“อาวุธเชี่ยนี่ใช้ยังไงวะ! ”
“ไอที่เรียกว่า [ลูกปืน] หมดแล้ว ใครเติม [ลูกปืน] เป็นบ้าง! ”
“อีเชี่ย! พวกมึงอย่ายิงใส่พวกเดียวกันสิ! ”
“อาวุธห่านี่ใช้ยากชิบหายเลยโว้ย! ”
“พวกอสูรกายแม่งบุกเข้ามาแล้ว! ”
เหล่าคนหนุ่มเผ่ามนุษย์สัตว์จำนวนหนึ่งแสนชีวิตกำลังเสียรูปขบวนการรบ เพราะความสับสนจากสถานการณ์ที่ไม่เป็นไปตามแผนการ
แล้วนักรบพวกนี้คือใครนะหรือ?
พวกเขาคือกลุ่มที่ไม่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน เป็นพวกคนหนุ่มไฟแรงจากหมู่บ้านซึ่งไม่เคยสัมผัสถึงอันตรายของสงครามที่พวกผู้ใหญ่ได้ไปพบประสบเจอมากับตา
พวกเขาไม่เคยรู้หรือเห็นกับตาว่าผู้รุกรานของพวกเขานั้นร้ายกาจแค่ไหน
ดังนั้นพวกเขาจึงโง่งมหลงผิด
คนไม่รู้ไม่ผิด แต่ความไม่รู้คือหายนะ
และนี่คือผลลัพธ์ของความโง่เขล่านั้น
เมื่ออาวุธปืนในมือไม่สามารถใช้งานได้อย่างที่ใจคิด พวกเขาจึงตัดสินใจโยนมันทิ้งแล้วกลับไปใช้อาวุธระยะประชิดที่พกติดตัวมา
“ (พวกเราทำได้!) ”
ความคิดของพวกเขาแทบไม่ต่างไปจากสิ่งที่พวกผู้ใหญ่เคยทำจากสงครามครั้งที่แล้ว
นั่นก็เพราะกองทัพที่ถูกส่งมาเพื่อปราบพวกเขานั้นมีจำนวนน้อยกว่าพวกเขาถึงสิบเท่า
แต่กว่าจะรู้ตัวว่าพวกเขาคิดผิดนั้น ก็คือช่วงเวลาที่พวกเขาถูกส่งไปหยั่งโลกหน้าแล้ว
10 % ของกลุ่มถูกสังหารด้วยปืนใหญ่ที่พวกเผ่ายักษ์แบกเอาไว้บนบ่า
อีก 10 % กลายเป็นเหยื่อให้กับคมเขี้ยวของเผ่ามนุษย์มดที่ดักจับอยู่ใต้ดิน
เพียงแค่เปิดศึกโจมตีหนึ่งนาที พวกเขาก็ล้มตายเป็นจำนวนมาก
ร่างกายของแนวหน้าถูกฉีกขาดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เหล่านักรบมากฝีมือล้มตายประดุจกับใบไม้ร่วงอย่างรวดเร็ว บ่อเลือดสีฟ้าบังเกิดขึ้นไปทั่วทุกมุมวิสัยทัศน์ของพวกเขา
ภาพของนรกตรงหน้าทำให้กองทัพคนหนุ่มหยุดขาของตัวเองลงในทันที
ตอนนี้พวกเขารู้แล้วว่าทำไมพวกผู้อาวุโสกับเหล่าผู้กล้าของเขาถึงคัดค้านไม่ให้ทำสงครามอีกครั้ง
“ถะ...ถอยทัพ! ”
เพราะเหตุนี้พวกเขาจึงไม่ลังเลที่จะประกาศถอยทัพ
เมื่อเห็นว่ากองทัพศัตรูหันหลังกลับทันทีที่เจอการสังหารระลอกแรก ทหารเผ่ายักษ์กับเผ่ามนุษย์มดจึงหยุดโจมตี แล้วหันไปยิงขึ้นฟ้าเป็นเชิงข่มขู่แทน
เสียงกระสุนปืนที่ดังกังวาลไปทั่วหล้าทำให้พวกเหล่าคนหนุ่มยิ่งรู้สึกตื่นตระหนก เพราะไม่รู้ว่าตัวตนของเสียงนั้นมีเป้าหมายไปที่ใคร
พวกเขาไม่สนใจระเบียบทหารอีกต่อไป ความหวาดกลัวพุ่งขึ้นถึงขีดสุด และความกลัวนั้นกระตุ้นสั่งให้พวกเขาวิ่ง วิ่ง และวิ่งต่อไปไม่หยุด
วิ่งจนกองทัพล้มระเนระนาด วิ่งโดยไม่สนใจพวกพ้องตรงหน้า ใครที่อ่อนแรงหรือวิ่งไม่ทัน ก็เป็นอันต้องถูกเหยียบทับอยู่ใต้เท้าไป
มันกลายเป็นเรื่องที่ขบขันแสนเศร้า เพราะสิ่งนี้ทำให้มีผู้เคราะห์ร้ายมากถึง 40% เป็นจำนวนที่มากกว่าผู้เสียชีวิตเพราะถูกยิงโจมตีเสียอีก
ช่างเป็นการต่อสู้ที่น่าเวทนายิ่งนัก
***แม่สาวนมติดลบ [ลิลลี่ออฟซิเดียน]
“อย่าทิ้งกันเซ่! อย่างน้อยก็จับตัวประกันมาใช้ข่มขู่ได้ตามแผนการคนหนึ่งแล้วนะไอพวกบ้า! ”
กระต่ายผมยาวสีม่วงกำลังตะโกนโหวกเหวกอยู่หน้าฉันดอง
“ไอพวกหมา @! ##%%^ $#@#$”
พวกกระต่ายสีรุ้งเริ่มตะโกนด่าเป็นภาษาท้องถิ่นซึ่งยากที่จะฟังออกได้
มีเพียงแค่กระต่ายสีดำซึ่งเป็นคนจับมัดแขนขาฉัน ที่ไม่ตะโกนโหวกเหวกโวยวายเหมือนพวกเธออีกเจ็ดคน
เกิดอะไรขึ้นกันเนี่ยดอง?
ลองรวบรวมลำดับเหตุการณ์ใหม่อีกครั้งดีกว่าดอง…
เริ่มจากอยู่ ๆ ประตูรั้วเปิดออกเอง ระบบป้องกันหยุดทำงาน แล้วตามด้วยมีพวกชนเผ่าท้องถิ่นบุกเข้ามา
หลังจากนั้นก็มีทหารประมาณหนึ่งร้อยคนออกไปรับหน้า พร้อมกับมีพวกโกเลมสงครามเตรียมรับมือฉุกเฉินอยู่ที่แนวหลัง
ส่วนพวกเราก็ย้ายหนีเข้าไปในอาคารภายใต้การดูแลของพวกอาจารย์
ในตอนนั้นเองที่มีระเบิดขนาดใหญ่เกิดขึ้นมาจากในตัวอาคารหลัก ก่อนจะรู้สึกเจ็บท้องตอนที่มองดูกลุ่มควันจากระเบิดเมื่อกี้…
เหมือนความจำจะหายไปช่วงนั้นแฮะดอง
พอรู้ตัวอีกที ฉันก็ถูกแม่สาวกระต่ายสีดำจับตัวเอาไว้แล้ว
หากพิจารณาจากคำพูดของพวกเธอ คงพอจะอนุมานได้ว่ากำลังถูกพวกเธอจับตัวมาในฐานะตัวประกัน
พวกเธอทั้งแปดคนกำลังวิ่งตรงไปทางประตูรั้วที่ถูกเปิดอ้าทิ้งเอาไว้
ในตอนนั้นเองที่มีแสงสีฟ้ายิงใส่พื้นลากเป็นรอยไหม้สีดำยาว ก่อนจะมีกองทหารเผ่ามนุษย์กับพวกโกเลมสงครามกรูเข้ามาขวางเส้นทางตรงหน้า
โกเลมรูปร่างคล้ายเผ่ายักษ์สูงห้าเมตรทั้งสิ้นเก้าตัว กำลังยืนเรียงเป็นกำแพงยาวปิดทางออกเอาไว้จนมิด
ร่างกายของโกเลมตรงหน้าถูกสร้างมาจากดิน
ประกายสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่แผ่ออกมาจากแกนกลางข้างใน ทำให้ผิวดินสีน้ำตาลของพวกมันส่องแสงสีฟ้าออกมาตามรอยแยก จนดูคล้ายกับเป็นปีศาจที่มีเส้นเลือดสีเหลืองปูดโปนออกมา
เจอตัวแบบนี้เข้าไปคงหมดทางหนีแล้วละพวกคุณกระต่ายทั้งหลาย~
“หน่อย! ”
หืม…? อะไรเย็น ๆ มาจิ้มคอเนี่ย?
พอก้มมองลงไปดู ก็เห็นมีดพร้าเล่มโตสีขาวจ่อคอหอยตัวเองอยู่ละดอง
“...”
มีดพร้าสวยจังเลยดอง~ (หนีความจริง)
รอยเปื้อนสีแดงกับดำบนใบมีดเองก็ช่างเป็นงานศิลป์ที่งดงามยิ่งนักดอง~ (หนีความจริง)
“...”
ใครก็ได้ ช่วยหนูด้วยเจ้าค่ะดอง!
“หยุด พวกแกถูกล้อมเอาไว้แล้ว จงปล่อยตัวประกันเดียวนี้! ”
ในตอนนั้นเองที่มีภูติหน้าเหี้ยมหัวโล้นปรากฏตัว
เป็นภูติตัวสูงหนึ่งเมตรที่หัวโล้นเลี่ยนและมีร่างกายเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อผิดรูปจนอุบาทลูกตา
แน่ใจนะว่านั่นคือเผ่าภูตินะดอง?
เขานำทหารหลายสิบคนมายืนล้อมพวกกระต่ายเอาไว้ โดยมียอดวีรบุรุษบานายืนอยู่ตรงกลาง และมีพวกเพื่อนของฉันกำลังยืนคอยให้กำลังใจอยู่ข้างหลังห่างออกไป
ผอ. บานา ใช้ร่างที่สูงสามเมตรพร้อมกับตรีศูลในมือมายืนข่มขวัญพวกเธอ
บรรยากาศที่แผ่ออกมาจากตัวเขานั้นช่างน่าสะพรึงกลัว จนฉันอยากจะหนีออกไปจากตรงนี้ให้ไกล
แต่กระต่ายทั้งแปดคนกลับยังสามารถทนต่อแรงกดดันนั้นได้
เผ่ากระต่ายพวกนี้ไม่ใช่ธรรมดาเหมือนกันนะเนี่ยดอง~
“ไม่มีทาง ถ้าห่วงชีวิตของยัยหัวเขียวละก็ จงเปิดทางให้พวกเราซะ! ”
ว่าแล้วมีดพร้าที่จ่อคอก็จิ้มแตะผิวหนังของฉัน
น่ากลัว!
“หยุดนะ อย่าทำร้ายตัวประกัน! โจ๊ว! ”
ภูติหัวล้านหน้าเหี้ยมกรีดเสียงออกมาดังลั่นด้วยภาษาของชาวท้องถิ่น
“ห้ามเข้ามาใกล้! ”
กระต่ายสีดำออกแรงที่จับตัวฉันแน่นขึ้นจนถูกบี้เข้าไปสัมผัสกับร่างกายของเธอเต็มแรง
นิ่มจัง…
ขนของเธอช่างฟูนุ่มนิ่ม ให้ความรู้สึกอบอุ่นและอ่อนโยนมาก
อุ่นจนรู้สึกง่วงขึ้นมาแล้วสิดอง
“ถ้าเข้ามาใกล้กว่านี้ ชีวิตของ—”
“Zzz….”
“---ชีวิตของตัวประกันจะ… เออ...”
“ครอก~ฟี้~”
“...”
เงียบสงบดีจังดอง
นุ่มสบาย แถมยังอุ่น ขอนอนแบบนี้นาน ๆ เลยแล้วกันดอง~
ครอก~
“อย่าหลับสิเฮ้ย! ”
“ดอง!?! ได้เวลาข้าวกลางวันแล้วหรือดอง!? ”
ดูเหมือนว่าสายตาทุกคู่จะกำลังจับจ้องมาทางฉันด้วยสีหน้าที่เหลือเชื่อมาก
อ๊ะ… ลืมไปเลยว่าถูกจับตัวอยู่นะดอง
“จะ… จะยังไงก็ตาม รีบปล่อยตัวประกันซะ! ต่อให้แกเอาชีวิตของเธอไป พวกเจ้าก็—-”
*โครก~*
เสียงท้องร้องของฉันดังลั่นกลบเสียงตะโกนของภูติหัวล้านหน้าเหี้ยมจนสิ้น
อุ๊ย... ขอโทษเจ้าค่ะ ดอง~
แบบว่ามันหิวแล้วงะ
อีกอย่าง ฉันยังไม่ได้กินข้าวเที่ยงเลยนะดอง~
“---พวกเจ้าก็หนีไม่รอดหรอก! โจ๊ว! ”
*โครก~*
“พวกแกไม่สนชีวิตตัวประกันเรอะ! ”
*โครกกก~*
“ถ้าแกฆ่าตัวประกัน คิดว่าจะหนีจากวงล้อมนี้ได้เรอะ! พวกแกแพ้แล้ว ยอมแพ้ซะดี ๆ โจ๊ว! ”
*โครกกกกกกก~*
“ฉันเอาจริง—-”
*โครกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก~ *
“โว๊ยยยย! เอานี่ไปกินไป๊! ”
กระต่ายสีดำกรีดเสียงร้องโหยหวนอย่างทุกข์ทรมาน พร้อมกับหยิบเนื้อตากแห้งยัดเข้ามาในปากฉัน
งำ งำ จับ จับ…
ไม่อร่อยสักนิด แถมยังเหนียวด้วยดอง~
“บนหลังคาตรงนั้นจะทำอะไร! หยุดเดียวนี้เลยนะ! ”
ร่างกายของฉันถูกอุ้มลอยสูงขึ้น พร้อมกับเสียงที่กระต่ายดำตะโกนออกไป
เกิดอะไรขึ้นนะ?
ฉันลองหยี่ตามองดูรอบ ๆ โดยที่ยังคงมีเนื้อตากแห้งคาปากอยู่
มีกลุ่มคนกำลังนอนราบอยู่บนหลังคาของอาคารโดยรอบ
พวกเขาสวมชุดลายพรางสีน้ำเงินเข้ากับแผ่นหลังคาลอนเหล็กทาสีจนยากจะสังเกตเห็น
ปืนไรเฟิลพิสัยไกลกระบอกโตกำลังเล็งตรงมาทางนี้
นี่เธอคิดจะใช้ฉันเป็นโล่เนื้อหรือยังไงดอง?
“ปล่อยตัวประกันซะ! โจ๊ว! ”
“เปิดทางให้พวกเราก่อนสิ! ”
เมื่อทีมลอบโจมตีถูกจับได้ สุดท้ายเลยวกกลับมาวนลูปเดิม
ภูติหัวโล้นกับกระต่ายยังคงตะโกนเถียงกันไม่หยุด
แบบนี้คงอีกนานกว่าจะรู้ว่าสุดท้ายแล้วฉันจะถูกช่วยหรือถูกเชือดก่อนสินะดอง
***สิบนาทีผ่านไป
“ปล่อยตัวประกันซะ! โจ๊ว! ”
“เปิดทางให้พวกเราก่อนสิ! ”
ยังเถียงกันไม่จบอีก
เบื่องะ
ในตอนนั้นเองที่สายตาของฉันไปเห็นอะไรบางอย่างที่น่าสนใจ
มันเต็มไปด้วยขนฟูนุ่มนิ่มน่านวย
เนื่องจากยังถูกอุ้มยกขึ้นมาสูงในสภาพมัดแขนมัดขา ระดับสายตาเลยมาอยู่ตรงแถวศรีษะของกระต่ายสีดำพอดี
และสิ่งที่อยู่ตรงหน้าฉันนั้น มันคือหูกระต่ายขนสีดำของเธอที่ชี้โด่ลอยขึ้นมาในอากาศ
มันดูบอบบางน่ารักน่าสัมผัสมาก
แต่เนื่องจากถูกมัดมืออยู่ เลยอดสัมผัสมันไปอย่างน่าเสียดาย
ไม่สิ ยังใช้ปากได้อยู่ไม่ใช่หรือยังไงดอง
“ฟูว~ ฟูว~”
“เปิดทางให้— อะ….อ๊าง~”
ฉันเริ่มใช้ปากเป่าลมใส่ใบหูกระต่ายน้อยของเธอ
ดูเหมือนว่าจะได้ยินเสียงครางแปลก ๆ ดังออกมาด้วยละดอง
“ฟูว~~~”
“อื๊อ~บะ...ใบหู… ไม่ได้… อย่านะ~ อย่าาา~”
ปฏิกิริยาตอบรับตลกดีแฮะ
งั้นแบบนี้ต้องเพิ่มระดับก่อกวนด้วยการใช้ลิ้นเลียแล้วดอง!
*แพล๊บ ๆ *
“ไม่น้าาาาาาาา~!!! ”
***เศรษฐีน้อย (มั้ง) [โฮป]
“ไม่น้าาาาาาาา~!!! ”
เสียงของแม่กระต่ายน้อยสีดำกำลังกรีดร้องลั่นไปทั่ว
มันเป็นเสียงที่หวานฉ่ำประดุจน้ำผึ้ง เป็นเสียงที่ทำให้หัวใจเต้นอย่างบ้าคลั่ง เป็นเสียงอันน่าสะพรึงซึ่งเต็มไปด้วยเสน่ห์ของอิสตรี
เป็นเสียงที่ทำให้น้องชายของผมลุกขึ้นมาเต้นอย่างแข็งแรงเลยละครับ
ใจเย็นไว้นะไอน้องชาย
ก่อนอื่นต้องวางสติลง แล้วฟังเสียงของแม่กระต่ายน้อยให้เต็มสองรูหูเอาไว้ซะ
เสียงนั้นดังจนได้ยินมาถึงจุดที่พวกเรายืนห่างออกมามากกว่าสามสิบเมตร
ใบหน้าของทุกคนเริ่มเป็นสีแดงฉานเพราะเสียงที่เร้าอารมณ์ของแม่กระต่ายน้อยสีดำคนนั้น
เธอกำลังดิ้นทุรนทุรายด้วยใบหน้าที่ร้อนฉ่าเปี่ยมสุข โดยมีลูกครึ่งภูติน้อยผมสีเขียวคร่อมส่วนหัวเอาไว้
ลิ้นที่น่ารักของเพื่อนตัวแสบคนนั้นกำลัง *ตรูด* และ *ตรูด ตรูด* ใบหูกระต่ายสีดำของแม่สาวน้อยอย่างเมามัน
เพราะเหตุนี้เลยทำให้ทุกคนต่างพูดไม่ออก ทำตัวไม่ถูกไปเลยทีเดียว
“เออ… ตกลงยังต้องให้ความช่วยเหลือเธออยู่อีกหรือเปล่าคะ? ”
“กรุณาอย่าถามผมเลยพรุน”
*แพล๊บ ๆ * “ฟูว~ ฟูว~”
“อ๊ายยยยย~!!! ”
เพื่อนตัวแสบหัวเขียวยังคงแกล้งแม่สาวกระต่ายสีดำไม่หยุด
นี่ขนาดถูกมัดมือมัดเท้าอยู่นะ
พูดตามตรงว่าเริ่มชักไม่แน่ใจแล้ว ว่าตกลงยัยตัวแสบยังคงถูกจับเป็นตัวประกันอยู่จริงหรือไม่กันแน่…
“ดะ… ได้โอกาสแล้ว ทุกหน่วยบุก! โจ๊ว! ”
ภูติหัวโล้นชูมือขึ้นสูงพร้อมตะโกนออกคำสั่ง
ทหารกับโกเลมสูงห้าเมตรพร้อมใจกันเคลื่อนตัวเข้าหาน้องกระต่ายผู้น่ารักทั้งแปดคน
แต่นั่นคือตัวหลอก
การเคลื่อนไหวของโกเลมกับหน่วยทหารนั้น ทำเพื่อดึงดูดความสนใจของพวกเธอ
ผู้ที่โจมตีคือหน่วยซุ่มยิงบนหลังคาต่างหาก
พวกเขาใช้โอกาสช่องว่างเล็ก ๆ นี้ลั่นไกปืนออกไป
กระสุนยาสลบจำนวนเจ็ดนัดถูกปลดปล่อยออกจากรังเพลิงพร้อมเปลวไฟแผดเผา พวกมันพุ่งทะยานจากยอดหลังคาที่รายรอบ ก่อนจะปักลงไปบนแขนและขาของเป้าหมายอย่างแม่นยำ
กระต่ายทั้งเจ็ดคนทำตาปรือในทันทีที่ถูกกระสุนหัวเข็มแทงเข้าไปในร่าง
พวกเธอพยายามที่จะลุกขึ้นยืน แต่ก็มิอาจต้านทานฤทธิ์ยาได้
กระต่ายทั้งเจ็ดต่างล้มตัวลงนอนไปกองกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรงพร้อมกัน
ถ้าจะมีใครที่ไม่โดนลูกปืนยาสลบ คงมีเพียงแค่กระต่ายสีดำที่ถูกยัยตัวแสบนอนทับเลียหูตรงนั้นนั่นละ
แบบนี้ไม่ต้องเป็นห่วงอะไรมากนักแล้วละมั้ง?
แขนขาชักกระตุกรุนแรง เส้นผมยาวเงางามสั่นสะท้าน หยาดเหงือผุดทั่วร่างท่วมกาย หอบหายใจรุนแรง
อืม… เป็นภาพที่สุดยอดในหลาย ๆ ความหมายเลยแฮะ
เอาเป็นว่าแม่กระต่ายน้อยสีดำคนนั้นหมดสภาพต่อสู้ไปอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว
“แฮก… แฮก… พี่… ใหญ่… ไม่… จริง… ”
เธอพึมพำบางอย่างออกมาอย่างอ่อนแรง ก่อนจะใช้มือขวาล้วงเข้าไปใต้ชุดระบายลูกไม้ฟ่องฟูสีดำ
“ทุกคนระวัง! ”
ผอ. บานา รีบส่งเสียงเตือนทุกคนทันทีที่แม่กระต่ายดำล้วงลงไปในใต้ชุดของเธอ
“เกิดอะไร—”
ผมได้รับคำตอบของคำถามแทบจะในทันที
แม่กระต่ายสาวสีดำคว้าระเบิดแสงมาตรฐานที่ใช้ในกองทัพของฝ่ายเราออกมาลูกหนึ่ง
เดียว… ชนเผ่าท้องถิ่นไปหาของแบบนั้นมาใช้ได้ยังไงกันเนี่ย!?
เธอถอดสลักมันออกด้วยปากของตัวเอง แล้วปาขึ้นท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว
แสงสว่างเจิดจ้าที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมีกับแม็กนิเซียม กำลังทำให้ดวงตาของผมมืดบอดไปชั่วขณะ
เสียงระเบิดทำให้เริ่มรู้สึกสับสนปวดหัวจับทิศไม่ได้
แขนถูกยกขึ้นมาบังวิสัยทัศน์และอุดหูตามที่สมองกรีดร้อง
อาการอัมพาตทางสายตาและหูนั้นเกิดขึ้นราวสามสิบวินาทีได้
“หายไปแล้ว…”
พอสัมผัสทั้งสองอย่างกลับมา ร่างของกระต่ายสาวสีดำกับยัยตัวแสบก็หายไปจากวงล้อมของทหารเสียแล้ว
“ตะ… ตามหาเธอให้พบ! ”
ภูติหัวโล้นกรีดเสียงดังลั่นอีกครั้ง
“ไม่จำเป็น”
แต่ทว่า ผอ. บานา กลับหยุดทุกคนเอาไว้ก่อน
เขาเดินตรงไปมองดูผิวดินที่เคยมีร่างของกระต่ายสาวสีดำนอนทอดกายอยู่เมื่อกี้
ที่ตรงนั้นมีมีดสีดำเล่มหนึ่งปักเอาไว้อยู่
“เมื่อกี้ข้ามีโจมตีมันด้วยมีด แต่มันคงไหวตัวหลบทัน โชคดีที่สร้างบาดแผลให้มันได้ นายพลโจ๊วช่วยส่งคนตามรอยเลือดสีฟ้านี้ไปที”
รอยเลือดสีฟ้าที่เขาชี้ให้ทุกคนดูนั้น มันหยดเป็นจุดเล็ก ๆ จนแทบมองไม่เห็น
ซึ่งทิศทางที่หยดเลือดนั้นนำทางไปก็คือ...
“ป่าเส้นด้ายดำ…”
คือ [ป่าเส้นด้ายดำ] ที่เต็มไปด้วยหยักใยสีดำน่ากลัวขยะแขยงตรงหน้า
แต่ครั้งนี้ไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหร เพราะมีพวกอาจารย์กับทีมช่วยเหลืออยู่ตรงนี้แล้ว
พวกบ้าที่มาโจมตีหนีไปแล้ว คนร้ายถูกจับยกทีม ภัยอันตรายได้จบลงแล้ว
ตอนนี้รีบกลับเข้าไปกินข้าวกลางวันก่อนดีกว่า
"ให้ผู้ใหญ่จัดการเถอะ ยัยกระต่ายคนนั้นเองก็ดูไม่อันตรายเท่าไหรด้วย"
ผมหันไปพูดกับพรรคพวก
ใช่ มันผิดกับทุกครั้งที่เกิดเรื่องแล้วไม่มีใครอื่นให้พึ่งพาได้
ดังนั้นพวกเราไม่จำเป็นสักนิดที่ต้องไปเสี่ยงแล้วเพิ่มงานให้กับพวกผู้ใหญ่
"... หายไปไหนสองคนกับหนึ่งตัวนี่ย"
แต่ในตอนนั้นเองที่ผมสังเกตุเห็นความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้น
คนที่ยืนอยู่ตรงนี้ควรมีเจ็ดคนกับอีกหนึ่งตัว
พรุน ไฮเจน เยลโล่ แฟต เอซ ดิวซ์ จาวิส และเจ้าหนูลี่ที่เป็นสัตว์เลี้ยงของพรุน
แต่ไม่ว่าจะมองยังไง ก็เห็นมีเพียงแค่ห้าคนเท่านั้น
ดูเหมือนว่าเอซเองก็เริ่มจะรู้ตัวแล้วว่ามีคนในกลุ่มหายตัวไปในเวลานี้
“... ดิวซ์ จาวิส กับเจ้าหนูมังกรมันหายไปไหนฟะ"
อย่าบอกนะว่าเจ้าพวกนั้นตามยัยแสบไปแล้วนะ?