บทที่ 88 ตอบรับคำขอ
“สิบเอกอัน ไม่ทราบว่าพอจะช่วยเหลือพวกเราเพื่อทำการสรุปการศึกษาในรูปแบบที่เข้าใจง่ายๆ สำหรับการนำเสนอหรือไม่?” ร้อยโทจางกล่าวขึ้นมาอย่างนี้ อาจารย์เติ้งที่ได้ยินย่อมไม่เห็นด้วยแน่
“ร้อยโทจางหมิง เรื่องคำขอของคุณ...ไม่ใช่ว่าจะเกินไปหน่อยหรือ? นักเรียนอัน ไม่สิ! สิบเอกอันนั้นไม่ได้เข้าร่วมงานวิจัยตั้งแต่แรก จู่ๆจะให้เธอทำสรุปงานทั้งหมดเพื่อยื่นขอข้อเสนอกับประธานจาง คุณไม่คิดว่าเรื่องนี้จะทำให้สิบเอกอันต้องลำบากหรอกหรือ?”
เติ้งเทียนเฉินใส่ใจศิษย์ของเขามากกว่าใคร ถ้าบอกว่าคนของกองทัพเคยยื่นรายละเอียดให้ประธานจางได้อ่านแล้ว แต่อีกฝ่ายปฏิเสธกลับมา สุดท้ายก็มาขอให้อันซูหยวนสรุปให้ใหม่ หากจู่ๆประธานจางคนนั้น...ไม่ว่าจะเหตุผลอะไรก็ตาม เขายอมรับและร่วมมือกับกองทัพ นี่ก็เท่ากับเป็นการกระตุ้นความสงสัยของผู้คนให้มากขึ้นไปอีก
ก่อนหน้านี้ ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับ “ผู้หญิงของประธานจาง” แม้จะเป็นฉายาที่ผู้คนพูดเรื่อยเปื่อยไป แต่เขาก็ไม่ต้องการให้อันซูหยวนกลายเป็นผู้หญิงของประธานจาง เขาต้องการให้ศิษย์ของเขาเป็น “อันซูหยวน” ที่มีชื่อเสียงว่าเก่งกาจอย่างแท้จริงมากกว่า
แม้ว่าการเป็นผู้หญิงของประธานจางจะไม่ได้แย่ แต่ศิษย์ของเขามีค่ายิ่งกว่านั้น
จางหมิงไม่ได้เข้าใจว่าเติ้งเทียนเฉินคิดอะไรอยู่ เขาคิดว่าพันเอกเติ้งเพียงหวงนักเรียนของตนเท่านั้น ได้ยินมาเหมือนกันว่าสิบเอกอันเป็นศิษย์ที่โดดเด่นของพันเอกเติ้งจนอีกฝ่ายได้เข้าสถาบันเพื่อค้นหาวิชาขั้นสูงไปเพิ่มอีก 2-3 วิชา คงจะอยากปั้นให้สิบเอกอันเป็นนักเรียนที่ยอดเยี่ยมของเขาต่อไปนั่นแหละ
“ท่านพันเอกเติ้ง เนื่องจากเรื่องนี้สำคัญมาก พวกเราจึงต้องการทดลองทุกวิธีทางครับ หลังจากที่งานนี้สำเร็จไปด้วยดี พวกเราจะมอบคะแนนทางทหารให้มากมาย มากจนสิบเอกอันอาจจะเลื่อนตำแหน่งเป็นจ่าสิบตรีได้ง่ายๆเลยล่ะครับ จากมุมมองนี้...นี่เป็นความลำบากที่คุ้มค่าไม่ใช่หรอ”
“จริงอยู่ที่พวกเรารู้ว่าตอนนี้สถาบันกำลังยุ่งอยู่กับการส่งนักเรียนเข้าทดสอบครั้งที่หนึ่ง ทั้งยังสำคัญต่อสถาบันในเรื่องการพิสูจน์ความสามารถของอาจารย์และนักเรียนด้วย แต่ผมเชื่อว่าคนที่เก่งกาจอย่างสิบเอกอัน ความรู้พื้นฐานพวกนั้นไม่สมควรจะเป็นปัญหาไม่ใช่หรือ?”
“แทนที่จะให้สิบเอกอันเสียเวลาไปกับเรื่องเล็กๆน้อยๆ สู้ให้สิบเอกอันเปิดโอกาสครั้งใหม่ให้กับตนเองไม่ดีหรือครับ ที่สำคัญเลยก็คือ...สิบเอกอันเองมาจากเขตชั้นนอกไม่ใช่หรอครับ ถ้าสิบเอกอันอยากจะพาครอบครัวจากเขตชั้นนอกมาเขตชั้นกลาง เงื่อนไขที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือการสร้างคุณูปการให้กับมนุษย์ชาติไม่ใช่หรือ?”
“ด้วยงานวิจัยนี้ พวกเรากองทัพสามารถมอบหนังสือรับรองได้เลย สิบเอกอันอยากจะพาครอบครัวเข้าเขตชั้นกลางเมื่อไรก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกแล้ว...”
เห็นได้ชัดว่าจางหมิงตรวจสอบเรื่องทั้งหมดมาเป็นอย่างดี เขากระทั่งยื่นข้อเสนอที่จะมอบใบรับรองให้กับครอบครัวอันด้วยซ้ำ แต่ยิ่งเขาแสดงความจริงใจมากแค่ไหน ก็ยิ่งแสดงให้เห็นแล้วว่างานวิจัยที่ว่านั่นไม่ใช่งานวิจัยทั่วไป
“ขอสอบถามได้ไหมคะว่างานวิจัยนี้เกี่ยวข้องกับอะไร” ซูหยวนแทรกถามขึ้นมา ในเมื่อเป็นเรื่องที่เธอต้องทำ เช่นนั้นก็ควรจะบอกไม่ใช่หรอว่าเป็นเรื่องอะไรกันแน่
ทหารทั้งสามคนลอบมองหน้ากันเอง ในที่สุดคนที่ดำรงตำแหน่งเป็น “พันโท” ซึ่งสูงที่สุดในที่นี้ และเป็นรองผู้บังคับบัญชาของหน่วยก็เอ่ยบอกข้อมูลแทนทุกคน
“เป็นงานวิจัยที่เกี่ยวกับหุ่นรบอินทรีย์” อาจารย์เติ้งได้ยินเช่นนี้ก็เลิกคิ้วขึ้นด้วย
เขาได้ยินมาก่อนว่ากองทัพมีงานวิจัยชิ้นสำคัญที่จะทำให้การต่อสู้ของพวกเขาราบรื่นมากขึ้น หากงานวิจัยชิ้นนี้สำเร็จ ก็เพิ่มโอกาสที่กองทัพจะบุกยึดพื้นที่ต่างๆในเขตสำคัญๆได้มากกว่าเดิม
อย่างไรก็ตาม...งานวิจัยชิ้นนี้เป็นความลับเสมอมา แม้แต่เติ้งเทียนเฉินก็ยังไม่รู้เรื่อง เขารู้แค่ว่ามันเป็นงานที่จะต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล ก่อนหน้านี้เคยทำงานแค่ในกองทัพเท่านั้น ปรากฏว่าทีมทหารที่พวกเขาส่งออกไปนั้นล้มเหลวกลับมานับครั้งไม่ถ้วน ไม่น่าแปลกใจที่ต้องการมอบงานนี้ให้องค์กรนักล่าสกุลจางที่มีนักล่าแข็งแกร่งกว่าในองค์กรทำ
“หุ่นรบอินทรีย์?” อันซูหยวนเคยได้ยินเพียง “หุ่นซ้อมอินทรีย์” เท่านั้น เธอไม่เคยได้ยิน “หุ่นรบอินทรีย์” มาก่อนเลย
“ใช่ ที่สถาบันนี้มีหุ่นซ้อมอินทรีย์อยู่ไม่ใช่หรือ? แต่หุ่นซ้อมอินทรีย์ก็คือหุ่นซ้อมเท่านั้น ความสามารถของมันไม่ได้ดีอะไรมาก ทั้งยังต้องอาศัยการควบคุมอย่างละเอียดจึงจะทำงานได้ อย่างไรก็ตาม...หุ่นรบอินทรีย์ไม่เหมือนกัน”
“หุ่นรบอินทรีย์เป็นหุ่นรบที่ใช้ทรัพยากรระดับสูงในการผลิตขึ้นมา พวกมันมีความสามารถในการต่อสู้และใช้พลังงาน ปกติแล้วพวกเราจะใช้พวกมันเพื่อล่าทรัพยากรในพื้นที่เขตล่าระดับต่ำ แต่งานวิจัยนี้เป็นวิธีการพัฒนาหุ่นรบอินทรีย์เพื่อให้พวกมันสามารถต่อสู้ได้ในพื้นที่ระดับสูง ที่สำคัญ...หุ่นรบอินทรีย์ที่พวกเรากำลังพัฒนานี้มีความพิเศษอยู่”
“ไม่เหมือนหุ่นรบอินทรีย์ที่ผ่านมา หุ่นรบอินทรีย์ใหม่นี้เป็นการพัฒนาโดยอาศัยส่วนประกอบของพวกพืชกลายพันธุ์ระดับสูงมาด้วย หากพวกเราทำสำเร็จ...หุ่นรบอินทรีย์พวกนี้จะฝังตัวอยู่ในพื้นที่นั้นๆ กลายเป็นเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่ง แต่อยู่ใต้การควบคุมของมนุษย์”
“พวกมันจะเรียนรู้ในการขยายพันธุ์เอง เรียนรู้ว่าจะต้องจัดการศัตรูอย่างไร หรือก็คือ...การผลิตมันสำเร็จในจำนวนหนึ่ง ก็จะทำให้พวกเรามีหุ่นรบอินทรีย์จำนวนมากเกิดขึ้น!!”
ซูหยวนฟังคำอธิบายของอีกฝ่ายแล้วก็ต้องขมวดคิ้ว แม้ว่าเธอจะรู้ว่าความต้องการของกองทัพในเวลานี้ก็คือการขจัดภัยร้ายอย่างพวกกลายพันธุ์ให้สิ้นซาก และหุ่นรบอินทรีย์ที่พวกเขาพูดถึงก็คือหุ่นรบตัวช่วยมนุษย์ในการทำลายพวกกลายพันธุ์ แต่...การที่พวกมันมีความสามารถในการควบคุมความคิดของตนเอง ทั้งยังแพร่พันธุ์ได้ นี่ไม่ต่างอะไรกับการสร้างสัตว์ประหลาด ที่อาจจะกลายเป็นศัตรูตัวใหม่ของมนุษย์เลยก็ได้ไม่ใช่หรือ?
“ฉันรู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ แต่หุ่นรบอินทรีย์พวกนี้จะถูกควบคุมผ่านคลื่นพลังงานพิเศษที่พวกเราพัฒนาเอาไว้แล้ว โดยคลื่นพลังงานนี้ไม่ใช่คลื่นพลังงานที่หาได้ยากเย็นอะไร ขอเพียงพวกเราต้องการให้พวกมันตาย DNA ที่อยู่ในร่างกายก็จะตอบสนองคำสั่งจนทำให้พวกมันตายได้แล้ว”
ยิ่งทางนั้นแสดงความมั่นใจออกมาเท่าไร ซูหยวนก็ยิ่งกังวลมากขึ้นเท่านั้น เธอรู้ว่า “ความไม่แน่นอน ก็คือความแน่นอน” เรื่องต่างๆมีโอกาสเกิดขึ้นอยู่เสมอ แม้แต่การทรยศของหุ่นรบอินทรีย์พวกนี้เองก็ตาม
แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาของเธอใช่ไหม? ไม่ว่าเธอจะขัดขวางพวกเขาอย่างไร สุดท้ายแล้วงานวิจัยนี้ก็จะดำเนินการต่อไปอยู่ดี ดังนั้นแทนที่จะไม่รู้อะไรเลย สู้เอาตัวเข้าไปใกล้แล้วศึกษาพวกมันให้ละเอียดยังจะดีกว่า
ซูหยวนมองดูอาจารย์เติ้งที่ขมวดคิ้วมุ่น เมื่อเห็นว่าซูหยวนเริ่มต้นพูดคุยด้วยตนเอง เขาก็ให้เกียรติซูหยวนตัดสินใจเอง อีกอย่าง...งานวิจัยนี้ก็ไม่ได้แย่ในสายตาของเขาด้วย เพียงแต่...ทำไมประธานจางคนนั้นจึงได้ปฏิเสธการสนับสนุนนี้กันล่ะ?
อีกฝ่ายเป็นองค์กรนักล่า หากมีหุ่นรบอินทรีย์ในมือจะไม่เป็นผลดีหรอกหรือ? น่าแปลกใจจริงๆที่เขาปฏิเสธกลับมาเช่นนั้น หรือว่าประธานจางกำลังคิดว่าการสนับสนุนนี้จะทำให้พวกเขาได้ไม่คุ้มเสียหรือ?
“ท่านพันโทคะ งานวิจัยนี้น่าจะยากน่าดู ฉันเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะมีความสามารถนั้นหรือเปล่า แต่ในเมื่อท่านให้โอกาสฉันทำงานเพื่อมนุษย์ชาติเช่นนี้ ดังนั้นฉันก็อยากจะลองดูค่ะ” เมื่อได้ยินซูหยวนพูดอย่างนี้ ทั้งสามคนก็แสดงสีหน้าโล่งใจออกมา เว้นแค่เติ้งเทียนเฉินเท่านั้นที่ไม่ค่อยพอใจนัก
“เยี่ยมมาก ฉันรู้อยู่แล้วว่าสิบเอกจะต้องให้ความร่วมมือแน่” พันโทหวงคลี่ยิ้มออกมาด้วยความยินดี
“ในเมื่อสิบเอกอันเห็นด้วยที่จะร่วมมือกับพวกเรา ดังนั้นในอีก 1 สัปดาห์ข้างหน้า รอจนสิบเอกอันสอบเสร็จแล้ว พวกเราจะส่งคนมารับไปที่หน่วยอำนวยการของกองทัพอีกที”
“เข้าใจแล้วค่ะ” หลังจากที่ตกลงกันได้ ทั้งสามคนก็กลับกันไปทั้งอย่างนั้น เรียกได้ว่าการมาถึงของพวกเขาช่างเป็นการให้เกียรติซูหยวนเสียจริง
อาจารย์เติ้งมองศิษย์ของตนเองที่ยังรอฟังคำของเขา เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายรู้ความขนาดนี้ เขาก็อดที่จะถอนหายใจออกมาไม่ได้
“ช่วงนี้มีงานมากมายที่ต้องยุ่งยาก อย่าลืมฝึกฝนเพื่อทำให้เชี่ยวชาญในขั้นแรกด้วย ฉันคาดหวังว่าเธอจะสำเร็จวิชาเกาทัณฑ์แสงในปีที่หนึ่งนี้นะ”
“เข้าใจแล้วค่ะอาจารย์” ซูหยวนตอบรับ ความก้าวหน้าของขั้นศรพริบตาเป็นไปอย่างรวดเร็ว และก็เหมือนกับที่เคยพูดก่อนหน้านี้...ขั้นแรกของวิชานี้ที่ยากที่สุดก็คือขั้นศรพริบตา หลังจากที่จับทางได้แล้ว ขั้นที่สองและขั้นที่สามก็ไม่ยากอย่างที่คิด เพียงแค่อาศัยความชำนาญและความเข้าใจที่ลึกซึ้งเท่านั้น
ดังนั้นการคาดหวังว่าเธอจะสำเร็จวิชาเกาทัณฑ์แสงหลังจากที่ใช้เวลาเพียง 1 ภาคเรียนก็สำเร็จวิชาศรพริบตานั้นเป็นเรื่องที่คาดหวังได้จริงๆ ซูหยวนและอาจารย์เติ้งให้สัญญาต่อกัน คนเป็นอาจารย์มอบคำแนะนำอีกเล็กน้อยเท่านั้นแล้วก็ปล่อยให้ซูหยวนไปทบทวนความรู้เพื่อการสอบ
แต่ก่อนที่หญิงสาวจะได้ทำอะไร ในวันเดียวกันนั้น ตระกูลจางก็เคลื่อนไหวแล้ว
ใช้เวลาไม่นาน อันซูหยวนก็มาอยู่ในร้านอาหารหรูแห่งเดิม ประธานจางคนเดิมที่งานรัดตัวก็ยังคงลงชื่อในเอกสารเพื่ออนุมัติโครงการต่างๆที่องค์กรนักล่าสกุลจางต้องทำ
เขายุ่งอยู่พักหนึ่ง ซึ่งซูหยวนก็อ่านหนังสือรอในระหว่างนั้น ความเงียบที่เกิดขึ้นระหว่างพวกเขาสองคนไม่ได้น่าอึดอัดเลย แม้แต่จางอู่หยางก็รู้สึกดีกับบรรยากาศเช่นนี้ด้วยซ้ำ ทุกครั้งที่เขาเงยหน้าขึ้นมาก็ได้เห็นใบหน้าที่อ่านหนังสืออย่างจริงจัง ช่างเป็นความสงบที่มีเสน่ห์เสียจริง... ถ้าไม่ติดที่ว่า เขาควรจะให้อันซูหยวนกลับไปพักผ่อนที่หอพัก บางที...เขาอาจจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นแล้วปล่อยให้เธอนั่งที่นี่เป็นเพื่อนเขาจนถึงเช้าวันต่อไปก็ได้
“ได้ยินว่าพวกคนของกองทัพไปหาเธอที่สถาบัน” จางอู่หยางกล่าวขึ้นมาลอยๆ แต่อันซูหยวนก็รู้ว่าเขาคงเหลือเอกสารสำคัญไม่มากแล้ว ดังนั้นบทสนทนาที่สำคัญนี้ควรจะเริ่มต้นเสียที
“ค่ะ พวกเขาต้องการให้ฉันทำสรุปงานศึกษาเพื่อนำเสนอท่านค่ะ”
“โอ้ ให้ทำสรุปงานงั้นหรือ?”
“ใช่ค่ะ หลังจากที่สอบวัดผลเสร็จแล้วก็จะพาไปที่กองทัพค่ะ เป็นงานศึกษาเกี่ยวกับหุ่นรบอินทรีย์”
“อืม ฉันก็ได้ยินมาบ้างแล้วเหมือนกัน” จางอู่หยางลงชื่อบนเอกสารเป็นชื่อสุดท้าย เขาส่งงานนี้ให้กับเลขาฯส่วนตัว จากนั้นก็โบกมือให้อีกฝ่ายไปทำงานได้ ส่วนเขาก็นั่งอยู่กับซูหยวนตามลำพัง
เด็กสาวไม่ได้พูดอะไรออกมา เธอรู้ว่าจางอู่หยางนั้นรู้เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในสถาบันแล้ว ไม่สิ! บางที เขาอาจจะรู้แผนการของกองทัพผ่านร้อยโทคนนั้นแล้วก็เป็นได้ ตระกูลจางไม่มีที่ไหนที่ไม่มีคนของพวกเขา ดังนั้นทุกการเคลื่อนไหวจึงไม่น่าจะรอดสายตาของเขาไปได้
“ลองเข้าไปดูเอกสารของพวกเขาก็ได้ แต่ฉันคิดว่างานนี้อันตรายเกินกว่าที่ตระกูลจางควรจะยื่นมือเข้าไปเกี่ยว” เสียงของชายหนุ่มมีความจริงจังอยู่ในนั้น เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เขาไม่เข้าใจเอกสารเหล่านั้น แต่เพราะเข้าใจต่างหาก จึงได้ปฏิเสธร่วมมือไป
“ไม่ใช่ว่าองค์กรนักล่าสกุลจางจะทำภารกิจเพื่อพวกเขาไม่ได้ แต่ฉันไม่คิดว่าการทำงานเพื่อพวกเขาจะเป็นผลดี งานวิจัยนั้นมีความเสี่ยงเกินไป ในอนาคต...มันอาจจะกลายเป็นหายนะของมนุษย์แทนที่จะเป็นประโยชน์”
จางอู่หยางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เขาเองก็คิดเหมือนที่ซูหยวนคิดเช่นกัน สายตาของคนฉลาดต้องมองเห็นข้อควรระวังนี้ แม้แต่กองทัพเองก็อาจจะรู้ปัญหานี้เช่นกัน ทว่า...พวกเขากำลังใช้ความหวังนี้เพื่อก้าวไปข้างหน้า ไม่ได้สนใจว่าอนาคตจะเกิดปัญหาหรือไม่
นอกจากนี้ พวกเขาก็มั่นใจในเรื่องการควบคุมพวกมันเกินไป ถึงจะมีวิธีจัดการโดยตรงกับ DNA ของหุ่นรบอินทรีย์เหล่านั้น แต่การปล่อยให้มันกลายเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง ก็คือการทิ้งความเสี่ยงเอาไว้เท่านั้น
เหมือนกับที่มนุษย์และพวกกลายพันธุ์เป็นอยู่ตอนนี้ พวกกลายพันธุ์ต่างก็กลายพันธุ์เพื่อให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น มนุษย์ก็เป็นเหมือนกัน ร่างกายที่อ่อนแอกลับแข็งแกร่งขึ้นเพื่ออยู่รอด แล้วพวกหุ่นรบอินทรีย์จะไม่เป็นเหมือนกันหรือ?
“ประธานคะ ในเมื่อคุณรู้ว่าสิ่งนี้อาจจะเป็นอันตราย ถ้าอย่างนั้นก็ยิ่งควรจะเข้าไปควบคุมพวกเขาไม่ใช่หรอคะ”
“ควบคุม?”
“ใช่ค่ะ แม้ว่าเวลานี้อาจจะไม่เกิดขึ้น และอาจจะไม่มีวันเกิดขึ้น แต่การที่เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทีมพัฒนา แล้วก็เอาข้อมูลทั้งหมดออกมาศึกษาต่อ ฉันคิดว่ามันอาจจะเป็นหนทางเพื่อจัดการปัญหานี้ก็ได้นะคะ”
“โอ้ ......” จางอู่หยางประหลาดใจกับความคิดนี้
เขาเงียบไปชั่วขณะก่อนที่จะมีประกายบางอย่างแวบผ่านดวงตาของเขาไป จางอู่หยางหัวเราะเบาๆแล้วตัดสินใจได้
“ดูเหมือนเรื่องนี้จะไม่ไร้ประโยชน์ไปเสียทีเดียว แต่....ฉันยังต้องการทีมวิจัยที่ยอดเยี่ยมของตัวเองก่อน ระหว่างนี้ให้เธอรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเอาไว้ ปล่อยให้พวกเขาทำไป ยิ่งถ้าเกิดข้อผิดพลาดที่แก้ปัญหาไม่ได้ เวลานั้น...ตระกูลจางจะก้าวออกไปข้างหน้าแล้วมอบวิธีรับมือให้พวกเขาเอง”
เดิมทีจางอู่หยางไม่ต้องการแบกรับความผิดพลาดนี้ แต่หลังจากที่ได้ยินคำของซูหยวน เขากลับคิดได้ถึงโอกาสในการทำกำไรที่มากขึ้น
ตอนนี้...เขาแทบจะภาวนาให้กองทัพแสดงข้อผิดพลาดออกมา เพราะเขาเองก็จะเตรียมวิธีการรับมือที่ยอดเยี่ยมเอาไว้รออย่างไรล่ะ
ถ้าที่ไหนไม่เกิดปัญหา ย่อมไม่มีคนต้องการใช้จ่าย แต่เมื่อไรที่มีปัญหา...เวลานั้น เงินก็จะสะพัดเข้าสู่มือของคนที่มีวิธีการแก้ปัญหาอย่างไรล่ะ!!
………………………………….