11
ปากเสียงของเด็กหกขวบ
ก่อนจะไปที่สนามสอบฉันได้ไปขอพรกับท่านพ่อและท่านแม่ขอให้ฉันโชคดีมีสติในการสอบ พอฉันกำลังขึ้นรถม้าประจำราชวงศ์ก็เหมือนจะมีทุกคนพร้อมหน้ากันหมดแล้วสินะ
“ช้าจริงๆ เลยนะเธอเนี่ย” ใช่แล้วละ โมนิก้า บาร์รอนและเอลวิสเดินทางไปสอบพร้อมกันกับฉัน
“ขอโทษด้วยนะทุกคน” ยิ้มอ่อนแบบอ่อนโยนที่สุดไปให้เหล่าเด็กๆ แต่ทำไมทุกคนถึงทำหน้าตาแปลกๆ ให้ฉันกันนะ ยังไงก็ช่างเถอะนะ ฉันยังมีศึกใหญ่รอคอยอยู่ข้างหน้าอยู่
“เราไปกันเถอะ” บาร์รอนพูดพร้อมกับเดินตามเอลวิสขึ้นไปบนรถม้า
‘สิ่งสำคัญสำหรับการสอบทั้งข้อเขียนและการต่อสู้ก็คือสมาธิขอรับ’ เสียงของท่านโจเซฟยังดังก้องอยู่ในหัวของฉันตลอดทางระหว่างการเดินทางไปสนามสอบ เวลาในกางจัดสอบได้ถูกจัดตารางแบ่งไว้แล้ว โดยจะสอบข้อเขียนก่อนสองชั่วโมงในตอนเช้า แล้วจึงจะให้เข้าสอบการต่อสู้ต่อ โดยการต่อสู้สำหรับฉันแล้วถือว่าน่ากลัวพอสมควร เพราะเป็นการประลองกันเองของเด็กหกขวบ ถ้าฝ่ายใดแพ้รอบแรกก็จะออกจากการแข่งได้ศูนย์คะแนนทันที ฝ่ายชนะก็เข้ารอบต่อไป ถ้าเข้าไปถึงรอบที่สิบก็จะได้ร้อยคะแนนเต็ม สมมุติว่าถ้าฉันชนะได้ห้ารอบก็จะได้ห้าสิบคะแนน และถ้าข้อสอบทำได้ประมาณห้าสิบก็ได้ร้อยคะแนนพอดี อาจจะได้น้อยไปหน่อยจนถูกแบ่งเกรดระดับล่างก็ไม่เป็นไร เพราะนี่เป็นคะแนนพื้นฐานของการสอบเข้าโรงเรียนอันดาเคเดีย ยังไงก็ตามตอนนี้สิ่งสำคัญคือการเข้าเรียนให้ได้ก่อนมากกว่า หลังจากเข้าเรียนได้แล้วก็พยายามไปเก็บเกี่ยวเอาความรู้ของโลกนี้ให้มากที่สุด เพื่อที่อนาคตจะได้ใช้ชีวิตอย่างไม่มีเวทมนตร์ในโลกนี้ได้อย่างมีความสุขดีกว่า ถ้าจะบอกว่าฉันตื่นเต้นก็คงไม่ผิดหรอกนะ ฉันตื่นเต้นมากเลยละ กลัวว่าฉันจะอ่านหนังสือไม่มากพอ และอาจจะฝึกการต่อสู้ขั้นพื้นฐานยังไม่ดีเหมือนกัน ก็ถ้ามีเวลาเตรียมตัวนานกว่านี้หน่อยทุกอย่างอาจทันเวลาก็ได้ แต่ถ้าตัวฉันละก็ ยิ่งมีเวลาเยอะเท่าไหร่ ก็ยิ่งชะล่าใจมากขึ้นไปอีก การเตรียมตัวในระยะเวลาสั้นๆ อาจดีแล้วก็ได้นะ
“อีกแค่สามสิบนาทีก็จะเริ่มสอบข้อเขียนกันแล้ว พวกเราแยกย้ายไปเตรียมตัวกันดีกว่านะ” เอลวิสบอกแบบนั้นทำให้ฉันคิดได้เหมือนกันนะว่าควรใช้เวลาก่อนเตรียมสอบสักพักก็ยังดี
จะว่าไปแล้วในโลกเดิมก็เหมือนจะเคยมีเหตุการณ์แบบนี้นะ จับกลุ่มคุยกับเพื่อนก่อนเข้าสอบ ทั้งๆ ที่กะไว้ว่าจะพากันทบทวนเนื้อหาก่อนเข้าสอบ แต่เอาเข้าจริงๆ การได้คุยอะไรสนุกๆ กับเพื่อนก่อนเข้าสอบกลับทำให้รู้สึกผ่อนคลายก่อนสอบซะอีกนะ คะแนนก็ออกมาดีเกินคาดเลยละ ตอนนี้เพื่อนๆ ทุกคนจะเป็นยังไงกันบ้างนะ เอ๋! นั่นดีแลนไม่ใช่เหรอ มาสอบเข้าโรงเรียนด้วยหรือเปล่านะ
"สวัสดีค่ะ คุณดีแลน" ฉันกล่าวทักทายดีแลนที่กำลังเดินเข้าสนามสอบ
"ไง เธอมาทำอะไรที่นี่กันเนี่ย" ดีแลนถามฉันพร้อมกับแสดงใบหน้าที่ดูเหมือนไม่เชื่อสายตาตัวเอง
"นายนี่ละก็ ฉันก็ต้องมาสอบอยู่แล้วสิ" นายนี่ก็ท่าจะเพี้ยน เห็นฉันอย่างนี้ก็ต้องเข้ามาสอบอยู่แล้วสิ หรือฉันจะดูโตเกินอายุจนนึกว่าฉันมาพาน้องมาสอบกันนะ
"ฉันนึกว่าเธอแก่เกินกว่าจะมาสอบแล้วนะสิ" ดีแลนนะดีแลน ฉันอุตส่าห์เลี่ยงการใช้คำนั้นหันมาใช้คำว่าโตเกินอายุเพราะไม่อยากให้มาบอกว่าฉันแก่หรอกนะ
“ฉันพึ่งจะหกขวบเองนะ แล้วนายล่ะ สอบอยู่ตึกไหน”
“คือจริงๆ ฉันไม่ได้มาสอบหรอกนะ ฉันพาน้องสาวมาสอบต่างหากละ” สรุปไม่ใช่ฉันที่พาน้องมาสอบ แต่กลับเป็นดีแลนนี่เอง
“พี่ดีแลนคะ” ฉันหันไปตามเสียงเด็กผู้หญิงที่เรียกดีแลน เธอมีผมสีขาวที่ส่องประกายระยิบระยับเมื่อโดนแสงอาทิตย์ หน้าตาก็น่ารักจิ้มลิ้ม ผิวขาวดุจหิมะแตกต่างกับพี่ชายที่ผิวสีแทนเหมือนทะเลทราย
“ขอแนะนำให้รู้จักนะ นี่น้องสาวฉันเองวาเนสซ่า” ฉันพึ่งจะสังเกตเห็นว่าในมือของเธอถือตุ๊กตาอยู่ละ เป็นตุ๊กตาที่คุณปู่ของดีแลนทำไม่เสร็จและเสียชีวิตก่อนสินะ แต่พอดูดีๆ แล้วก็แอบหลอนอยู่นะ
“ส่วนนี่คือเมลินดา คนที่พี่เคยเล่าให้ฟังเมื่อวันก่อน” วาเนสซ่ามองฉันแปลกๆ ก่อนจะอุทานออกมา
“เอ้! นี่เจ้าหญิงเมลินดาไม่ใช่เหรอ”
“ไม่น่าจะใช่นะวาเนสซ่า วันก่อนนั่งรถม้ากับพี่ยังไม่มีเงินจ่ายค่ารถเลย พี่จึงออกค่ารถให้ก่อนแหละ เจ้าหญิงที่ไหนจะตกอับขนาดนี้” เดี๋ยวนะ! สีหน้าที่นายมองฉันอย่างเวทนานี่มันคืออะไรกัน
“ใช่แน่นอนค่ะ ก็วันก่อนที่ทดสอบพลังเวทหนูนั่งอยู่ข้างหลังเจ้าหญิง ไม่ผิดแน่นอน คุณเมลินดาคือเจ้าหญิงค่ะ” ดีแลนเหมือนสีหน้าของนายจะเปลี่ยนไปนะ ทำหน้าตกใจรุนแรงอะไรขนาดนั้น
“ขอโทษทีไม่ได้แนะนำตัวอย่างเป็นทางการนะคะ ฉันเมลินดา เอร์โดมัน เจ้าหญิงลำดับที่หนึ่งแห่งอาณาจักรเอร์โดเมเจอร์แห่งนี้เองค่ะ” ฉันยิ้มอ่อนหลังจากแนะนำตัวเสร็จ แต่ทำไมดีแลนกับวาเนสซ่าถึงมองฉันแปลกๆ กันนะ แต่เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนดีกว่า
ฉันกับวาเนสซ่าเดินทางไปยังตึกหนึ่งที่เป็นสนามสอบของพวกเราด้วยกัน ถึงแม้ว่าเนสซ่าจะสอบคนละชั้นกันก็ตามทีเถอะ ว่าแต่ว่าเนสซ่าอุ้มตุ๊กตาไปไหนมาไหนแบบนี้ก็ดูน่ารักดีจัง แต่ไม่อยากเชื่อเลยนะว่าดีแลนอายุเก้าขวบแล้ว แถมยังเป็นรุ่นพี่ของฉันตั้งสามปีแหนะ ฉันลองมองดูไปยังตึกอื่นๆ การแข่งขันข้อเขียนจัดสอบแค่สองชั่วโมงเอง แต่เด็กที่มาเข้าสอบเยอะกว่าที่ฉันคาดไว้เหมือนกัน โรงเรียนมีตึกสอบด้วยกันทั้งหมดสามตึกคือตึกหนึ่ง ตึกสอง และตึกสาม ชื่อตึกก็ง่ายๆ ประมาณนี้เลยสินะ จากการประมาณของฉันแล้วน่าจะมีเด็กมาเข้าสอบมากกว่าหนึ่งพันคนนะ หรือจะประมาณสองพันคนเลยก็ได้ แล้วแบบนี้การสอบต่อสู้จะใช้เวลาเยอะเท่าไหร่กันล่ะ ฉันสอบอยู่ชั้นบนสุดแต่ว่าเนสซ่าสอบชั้นสอง ฉันได้แต่บอกให้วาเนสซ่าโชคดีกับการสอบ ส่วนตัวฉันเองก็จะสู้กับการสอบที่ตัดสินอนาคตของฉันให้ถึงที่สุดเหมือนกัน
เมื่อฉันเดินเข้าไปในห้องสอบและนั่งลงในที่ของตัวเองก็ต้องประหลาดใจเมื่อเห็นข้อสอบแต่ละข้อไม่ได้ยากเกินกว่าที่ฉันคิดไว้ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่ฉันเตรียมมาอยู่แล้ว แต่พอมองดูรอบข้างอีกทีก็ต้องตกใจอีกครั้งเมื่อเห็นว่าแต่ละคนไม่ได้แสดงความกังวลออกมาเลย แปลว่าทุกคนไปตัดสินที่การทดสอบรอบสุดท้ายที่เป็นการต่อสู้สินะ
“มีอะไรหรือเปล่าคะ คุณผู้เข้าสอบ” สงสัยฉันทำตัวว่อกแว่กเกินไปเลยทำให้โดนสงสัยสินะ
“ไม่มีอะไรค่ะ” และฉันก็หันหน้าเข้ากับข้อสอบตรงหน้าต่อไป ข้อเขียนไม่ได้ยากก็จริง แต่ถึงอย่างนั้นก็จะประมาทไม่ได้เด็ดขาด
สุดท้ายการสอบข้อเขียนก็ผ่านไป ทางสนามสอบให้เวลาพักผู้เข้าสอบหนึ่งชั่วโมง ดังนั้นฉันจึงจะใช้เวลาไปหาของหวานทานเพื่อเติมพลังงานที่สูญเสียไประหว่างการสอบซะหน่อย นั่งแถวนี้ละกันเป็นที่เดียวที่มีที่ว่างอยู่
“คนนั้นไงๆ เจ้าหญิงต้องสาปที่เขาร่ำลือกัน”
“ใช่เจ้าหญิงที่ไม่มีพลังเวทใช่ไมอะ” รู้สึกตงิดๆ
“ใช่แล้วๆ เห็นว่าเธอเองไร้พลังเวทมนตร์และอาจถูกไล่ออกจากราชวงศ์ด้วยนะ ก็เพราะไม่มีพลังเวทเลยนะสิ”
“ไม่มีพลังเวทแบบนี้ก็น่ากลัวอยู่นะว่าอนาคตของอาณาจักรเราจะต้องพังทลายลง” โอเว่อร์เนอะ
“น่ากลัวที่สุดเลย แต่เกิดมาไร้ค่าแบบนี้ก็ควรจะอยู่อย่างไร้ค่านี่เนอะ” อุ้ว แรงมากแม่
ฉันนั่งฟังกลุ่มคนหน้าแปลก (หน้าแปลกจริงๆ นะ) คุยกันอย่างเงียบๆ พร้อมกับก้มหน้าทานเค้กที่ด้านในเป็นไส้ฝอยทอง นังเด็กพวกนี้! นี่มันตั้งใจพูดเพื่อให้ฉันได้ยินไม่ใช่เหรอ คนเค้าอุตส่าห์หาเค้กฝอยทองในต่างโลกมาทานได้ ยังกล้าที่จะมาทำให้รสชาติเค้กฝอยทองต้องแปดเปื้อน ฉันรีบยัดขนมเข้าปากพร้อมกับกำลังจะลุกขึ้น แต่ฉันก็ต้องรีบนั่งลงเมื่อได้ยินเสียงของใครบางคน
“พวกเธอตรงนั้นนะ! การพูดว่าร้ายให้คนอื่นแบบนี้เป็นการกระทำที่แย่มากเลยนะ”
“อยู่ที่นี่เขาเรียกแบบนั้นเองสินะคุณโมนิก้า แต่ที่อาณาจักรของฉันเขาใช้คำว่าเลวทรามกันนะ”
“ที่นายพูดมาก็ถูกนะบาร์รอค แต่จริงๆ ถ้าอาณาจักรเราการกระทำแบบนี้ควรจะเรียกว่าต่ำช้ายิ่งกว่านรกอีกจะเหมาะกว่านะ”
เอ่อ... ขอโทษทีนะทุกคน พวกเรายังไม่ได้สนิทกันขนาดนั้นไม่จำเป็นต้องออกมาปกป้องกันขนาดนี้ก็ได้นะ กับโมนิก้าก็ว่าไปอย่างแต่กับบาร์รอคและเอลวิสที่พึ่งเจอยังไม่ถึงวันมาปกป้องเป็นองครักษ์กันเชียว
“ขอบคุณทุกท่านมากนะคะที่ออกมาปกป้อง แต่จริงๆ แล้วไม่จำเป็นหรอกค่ะสำหรับเรื่องแค่นี้” ฉันพูดพร้อมกับยิ้มอ่อนไปที่เด็กกลุ่มนั้นก่อนจะปิดท้ายด้วยประโยคสั้นๆ ก่อนจะเข้าสู่การทดสอบการต่อสู้
“ขอโทษด้วยนะคะ แต่ตำแหน่งของฉันยังไม่สั่นคลอนตอนนี้หรอกค่ะ เพราะฉะนั้นดูปากเมลินดานะคะ ตอน นี้ ฉัน ยัง เป็น เจ้า หญิง อยู่ละค่ะ”