ราชันย์สิบโลก

    ตอนที่ 80 คุกตระกูล ฉี

            “ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่พวกเราจะบุกอาณาจักรเมฆาหวนและรวบมาเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรตะวันฉายของพวกเรา”

            เสียงของอู๋เจ๋อกษัตริย์แห่งอาณาจักรตะวันฉายดังก้องไปทั่วพร้อมกับเสียงโห่ร้องดังกึกก้องไปทั่วของกองทัพจำนวนสิบห้าล้านคน

            “ออกเรือรบได้.......”เสียงของห้าวหรานแม่ทัพใหญ่ของอาณาจักรตะวันฉาย

            กองเรือรบของอาณาจักรตะวันฉายเดินทางเป็นริ้วขบวนอย่างยิ่งใหญ่ออกจากเมืองหลวงของอาณาจักรตะวันฉายพวกเขาน่าจะใช้เวลาเดินทางสองวันในการเดินทางไปยังเมืองอัสตาน่าของอาณาจักรเมฆาหวน

            “รายงานกองทัพของอาณาจักรตะวันฉายออกเดินทางมาแล้วพะยะค่ะ”

            “บอกทุกคนเตรียมพร้อมรบพวกเราต้องทำตามแผนของเฟิ่งหยู โดยการยื้อศึกครั้งนี้ให้ได้เพียงแค่ห้าวันเท่านั้น พวกเราต้องทำได้ ข้าเชื่อว่าเฟิ่งหยูต้องทำได้เช่นกัน”

            อีกทางด้านหนึ่ง

            “ท่านเจ้าเมืองกองทัพอาณาจักรตะวันฉายเริ่มออกเดินทางแล้วขอรับ”

            “เริ่มแล้วอย่างนั้นหรือ  ดีเหมือนกัน ข้าเองก็รอเวลานี้มานานพอสมควรแล้วบอกกองทัพของเราเตรียมพร้อมรบพวกเราจะออกเดินทางเฉพาะกลางคืนเท่านั้นเรือรบของพวกเราเร็วกว่าของอาณาจักรอื่นเราน่าจะสามารถเดินทางถึงเมืองหลวงของอาณาจักรตะวันฉายได้ภายในสองคืน”

            “จ้าวหยวนท่านไปเชิญท่านพ่อและท่านลุงเฟิ่งเทียนเหล่าแม่ทัพทั้งหลาย รวมถึงผู้อาวุโสสำนักเทพดารามาประชุมตอนนี้เลย”

            “ขอรับท่านเจ้าเมือง”

            หลังจากนั้นไม่นานผู้คนทั้งหลายต่างมาเข้าร่วมประชุมที่ห้องโถงใหญ่เมืองจินเฟิงอย่างพร้อมเพียง

            “พวกเราจะออกเดินทางในตอนกลางคืนและจะหลบซ่อนเรือของเราในตอนกลางวันเพื่อป้องกันไม่ให้กองทัพของอาณาจักรตะวันฉายรู้ตัวพวกมันคงจะเดินทางมาถึงอาณาจักรเมฆาหวนอีกสองวัน”

            “ในสองคืนนี้พวกเราก็จะเดินทางถึงอาณาจักรตะวันฉายเช่นเดียวกันพวกเราจะทำการบุกยึดเมืองตะวันฉายและเมืองทั้งหมดของอาณาจักรตะวันฉายทั้งสามสิบเมืองภายในวันเดียว”

            “ภายในวันเดียวพวกเราจะทำยังไงขอรับ” จ้าวหยวนเอ่ยถามขึ้นมา

            “พวกท่านไม่ต้องตื่นเต้นไปพวกเขานำกองกำลังเกือบทั้งหมดมาบุกอาณาจักรเมฆาหวน ดังนั้น กองกำลังที่อยู่ในแต่ละเมืองจะมีจำนวนไม่มากนักเมืองใหญ่ก็คงไม่เกินสามแสนคน ส่วนเมืองเล็ก ๆ ก็หลักหมื่นส่วนเมืองหลวงน่าจะไม่เกินสามล้านคน”

            “ดังนั้นพวกเราจะเดินทางโดยนำกำลังพลทั้งหมดสิบห้าล้านคนโดยห้าล้านคนบุกเมืองหลวงของอาณาจักรตะวันฉาย ส่วนกองกำลังอีกสิบล้านคนให้แบ่งกันไปบุกเมืองแต่ละเมืองโดยแบ่งเป็นสิบเส้นทาง เส้นทางละหนึ่งล้านคน ให้บุกเมืองเล็ก ๆระหว่างรายทางทำให้พวกเขายอมจำนนให้เร็วที่สุด”

            “จ้าวหยวนท่านรับหน้าที่บุกเมืองหลวงและจัดแบ่งกองกำลังให้เสร็จภายในเย็นนี้ ท่านผู้อาวุโส รบกวนเรื่องเรือรบและคนควบคุมให้กับสำนักเทพดาราแล้ว”

            “มาพ่อท่านลุงพวกท่านนำกองกำลังอีกคนละหนึ่งล้านห้าแสนคนแยกเป็นสองสายช่วยกองทัพเมฆาหวนต้านกองทัพตะวันฉายหากไม่ไหวจริงๆ อย่าได้เสี่ยงรีบถอยทันที”

            “ส่วนทางข้าจะเดินทางล่วงหน้าไปอาณาจักรตะวันฉายก่อนมีบางเรื่องที่ข้าจะต้องไปจัดการทางโน้น ข้าฝากพวกท่านทุกคนจัดการตามแผนที่วางไว้โดยให้กระทำการอย่างระมัดระวังมากที่สุด”

            ไม่นานทุกคนต่างแยกย้ายไปจัดการหน้าที่ของตนอย่างรวดเร็วเฟิ่งหยูใช้ค่ายกลมิติข้ามไปยังร้านพฤกษาสวรรค์ของเขาทันที

            “นายน้อย ท่านกลับมาแล้วตอนนี้สงครามได้เริ่มแล้ว พวกเราจะทำยังไงกันดี”

            “พวกท่านไม่ต้องตื่นตกใจสงครามครั้งนี้ใช้เวลาไม่นานหรอกไม่น่าจะเกินหนึ่งอาทิตย์ด้วยซ้ำไป”

            “เป็นไปได้ยังไงสงครามใหญ่ขนาดนี้จะจบภายในหนึ่งอาทิตย์”

            “พวกท่านเชื่อข้าเถอะเอาหละเรื่องที่ข้าสั่งให้พวกท่านไปสืบถึงเจ้าเมืองคนก่อนไปถึงไหนแล้ว พวกท่านสืบได้ความว่าอย่างไรบ้าง”

            “ท่านเจ้าเมืองคนเก่าอยู่ที่ตระกูลฉีภายในเมืองหลวงอาณาจักรตะวันฉาย พวกเราสืบทราบมาอย่างชัดเจนแล้ว”

            “พวกเขามีกำลังพลอยู่เท่าไหร่”

            “ตอนนี้ภายในตระกูลฉีมีกำลังพลอยู่ประมาณห้าพันคนที่เหลือพวกเขาออกไปกับกองทัพใหญ่เมื่อเช้านี้แล้วขอรับ”

            “แล้วพวกท่านมีกองกำลังอยู่เท่าไหร่”

            “ตอนนี้กองกำลังของพวกเรามีอยู่สามพันน้อยกว่ากองกำลังของตระกูลฉีขอรับ”

            “ไม่เป็นไรตอนนี้พวกท่านสืบแน่ชัดแล้วนะว่าเขาอยู่จุดใดของตระกูลฉี”

            “แน่ชัดแล้วขอรับอยู่ที่คุกของตระกูลฉี มีกองกำลังคุ้มกันอยู่ประมาณหนึ่งร้อยคน”

            “งั้นก็ดีพวกเราจะไปช่วยเจ้าเมืองคนเก่าก่อน จากนั้นค่อยจัดการกับตระกูลฉีทีหลัง”

            “เอาละพวกท่านไปเตรียมคนไว้ให้ข้าสองร้อยคนพวกเราจะบุกไปช่วยเจ้าเมืองก่อนในคืนนี้แล้วค่อยกลับมาวางแผนอีกที”

            “ขอรับนายน้อย”  จื่อซ่งรีบไปดำเนินการตามที่เฟิ่งหยูสั่งทันที

            หลังจากที่ทุกคนเตรียมตัวพร้อมแล้วเฟิ่งหยูจัดการนำเรือรบออกมาพร้อมกับนำทุกคนขึ้นเรือรบพวกเขามุ่งหน้าไปเมืองหลวงอาณาจักรตะวันฉายในทันทีพวกเขาลงจากเรือรบก่อนเข้าเมืองตะวันฉายพร้อมกับกระจายตัวออกไป

            “ทุกคนค่อย ๆทยอยกันเข้าเมืองไปอย่าให้ผิดสังเกต คืนนี้เจอกันที่จุดนัดพบที่พวกเราวางแผนกันเอาไว้”

            ระหว่างเดินทางมาเฟิ่งหยูได้จัดการวางแผนการต่างๆ ในเรือรบพร้อมอธิบายรายละเอียดต่าง ๆ อย่างถี่ถ้วนทุกคนเริ่มทยอยเข้าเมืองไปอย่างไม่มีใครสงสัยพร้อมกับเริ่มเดินทางไปยังจุดนัดพบที่พวกเขาได้นัดหมายกันไว้

            กลางดึกเมื่อถึงเวลาที่นัดหมายกันเอาไว้

            “พวกเจ้าล้อมรอบ ๆ นี้เอาไว้อย่าให้ใครเล็ดลอดออกไปส่งข่าวได้ ส่วนที่เหลือตามข้ามา”

            “ท่านผู้อาวุโสจื่อซ่งช่วยจัดการยามสักสิบคน และจัดการเอาชุดของพวกเขามาให้ข้าหน่อย”

            “ได้สิ”จื่อซ่งพร้อมพวกจัดการยามสิบคนที่เดินอยู่รอบ ๆ อย่างรวดเร็ว จากนั้นพวกเขาก็ปลอมเป็นยามแทนเพื่อที่จะเข้าไปข้างใน

            “พวกเจ้ารออยู่รอบ ๆรอสัญญาณบุกจากข้า เมื่อข้าได้ตัวท่านเจ้าเมืองแล้วพวกเราจะบดขยี้พวกมันไม่ให้เหลือรอดแม้แต่คนเดียว”

            พวกเขาแยกตัวกันออกเป็นกลุ่ม ๆเหมือนยามของตระกูลฉีทำตัวลาดตระเวนไปทั่ว ส่วนเฟิ่งหยูและจื่อซ่งแผงตัวเข้าไปด้านในคุก

            “พวกเจ้ามาทำอะไรที่นี่?” เสียงเอ่ยถามออกมาเรียบ ๆในตอนนี้เฟิ่งหยูไม่ใช่เด็กหนุ่มที่อ่อนแออีกต่อไปเขาในตอนนี้มีพลังมากพอที่จะต่อสู้กับศัตรูทั่วไปที่แข็งแกร่งกว่าเข้าได้อย่างง่ายดาย

            เฟิ่งหยูและจื่อซ่งเงียบงั้นไป

            “พวกข้ามีบางอย่างจะถามเจ้ามากับพวกข้าซะ”

            รูปร่างของเฟิ่งหยูสูงยาวรูปร่างสมส่วน อัดแน่นไปด้วยพลัง ใบหน้าละอ่อนค่อย ๆ สลายความเยาว์วัยไปในตอนนี้เขาอายุได้สิบหกปีแล้ว เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางแผนเสียงต่ำกล่าวออกมาว่า

            “เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใครอยากจะมาถามก็ถาม ถามข้าหรือยังว่าข้าเต็มใจที่จะตอบเจ้าหรือไม่?”

            “เจ้าหนูอย่ามายั่วโมโหข้าจะดีกว่า ไม่เช่นนั้นได้เห็นดีกันแน่เจ้าคงมาอยู่ใหม่สินะถึงไม่รู้อะไรควรอะไรไม่ควร”

            “จะพล่ามมากทำไมให้เปลืองน้ำลาย?” ข้าว่าใช้กำลังพาไปจะง่ายกว่า

            คนสองคนที่อยู่ด้านหลังของชายวัยกลางคนที่เอ่ยถามเฟิ่งหยูแสยะยิ้มออกมาพลังที่โหดเหี้ยมแผ่ซ่านออกมาจากร่างของพวกเขา

            “กลุ่มผู้คุมที่นี่ช่างอวดดีเสียจริงๆ ถ้าไม่ให้เหตุผลกับข้า ข้าก็ไม่ไป” สีหน้าของเฟิ่งหยูเริ่มเย็นยะเยือก

            “เจ้าหนูเจ้าไม่รู้หรือว่าตระกูลฉีมีกฎว่าอย่างไร”ชายวัยกลางคนโกรธมาก เขาขบฟันพลางแผนเสียงคำรามต่ำออกมา

            “ให้พวกข้าลงมือเถอะ พี่หลิวพวกเราคงต้องสั่งสอนเด็กใหม่นี่ให้รู้สำนึกจะได้รู้ว่ากลุ่มผู้คุมของตระกูลฉีนั้นน่ากลัวขนาดไหน....”

            “อย่างพวกเจ้าหรือจะมาจัดการกับข้า..”แววตาของเฟิ่งหยูเป็นประกายเขายื่นฝ่ามืออกไปภายในฝ่ามืออัดแน่นด้วยพลังที่แข็งแกร่ง ยังไม่ทันที่จะโจมตีพวกเขาทั้งสองก็รีบก้าวถอยหลังไปด้วยความหวาดผวา

            “อะไรกันเจ้าคนมาใหม่นี่ฝีมือสูงส่งขนาดนี้ เขาเป็นยอดฝีมืออย่างนั้นหรือ..”

            สีหน้าผู้คุมทั้งสามเปลี่ยนสีแต่เดิมพวกเขาไม่คิดว่าเด็กหนุ่มมาใหม่คนนี้จะมีพลังที่แข็งแกร่งมากขนาดนี้อีกทั้งเมื่อครู่เขาเพียงโจมตีออกมาส่ง ๆ ก็สามารถทำให้พวกเขาถอยหลังออกไปพวกเขาไม่กล้าที่จะเอ่ยอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว

            “บัดซบเจ้ากล้าที่จะทำร้ายผู้คุมอย่างนั้นรึ เจ้าจะหาญกล้ามากเกินไปแล้วข้าจะจัดการกับเจ้าเอง จะทำให้เจ้ารู้ว่าใครที่ไหนก็ไม่สามารถมาช่วยเจ้าได้เป็นเจ้าที่หาเรื่องเองนะ!”

            หลิวเจียวแผดเสียงคำรามลั่นพลังภายในประทุขึ้นลมพายุขนาดใหญ่พุ่งออกมามันม้วนตัวเข้าใส่เฟิ่งหยูและจื่อซ่ง  โต๊ะไม้ที่อยู่ใกล้ๆ พลันล้มลง

            “ไสหัวไปซะ!”

            เฟิ่งหยูแค่นเสียงเย็นชาเขาปล่อยหมัดออกไป ลมปราณภายในร่างกายเดือดพล่านราวกับน้ำเดือด พลังหมัดพุ่งทะลวงฝ่าอากาศซัดใส่ลมพายุจนแตกสลายเป็นผุยผง

            เฟิ่งหยูพุ่งตัวออกไปมือขวาของเขาพลันจับคอของหลิวเจียวเอาไว้แน่นมือซ้ายพลันโยนยาเม็ดหนึ่งเข้าปากของหลิวเจียว

            อ๊อกกก.....

            “เจ้า เจ้าเอาอะไรให้ข้ากิน”

            “ลูกพี่”

            “ก็ยาเม็ดเพียงเม็ดเดียวเองแต่เป็นยาพิษที่ข้าหลอมกลั่นเองกับมือหากไม่มียาถอนพิษเจ้าก็อย่าหวังว่าจะรอดไปได้เลยหากเจ้าไม่ยอมทำตามที่ข้าบอกดี ๆ พวกเจ้าได้ไปเฝ้ายมบาลแน่คืนนี้”

            ฟุบ อ๊อกกก.....

            ฟุบ อ๊อกกก....

            เม็ดยาอีกสองเม็ดถูกเฟิ่งหยูดีดเข้าปากลูกน้องอีกสองคนของหลิวเจียว

            “ได้ ได้ พวกเราจะเชื่อฟังเจ้าเจ้าต้องให้ยาถอนพิษกับพวกเรานะ”

            พวกของหลิวเจียวพูดอย่างหมดหวังเพราะพวกเขาทั้งสามต่างกลืนเม็ดยานั้นไปแล้ว จึงไม่มีสิทธิ์ที่จะโต้แย้งใด ๆ อีก

            “ท่านผู้อาวุโสไปนำคนของเราเข้ามา”

            ไม่นานจื่อซ่งก็นำพวกของพวกเขาเข้ามาทั้งสิบคน

            “พวกท่านสองคนเฝ้าอยู่ตรงนี้ ห้ามให้ใครเข้ามาเด็ดขาดหากมีปัญหามากนักก็ฆ่าทิ้งซะ”

            “พวกเจ้านำทางข้าลงไปข้างใน”เมื่อเข้าไปข้างในสักพักเสียงต่อสู้ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง

            “ท่านผู้อาวุโสปล่อยนักโทษพวกนั้นให้หมดแล้วนำอาวุธมอบให้พวกเขาด้วย”

            เฟิ่งหยูยิ่งเข้าไปด้านในคนของเขาก็ยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะนักโทษส่วนใหญ่ของตระกูลฉีที่จับมาพวกเขาเป็นผู้ที่ขัดแย้งกับตระกูลฉีทั้งหมดบางคนมีระดับวรยุทธ์ถึงขั้นราชันสวรรค์เองก็มี

            พวกเขาใช้เวลาประมาณหนึ่งก้านธูปจึงสามารถบุกเข้าไปถึงห้องขังที่อยู่ด้านในสุดได้

            “ท่านเจ้าเมือง”เมื่อจื่อซ่งเห็นสภาพของเจ้าเมืองน้ำตาของเขาพลันไหลออกมาด้วยความปิติ ยินดียิ่ง

            เฟิ่งหยูรีบนำเม็ดโอสถป้อนให้กับเจ้าเมืองและแจกจ่ายให้กับเหล่านักโทษทั้งหลายเพื่อให้พวกเขาฟื้นคืนพละกำลัง

            “ท่านผู้อาวุโสส่งสัญญาณให้พวกเขาจัดการพวกที่อยู่ด้านนอกให้หมดอย่าให้เหลือใครออกไปได้แม้แต่คนเดียว”

            “ได้นายน้อยข้าจะรีบส่งสัญญาณให้พวกเราโจมตีพวกที่อยู่ด้านนอกเองพวกท่านพักฟื้นสักครู่หนึ่งก่อน ด้านนอกปล่อยเป็นหน้าที่ของพวกเราเอง”

            ใช้เวลาไปสองก้านธูป(ครึ่งชั่วโมง) พวกเขาก็จัดการกับเหล่าผู้คุมทั้งหมดจนเรียบร้อยพวกเขาออกมาจากคุกที่คุมขัง พวกของจื่อซ่งจัดการเก็บกวาดจนเรียบร้อย

            “รีบไปกันเถอะตระกูลของพวกเราที่ยังอาศัยและหลบซ่อนในเมืองหลวงยังมีอยู่ข้าได้ติดต่อพวกเขาไว้ก่อนหน้านี้แล้วพวกเราหลบไปอยู่ที่นั่นกันก่อน”

            “ส่วนพวกเจ้ากระจายตัวกันออกไปรอสัญญาณจากข้าแล้วพวกเราจะรวมตัวกันอีกครั้ง”

            จื่อซ่งนำทางพวกเขาทั้งหมดลัดเลาะไปไม่นานก็มาถึงโรงเตี้ยมแห่งหนึ่งซึ่งเป็นของพวกเขาที่หลังจากได้ทรัพย์สมบัติที่เฟิ่งหยูจัดการแบ่งส่วนหนึ่งให้กลับมาซื้อคืนกลับไป พร้อมกับใช้เป็นสถานที่กบดานของพวกเขา

            “พวกท่านทั้งหมดรีบเข้าไปก่อนเถอะข้างนอกเดี๋ยวข้าจะให้คนจัดการเอง”

    คล้ายกับเรื่องราชันย์สิบโลก ที่คุณอ่าน