ลู่เฟยเหยียนอาศัยจังหวะที่ผู้คนยังคงสับสนงุนงงกับสถานการณ์เมื่อครู่ เดินเนียนๆ หลบฉากเข้าไปหยุดอยู่ข้างโต๊ะของอาลักษณ์ผู้ทำหน้าที่จดบันทึกรายละเอียดคดี ชายหนุ่มถือวิสาสะหยิบม้วนรายงานการสอบสวนที่วางอยู่ขึ้นมาเปิดกางอ่านหน้าตาเฉย โดยที่อาลักษณ์ผู้นั้นยังไม่ทันได้ท้วงติง
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง เ้าหน้าที่กรมอาญาอีกคนก็ก้าวออกมายืนด้านหน้า แล้วเริ่มรายงานสรุปคดีให้ทุกคนได้รับรู้ด้วยน้ำเสียงฉะฉาน
“จากการสอบสวน... นักโทษทั้งสิบสองคนได้ให้การรับสารภาพแต่โดยดี ว่าพวกตนได้ร่วมมือกันวางแผนลอบสังหารท่านเสนาบดีเสิ่นกั๋วตงและขุนนางอีกแปดคนจริง สาเหตุสืบเนื่องมาจากความขัดแย้งเื่การแบ่งปันผลประโยชน์ในที่ดินทางตอนใต้ ยามนี้หลักฐานพยานบุคคลครบถ้วน ไร้ข้อกังขาใดๆ ทั้งสิ้น!”
ลู่เฟยเหยียนที่กำลังก้มหน้าอ่านรายงานในมือถึงกับอ้าปากค้าง!
ดวงตาของชายหนุ่มเบิกโพลง สลับมองตัวอักษรบนกระดาษในมือกับเ้าหน้าที่ที่กำลังแหกปากรายงานอยู่สลับกันไปมาด้วยความช็อกสุดขีด เพราะเนื้อหาที่เขาถืออยู่กับสิ่งที่เ้าหน้าที่ผู้นั้นกำลังพล่ามออกมา... มันไปกันคนละทิศคนละทางเลยโว้ย!
ในบันทึกการสอบสวนระบุเอาไว้ชัดเจนว่า นักโทษทั้งหมดให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ร่างกายมีร่องรอยถูกทารุณกรรมอย่างหนัก และมีพยานรู้เห็นว่าในวันเกิดเหตุ พวกเขาไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุเลยแม้แต่คนเดียว
ทว่าเผยเจิ้งกลับกำลังจะนั่งทับความจริง และพิจารณาคดีแบบส่งๆ ทั้งที่รู้อยู่เต็มอก!
ลู่เฟยเหยียนกำกระดาษในมือแน่น รู้สึกว่าเื่ที่เกิดขึ้นตรงหน้านี้มันปัญญาอ่อนที่สุดในสามโลก! ความตอแหลหน้าด้านระดับปูนซีเมนต์ยังอายขนาดนี้กลับไม่มีคนจากกรมอาญากล้าปริปากคัดค้านเลยสักคน!
“หยุด!! หยุดการพิจารณาคดีเดี๋ยวนี้!!”
ลู่เฟยเหยียนทนไม่ไหว ะโก้องขึ้นมาสุดเสียงจนเส้นเืที่ลำคอปูดโปน!
ขุนนาง นักโทษ และชาวบ้านนับร้อยชีวิตต่างหันขวับมามองเขาเป็ตาเดียว สีหน้าของแต่ละคนเต็มไปด้วยความงุนงง ไม่มีใครรู้ว่าบุรุษผู้นี้คิดจะทำอะไร
เผยเจิ้งขมวดคิ้วมุ่น จ้องมองลู่เฟยเหยียนด้วยสายตาไม่พอใจอย่างยิ่ง “บังอาจ! เ้าเป็ใครกัน เหตุใดถึงกล้ามาก่อกวนการพิจารณาคดี!”
ทว่ายามนี้ ลู่เฟยเหยียนกลับยืนนิ่งอึ้ง สมองที่เคยแล่นฉิวกลับหยุดทำงานไปดื้อๆ
ชายหนุ่มหันมองซ้ายทีขวาทีแบบเลิ่กลั่กสุดๆ... ‘ฉิบหายแล้ว! ตอนะโเมื่อกี้ก็กะจะเอาเท่ แต่ลืมคิดบทพูดบทต่อไปไว้เลย! เอาไงดีวะ? จะงัดหลักฐานขึ้นมาแฉเลยมันก็ดูธรรมดาเกินไป!’
ท่ามกลางสายตานับร้อยคู่ที่จ้องมองมา ชายหนุ่มตัดสินใจทิ้งตรรกะเหตุผลทุกอย่าง ก้าวเท้ายาวๆ ดุ่มๆ เข้าไปหาเผยเจิ้งที่นั่งอยู่บนแท่นพิพากษาโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
เผยเจิ้งผงะ แต่ยังไม่ทันจะได้อ้าปากด่า หรือสั่งให้ทหารเข้ามาจับกุม...
เพียะ!!!
เสียงฝ่ามือกระทบเนื้อดังก้องกังวานไปทั่วศาลาว่าการกรมอาญา! ลู่เฟยเหยียนงัดเอาเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี ฟาดฝ่ามืออรหันต์เข้าที่ใบหน้าของเ้ากรมอาญาฉาดใหญ่!
ความแรงของตบนี้ทำเอาเผยเจิ้งหน้าหันไปตามแรงกระแทก หมวกขุนนางบนศีรษะถึงกับกระเด็นหลุดปลิวไปตกบนพื้น ร่างท้วมๆ ของเขาเซถลาแทบจะตกจากเก้าอี้!
ทั้งลานกว้างตกอยู่ในความเงียบงันระดับที่เข็มตกยังได้ยิน เสียงสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ดังระงมไปทั่วบริเวณ ทุกคนยืนแข็งค้างราวกับถูกสาปเป็หิน!
ลู่เฟยเหยียนค่อยๆ ลดมือที่กำลังชาหนึบลงช้าๆ ยืนมองผลงานของตัวเองด้วยดวงตาที่เป็ประกายระยิบระยับ
ท่ามกลางความตื่นตระหนกของทุกคน ชายหนุ่มกลับกำลังยิ้มกริ่มอยู่ในใจ ความรู้สึกปีติยินดีแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กายราวกับบรรลุเป้าหมายสูงสุดในชีวิต!
‘ฟินโว้ย!! ในที่สุดข้าก็ได้ทำมันสักที! ในซีรีส์เกาหลีเื่โปรดของข้า... พระเอกมันก็เปิดตัวด้วยการตบหน้าตัวร้ายฉาดใหญ่แบบนี้นี่แหละ! โคตรเท่! เท่ะเิระเบ้อไปเลย!’
“ฟังให้ดี! ข้าคือ ลู่เฟยเหยียน ผู้ตรวจการพิเศษแห่งสำนักเจิ้นอู่!”
เสียงของเขาสะกดสายตาทุกคู่ให้จ้องมองมาเป็จุดเดียว ลู่เฟยเหยียนยื่นมือออกไปทางชายชราและหญิงสาวข้างกายอย่างภาคภูมิ
“ผู้นี้คือเ้าสำนักซู และสตรีผู้นี้คือมือปราบจ้าวแห่งสำนักเรา!”
“สำนักเจิ้นอู่งั้นรึ? ไม่เห็นจะเคยได้ยินมาก่อนเลย” ทหารหนุ่มผู้หนึ่งแย้ง
ลู่เฟยเหยียนเดินเข้าไปหาทหารผู้นั้นพร้อมส่งสายตายียวนกวนประสาท
“แน่ล่ะ เพราะสำนักของเราเพิ่งจะถูกฝ่าาจัดตั้งขึ้นมา ทหารชั้นผู้น้อยอย่างเ้าไม่รู้จักก็ไม่แปลก” เขาหันกลับมาทางเผยเจิ้งที่ยกมือขึ้นกุมใบหน้าซีกขวาของตัวเองไว้แน่น
“คดีลอบสังหารเสนาบดีเสิ่น พร้อมด้วยขุนนางอีกแปดคน ยามนี้ถูกสำนักเจิ้นอู่ยึดมาอยู่ในความรับผิดชอบทั้งหมดแล้ว! พวกเราทำงานภายใต้รับสั่งของโอรส์เพียงพระองค์เดียว... มีใครสงสัย หรือคิดจะคัดค้านอีกหรือไม่?!”
บรรดาขุนนางที่มาร่วมรับฟังการพิจารณาคดีต่างหน้าซีดเผือด เผยเจิ้งและขุนนางระดับสูงย่อมรู้เื่การจัดตั้งสำนักเจิ้นอู่กันอยู่แล้ว ทว่าพวกเขากลับคิดว่าเป็เพียงหน่วยงานที่ฝ่าาจัดตั้งขึ้นมาข่มขู่พวกตนเล่นๆ เท่านั้น
แต่ภาพที่เห็นตรงหน้า...
ลู่เฟยเหยียนถึงขั้นกล้าลงมือตบหน้าใต้เท้าเผยกลางศาลาว่าการกรมอาญา ซ้ำยังมีองค์หญิงหกผู้เป็พระธิดาองค์โปรดมาสวมบทบาทเป็มือปราบเคียงข้างอีกคน!
บรรดาลิ่วล้อและคนของเสนาบดีเว่ยที่แฝงตัวมาร่วมสังเกตการณ์ ยามนี้ต่างหน้าถอดสี ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความหวาดหวั่น!
‘สำนักเจิ้นอู่ส่งคนมาสืบคดีทางลับั้แ่เมื่อใดกัน?!’
‘ลู่เฟยเหยียนผู้นี้ต้องรู้ความจริงทั้งหมดแล้วแน่ๆ ถึงได้กล้าลงมืออุกอาจเช่นนี้!’
‘เขาต้องมีรายชื่อผู้มีส่วนร่วมกระทำความผิดอยู่ในมือทั้งหมดแล้วเป็แน่!’
พวกลิ่วล้อสายสืบต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ด้วยความกลัวว่าตนเองจะโดนลากตัวไปด้วย จึงรีบอาศัยจังหวะที่ฝูงชนกำลังสับสน ค่อยๆ ถอยร่นหลบออกจากศาลาว่าการเพื่อวิ่งกลับไปรายงานเ้านายของตนโดยเร็วที่สุด!
“ฝ่าาเมตตา! ผู้ตรวจการลู่โปรดเมตตาด้วย!” เผยเจิ้งตัวสั่นงันงก ะโร้องเสียงหลงด้วยความขวัญเสียถึงขีดสุด
ใครจะไปคาดคิดว่าสำนักเจิ้นอู่ที่ฝ่าาเพิ่งจัดตั้งขึ้นได้เพียงสิบกว่าวัน จะเริ่มลงมือเคลื่อนไหวได้รวดเร็วและเงียบเชียบถึงเพียงนี้! ลู่เฟยเหยียนเพิ่งเดินเข้ามาในศาลาว่าการได้ไม่ถึงครึ่งเค่อ แต่กลับกล้าออกคำสั่งให้ยุติการพิจารณาคดี นั่นแปลว่าเขาสืบรู้ไปถึงต้นตอเื้ัหมดแล้วเป็แน่!
“กระหม่อมผิดไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ! กระหม่อมยอมรับสารภาพ! กระหม่อมรับสินบนมาเพื่อรวบรัดตัดคดีและป้ายความผิดให้พวกขุนนางฝ่ายตระกูลเสิ่นจริงพ่ะย่ะค่ะ! องค์หญิงได้โปรดละเว้นชีวิตกระหม่อมด้วย!”
สิ้นคำสารภาพของเ้ากรมอาญา... ลานศาลาว่าการก็แตกฮือขึ้นมาทันที!
เสียงพูดคุยและร้องะโของชาวบ้านนับร้อยดังกระหึ่มขึ้นราวกับฟ้าลง! กรมอาญาแห่งแคว้นต้าเฉวียนไม่เคยมีคดีใดที่จะถูกพลิกจากหน้ามือเป็หลังมืออย่างรวดเร็วเช่นนี้มาก่อน!
“์มีตา! กรมอาญาชั่วช้ารับสินบนจริงๆ ด้วย!”
“ผู้ตรวจการลู่สุดยอดไปเลย! สำนักเจิ้นอู่นี่แหละคือผู้ผดุงคุณธรรมตัวจริงของพวกเรา!”
“คืนความยุติธรรมให้ผู้บริสุทธิ์!”
เสียงโห่ร้องสรรเสริญและเสียงตบมือของประชาชนดังประสานกันกึกก้อง
ลู่เฟยเหยียนยืนยิ้มกริ่มรับเสียงเชียร์อย่างภาคภูมิใจ ขณะที่จ้าวหนิงเซียนยังรู้สึกไม่หายคันมือ นางเดินย้อนกลับไปตบหน้าทหารที่บังอาจตั้งคำถามกับลู่เฟยเหยียนจนฟันหลุดกระเด็นออกจากปากอีกรอบ สร้างความอกสั่นขวัญแขวนให้กับผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ไม่น้อย
เมื่อคำตัดสินถูกยับยั้งและคดีความเริ่มคลี่คลายไปในทางที่ถูกต้อง นักโทษทั้งสิบสองคนต่างน้ำตานอง รีบก้าวออกมาคุกเข่าลงกับพื้น โขกศีรษะขอบคุณคนทั้งสามด้วยความตื้นตันใจ
“ขอบพระคุณผู้ตรวจการลู่! ขอบพระคุณท่านเ้าสำนัก! ขอบพระคุณมือปราบจ้าว!”
ทว่า หลังจากความดีใจผ่านพ้นไป ความจริงอันแสนมืดมนก็เข้ามากัดกินหัวใจ ขุนนางคนหนึ่งเงยหน้าขึ้นมาด้วยสีหน้าอมทุกข์ พลางเอ่ยถามคำถามที่ทำให้ลู่เฟยเหยียนต้องชะงักกึก