“ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่พวกเราจะบุกอาณาจักรเมฆาหวนและรวบมาเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรตะวันฉายของพวกเรา”
เสียงของอู๋เจ๋อกษัตริย์แห่งอาณาจักรตะวันฉายดังก้องไปทั่วพร้อมกับเสียงโห่ร้องดังกึกก้องไปทั่วของกองทัพจำนวนสิบห้าล้านคน
“ออกเรือรบได้.......”เสียงของห้าวหรานแม่ทัพใหญ่ของอาณาจักรตะวันฉาย
กองเรือรบของอาณาจักรตะวันฉายเดินทางเป็นริ้วขบวนอย่างยิ่งใหญ่ออกจากเมืองหลวงของอาณาจักรตะวันฉายพวกเขาน่าจะใช้เวลาเดินทางสองวันในการเดินทางไปยังเมืองอัสตาน่าของอาณาจักรเมฆาหวน
“รายงานกองทัพของอาณาจักรตะวันฉายออกเดินทางมาแล้วพะยะค่ะ”
“บอกทุกคนเตรียมพร้อมรบพวกเราต้องทำตามแผนของเฟิ่งหยู โดยการยื้อศึกครั้งนี้ให้ได้เพียงแค่ห้าวันเท่านั้น พวกเราต้องทำได้ ข้าเชื่อว่าเฟิ่งหยูต้องทำได้เช่นกัน”
อีกทางด้านหนึ่ง
“ท่านเจ้าเมืองกองทัพอาณาจักรตะวันฉายเริ่มออกเดินทางแล้วขอรับ”
“เริ่มแล้วอย่างนั้นหรือ ดีเหมือนกัน ข้าเองก็รอเวลานี้มานานพอสมควรแล้วบอกกองทัพของเราเตรียมพร้อมรบพวกเราจะออกเดินทางเฉพาะกลางคืนเท่านั้นเรือรบของพวกเราเร็วกว่าของอาณาจักรอื่นเราน่าจะสามารถเดินทางถึงเมืองหลวงของอาณาจักรตะวันฉายได้ภายในสองคืน”
“จ้าวหยวนท่านไปเชิญท่านพ่อและท่านลุงเฟิ่งเทียนเหล่าแม่ทัพทั้งหลาย รวมถึงผู้อาวุโสสำนักเทพดารามาประชุมตอนนี้เลย”
“ขอรับท่านเจ้าเมือง”
หลังจากนั้นไม่นานผู้คนทั้งหลายต่างมาเข้าร่วมประชุมที่ห้องโถงใหญ่เมืองจินเฟิงอย่างพร้อมเพียง
“พวกเราจะออกเดินทางในตอนกลางคืนและจะหลบซ่อนเรือของเราในตอนกลางวันเพื่อป้องกันไม่ให้กองทัพของอาณาจักรตะวันฉายรู้ตัวพวกมันคงจะเดินทางมาถึงอาณาจักรเมฆาหวนอีกสองวัน”
“ในสองคืนนี้พวกเราก็จะเดินทางถึงอาณาจักรตะวันฉายเช่นเดียวกันพวกเราจะทำการบุกยึดเมืองตะวันฉายและเมืองทั้งหมดของอาณาจักรตะวันฉายทั้งสามสิบเมืองภายในวันเดียว”
“ภายในวันเดียวพวกเราจะทำยังไงขอรับ” จ้าวหยวนเอ่ยถามขึ้นมา
“พวกท่านไม่ต้องตื่นเต้นไปพวกเขานำกองกำลังเกือบทั้งหมดมาบุกอาณาจักรเมฆาหวน ดังนั้น กองกำลังที่อยู่ในแต่ละเมืองจะมีจำนวนไม่มากนักเมืองใหญ่ก็คงไม่เกินสามแสนคน ส่วนเมืองเล็ก ๆ ก็หลักหมื่นส่วนเมืองหลวงน่าจะไม่เกินสามล้านคน”
“ดังนั้นพวกเราจะเดินทางโดยนำกำลังพลทั้งหมดสิบห้าล้านคนโดยห้าล้านคนบุกเมืองหลวงของอาณาจักรตะวันฉาย ส่วนกองกำลังอีกสิบล้านคนให้แบ่งกันไปบุกเมืองแต่ละเมืองโดยแบ่งเป็นสิบเส้นทาง เส้นทางละหนึ่งล้านคน ให้บุกเมืองเล็ก ๆระหว่างรายทางทำให้พวกเขายอมจำนนให้เร็วที่สุด”
“จ้าวหยวนท่านรับหน้าที่บุกเมืองหลวงและจัดแบ่งกองกำลังให้เสร็จภายในเย็นนี้ ท่านผู้อาวุโส รบกวนเรื่องเรือรบและคนควบคุมให้กับสำนักเทพดาราแล้ว”
“มาพ่อท่านลุงพวกท่านนำกองกำลังอีกคนละหนึ่งล้านห้าแสนคนแยกเป็นสองสายช่วยกองทัพเมฆาหวนต้านกองทัพตะวันฉายหากไม่ไหวจริงๆ อย่าได้เสี่ยงรีบถอยทันที”
“ส่วนทางข้าจะเดินทางล่วงหน้าไปอาณาจักรตะวันฉายก่อนมีบางเรื่องที่ข้าจะต้องไปจัดการทางโน้น ข้าฝากพวกท่านทุกคนจัดการตามแผนที่วางไว้โดยให้กระทำการอย่างระมัดระวังมากที่สุด”
ไม่นานทุกคนต่างแยกย้ายไปจัดการหน้าที่ของตนอย่างรวดเร็วเฟิ่งหยูใช้ค่ายกลมิติข้ามไปยังร้านพฤกษาสวรรค์ของเขาทันที
“นายน้อย ท่านกลับมาแล้วตอนนี้สงครามได้เริ่มแล้ว พวกเราจะทำยังไงกันดี”
“พวกท่านไม่ต้องตื่นตกใจสงครามครั้งนี้ใช้เวลาไม่นานหรอกไม่น่าจะเกินหนึ่งอาทิตย์ด้วยซ้ำไป”
“เป็นไปได้ยังไงสงครามใหญ่ขนาดนี้จะจบภายในหนึ่งอาทิตย์”
“พวกท่านเชื่อข้าเถอะเอาหละเรื่องที่ข้าสั่งให้พวกท่านไปสืบถึงเจ้าเมืองคนก่อนไปถึงไหนแล้ว พวกท่านสืบได้ความว่าอย่างไรบ้าง”
“ท่านเจ้าเมืองคนเก่าอยู่ที่ตระกูลฉีภายในเมืองหลวงอาณาจักรตะวันฉาย พวกเราสืบทราบมาอย่างชัดเจนแล้ว”
“พวกเขามีกำลังพลอยู่เท่าไหร่”
“ตอนนี้ภายในตระกูลฉีมีกำลังพลอยู่ประมาณห้าพันคนที่เหลือพวกเขาออกไปกับกองทัพใหญ่เมื่อเช้านี้แล้วขอรับ”
“แล้วพวกท่านมีกองกำลังอยู่เท่าไหร่”
“ตอนนี้กองกำลังของพวกเรามีอยู่สามพันน้อยกว่ากองกำลังของตระกูลฉีขอรับ”
“ไม่เป็นไรตอนนี้พวกท่านสืบแน่ชัดแล้วนะว่าเขาอยู่จุดใดของตระกูลฉี”
“แน่ชัดแล้วขอรับอยู่ที่คุกของตระกูลฉี มีกองกำลังคุ้มกันอยู่ประมาณหนึ่งร้อยคน”
“งั้นก็ดีพวกเราจะไปช่วยเจ้าเมืองคนเก่าก่อน จากนั้นค่อยจัดการกับตระกูลฉีทีหลัง”
“เอาละพวกท่านไปเตรียมคนไว้ให้ข้าสองร้อยคนพวกเราจะบุกไปช่วยเจ้าเมืองก่อนในคืนนี้แล้วค่อยกลับมาวางแผนอีกที”
“ขอรับนายน้อย” จื่อซ่งรีบไปดำเนินการตามที่เฟิ่งหยูสั่งทันที
หลังจากที่ทุกคนเตรียมตัวพร้อมแล้วเฟิ่งหยูจัดการนำเรือรบออกมาพร้อมกับนำทุกคนขึ้นเรือรบพวกเขามุ่งหน้าไปเมืองหลวงอาณาจักรตะวันฉายในทันทีพวกเขาลงจากเรือรบก่อนเข้าเมืองตะวันฉายพร้อมกับกระจายตัวออกไป
“ทุกคนค่อย ๆทยอยกันเข้าเมืองไปอย่าให้ผิดสังเกต คืนนี้เจอกันที่จุดนัดพบที่พวกเราวางแผนกันเอาไว้”
ระหว่างเดินทางมาเฟิ่งหยูได้จัดการวางแผนการต่างๆ ในเรือรบพร้อมอธิบายรายละเอียดต่าง ๆ อย่างถี่ถ้วนทุกคนเริ่มทยอยเข้าเมืองไปอย่างไม่มีใครสงสัยพร้อมกับเริ่มเดินทางไปยังจุดนัดพบที่พวกเขาได้นัดหมายกันไว้
กลางดึกเมื่อถึงเวลาที่นัดหมายกันเอาไว้
“พวกเจ้าล้อมรอบ ๆ นี้เอาไว้อย่าให้ใครเล็ดลอดออกไปส่งข่าวได้ ส่วนที่เหลือตามข้ามา”
“ท่านผู้อาวุโสจื่อซ่งช่วยจัดการยามสักสิบคน และจัดการเอาชุดของพวกเขามาให้ข้าหน่อย”
“ได้สิ”จื่อซ่งพร้อมพวกจัดการยามสิบคนที่เดินอยู่รอบ ๆ อย่างรวดเร็ว จากนั้นพวกเขาก็ปลอมเป็นยามแทนเพื่อที่จะเข้าไปข้างใน
“พวกเจ้ารออยู่รอบ ๆรอสัญญาณบุกจากข้า เมื่อข้าได้ตัวท่านเจ้าเมืองแล้วพวกเราจะบดขยี้พวกมันไม่ให้เหลือรอดแม้แต่คนเดียว”
พวกเขาแยกตัวกันออกเป็นกลุ่ม ๆเหมือนยามของตระกูลฉีทำตัวลาดตระเวนไปทั่ว ส่วนเฟิ่งหยูและจื่อซ่งแผงตัวเข้าไปด้านในคุก
“พวกเจ้ามาทำอะไรที่นี่?” เสียงเอ่ยถามออกมาเรียบ ๆในตอนนี้เฟิ่งหยูไม่ใช่เด็กหนุ่มที่อ่อนแออีกต่อไปเขาในตอนนี้มีพลังมากพอที่จะต่อสู้กับศัตรูทั่วไปที่แข็งแกร่งกว่าเข้าได้อย่างง่ายดาย
เฟิ่งหยูและจื่อซ่งเงียบงั้นไป
“พวกข้ามีบางอย่างจะถามเจ้ามากับพวกข้าซะ”
รูปร่างของเฟิ่งหยูสูงยาวรูปร่างสมส่วน อัดแน่นไปด้วยพลัง ใบหน้าละอ่อนค่อย ๆ สลายความเยาว์วัยไปในตอนนี้เขาอายุได้สิบหกปีแล้ว เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางแผนเสียงต่ำกล่าวออกมาว่า
“เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใครอยากจะมาถามก็ถาม ถามข้าหรือยังว่าข้าเต็มใจที่จะตอบเจ้าหรือไม่?”
“เจ้าหนูอย่ามายั่วโมโหข้าจะดีกว่า ไม่เช่นนั้นได้เห็นดีกันแน่เจ้าคงมาอยู่ใหม่สินะถึงไม่รู้อะไรควรอะไรไม่ควร”
“จะพล่ามมากทำไมให้เปลืองน้ำลาย?” ข้าว่าใช้กำลังพาไปจะง่ายกว่า
คนสองคนที่อยู่ด้านหลังของชายวัยกลางคนที่เอ่ยถามเฟิ่งหยูแสยะยิ้มออกมาพลังที่โหดเหี้ยมแผ่ซ่านออกมาจากร่างของพวกเขา
“กลุ่มผู้คุมที่นี่ช่างอวดดีเสียจริงๆ ถ้าไม่ให้เหตุผลกับข้า ข้าก็ไม่ไป” สีหน้าของเฟิ่งหยูเริ่มเย็นยะเยือก
“เจ้าหนูเจ้าไม่รู้หรือว่าตระกูลฉีมีกฎว่าอย่างไร”ชายวัยกลางคนโกรธมาก เขาขบฟันพลางแผนเสียงคำรามต่ำออกมา
“ให้พวกข้าลงมือเถอะ พี่หลิวพวกเราคงต้องสั่งสอนเด็กใหม่นี่ให้รู้สำนึกจะได้รู้ว่ากลุ่มผู้คุมของตระกูลฉีนั้นน่ากลัวขนาดไหน....”
“อย่างพวกเจ้าหรือจะมาจัดการกับข้า..”แววตาของเฟิ่งหยูเป็นประกายเขายื่นฝ่ามืออกไปภายในฝ่ามืออัดแน่นด้วยพลังที่แข็งแกร่ง ยังไม่ทันที่จะโจมตีพวกเขาทั้งสองก็รีบก้าวถอยหลังไปด้วยความหวาดผวา
“อะไรกันเจ้าคนมาใหม่นี่ฝีมือสูงส่งขนาดนี้ เขาเป็นยอดฝีมืออย่างนั้นหรือ..”
สีหน้าผู้คุมทั้งสามเปลี่ยนสีแต่เดิมพวกเขาไม่คิดว่าเด็กหนุ่มมาใหม่คนนี้จะมีพลังที่แข็งแกร่งมากขนาดนี้อีกทั้งเมื่อครู่เขาเพียงโจมตีออกมาส่ง ๆ ก็สามารถทำให้พวกเขาถอยหลังออกไปพวกเขาไม่กล้าที่จะเอ่ยอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว
“บัดซบเจ้ากล้าที่จะทำร้ายผู้คุมอย่างนั้นรึ เจ้าจะหาญกล้ามากเกินไปแล้วข้าจะจัดการกับเจ้าเอง จะทำให้เจ้ารู้ว่าใครที่ไหนก็ไม่สามารถมาช่วยเจ้าได้เป็นเจ้าที่หาเรื่องเองนะ!”
หลิวเจียวแผดเสียงคำรามลั่นพลังภายในประทุขึ้นลมพายุขนาดใหญ่พุ่งออกมามันม้วนตัวเข้าใส่เฟิ่งหยูและจื่อซ่ง โต๊ะไม้ที่อยู่ใกล้ๆ พลันล้มลง
“ไสหัวไปซะ!”
เฟิ่งหยูแค่นเสียงเย็นชาเขาปล่อยหมัดออกไป ลมปราณภายในร่างกายเดือดพล่านราวกับน้ำเดือด พลังหมัดพุ่งทะลวงฝ่าอากาศซัดใส่ลมพายุจนแตกสลายเป็นผุยผง
เฟิ่งหยูพุ่งตัวออกไปมือขวาของเขาพลันจับคอของหลิวเจียวเอาไว้แน่นมือซ้ายพลันโยนยาเม็ดหนึ่งเข้าปากของหลิวเจียว
อ๊อกกก.....
“เจ้า เจ้าเอาอะไรให้ข้ากิน”
“ลูกพี่”
“ก็ยาเม็ดเพียงเม็ดเดียวเองแต่เป็นยาพิษที่ข้าหลอมกลั่นเองกับมือหากไม่มียาถอนพิษเจ้าก็อย่าหวังว่าจะรอดไปได้เลยหากเจ้าไม่ยอมทำตามที่ข้าบอกดี ๆ พวกเจ้าได้ไปเฝ้ายมบาลแน่คืนนี้”
ฟุบ อ๊อกกก.....
ฟุบ อ๊อกกก....
เม็ดยาอีกสองเม็ดถูกเฟิ่งหยูดีดเข้าปากลูกน้องอีกสองคนของหลิวเจียว
“ได้ ได้ พวกเราจะเชื่อฟังเจ้าเจ้าต้องให้ยาถอนพิษกับพวกเรานะ”
พวกของหลิวเจียวพูดอย่างหมดหวังเพราะพวกเขาทั้งสามต่างกลืนเม็ดยานั้นไปแล้ว จึงไม่มีสิทธิ์ที่จะโต้แย้งใด ๆ อีก
“ท่านผู้อาวุโสไปนำคนของเราเข้ามา”
ไม่นานจื่อซ่งก็นำพวกของพวกเขาเข้ามาทั้งสิบคน
“พวกท่านสองคนเฝ้าอยู่ตรงนี้ ห้ามให้ใครเข้ามาเด็ดขาดหากมีปัญหามากนักก็ฆ่าทิ้งซะ”
“พวกเจ้านำทางข้าลงไปข้างใน”เมื่อเข้าไปข้างในสักพักเสียงต่อสู้ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“ท่านผู้อาวุโสปล่อยนักโทษพวกนั้นให้หมดแล้วนำอาวุธมอบให้พวกเขาด้วย”
เฟิ่งหยูยิ่งเข้าไปด้านในคนของเขาก็ยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะนักโทษส่วนใหญ่ของตระกูลฉีที่จับมาพวกเขาเป็นผู้ที่ขัดแย้งกับตระกูลฉีทั้งหมดบางคนมีระดับวรยุทธ์ถึงขั้นราชันสวรรค์เองก็มี
พวกเขาใช้เวลาประมาณหนึ่งก้านธูปจึงสามารถบุกเข้าไปถึงห้องขังที่อยู่ด้านในสุดได้
“ท่านเจ้าเมือง”เมื่อจื่อซ่งเห็นสภาพของเจ้าเมืองน้ำตาของเขาพลันไหลออกมาด้วยความปิติ ยินดียิ่ง
เฟิ่งหยูรีบนำเม็ดโอสถป้อนให้กับเจ้าเมืองและแจกจ่ายให้กับเหล่านักโทษทั้งหลายเพื่อให้พวกเขาฟื้นคืนพละกำลัง
“ท่านผู้อาวุโสส่งสัญญาณให้พวกเขาจัดการพวกที่อยู่ด้านนอกให้หมดอย่าให้เหลือใครออกไปได้แม้แต่คนเดียว”
“ได้นายน้อยข้าจะรีบส่งสัญญาณให้พวกเราโจมตีพวกที่อยู่ด้านนอกเองพวกท่านพักฟื้นสักครู่หนึ่งก่อน ด้านนอกปล่อยเป็นหน้าที่ของพวกเราเอง”
ใช้เวลาไปสองก้านธูป(ครึ่งชั่วโมง) พวกเขาก็จัดการกับเหล่าผู้คุมทั้งหมดจนเรียบร้อยพวกเขาออกมาจากคุกที่คุมขัง พวกของจื่อซ่งจัดการเก็บกวาดจนเรียบร้อย
“รีบไปกันเถอะตระกูลของพวกเราที่ยังอาศัยและหลบซ่อนในเมืองหลวงยังมีอยู่ข้าได้ติดต่อพวกเขาไว้ก่อนหน้านี้แล้วพวกเราหลบไปอยู่ที่นั่นกันก่อน”
“ส่วนพวกเจ้ากระจายตัวกันออกไปรอสัญญาณจากข้าแล้วพวกเราจะรวมตัวกันอีกครั้ง”
จื่อซ่งนำทางพวกเขาทั้งหมดลัดเลาะไปไม่นานก็มาถึงโรงเตี้ยมแห่งหนึ่งซึ่งเป็นของพวกเขาที่หลังจากได้ทรัพย์สมบัติที่เฟิ่งหยูจัดการแบ่งส่วนหนึ่งให้กลับมาซื้อคืนกลับไป พร้อมกับใช้เป็นสถานที่กบดานของพวกเขา
“พวกท่านทั้งหมดรีบเข้าไปก่อนเถอะข้างนอกเดี๋ยวข้าจะให้คนจัดการเอง”