ตอนที่ 64 กลองสะบัดชัย
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
ตูม! ตูม! ตูม!
จู่ๆ มอนสเตอร์ที่มีขนาดสิบเมตรก็โผล่พรวดออกมาจากบึงโคลนพุ่งเข้าโจมตีกลุ่มนักเรียนสถาบันพยัคฆ์คราม
เสียงครืนครืนที่พวกเขาได้ยินก่อนหน้านี้ก็คือเสียงการเคลื่อนไหวใต้พื้นโคลนของพวกมัน
แม้เหล่านักเรียนจะเกาะกลุ่มกันเป็นอย่างดี แต่ก็มีนักเรียนบางคนพลาดท่าถูกมอนสเตอร์โจมตี
เหตุการณ์เริ่มชุลมุนมากขึ้น เมื่อกองทัพมอนสเตอร์เพิ่มขึ้นมาจากหลายสิบเป็นนับร้อยตัว ในขณะที่ทีมกวาดกล้างกลุ่มนี้มีเพียงแค่สี่สิบคนเท่านั้น
นักเรียนเหล่านั้นนำไอเทมสปีริตของพวกเขาออกมาต่อสู้
การเคลื่อนไหวของพวกเขาเป็นไปอย่างมีแบบแผน ตามแบบฉบับของเวเนเตอร์ที่สังกัดแคลน
ต้องรู้ไว้ว่าสถาบันแห่งนี้ได้ถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อฝึกฝนเวเนเตอร์ที่จะก้าวเข้าสู่แคลนพยัคฆ์ครามโดยเฉพาะ
มันจึงไม่แปลกที่ว่าทำไมพวกเขาโจมตีและเคลื่อนไหวกันอย่างเป็นระเบียบ
“ระวังด้วยมอนสเตอร์พวกนี้มีพิษ!” หนึ่งในกลุ่มนักเรียนสถาบันตะโกนขึ้นมา
หนึ่งในพวกเขาถูกมอนสเตอร์เหล่านั้นกัดเข้าและมีอาการประหลาดเกิดขึ้นกับร่างกายคล้ายถูกพิษ
เวเนเตอร์สายสนับสนุนจึงรีบนำตัวไปรักษาทันที
แม้มอนสเตอร์ในอบิสนี้จะไม่ได้มีพละกำลังที่ร้ายกาจและร่างกายที่แข็งแกร่งเหมือนปีศาจต้นไม้ แต่พวกมันก็ยังมีสิ่งอื่นที่เป็นอันตรายต่อชีวิตมนุษย์ เพราะเหตุนี้การผจญภัยในอบิสที่ต่อให้เป็นระดับต่ำก็ยังต้องระวังตัว
ในบางอบิสต่อให้เป็นมิติที่ไม่มีอะไร แต่ก็ยังมีเชื้อโรคที่เป็นมอนสเตอร์คุกคามมนุษย์ได้อยู่ดี ดังนั้นแล้วก่อนที่นิวโฮปจะส่งทีมกวาดล้างระลอกแรกออกไป พวกเขาต้องสำรวจเซฟโซนเพื่อตรวจหาเชื้อโรคเหล่านั้นเพื่อความปลอดภัยก่อน
นักเรียนกลุ่มนี้เป็นเวเนเตอร์ที่วางรูปแบบการเคลื่อนไหวอย่างเป็นแบบแผนของแคลน ยิ่งไม่ต้องเอ่ยว่าแคลนพยัคฆ์ครามเป็นแคลนใหญ่ระดับประเทศ รูปแบบของพวกเขาย่อมมีความยอดเยี่ยมมากอยู่แล้ว
สายสนับสนุนจะถูกป้องกันไว้ในส่วนกลาง เมื่อมีผู้ได้รับบาดเจ็บพวกเขาจะทำการรักษาเวเนเตอร์ได้ทันท่วงทีโดยที่ไม่มีมอนสเตอร์มาขัดจังหวะ โดยจะมีเวเนเตอร์สายต่อสู้ที่อยู่รอบๆ คอยกันเอาไว้
ไม่ต้องเอ่ยถึงวอชเชอร์ที่ได้รับการคุ้มครองเป็นอย่างดีไม่ต่างไปจากสายสนับสนุนเลยแม้แต่น้อย
นอกจากวีดีโอที่เฟิร์สเคยศึกษา นี่ก็เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นรูปแบบการเคลื่อนไหวนี้กับตา
“กระจายตัวออกไปในตำแหน่งที่ฝึกฝน อย่าให้มอนสเตอร์บุกเข้าไปถึงหน่วยสนับสนุนได้เป็นอันขาด” เวเกอร์เอ่ยสั่งการ
ขณะเดียวกันเวเนเตอร์หลายสิบคนก็ปฏิบัติตามอย่างเป็นระเบียบ ด้วยพลังรบของพวกเขาสามารถจัดการมอนสเตอร์เหล่านี้ได้อย่างง่ายดาย
เมื่อยิ่งจัดการมอนสเตอร์ ซากศพของพวกมันก็เริ่มกองพะเนินมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากพวกเขาไม่ได้เคลื่อนไหวไปทางใดทางหนึ่ง
แล้วตอนนั้นเองหญิงสาวผู้มีเรือนผมสีทองก่อนหน้านี้ก็กรีดร้องออกมา
นัยน์ตาของเธอกลายเป็นสีขาวทั้งหมด พลังสปีริตพุ่งกระจายออกไปรอบด้านโดยมีเธอเป็นศูนย์กลาง
ทว่าพลังสปริตนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อกายภาพ ทุกครั้งที่มันพัดผ่านวิญญาณของผู้คนจะพากันสั่นไหวราวกับจะหลุดออกจากร่าง
‘เธอผู้นี้มีความสามารถพิเศษ “เฟนเลีย” ผู้ควบคุมวิญญาณ’
เฟิร์สได้รับข้อมูลความสามารถของเวเนเตอร์แต่ละคนมาก่อนหน้านี้ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นความสามารถพิเศษของเธอ
คลื่นพลังของเฟนเลียกวาดพัดออกไป เมื่อพวกมันเคลื่อนถึงร่างของมอนสเตอร์ที่กองพะเนินหลายสิบตัว วิญญาณของพวกมันก็หลุดออกจากร่าง กลายมาเป็นร่างวิญญาณของมอนสเตอร์
“ออกไปจัดการ!” เฟนเลียเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบ
แล้วตอนนั้นเองวิญญาณร้ายสีขาวของเหล่ามอนสเตอร์ก็บุกตะลุยออกไป พวกมั่นห้ำหั่นกับมอนสเตอร์ที่มีชีวิต
มอนสเตอร์เหล่านั้นทำอะไรนักรบวิญญาณไม่ได้เลยแม้แต่น้อย แต่ทว่าพวกมันกลับถูกนักรบวิญญาณทำร้าย จนร่างล้มลงแม้จะไร้บาดแผล
ผู้ที่ถูกนักรบวิญญาณโจมตีจะไม่ได้ตายในทันที แต่ร่างกายจะเหมือนกับหมดสภาพโดยไร้การควบคุม หากปล่อยให้อยู่ในสภาพนี้ไว้นาน ความตายที่แท้จริงก็จะมาเยือน
นี่คือพลังของนักรบวิญญาณที่ถูกควบคุมโดยเวเนเตอร์เฟนเลีย
“เป็นควาสามารถที่ร้ายกาจมาก เธอพึ่งบ่มเพาะได้แค่ดาราขาวห้าแฉกเท่านั้นก็มีพลังรบที่น่าหวาดหวั่นขนาดนี้แล้ว หากเธอเติบโตได้อย่างเต็มที่ น่ากลัวว่าแคลนพยัคฆ์ครามจะทรงพลานุภาพอย่างแท้จริง” เฟิร์สอดที่จะเอ่ยพึมพำออกมาไม่ได้
แม้ว่าเฟนเลียในตอนนี้จะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเวเกอร์ แต่หากในอนาคตเฟนเลียบ่มเพาะมาถึงในระดับเดียวกัน เฟนเลียจะเหนือกว่าเวเกอร์หลายขุม
ผู้มีพรสวรรค์โดดเด่นเรื่องการบ่มเพาะเท่านั้น แต่การบ่มเพาะนั้นยังมีคอขวด ต่อให้บ่มเพาะได้เร็วแต่ไม่สามารถผ่านคอขวดไปได้ พวกเขาก็จะติดอยู่ในระดับนั้น
ขณะเดียวกันหากผู้มีความสามารถพิเศษไล่ตามมาในระดับเดียวกันได้ ถึงแม้จะติดอยู่คอขวด แต่พลังรบของพวกเขาจะต่างจากผู้มีพรสวรรค์อย่างสิ้นเชิง
เวเนเตอร์ทั้งสองประเภทมีข้อดีที่ต่างกัน แต่ทั้งสองก็เป็นตัวตนที่ยอดเยี่ยมมากทั้งสิ้น
เฟนเลียสามควบคุมวิญญาณรบได้สิบกว่าตัว นี่คือขีดจำกัดการบ่มเพาะของเธอ
เหล่าเวเนเตอร์ไล่เก็บกวาดมอนสเตอร์ที่ล้มลง
ขณะเดียวกันก็มีเวเนเตอร์กลุ่มหนึ่งที่มีพละกำลังล้ำเลิศและเวเนเตอร์ที่มีความสามารถผลักสิ่งที่อยู่รอบข้างให้ออกไปได้ พวกเขาทำการเคลียร์ซากศพเหล่านี้หลังจากที่ได้เก็บเกี่ยวแกนสปีริตไปแล้ว
เฟิร์สที่ได้เห็นภาพนี้พลันรู้สึกเกิดความประทับใจในการเคลื่อนไหวที่มีระเบียบวินัยของคนกลุ่มนี้
“สมแล้วที่เป็นเวเนเตอร์ที่บ่มเพาะจากแคลนใหญ่ระดับประเทศ” เฟิร์สอดที่จะกล่าวชื่นชมออกมาไม่ได้
เขาทำการบันทึกความสามารถของคนเหล่านี้โดยละเอียด ขณะเดียวกันก็ตรวจสอบสภาพภูมิประเทศไปด้วยเรื่อยๆ
งานของวอชเชอร์ไม่ได้สบายอย่างที่ทุกคนคิด แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้เข้าร่วมการต่อสู้ แต่ก็ต้องทำงานอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่หน้าที่และความรับผิดชอบของพวกเขาต่างกันแค่นั้นเอง
“อีกสิบนาทีจะมีกองทัพมอนสเตอร์ขนาดใหญ่โจมตีเข้ามา คาดการณ์ว่ากองกำลังของมันจะมีประมาณสองพันกว่าตัวได้” เฟิร์สเอ่ยรายงานเวเกอร์ตามหน้าที่
แม้ว่าอบิสแห่งนี้จะเป็นระดับต่ำ แต่ความน่ากลัวของทีมกวาดล้างระลอกแรกก็คือจำนวนของมอนสเตอร์
เฟิร์สสังเกตพวกนักเรียนอยู่ตลอดเวลา เขาพบว่าหลายคนได้รับบาดเจ็บ แต่ก็ไม่มีถึงขั้นเสียชีวิต เขาจึงไม่ได้ลงมือออกไปเพื่อช่วยเหลือ
ทว่าข่าวที่เฟิร์สพึ่งรายงานไปนั้นน่าตกใจเป็นอย่างมาก กองกำลังของพวกเขาหากไม่นับเฟิร์สแล้วก็มีแค่สี่สิบคนเท่านั้น
จำนวนแค่หลักสิบ ต้องรับมือกับศัตรูหลักพัน
เกรงว่าความเหนื่อยล้าจะทำให้คนกลุ่มนี้ตายตกไป
เฟิร์สนั้นรู้ดีอยู่แล้วว่าแคลนพยัคฆ์ครามนั้นได้ส่งคนเข้ามาและจะลงมือเมื่อถึงสถานการณ์วิกฤต ส่วนเรื่องเล็กๆ น้อยๆ คงเป็นหน้าที่ของเขาที่ต้องจัดการ
แต่จากการสังเกตสีหน้าของคนเหล่านี้ เมื่อได้รับข่าวใหญ่ พวกเขากลับไม่ได้รู้สึกตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย
“สะหล่า ต้องรบกวนนายแล้ว” เวเกอร์หันไปเอ่ยกับชายหนุ่มผมสั้นที่ยื่นสงบนิ่งมาตั้งแต่เริ่มแรก
เฟิร์สสังเกตเขาอยู่ตลอดเวลา ชายหนุ่มที่มีฉายานามว่า “สะหล่า” นี้ เขายืนนิ่งๆ และไม่ได้เข้าร่วมต่อสู้เลย
แต่เมื่อสะหล่าได้รับสัญญาณมาจากเวเกอร์แล้ว เขาก็แสดงความสามารถของเขาออกมาทันที
เฟิร์สนั้นรู้ดีอยู่แล้วว่าสะหล่านั้นเป็นผู้มีความสามารถพิเศษ มิหนำซ้ำยังเป็นสายสนับสนุน
ชายหนุ่มผมสั้นนำไอเทมสปีริตของตนเองออกมา
ไอเทมสปีริตของเขามีรูปแบบเป็นกลอง
กลองขนาดหน้ากว้างหนึ่งเมตรปรากฏออกมาเบื้องหน้า สะหล่านำไม้ตีกลองที่พกติดตัวออกมาแล้วเริ่มตีไปที่กลองใบนั้นทันที
ตึง!
เสียงของกลองดังขึ้นครั้งหนึ่งนั้นทำให้หัวใจของเฟิร์สรู้สึกสั่นไหว
สะหล่าเริ่มบรรเลงเพลงกลอง เขาไม่ได้ตีมันแบบธรรมดา แต่มีท่าร่ายรำไปตามจังหวะ ซึ่งบางครั้งเขาก็ใช้ศอก เข่า หรือศีรษะในการตี
ท่วงทำนองของมันทำให้เฟิร์สรู้สึกประหลาด
จู่ๆ ความเหนื่อยล้าที่สะสมก็ค่อยๆ จางหายไป พลังสปีริตภายในร่างเกิดการตื่นตัวทำให้รู้สึกคล่องแคล่วและมีพละกำลังมากขึ้น
ตอนนั้นเองการต่อสู้ของเหล่าเวเนเตอร์ก็เปลี่ยนไป
พวกเขาเริ่มมีแรงราวกับว่าได้ฟื้นฟูพละกำลังอีกครั้ง การห้ำหั่นกับมอนสเตอร์เป็นไปอย่างรวดเร็วมากขึ้น
การฆ่าของพวกเขาเป็นไปตามจังหวะของเสียงกลอง
“นี่คือกลองสะบัดชัย! ผู้มีความสามารถสายสนับสนุนที่สามารถควบคุมพลังสปีริตภายในร่างให้เกิดการตื่นตัวได้ด้วยเสียง” เฟิร์สอดไม่ได้ที่จะเอ่ยพึมพำออกมา
เขานั้นเป็นคนที่เกิดในภาคเหนือของไทยอยู่แล้ว ย่อมต้องรู้จักกลองสะบัดชัย แต่เขาไม่คิดเลยว่าผู้ตีกลองสะบัดชัยจะกลายมาเป็นเวเนเตอร์สายสนับสนุนหมู่ที่ร้ายกาจแบบนี้
“มิน่าเล่าเวเกอร์ถึงยังไม่ให้เขาลงมือ แล้วเลือกที่จะลงมือในตอนนี้”
เฟิร์สมองไปยังสะหล่าที่กำลังตีกลองสะบัดชัยอย่างชื่นชม
แคลนไม่ใช่ที่ที่มีไว้สำหรับโซโล่เดี่ยว ในทุกๆ ตำแหน่งของแคลนย่อมเป็นกำลังที่สำคัญ แม้สายสนับสนุนจะไม่ได้มีพลังรบที่เก่งกาจหรือการบ่มเพาะที่สูงส่ง แต่สายสนับสนุนที่ดีกลับเป็นที่ต้องการตัวเป็นอย่างมากของแคลนเหล่านี้
“พวกเราบุกแล้วกวาดล้างออกไปเป็นวงกว้าง”
เมื่อได้รับบัฟจากกลองสะบัดชัยแล้ว เวเกอร์ก็ออกคำสั่งให้แต่ละคนบุกสังหารออกไปรอบด้านแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้างทันที