ตอนที่2
ภายในห้องลับ มีข้าวของเครื่องใช้โบราณแปลกตา รวมถึงซากเขาสัตว์ชนิดต่างๆ และยังมีม้วนภาพเขียนวางเรียงรายอยู่อย่างเป็ระเบียบ
ฝั่งประตูโค้งยาวมุมสุดทางเดินมีเถาวัลย์เลื้อยรอบไปมา หากมองลึกเข้าไปกลับเป็ทางเข้าป่าดิบชื้นแห่งหนึ่ง ลมเย็นพัดโชยมาจากฝั่งประตูนั้นเป็ระยะ หมอกหลายสายลอดเข้ามาด้านในห้องลับจนเหมือนกับมีใครตีตราเวทมนต์ไว้ตรงนั้น
เ้าพยัคฆ์ไม่ได้รีบเข้าไปยังประตูพิศวง เพียงแต่เขากลับมายืนเหม่อมองสิ่งของบางอย่างบนแท่นวางอย่างไม่ละสายตา
สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าแท่นวางคือมีดตราครุฑ ลักษณะเป็มีดพกเล่มสั้น ในอดีตเคยเป็ศาสตราวุธของผู้ใช้ไสยไวทย์ขั้นเ้ามหาเทพ ด้ามจับมีลายเกะสลักพญาครุฑสีดำ ปลอกมีดทำด้วยเขาสัตว์สีทอง แม้จะมีผู้ของวิเศษที่สืบต่อกันมาหลายรุ่น มีดตราครุฑกลับไม่เคยแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ใด คล้ายกับว่ามันจงใจหลับใหลและกำลังเฝ้ารอบางอย่างอยู่
ส่วนของวิเศษอีกหนึ่งคือตราแห่งพยัคฆ์ขาว เป็รูปปั้นเสือสีขาวขนาดเท่าฝ่ามือ ทำด้วยหินอ่อนสีขาวนวล ใต้ฐานด้านล่างถูกสลักเป็รูปดวงตาเสือ
ของวิเศษเทพโบราณทั้งสองนี้สิ่งนี้ ในอดีตกษัตริย์หรือเ้าปู่หลวงของเ้าพยัคฆ์ พระองค์ได้ถูกขนานนามว่าเป็ผู้เปิดฟ้าเปิดแผ่นดินของดินแดนทางเหนือ จนกระทั่งในวันหนึ่งได้มีผู้มอบศาสตราวุธเทพโบราณอย่างมีดตราครุฑ และตราแห่งพยัคฆ์ขาว ให้กับกษัตริย์แห่งแดนทางเหนือ โดยไม่มีใครล่วงรู้ว่าผู้ที่ส่งของบรรณาการล้ำค่าเช่นนี้เป็ใคร
กษัตริย์แห่งแคว้นวัตราคีรี จึงได้เป็ผู้ของวิเศษนับั้แ่นั้นเป็ต้นมา
ห้องลับที่ถูกซุกซ่อนใจกลางวังหลวงอันโดดเดี่ยวแห่งนี้ คงมีแต่เพียงนายผู้ของวิเศษถึงจะสามารถเข้ามาสู่ม่านพิศวงอันลึกลับได้ หรือต่อให้เป็ผู้ใช้ไสยไวทย์ขั้นสูงระดับสูงสุดก็ไม่อาจก้าวล่วงเข้ามาโดยพลการ
เมื่อเ้าพยัคฆ์สีหนาทถือกำเนิด ประตูทางเข้าป่าก็ปรากฏขึ้นในห้องลับแห่งนี้ มันทอดยาวสู่ดินแดนป่าเขาอันกว้างใหญ่ โดยไม่มีใครรู้ได้ว่าป่าดิบชื้นปริศนาได้ซ่อนเร้นความลับเื่ใดเอาไว้
พยัคฆ์ขาวเคยอธิบายเพียงว่า ป่าแห่งนี้เกิดจากเสี้ยวหนึ่งของห้วงจิติญญาของเ้าพยัคฆ์เอง และมันจะหายไปก็ต่อเมื่อจิตภายในของเขาได้ดับสลายลง อีกฝ่ายไม่เข้าใจว่าป่าในห้องลับแห่งนี้สำคัญมากน้อยเพียงใด เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมาเขาเพียรพยายามเพื่อค้นหาปริศนาที่อยู่ในป่านี้ แต่กลับได้มาแค่ความว่างเปล่าเสียทุกครั้ง
“ข้าทำไมหวั่นกลัวยิ่งนัก..” ดวงตาของเ้าพยัคฆ์คล้ายกำลังหม่นลง
เขาใช้มือััไปที่ตราแห่งพยัคฆ์ขาว พลันนั้นก็มีไอแสงสีขาวประหลาดเปล่งประกายออกมา มันค่อยๆหลอมรวมกลายเป็เสือขาวเพศผู้ตัวใหญ่ ขนหนาสีขาวนวล ลำตัวเหยียดตรงท่วงท่าสง่างาม ดวงตากลมโตฉายแววความน่าเกรงขามอยู่ภายใน ราวกับว่ากำลังมีอีกร่างหนึ่งซ่อนอยู่ในกายเสือขาวตัวใหญ่นั้น
พยัคฆ์ขาวผงกหัวเล็กน้อยพลางขยับปากเอ่ยทัก “ข้ายังมองไม่เห็นในสิ่งที่เ้าหวาดกลัว”
เ้าพยัคฆ์เก็บสีหน้าความกังวลใจบางอย่างไว้ ก่อนจะหันหลังกลับมานั่งบนเก้าอี้ไม้ที่วางชิดผนังห้อง กษัตริย์หนุ่มเหม่อลอยไปชั่วขณะเมื่อพยัคฆ์ขาวเอ่ยขึ้นมาเช่นนั้น เขาจึงเอนหลังลงพลางระบายลมหายใจของตนออกมาทีหนึ่ง
“ไยข้าถึงรู้สึกกลัวทุกอย่าง ข้ากลัวแม้แต่ในวันหนึ่งท่านอาจจะทิ้งข้าไป” เขาเอ่ยขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือเล็กน้อย
ั์ตาพยัคฆ์ขาวคล้ายกระจ่างแก่ใจก่อนกล่าวขึ้นว่า “เ้าขลาดกลัวเพราะเ้ายังยึดติดกับเื่ที่บิดาเ้าเอ่ยก่อนตาย”
เ้าพยัคฆ์ขมวดคิ้วแน่น ดวงตาเจือความไม่พอใจเล็กน้อย “เสด็จพ่อทิ้งข้า...”
กษัตริย์หนุ่มนั่งโน้มตัวลงต่ำ ข้อศอกวางขนานกับต้นขา เขาพลางใช้มือทั้งสองข้างกุมศีรษะตนไว้อย่างคนที่กำลังทุกข์ใจหนัก ภาพพระบิดาของตนใช้มีดสังหารพระมารดาและสังหารตนเองไปต่อหน้าต่อตาเขา สิ่งนั้นยังคงเป็ฝันร้ายตามหลอกหลอนเขาอยู่จนถึงทุกวันนี้
พระบิดาของเขาเพียงให้เหตุผลว่า ‘หากไม่ยอมชดใช้ด้วยชีวิต สายเืผู้ของวิเศษก็จะสูญสิ้น’
เ้าพยัคฆ์แค่นเสียงหัวเราะในลำคอ เขาเคยเอ่ยโทษพยัคฆ์ขาวว่าทำไมไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือพวกเขา จนทำให้เขาต้องสูญเสียบุพการีทั้งสองคนไป แต่ท้ายที่สุดแล้วเขากลับมารู้ความจริงว่าพระบิดาและพระมารดาของตนแอบฝึกวิชาไสยเวทย์ต้องห้าม ที่อาจนำพาสิ่งชั่วร้ายเข้ามายังโลกมนุษย์
พยัคฆ์ขาวรับรู้ความจริงมาโดยตลอด และพยายามห้ามปรามแล้ว จนทั้งสองเริ่มถลำลึกเกินไป จนกระทั่งพยัคฆ์ขาวจำต้องตัดสินใจเด็ดขาด ให้ทั้งสองคนปลิดชีพตัวเองเพื่อใช้เืและิญญาของตนลบล้างไสยเวทย์ต้องห้าม มิเช่นนั้นคนที่จะได้รับผลกรรมตามมาเป็คนแรกคือองค์ชายน้อยสีหนาท ทายาทเพียงคนเดียวของพวกเขา
เมื่ออดีตกษัตริย์จากไป เ้าพยัคฆ์สีหนาทจึงขึ้นปกครองแคว้นสืบต่อพระบิดาั้แ่ยังเยาว์ เขาเผชิญกับคำดูิ่เหยียดหยามมาตั้งเด็ก เหล่าขุนนางไร้การเคารพ แต่วันเวลากลับพิสูจน์ความจริงแล้วว่า ‘ลูกเสือจักย่อมเติบโตมีเขี้ยวเล็บ’
เ้าพยัคฆ์ยอมที่จะถูกตราหน้าจากคนบางกลุ่มเพื่อบรรลุความสำเร็จที่วางไว้ โดยการรวบรวมเหล่าผู้ใช้ไสยเวทย์ระดับต่างๆมาใช้งาน พร้อมกับเสนอข้อแลกเปลี่ยนหลายอย่าง
ในครั้งนั้นเ้าพยัคฆ์เป็เด็กหนุ่มวัยเพียงสิบห้า ก็สามารถนำทัพบุกยึดเมืองใหญ่และกวาดต้อนผู้คนกลับแคว้นวัตราคีรีได้ เขาตัดหัวแม่ทัพใหญ่ของข้าศึกเสียบประจานไว้ที่ชายแดนเมือง เมื่อเวลาผ่านไปหัวกะโหลกแม่ทัพคนนั้นก็ยังอยู่ข่มขวัญศัตรูจนถึงทุกวันนี้
หากกล่าวถึงผู้ใช้ไสยเวทย์ที่เ้าพยัคฆ์เชิญตัวมา มีระดับไม่แตกต่างกันมากนัก แต่ทุกคนล้วนเป็ผู้มีฝีมือและประสบการณ์ด้านวิชาไสยเวทย์ ด้วยนิสัยของผู้ใช้ไสยเวทย์ย่อมรักอิสระและมักไม่ชอบถูกการควบคุม เมื่อภารกิจหลายอย่างบรรลุเป้าหมายแล้ว เหล่าผู้ใช้ไสยเวทย์จึงขอถอนตัวจากไป คงเหลือไว้เพียงคนเก่าแก่ที่เคยทำงานให้พระบิดาเขาเท่านั้น
“ในเมื่อท่านจะให้ข้าลองเสี่ยงดู ข้าจะยอมทำตาม แต่หากมันไม่เป็อย่างที่คิดก็อย่าหาว่าข้าออกนอกทาง แม้แต่ท่านก็ยังแทบคุมพลังนั้นไม่ได้ ข้าก็จะใช้วิธีของข้า..” เ้าพยัคฆ์ทำสีหน้าไม่คล้ายยิ้ม ในส่วนลึกกลับยังมีเื่หลายอย่างกังวลใจ
เมื่อได้ยินดังนั้น พยัคฆ์ขาวก็พยักหน้ารับอย่างเชื่อใจแล้วตอบกลับไปว่า “หากโชคชะตาครั้งนี้ไม่อาจเข้าข้าง ข้าก็อนุญาตให้เ้าใช้มัน แต่อย่าลืมว่าเ้าอาจจะต้องสูญเสียมากกว่าได้เสมอ”
ทั้งสองย่อมรู้ดีแก่ใจว่ากำลังกล่าวถึงสิ่งใด เ้าพยัคฆ์กลับรู้สึกขลาดกลัวอยู่ชั่วขณะหนึ่ง และบางทีเขาก็ยังไม่พร้อมที่จะรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น แต่หากครั้งนี้ไม่ลองเสี่ยงดู ก็ไม่รู้ว่าอีกนานเพียงใดเขาจะพบเจอโอกาสเช่นนี้อีก
หลายวันต่อมาในเช้าวันหนึ่ง ณ ศาลาที่ประทับเ้าพยัคฆ์ เบื้องหน้าเป็ลานกว้างสำหรับการฝึกทหารและงานพิธีเหล่าข้าราชบริพารในราชวัง วันนี้กลับมีทหารฝึกดาบกันอยู่บางตา
เ้าพยัคฆ์กำลังยืนครุ่นคิด กับสิ่งที่เสนาบดีขษณะได้ส่งคนมาแจ้งข่าวเมื่อหลายวันก่อน
เหตุการณ์ที่เ้าเมืองศิลาขาวนามว่ากัณธร บิดาของพระสนมกำไล เขาได้แอบสมคบคิดกับชุมโจรไอยรา ซึ่งเป็กลุ่มโจรที่ขึ้นชื่อเื่การปล้นฆ่าบรรดาเศรษฐีมั่งมีหรือพ่อค้านักเดินทาง โจรกลุ่มนี้มีมานานนับชั่วอายุคน แม้จะถูกปราบปรามจากเมืองต่างๆ มามากมายแล้วก็ตาม แต่พวกมันกลับสามารถก่อตัวขึ้นเป็ชุมโจรใหม่ได้อีกครั้ง เล่าลือกันว่ามีผู้ใช้ไสยไวทย์นอกรีดคุ้มครองชุมโจรแห่งนี้ไว้
เ้าเมืองกัณธร เขาน่าจะ้ายึดเอาเมืองของตนคืน หรือต่อต้านการปกครองจากแคว้นวัตราคีรี จึงได้มีการแอบซ่องสุมกองกำลังไว้ จนกระทั่งถูกจับได้เสียก่อน
ตอนนี้กองกำลังทหารทัพหน้าของวัตราคีรีนคร ได้เข้าประจำการคุมสถานการณ์ไว้อย่างเข้มงวด และผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดกำลังอยู่ในคุกกลางของเมืองศิลาขาว เนื่องจากบุตรสาวของเ้าเมือง นางยังมีสถานะเป็พระสนมของกษัตริย์วัตราคีรีนคร จึงยังไม่มีใครกล้าตัดสินโทษคนกลุ่มนี้ได้ และอาจจะต้องรอการบัญชาจากเ้าพยัคฆ์สีหนาทด้วยเช่นกัน
กำไลเมื่อได้ทราบเื่ราวการทรยศของบิดา นางจึงรีบมาเข้าเฝ้าเ้าพยัคฆ์ในศาลาที่ประทับแห่งนี้ทันที แต่เมื่อมาถึงแล้ว อีกฝ่ายกลับถูกทหารองครักษ์กันตัวไว้ด้านหน้า โดยหากยังไม่มีรับสั่งจากเ้าพยัคฆ์ ทหารองครักษ์ก็ย่อมไม่ปล่อยให้นางเข้าไปด้านในได้
กำไลจึงได้แต่ร้องะโเสียงดังเพื่อขออภัยโทษให้กับผู้เป็บิดา “ฝ่าา..ทรงไว้ชีวิตบิดาหม่อมฉันด้วยเพคะ” หญิงสาวใบหน้าขาวซีด ร่างกายของนางผ่ายผอมลง ดวงตาที่เคยงดงามกลับมีแต่ร่องรอยคราบน้ำตา
แม้ผ่านมาแล้วร่วมสามวันหลังจากเกิดเหตุฏที่เมืองศิลาขาว กำไลถูกกักบริเวณและถูกสั่งให้ค้นทั้งตำหนัก แม้แต่รองเสนาบดีบูราหรือเหล่าขุนนางที่เคยยื่นฎีกาถอนกำลังทหารออกจากเมืองศิลาขาว ก็ยังถูกลงดาบตรวจสอบ
เ้าพยัคฆ์เมื่อได้ยินเสียงของกำไลก็พลันครุ่นคิดเล็กน้อย “ให้นางเข้ามา”
องครักษ์ที่อยู่ข้างกายโค้งศีรษะของตนเพื่อรับบัญชา และเดินไปสั่งให้คนปล่อยพระสนมกำไลเข้ามาพื้นที่ด้านใน
กำไลคลานเข่าเข้ามาอย่างกระวนกระวาย ความคิดหลายอย่างของนางแทบจะหายไปหมดสิ้น กำไลเองก็คิดไม่ถึงว่าบิดาของตนจะวู่วามลงมือเสียก่อน แต่ในตอนนี้นางจำต้องยื้อเวลาและรักษาชีวิตครอบครัวไว้ให้ได้
กำไลก้มหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้นพลางกล่าวเสียงอ่อนว่า “บิดาของหม่อมฉันท่านคงหลงผิดเป็ชอบชั่วขณะ ทรงโปรดไว้ชีวิตเขาและทรงปะาหม่อมฉันแทนเสียเถิดเพคะ”
เ้าพยัคฆ์เหลียวมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ข้าคิดว่าพ่อเ้าคงกำลังทดสอบข้าอยู่ ถึงได้หันไปร่วมมือกับชุมโจรไอยรา ก็คงเพื่อคิดจะต่อต้านอำนาจของข้าเท่านั้น ชุมโจรไอยราเป็ศัตรูกับแคว้นวัตราคีรีมานาน เสด็จพ่อของข้าก็เคยประดาบกับพวกมัน แต่ตอนนี้คงจะดีไม่น้อย ถ้าพ่อเ้ายอมอ่อนข้อบอกที่หลบซ่อนชุมโจรให้ข้า ลูกสาวคนเดียวของเขาจะได้อยู่ดีมีสุขที่นี่..”
เ้าพยัคฆ์เล่าเสริมเกี่ยวกับกลุ่มโจรไอยรา ที่เคยถูกบันทึกไว้จากขรัวเซียนให้กำไลฟัง นางไม่ได้โต้แย้งสิ่งใดราวกับว่าเคยได้ยินเื่ราวเหล่านี้มาก่อนแล้ว กำไลร้องขอความตายแทนบิดาของตนจากเ้าพยัคฆ์ แต่เขากลับเอ่ยกับนางอย่างไร้เยื่อใยขึ้นว่า
“หากเ้าฆ่าตัวตาย หรือมีใครที่อยู่เื้ัมาลอบสังหารเ้าเพื่อปิดปาก เ้าจงต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดเสีย เพราะหากเ้าตาย.. พ่อเ้าและครอบครัวทั้งหมดที่เ้ารัก ข้าก็จะบั่นคอพวกเขาให้ตายตกไปพร้อมกันกับเ้า ชีวิตจะมีความหมายอันใด หากปราศจากเป้าหมาย ข้ารู้ว่าเ้าอยากแก้แค้น เช่นนั้นเชลยไร้ค่าอย่างเ้าก็จงมีชีวิตอยู่เพื่อการแก้แค้นข้าเถิด”
เมื่อผ่านไปครู่ใหญ่ เ้าพยัคฆ์จึงสั่งให้ทหารคุมตัวพระสนมกำไลไปกักตัวที่ตำหนักเช่นเดิม กำไลรู้ดีว่าหากนางตกอยู่ในกำมือของเ้าพยัคฆ์แล้ว บูราย่อมไม่ปล่อยให้นางเปิดโปงแผนการที่เคยตกลงกับเขาไว้แน่
บูราจะต้องหาทางส่งคนมาสังหารนาง หากเื่เกิดผิดพลาดขึ้นมา นางกำนัลน้อยผู้นั้นน่าจะเป็นักฆ่าที่บูราจะส่งมาเก็บกวาด และหากนางไม่อาจรอดไปได้ นิสัยเ้าพยัคฆ์เป็คนเด็ดขาด ย่อมไม่ปล่อยให้ครอบครัวนางหนีรอดไปได้เช่นกัน
กำไลและกะเม็งถูกนำตัวมาส่งในตำหนักพระสนม นายบ่าวสองคนถูกลบหลู่เกียรติอยู่หลายหน บุตรสาวฏอย่างนางจะร้องขอสิ่งใดได้อีกเล่า องครักษ์ฝีมือดีนับสิบนายถูกโยกย้ายมารักษาการรอบตำหนักของนาง เ้าพยัคฆ์้าบีบบังคับให้นางสังหารตัวเองตายเพื่อชดใช้ความผิดของผู้เป็บิดาหรือ?
เมื่อกำไลกลับเข้ามาห้องด้านในของตำหนักแล้ว นางก็นั่งลงอย่างสงบ พลางใช้มือเช็ดคราบน้ำตาออกอย่างเรียบเฉย แววตาหญิงสาวสาดประกายอำมหิตขึ้นมาทันใด ริมฝีปากเรียวเล็กของนางกระตุกชัด ก่อนนางจะเอ่ยกับบ่าวรับใช้ตนอย่างกระหยิ่มใจว่า “กะเม็ง คืนพรุ่งนี้เ้าบอกว่าเป็คืนพระจันทร์เต็มดวงใช่หรือไม่”
“ใช่แล้วเ้าค่ะ สตรีผู้นั้นบอกว่าคืนวันพรุ่งจะปรากฏเงาจันทราสีเืแน่นอนเ้าค่ะ”กะเม็งทำท่าทางดีใจออกมาคล้ายกำลังรอคอยวันนี้มานาน
กำไลไหวไหล่ของตนเล็กน้อย ก่อนหัวเราะออกมาเบาๆ “หึๆ ดี..ข้าจะทำให้พวกมันรู้ว่า การทำให้หมาจนตรอกหมดสิ้นหนทาง ต่อให้ศัตรูเป็ใคร มันก็จะกัดสู้จนตัวตาย”
ณ เมืองศิลาขาว เสนาบดีขษณะพร้อมไพร่พลจำนวนหนึ่ง เมื่อเดินทางมาถึงจึงรีบเข้าไปในคุกใต้ดินส่วนกลาง ซึ่งเป็สถานที่คุมขังเ้าเมืองกัณธรเอาไว้ โดยมีกองกำลังทหารแยกตัวออกไปดูพื้นที่โดยรอบ
ก่อนที่ขษณะเข้ามาในคุกส่วนกลาง มีชาวเมืองศิลาขาวมาชุมนุมดูเหตุการณ์กันนับร้อยคน ชาวเมืองต่างวิพากษ์วิจารณ์ถึงเื่ที่เกิดขึ้น บ้างก็ว่ากล่าวสาปแช่งเ้าเมืองกัณธร เพราะมีชาวเมืองหลายคนนั้น เคยถูกกลุ่มโจรไอยราดักปล้นฆ่ามาแล้ว จึงทำให้บางกลุ่มคนเกิดความเคียดแค้น ที่เ้าเมืองของตนไปเข้ากับฝ่ายกลุ่มโจรเสียเอง
เมื่อขษณะได้เข้ามาบริเวณห้องคุมขัง ด้านในปรากฏเป็ชายวัยกลางคนอายุล่วงสี่สิบกว่าปีคนหนึ่ง เ้าเมืองกัณธรนั่งนิ่งสงบอยู่กลางห้องขัง โซ่คล้องแขนขาไร้ซึ่งอิสระ
ครั้นอีกฝ่ายเห็นเ้าเมืองในสภาพเช่นนี้ ขษณะจึงได้แต่เพียงถอนหายใจด้วยความเวทนา ภรรยาและบุตรชายสองคนของเขาถูกกักบริเวณไว้สถานที่ลับแห่งหนึ่ง ส่วนกำไลก็ถูกกักขังในตำหนักพระสนมไม่เห็นเดือนเห็นตะวันอยู่ในวัง
ทหารบางกลุ่มของแคว้นวัตราคีรี พวกเขาเดินเท้าเข้าไปในป่าทางทิศใต้ของเมืองเพื่อค้นหารังของกลุ่มโจรไอยรา แต่กลับไม่พบร่องรอยใดๆ เมื่อเ้าเมืองกัณธรถูกจับเข้าคุก เขาก็ไม่ยอมกินข้าวกินน้ำ ปากบอกเพียงว่า้าเข้าเฝ้าเ้าพยัคฆ์สีหนาทก่อนเท่านั้น
ขษณะทำทีกลบเกลื่อนความเวทนาสงสารแล้วเอ่ยขึ้นว่า “ลูกสาวท่านที่อยู่ในวัง นางก็สบายดี ท่านไม่ต้องเป็ห่วง”
อีกฝ่ายยังหลับตานิ่งเงียบ ก่อนที่ขษณะจะพลันเอ่ยต่อว่า “เ้าพยัคฆ์ พระองค์รับสั่งยังไม่ลงโทษท่าน แต่ดูเหมือนชาวบ้านจะโกรธแค้นที่ท่านไปสมคบกับพวกโจรชั้นต่ำนั่น ท่านเองน่าจะทราบฐานะบุตรสาวของท่านดี หากท่านไม่้าให้นางลำบาก ก็เห็นควรให้ความร่วมมือกับพวกเราเสีย”
กัณธรลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า เขากระตุกมุมปากยิ้มเล็กน้อย แล้วกล่าวด้วยความทะนงตนไปว่า “หึๆ ท่านเป็ถึงเสนาบดีใหญ่ อาจไม่เข้าใจคนที่ถูกหยามศักดิ์ศรีเยี่ยงข้าหรอก จะให้ข้านั่งสำราญใจใน ขณะลูกสาวตัวเองต้องไปเป็เชลยที่ต่างเมืองเช่นนั้นหรือ ที่สำคัญท่านควรรู้ไว้ว่าบรรพบุรุษของข้าไม่เคยก้มหัวให้กับของวิเศษพวกนั้น
ข้ามีเื่จะกล่าวบางอย่างกับท่านไว้ หัวหน้าชุมโจรไอยราโยนัน เขาฝากมาเตือนเื่ของวิเศษของกษัตริย์ท่าน หากวันใดที่หมดอำนาจแห่งของวิเศษ ผู้ที่คู่ควรครองใต้หล้าจะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง..”
พอสิ้นเสียงเ้าเมืองกัณธร พลันก็มีลมหมุนหอบหนึ่งเกิดขึ้นภายในห้องขัง ทั้งที่ไม่มีช่องหน้าต่างหรือกระแสลมมาจากด้านนอก ขษณะมองดวงตาอันแข็งกร้าวของเ้าเมืองกัณธร ในใจกลับรู้สึกหวาดหวั่นว่าจะต้องมีเื่ไม่ดีเกิดขึ้น
ขณะนั้นขษณะพลันรีบเดินออกมาจากภายในคุกอย่างรวดเร็ว เขาเอ่ยปากออกคำสั่งให้คนคุ้มกันที่เดินติดตามมา “สั่งการออกไป กระจายกำลังคุมคุกส่วนกลางและรอบเมืองไว้ ส่งม้าเร็วให้ไพร่พลประจำชายแดนส่งกองกำลังมาที่นี่”
“ท่านเสนาบดีขอรับ..” ทหารร่างสูงนายหนึ่งวิ่งเข้ามาด้วยท่าทีตื่นตระหนก
“คนสนิทเ้าเมืองหลายคน ล้มป่วยไม่รู้สาเหตุ เข้ารักษาตัวไม่ถึงวันก็ทยอยตายไปทีละคน ข้าน้อยว่ามิใช่เื่ปกตินักขอรับ” ทหารผู้นั้นอธิบาย
ขษณะกล่าวขึ้นพลางแ่เสียงให้ต่ำลง “เ้ารีบไปแจ้งให้ทหารคุ้มกันบางส่วนกลับไปยังวัตราคีรีนครก่อน ข้าจะจัดการทางนี้เอง เ้าน้อยคีฑายังทรงพระเยาว์ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต้องปกป้องคุ้มครองพระองค์ให้ดี”
ทหารผู้นั้นพยักหน้ารับคำ เขารู้ว่าดีเสนาบดีขษณะเป็ห่วงหลานชายของตน แต่ยังคงต้องเป็ผู้นำคุมสถานการณ์อันตึงเครียดที่นี่
เสนาบดีขษณะมีบุตรธิดาเพียงคนเดียวคือมเหสีเพธารา แม้นางจะมีคนรักอยู่ก่อนแล้ว แต่เขาก็ยังเสนอธิดาของตนให้อภิเษกสมรสกับเ้าพยัคฆ์ โดยนางก็ได้ให้กำเนิดโอรสองค์น้อยที่ตอนนี้ยังอยู่ในวัยเพียงสองขวบเศษ
แม้องค์ชายไม่ค่อยได้รับการโปรดปรานจากพระบิดามานัก แต่เสนาบดีขษณะกลับไม่รู้สึกกังวล เพราะถึงอย่างไรเ้าพยัคฆ์ก็ไม่มีทายาทสืบบัลลังก์คนใดนอกเหนือจากหลานชายของตน อำนาจทางการทหารครึ่งหนึ่งก็เป็เขาที่ดูแลอยู่ เพียงเท่านี้ขุนนางคนอื่นก็คงไม่หาญกล้าท้าทาย หากเ้าพยัคฆ์จะทรงแต่งตั้งรัชทายาท
เมื่อล่วงเลยวันถัดมา ่ปลายฤดูฝน เมฆครึ้มกำลังเริ่มก่อตัวแต่ก็พลันมีไอฝนบางเบาตกลงมาเบื้องล่างก่อนหน้าแล้ว แม้จะไม่ทำให้เปียกชุ่มเท่าใดนัก แต่ก็สร้างความลำบากให้แก่ผู้สัญจรในเมืองเป็อย่างยิ่ง
หญิงสาวผู้หนึ่งทอดสายตาออกไปจากช่องหน้าต่างเล็กในตำหนัก กำไลมีสีหน้าดีขึ้นกว่าหลายวันก่อนนัก แต่สีหน้าของนางยังคล้ายกังวลใจกับเื่บางอย่างอยู่
กะเม็งเมื่อเห็นผู้เป็นายเริ่มทุกข์ใจจึงเอ่ยปลอบไปว่า “นายหญิงน้อยเ้าคะ หากพ้นคืนนี้ไปแล้ว พวกเราไม่ต้องอยู่ที่นี่อีกแล้วใช่หรือไม่เ้าคะ”
กำไลยิ้มบางก่อนจะเอ่ยตอบไปว่า “อย่าลืมที่ข้าสั่ง หากเกิดสิ่งใดขึ้นเ้าก็อย่าผลีผลามเอาชีวิตมาเสี่ยง เพราะทางรอดของเ้าคือห้ามอยู่ที่นี่และอย่ากลับไปที่เมืองศิลาขาวอีก”
กะเม็งทำสีหน้าคล้ายคนไม่ยินยอม นางรู้ว่าครั้งนี้ไม่น่าเกิดความผิดพลาดใด นายหญิงน้อยของตนเฝ้าวางแผนมานานเพื่อรอโอกาสครั้งนี้ หรือต่อให้ทุกอย่างจะไม่สำเร็จ นางก็เชื่อว่ากำไลจะต้องมีหนทางรอดให้กับตัวเองไว้อย่างแน่นอน
ไกลออกไปในป่าลึกทางตอนใต้ของเมืองศิลาขาว มองเห็นแนวเทือกเขาสลับซับซ้อน ธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์เช่นนี้ มีเพียงนายพรานเข้ามาหาของป่าและล่าสัตว์เท่านั้น บ้างก็กลับไปพร้อมเนื้อสัตว์หลายชนิดที่ล่าได้ หลายคนออกจากป่ามาด้วยสติไม่สมประกอบ หรืออาจต้องตายกลางป่าด้วยอำนาจจากสิ่งลี้ลับ
ใจกลางป่าลึกแห่งนี้ ปรากฏเผ่าเปียนัง ซึ่งเป็ชนเผ่าขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ในม่านอำพรางกลางป่า โดยมีโยนัน ผู้ใช้ไสยไวทย์ขั้นสูงระดับกลาง เขาเป็ทั้งผู้นำเผ่าและหัวหน้าชุมโจรไอยรา
หลายสิบปีแล้วที่เขาได้เข้ายึดชนเผ่าแห่งนี้เอาไว้ จนชุมโจรไอยราเป็ส่วนหนึ่งของชนเผ่ามานับั้แ่นั้น เนื่องจากกลุ่มโจรไอยราถูกปราบปรามจากเมืองต่างๆจนต้องถอยร่นเข้ามาด้านในป่าลึกเพื่อซ่อนตัว แต่ก็ยังมีการส่งคนออกไปปล้นทรัพย์สินจากพ่อค้านักเดินทาง และปล้นสะดมหมู่บ้านและเมืองต่างๆเพื่อยังชีพตนเรื่อยมา
โยนัน ชายสูงวัยมีผ้าแดงโพกศีรษะ ใบหน้าครึ่งซีกของเขาปรากฏมีรอยแผลดำไหม้ สิ่งนี้มันคือผลจากการต่อสู้กับผู้ใช้ไสยไวทย์ปริศนาเมื่อหลายปีก่อน โดยแผลนี้ก็ไม่อาจรักษาด้วยโอสถหรือจากวิชาไสยเวทย์ใดๆได้ โยนันตามสืบประวัติที่มาของผู้ใช้ไสยไวทย์ผู้นั้น แต่กลับไม่พบแม้แต่ร่องรอย
ภายในเรือนพักหลังใหญ่กลางเผ่า ทาคินคนคุ้มกันคนสนิทของโยนันได้เข้ามารายงานเื่ที่เขาสั่งให้ไปจัดการ ชายหนุ่มมีสีหน้ายินดีก่อนเอ่ยขึ้นว่า “ข้าได้ส่งคนเข้าไปในแคว้นวัตราคีรีแล้ว ป่านนี้น่าจะสมทบกับพันธมิตรของเราที่นอกเมือง เพื่อรอเวลาขอรับ”
เขากล่าวพลางชำเลืองมองโยนันที่กำลังยืนเด่นสง่าอยู่ระเบียงที่พัก เขากำลังเหม่อมองไปยังเบื้องหน้าที่มีชายฉกรรจ์หลายสิบคนกำลังซ้อมการต่อสู้อย่างดุเดือด
โยนันทำท่าทางพอใจกับสิ่งที่ทาคินกล่าวจึงพลันหัวเราะขึ้นมา “หึๆ อีกไม่นานวันที่ข้ารอคอยก็จะมาถึง ต่อให้เ้าพยัคฆ์มีของวิเศษร้อยอย่าง ก็ไม่อาจต้านทานพลังเวทย์เก่าแก่นั่นได้ ข้าจะคอยดูว่ามันจะเก่งกล้าสักแค่ไหน”
“แผนการที่ท่านให้เ้าเมืองกัณธรเป็ตัวล่อให้ทหารวัตราคีรีออกมาบางส่วน ช่างแยบยลยิ่งนัก ข้าได้ยินข่าวว่าเสนาบดีขษณะมาคุมด้วยตัวเอง” ทาคินเอ่ยชื่นชมผู้เป็นายพลางเอ่ยถามบางอย่างต่ออีกว่า “แต่หลังจากเื่นี้แล้ว จะให้จัดการอย่างไรกับเ้าเมืองกัณธรขอรับ”
โยนันเดาะปากพลางครุ่นคิดเล็กน้อย อีกฝ่ายกล่าวตอบไปว่า “ถ้าได้ของวิเศษและลูกสาวมันมาแล้ว ก็จัดการทุกอย่างเสีย โยนความผิดให้พวกคนของวัตราคีรีเป็ผู้สังหารเ้าเมือง จัดการทุกคนที่เกี่ยวข้องอย่าให้เหลือ ข้าไม่อยากให้มีปัญหากวนใจอีก”
ครั้นเมื่อฟังเช่นนั้นทาคินจึงรีบพยักหน้ารับคำ หากเป็ไปตามแผนการที่วางไว้คือ.. ในคืนนี้กลุ่มโจรจะเข้าไปก่อกวนในเมืองศิลาขาว ปล้นเสบียงอาหารทหาร ช่วยเหลือนักโทษในคุกที่ถูกจับตัว และอีกกลุ่มให้ลักลอบเข้าไปวังหลวงแคว้นวัตราคีรี เพื่อพาตัวกำไลและชิงของวิเศษทั้งสองอย่างมา
ภายหลังจากกำไลเข้าไปเป็พระสนมไม่นาน นางก็ได้ลอบติดต่อกับบิดาของตนอย่างลับๆ และวางแผนการบางอย่างไว้ ระหว่างนั้นหัวหน้ากลุ่มโจรไอยราโยนันได้สั่งให้คนตามหาผู้ที่เกิดในคืนพระจันทร์สีเืมานานหลายปี แต่กลับไม่พบผู้ใดที่ได้รับพลังจากจันทราสีเื
จนกระทั่งได้โยนันเจอกับเ้าเมืองศิลาขาว อีกฝ่ายยอมเปิดเผยความลับเื่ลูกสาวตน โยนันจึงแสร้งยินยอมเข้าช่วยเหลือเพื่อนำตัวกำไลกลับมา และรับปากที่จะต่อสู้เพื่ออิสรภาพของเมืองศิลาขาวด้วย
กัณธรจึงตัดสินใจส่งตัวบุตรสาวที่รักของตน เพื่อมาเป็สตรีบรรณาการแห่งแคว้นวัตราคีรี
ในเมืองวัตราคีรีนคร ถูกสายฝนกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา ท้องฟ้าถูกย้อมอาบไปด้วยสีหม่นเทา ครั้นเมื่อฝนเริ่มซาลงกลับเป็เวลาบ่ายคล้อยแล้ว แสงแดดรำไรลอดผ่านเมือง ทอดมองทุกชีวิตเหมือนได้เริ่มต้นของวันใหม่
เมื่อใกล้เวลาพลบค่ำอากาศเริ่มหนาวเย็นลง ผู้คนเดินทางเข้าออกประตูเมืองกันอย่างหนาตา เมืองหลวงของแคว้นวัตราคีรีเป็แหล่งการค้าขายใหญ่อันหนึ่งของดินแดนทางเหนือ ตลอดทั้งวันย่อมมีเหล่าผู้คนเดินทางกันเข้าออกอย่างไม่ขาดสาย
กลุ่มชายหลายสิบคนแฝงตัวเข้ามากับรถม้าส่งสินค้า บางคนแต่งกายเป็คนรับใช้ และอีกกลุ่มหนึ่งก็มาฐานะเป็คนคุ้มกันพ่อค้า ทุกคนผ่านด่านประตูเมืองมาอย่างสะดวก เนื่องเพราะ่นี้ผู้คุมกฎเมืองกลับไม่ได้เข้มงวดเื่การตรวจตราคนนอกมากนัก
ทว่ากลับมีหลายคนเริ่มห่วงกังวล เพราะทุกอย่างที่ดูจะสะดวกสบายมากจนเกินไป ย่อมหมายถึงว่าอาจมีอันตรายบางอย่างซ่อนเร้นโดยที่พวกเขาไม่รู้ก็เป็ได้
ภายในเรือนไม้สูงหลายชั้นแห่งหนึ่งกลางเมือง โรงเหล้าแห่งนี้เป็แหล่งพบปะของผู้คนต่างถิ่นมากมาย อาหารเลิศรสและสุราชั้นดีย่อมถูกรวมเอาไว้ในที่แห่งนี้
ภายในห้องด้านในบริเวณชั้นบนสุดของโรงเหล้า กลับพบว่ามีบุรุษผมยาวผู้หนึ่งนั่งอยู่ ชายหนุ่มคิ้วเข้มหนา ดวงตาคมดุ บริเวณขมับขวาพบรอยปานแดงอยู่จางๆ เขานั่งดื่มสุรารสอ่อนอยู่บนเก้าอี้ไม้มุมห้องมาสักพัก บนโต๊ะกลมพบกับแกล้มเป็เนื้อกวางย่างหลายชิ้นวางอยู่ เขาไม่ได้แตะต้องมัน เพียงแต่ปล่อยให้เย็นชืดเอาไว้อย่างนั้น
ไม่นานนักเสียงพื้นไม้พลันดังขึ้น ฝีเท้าแ่เบาของใครคนหนึ่งเดินตรงมายังห้องนั้น ปรากฏเป็หญิงสาวอายุราวไม่เกินสามสิบ ดวงหน้างามสวยสะพรั่ง นางแต่งกายใกล้เคียงหญิงสาวในย่านตรอกนางโลม เพียงแต่กิริยาท่าทางคล้ายว่าจะเป็แม่เล้าเสียมากกว่า
เมื่อมาถึงนางก็ชม้ายชายตาให้ชายผมยาวคนนั้นอย่างสนิทสนม อีกฝ่ายท่วงท่าไร้อารมณ์ไม่ใคร่ที่จะสนใจนัก ชายหนุ่มพลันนึกรังเกียจอีกฝ่ายเล็กน้อย แต่ก็เพียงกดข่มความรู้สึกแล้วจึงถามธุระของตนทันที
“เื่ที่ให้เ้าไปจัดการเรียบร้อยดีหรือไม่” เขาถาม
หญิงสาวบิดเอวเล็กน้อยก่อนจะตรงไปนั่งที่เก้าอี้ตรงข้ามเขา สายตานางพลันก้มมองเนื้อกวางย่างด้วยท่าทีเหมือนคนเสียดายของ “ข้าทำตามที่ท่านสั่งทุกอย่าง แต่การลงทุนลงแรงครั้งนี้ออกจะเอาเปรียบข้าเกินไปนะเ้าคะ”
นางเอ่ยขึ้นพลางทำท่าไอแค่กๆ คล้ายกำลังบอกว่านางต้องสูญเสียพลังกายมากเพียงใดกับสิ่งที่เขามอบหมายให้ อีกฝ่ายพลันส่งสายตาเย้ายวน “ถ้าหากท่านยอมรับข้าเป็...เอ่อ เป็คนใกล้ชิดอีกคนของท่าน ก็ถือว่าเป็การตอบแทนน้ำใจข้าแล้ว”
นางโน้มตัวเข้ามาใกล้ จนอีกฝ่ายกดใบหน้าลงต่ำ มุมปากของชายหนุ่มขยับขึ้นเล็กน้อย เขาพลางกล่าวตอบไปว่า “ข้าย่อมไม่ลืมสิ่งที่เ้าทุ่มเท...”
สายตาชายหนุ่มพลันเยือกเย็น “ครั้งนี้นางยอมร่วมมือกับเราก็เพื่อผลประโยชน์เช่นกัน ท่านโยนัน้าทั้งตัวนางและของสิ่งนั้น เื่นี้ต้องไม่ให้แผนผิดพลาดโดยเด็ดขาด”
หญิงสาวใช้มือเท้าคางพลางจ้องมองอีกฝ่ายอย่างไม่ละสายตา “มีทหารมากมายเช่นนั้น ตำหนักพระสนมยังจะมีมดตัวใดเข้าไปได้หรือเ้าคะ อีกอย่างตาเฒ่าขรัวเซียนย่อมไม่ให้ผู้ใดใช้เวทย์อาคมในวังหลวงแน่นอน” นางกล่าวอย่างยิ้มๆเหมือนว่าตนกำลังมีแผนลึกล้ำที่ยังไม่เปิดเผยเช่นกัน
ชายหนุ่มเบือนหน้าไปทางอื่นก่อนหันมากล่าวตอบอย่างไม่เกรงใจ “อดีตนักฆ่าเช่นเ้าคงไม่สิ้นลายหรอกกระมัง” เมื่อได้ยินเช่นนั้นใจของหญิงสาวพลันหล่นวูบเล็กน้อย แม้จะรู้ว่าเขาแอบสืบประวัตินางมาก่อนแล้ว แต่นางก็ยังไม่คุ้นชินที่จะเห็นชายหนุ่มที่ตนชอบมาทราบภูมิหลังที่น่ารังเกียจของตน
หญิงสาวยอมเล่าแผนการโดยละเอียดให้อีกฝ่ายฟัง ไม่นานนักเขาก็เรียกคนคุ้มกันที่เป็ลูกน้องตนเข้ามาเพื่อสั่งการหลายอย่าง ครั้นเมื่อเสร็จจากธุระแล้ว ทั้งหมดจึงรีบหลบออกมาจากเรือนด้านหลังทันที เขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับหญิงสาวผู้นี้มากนัก เนื่องด้วยค่าจ้างที่เขาให้นางก็มากโขพอที่จะนำไปตั้งตัวใหม่ได้
ความมืดมิดก็เริ่มเข้ามาปกคลุมเมืองวัตราคีรีอย่างรวดเร็ว ในเมืองแห่งนี้มักมีงานสังสรรค์แทบทุกคืน โดยเฉพาะย่านตรอกซอยที่เป็แหล่งการพนันและซ่องนางโลม เมื่อผู้คนนิยมชมชอบ ทางการย่อมต้องส่งทหารเข้ามาควบคุม แต่หากคืนวันนี้กลับผิดแผกไป เพราะนอกจากทหารยามจะน้อยลงแล้วยังปรากฏคนต่างถิ่นเข้ามาเยอะเช่นกัน
ไม่ไกลออกไปจากย่านนั้น ชายหนุ่มผมยาวยืนเด่นสง่าบนเรือนชั้นสองแห่งหนึ่ง เขาหันไปพูดคุยกับชายอีกสองคนอยู่ใกล้ๆเหมือนกำลังกำชับบางอย่าง ภายหลังจากที่เขารับรู้แผนการจากหญิงสาวคนนั้นแล้ว ก็คิดว่าไม่น่าจะเกิดอุปสรรคกับสิ่งใดมากนัก แต่เขากลับยังรู้สึกสังหรณ์ใจกับอะไรบางสิ่ง เพราะยังไม่รู้ว่าหญิงผู้นั้น.. จะทำแผนการสำเร็จหรือไม่
บริเวณรอบตำหนักพระสนมกำไล ทหารและองครักษ์ฝีมือดีเฝ้ายามกันอย่างใกล้ชิดทั้งด้านหน้าและหลังตำหนัก หากกล่าวว่าแม้แต่ภูตผีิญญาก็ไม่อาจเข้ามาได้
ภายในห้องชั้นในของตำหนัก กำไลกำลังนั่งมองกระจกเงาสีหม่นหลังจากที่นางแต่งตัวแล้วเสร็จ กะเม็งทำสีหน้าหดหู่อยู่ข้างๆ จนผู้เป็นายเอ่ยปลอบบ่าวรับใช้ของตนไปหลายประโยค
กำไลสวมใส่ชุดสีแดงเข้ม ผ้าสีแดงผูกเกล้าผมไว้อย่างประณีต สีแดงสดนั้นขับเน้นผิวพรรณผุดผ่องรับกับใบหน้างามพิลาสของนางยิ่งนัก ทั้งที่เมื่อหลายวันก่อนหญิงสาวกลับมีร่างกายซูบผอมลงเหมือนคนป่วยไข้
กำไลพลันรู้สึกเย็นวูบไปทั่งร่าง หัวใจเต้นสั่นอย่างผิดปกติ นางเหม่อมองปลายนิ้วมือทั้งสองข้างของตนที่กำลังสั่นระริก “ข้ากำลังจะพาตัวเองเดินไปสู่ความตายเช่นนั้นหรือ”
ในระหว่างนั้นท้องฟ้าที่ครึ้มเมฆดำ ปรากฏเงาแสงจันทร์ค่อยๆสาดส่องลงมากระทบ นภาหม่นหมองยามค่ำคืนนั้น กลับถูกสายลมหอบเหล่าเมฆฝนจางหายไป จันทราเต็มดวงเริ่มโอบไล้ความหนาวเหน็บที่ผ่านเข้ามาอย่างรวดเร็ว
ครั้นดวงจันทร์ลอยเด่นพ้นยอดไม้แล้ว เงาสีแดงประหลาดเริ่มกลืนกินแสงนวลสว่างทันที มันค่อยๆโอบรัดเป็วงกลมคล้าย้าให้แสงของดวงจันทร์มอดดับลงอย่างช้าๆ
ในชั่วขณะนั้นภายในตำหนักพระสนม กำไลพลันลืมตาขึ้นอย่างตื่นกลัว ม่านริ้วสีแดงกลุ่มหนึ่งปรากฏในดวงตา ร่างของนางแข็งทื่อคล้ายมีพลังปริศนากำลังดูดกลืนิญญาชีวิตไป กะเม็งเมื่อรับรู้ว่าเกิดสิ่งใดจะเกิดขึ้น นางจึงรีบหันกายวิ่งเข้าไปหลบซ่อนตรงมุมห้องด้านในทันที
ทางด้านนอกตำหนัก สายลมอ่อนเริ่มพัดโชยมาเป็ระยะ เหล่าทหารและองครักษ์ที่กำลังผลัดเปลี่ยนเวรยาม พวกเขาต่างก็พากันล้มลงหมดสติไปพร้อมกันอย่างเงียบเชียบ
ยาพิษไร้สีไร้กลิ่นที่หญิงสาวคนนั้นบอกกล่าวให้ชายผมยาวนั้นฟัง คือพิษที่ปรุงมาจากผู้ใช้ไสยเวทย์ขั้นกลางผู้หนึ่ง หากเป็คนทั่วไปอาจจะสลบไปนานหลายวัน แต่หากใช้กับผู้ใช้เสยเวทย์ที่มีฝีมือย่อมไม่ได้ผล
ดังนั้นส่วนใหญ่ทหารยาม องครักษ์ หรือคนในวังหลวงก็เป็เพียงคนธรรมดา หญิงสาวผู้นั้นจึงเลือกที่จะใช้วิธีนี้ มันย่อมจะเปิดทางให้กำไลออกมาจากตำหนักได้โดยง่าย หรือเมื่อไหร่ขรัวเซียนที่เป็ผู้ใช้ไสยเวทย์ขั้นสูง หากเขาตรวจพบการใช้เวทย์อาคมในเขตวังหลวงย่อมนำพาซึ่งความยุ่งยากตามมา แผนการทั้งหมดนั้นอาจจะถูกเปิดโปงก่อนได้
สตรีชุดแดงผู้หนึ่งกำลังเดินเยื้อย่างออกมาจากประตูตำหนัก นางเดินเท้าเปลือยเปล่ามาหยุดบริเวณลานด้านหน้า เงาคบไฟกระทบร่างของหญิงสาวคล้ายกับนางปีศาจที่เคยเล่าลือ กลิ่นอายกดดันขุมหนึ่งแผ่คลุมรอบกาย
กำไลพลางแหงนหน้าเหม่อมองดวงจันทร์ ที่ลอยแขวนอยู่บนท้องฟ้าอย่างคนไร้สติ ดวงจันทร์ที่เคยสุกสกาวตอนนี้มันถูกปกคลุมไปด้วยไอพลังสีแดงเื พลังประหลาดนั้นถูกปล่อยมายังหญิงสาวที่กำลังยืนหม่อลอยอยู่ด้านล่าง
ฉับพลันนั้นไอพลังจันทราสีเืก็เริ่มโอบล้อมกำไลไว้ เสียงกรีดร้องของหญิงสาวดังสนั่นไปทั่วบริเวณ แม้แต่ผู้คนทั่วเมืองก็เริ่มแตกตื่นกับเสียงหวีดร้องอันเ็ปนั้น
ชายหนุ่มผมยาวผู้นั้นที่กำลังเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ที่แห่งหนึ่งไม่ไกล ครั้นเมื่อได้ยินเสียงของกำไล สีหน้าของเขาพลันทะมึนดำ ความร้อนรุ่มแล่นไปทั่วร่างกาย ฝ่ามือของชายหนุ่มปรากฏพลังไร้สภาพกลุ่มหนึ่ง เขาตัดสินใจโยนมันขึ้นฟ้า จากนั้นไม่นานพลังไร้สภาพนั้นก็แผ่ขยายปกคลุมรอบเมืองไว้อย่างรวดเร็ว
กางเขตเวทย์อาคม!
เขา..คือผู้ใช้ไสยเวทย์ขั้นสูงระดับสูงสุด ที่กำลังสร้างเขตเวทย์อาคมเพื่อไม่ให้สิ่งใดเข้ามาหรือลอดผ่านออกไปจากเมืองนี้ได้ ดวงตาชายหนุ่มฉายวาบความอำมหิต เพลิงแค้นพลันลุกโชนอย่างไม่อาจห้ามได้
“เ้าพยัคฆ์ ข้าจะทำให้เ้ารู้ว่า.. เสือที่ปราศจากเขี้ยวเล็บมันเป็เช่นไร”
>โปรดติดตามตอนที่3<