

    งำ งำ จับ จับ…

    ไม่อร่อยสักนิด แถมยังเหนียวด้วยดอง~



    “บนหลังคาตรงนั้นจะทำอะไร! หยุดเดียวนี้เลยนะ! ”

    ร่างกายของฉันถูกอุ้มลอยสูงขึ้น พร้อมกับเสียงที่กระต่ายดำตะโกนออกไป

    เกิดอะไรขึ้นนะ?

    ฉันลองหยี่ตามองดูรอบ ๆ โดยที่ยังคงมีเนื้อตากแห้งคาปากอยู่

    มีกลุ่มคนกำลังนอนราบอยู่บนหลังคาของอาคารโดยรอบ

    พวกเขาสวมชุดลายพรางสีน้ำเงินเข้ากับแผ่นหลังคาลอนเหล็กทาสีจนยากจะสังเกตเห็น

    ปืนไรเฟิลพิสัยไกลกระบอกโตกำลังเล็งตรงมาทางนี้

    นี่เธอคิดจะใช้ฉันเป็นโล่เนื้อหรือยังไงดอง?

    “ปล่อยตัวประกันซะ! โจ๊ว! ”

    “เปิดทางให้พวกเราก่อนสิ! ”

    เมื่อทีมลอบโจมตีถูกจับได้ สุดท้ายเลยวกกลับมาวนลูปเดิม

    ภูติหัวโล้นกับกระต่ายยังคงตะโกนเถียงกันไม่หยุด

    แบบนี้คงอีกนานกว่าจะรู้ว่าสุดท้ายแล้วฉันจะถูกช่วยหรือถูกเชือดก่อนสินะดอง



    ***สิบนาทีผ่านไป

    “ปล่อยตัวประกันซะ! โจ๊ว! ”

    “เปิดทางให้พวกเราก่อนสิ! ”

    ยังเถียงกันไม่จบอีก

    เบื่องะ

    ในตอนนั้นเองที่สายตาของฉันไปเห็นอะไรบางอย่างที่น่าสนใจ

    มันเต็มไปด้วยขนฟูนุ่มนิ่มน่านวย

    เนื่องจากยังถูกอุ้มยกขึ้นมาสูงในสภาพมัดแขนมัดขา ระดับสายตาเลยมาอยู่ตรงแถวศรีษะของกระต่ายสีดำพอดี

    และสิ่งที่อยู่ตรงหน้าฉันนั้น มันคือหูกระต่ายขนสีดำของเธอที่ชี้โด่ลอยขึ้นมาในอากาศ

    มันดูบอบบางน่ารักน่าสัมผัสมาก

    แต่เนื่องจากถูกมัดมืออยู่ เลยอดสัมผัสมันไปอย่างน่าเสียดาย

    ไม่สิ ยังใช้ปากได้อยู่ไม่ใช่หรือยังไงดอง

    “ฟูว~ ฟูว~”

    “เปิดทางให้— อะ….อ๊าง~”

    ฉันเริ่มใช้ปากเป่าลมใส่ใบหูกระต่ายน้อยของเธอ

    ดูเหมือนว่าจะได้ยินเสียงครางแปลก ๆ ดังออกมาด้วยละดอง

    “ฟูว~~~”

    “อื๊อ~บะ...ใบหู… ไม่ได้… อย่านะ~ อย่าาา~”

    ปฏิกิริยาตอบรับตลกดีแฮะ

    งั้นแบบนี้ต้องเพิ่มระดับก่อกวนด้วยการใช้ลิ้นเลียแล้วดอง!

    *แพล๊บ ๆ *

    “ไม่น้าาาาาาาา~!!! ”



    ***เศรษฐีน้อย (มั้ง) [โฮป]

    “ไม่น้าาาาาาาา~!!! ”

    เสียงของแม่กระต่ายน้อยสีดำกำลังกรีดร้องลั่นไปทั่ว

    มันเป็นเสียงที่หวานฉ่ำประดุจน้ำผึ้ง เป็นเสียงที่ทำให้หัวใจเต้นอย่างบ้าคลั่ง เป็นเสียงอันน่าสะพรึงซึ่งเต็มไปด้วยเสน่ห์ของอิสตรี

    เป็นเสียงที่ทำให้น้องชายของผมลุกขึ้นมาเต้นอย่างแข็งแรงเลยละครับ

    ใจเย็นไว้นะไอน้องชาย

    ก่อนอื่นต้องวางสติลง แล้วฟังเสียงของแม่กระต่ายน้อยให้เต็มสองรูหูเอาไว้ซะ

    เสียงนั้นดังจนได้ยินมาถึงจุดที่พวกเรายืนห่างออกมามากกว่าสามสิบเมตร

    ใบหน้าของทุกคนเริ่มเป็นสีแดงฉานเพราะเสียงที่เร้าอารมณ์ของแม่กระต่ายน้อยสีดำคนนั้น

    เธอกำลังดิ้นทุรนทุรายด้วยใบหน้าที่ร้อนฉ่าเปี่ยมสุข โดยมีลูกครึ่งภูติน้อยผมสีเขียวคร่อมส่วนหัวเอาไว้

    ลิ้นที่น่ารักของเพื่อนตัวแสบคนนั้นกำลัง *ตรูด* และ *ตรูด ตรูด* ใบหูกระต่ายสีดำของแม่สาวน้อยอย่างเมามัน

    เพราะเหตุนี้เลยทำให้ทุกคนต่างพูดไม่ออก ทำตัวไม่ถูกไปเลยทีเดียว

    “เออ… ตกลงยังต้องให้ความช่วยเหลือเธออยู่อีกหรือเปล่าคะ? ”

    “กรุณาอย่าถามผมเลยพรุน”

    *แพล๊บ ๆ * “ฟูว~ ฟูว~”

    “อ๊ายยยยย~!!! ”

    เพื่อนตัวแสบหัวเขียวยังคงแกล้งแม่สาวกระต่ายสีดำไม่หยุด

    นี่ขนาดถูกมัดมือมัดเท้าอยู่นะ

    พูดตามตรงว่าเริ่มชักไม่แน่ใจแล้ว ว่าตกลงยัยตัวแสบยังคงถูกจับเป็นตัวประกันอยู่จริงหรือไม่กันแน่…

    “ดะ… ได้โอกาสแล้ว ทุกหน่วยบุก! โจ๊ว! ”

    ภูติหัวโล้นชูมือขึ้นสูงพร้อมตะโกนออกคำสั่ง

    ทหารกับโกเลมสูงห้าเมตรพร้อมใจกันเคลื่อนตัวเข้าหาน้องกระต่ายผู้น่ารักทั้งแปดคน

    แต่นั่นคือตัวหลอก

    การเคลื่อนไหวของโกเลมกับหน่วยทหารนั้น ทำเพื่อดึงดูดความสนใจของพวกเธอ

    ผู้ที่โจมตีคือหน่วยซุ่มยิงบนหลังคาต่างหาก

    พวกเขาใช้โอกาสช่องว่างเล็ก ๆ นี้ลั่นไกปืนออกไป

    กระสุนยาสลบจำนวนเจ็ดนัดถูกปลดปล่อยออกจากรังเพลิงพร้อมเปลวไฟแผดเผา พวกมันพุ่งทะยานจากยอดหลังคาที่รายรอบ ก่อนจะปักลงไปบนแขนและขาของเป้าหมายอย่างแม่นยำ

    กระต่ายทั้งเจ็ดคนทำตาปรือในทันทีที่ถูกกระสุนหัวเข็มแทงเข้าไปในร่าง

    พวกเธอพยายามที่จะลุกขึ้นยืน แต่ก็มิอาจต้านทานฤทธิ์ยาได้

    กระต่ายทั้งเจ็ดต่างล้มตัวลงนอนไปกองกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรงพร้อมกัน

    ถ้าจะมีใครที่ไม่โดนลูกปืนยาสลบ คงมีเพียงแค่กระต่ายสีดำที่ถูกยัยตัวแสบนอนทับเลียหูตรงนั้นนั่นละ

    แบบนี้ไม่ต้องเป็นห่วงอะไรมากนักแล้วละมั้ง?

    แขนขาชักกระตุกรุนแรง เส้นผมยาวเงางามสั่นสะท้าน หยาดเหงือผุดทั่วร่างท่วมกาย หอบหายใจรุนแรง

    อืม… เป็นภาพที่สุดยอดในหลาย ๆ ความหมายเลยแฮะ

    เอาเป็นว่าแม่กระต่ายน้อยสีดำคนนั้นหมดสภาพต่อสู้ไปอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว

    “แฮก… แฮก… พี่… ใหญ่… ไม่… จริง… ”

    เธอพึมพำบางอย่างออกมาอย่างอ่อนแรง ก่อนจะใช้มือขวาล้วงเข้าไปใต้ชุดระบายลูกไม้ฟ่องฟูสีดำ

    “ทุกคนระวัง! ”

    ผอ. บานา รีบส่งเสียงเตือนทุกคนทันทีที่แม่กระต่ายดำล้วงลงไปในใต้ชุดของเธอ

    “เกิดอะไร—”

    ผมได้รับคำตอบของคำถามแทบจะในทันที

    แม่กระต่ายสาวสีดำคว้าระเบิดแสงมาตรฐานที่ใช้ในกองทัพของฝ่ายเราออกมาลูกหนึ่ง

    เดียว… ชนเผ่าท้องถิ่นไปหาของแบบนั้นมาใช้ได้ยังไงกันเนี่ย!?

    เธอถอดสลักมันออกด้วยปากของตัวเอง แล้วปาขึ้นท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว

    แสงสว่างเจิดจ้าที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมีกับแม็กนิเซียม กำลังทำให้ดวงตาของผมมืดบอดไปชั่วขณะ

    เสียงระเบิดทำให้เริ่มรู้สึกสับสนปวดหัวจับทิศไม่ได้

    แขนถูกยกขึ้นมาบังวิสัยทัศน์และอุดหูตามที่สมองกรีดร้อง

    อาการอัมพาตทางสายตาและหูนั้นเกิดขึ้นราวสามสิบวินาทีได้

    “หายไปแล้ว…”

    พอสัมผัสทั้งสองอย่างกลับมา ร่างของกระต่ายสาวสีดำกับยัยตัวแสบก็หายไปจากวงล้อมของทหารเสียแล้ว

    “ตะ… ตามหาเธอให้พบ! ”

    ภูติหัวโล้นกรีดเสียงดังลั่นอีกครั้ง

    “ไม่จำเป็น”

    แต่ทว่า ผอ. บานา กลับหยุดทุกคนเอาไว้ก่อน

    เขาเดินตรงไปมองดูผิวดินที่เคยมีร่างของกระต่ายสาวสีดำนอนทอดกายอยู่เมื่อกี้

    ที่ตรงนั้นมีมีดสีดำเล่มหนึ่งปักเอาไว้อยู่

    “เมื่อกี้ข้ามีโจมตีมันด้วยมีด แต่มันคงไหวตัวหลบทัน โชคดีที่สร้างบาดแผลให้มันได้ นายพลโจ๊วช่วยส่งคนตามรอยเลือดสีฟ้านี้ไปที”

    รอยเลือดสีฟ้าที่เขาชี้ให้ทุกคนดูนั้น มันหยดเป็นจุดเล็ก ๆ จนแทบมองไม่เห็น

    ซึ่งทิศทางที่หยดเลือดนั้นนำทางไปก็คือ...

    “ป่าเส้นด้ายดำ…”

    คือ [ป่าเส้นด้ายดำ] ที่เต็มไปด้วยหยักใยสีดำน่ากลัวขยะแขยงตรงหน้า

    แต่ครั้งนี้ไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหร เพราะมีพวกอาจารย์กับทีมช่วยเหลืออยู่ตรงนี้แล้ว

    พวกบ้าที่มาโจมตีหนีไปแล้ว คนร้ายถูกจับยกทีม ภัยอันตรายได้จบลงแล้ว

    ตอนนี้รีบกลับเข้าไปกินข้าวกลางวันก่อนดีกว่า

    "ให้ผู้ใหญ่จัดการเถอะ ยัยกระต่ายคนนั้นเองก็ดูไม่อันตรายเท่าไหรด้วย"

    ผมหันไปพูดกับพรรคพวก

    ใช่ มันผิดกับทุกครั้งที่เกิดเรื่องแล้วไม่มีใครอื่นให้พึ่งพาได้

    ดังนั้นพวกเราไม่จำเป็นสักนิดที่ต้องไปเสี่ยงแล้วเพิ่มงานให้กับพวกผู้ใหญ่

    "... หายไปไหนสองคนกับหนึ่งตัวนี่ย"

    แต่ในตอนนั้นเองที่ผมสังเกตุเห็นความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้น

    คนที่ยืนอยู่ตรงนี้ควรมีเจ็ดคนกับอีกหนึ่งตัว

    พรุน ไฮเจน เยลโล่ แฟต เอซ ดิวซ์ จาวิส และเจ้าหนูลี่ที่เป็นสัตว์เลี้ยงของพรุน

    แต่ไม่ว่าจะมองยังไง ก็เห็นมีเพียงแค่ห้าคนเท่านั้น

    ดูเหมือนว่าเอซเองก็เริ่มจะรู้ตัวแล้วว่ามีคนในกลุ่มหายตัวไปในเวลานี้

    “... ดิวซ์ จาวิส กับเจ้าหนูมังกรมันหายไปไหนฟะ"

    อย่าบอกนะว่าเจ้าพวกนั้นตามยัยแสบไปแล้วนะ?

    คล้ายกับเรื่องPioneer Era ที่คุณอ่าน

    ระบบอั่งเปาสะท้านภพ

    ระบบอั่งเปาสะท้านภพ

    นิยาย แฟนตาซี
    571K 2468
    อสูรมังกรฟ้า เล้งซาน [จบ]

    อสูรมังกรฟ้า เล้งซาน [จบ]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    4.85M 1165
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    นิยาย แฟนตาซี
    4.85M 1262
    จอมกระบี่กบฏสวรรค์

    จอมกระบี่กบฏสวรรค์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    5.35M 1277
    จงเรียกข้าว่าจอมราชัน

    จงเรียกข้าว่าจอมราชัน

    นิยาย แฟนตาซี
    146K 253
    เหนือพิภพ สยบสวรรค์ (ภาค 1 เหนือพิภพ)

    เหนือพิภพ สยบสวรรค์ (ภาค 1 เหนือพิภพ)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.45M 659
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577