"ฮ่า ฮ่า ฮ่า..ก่อนจะรับเดิมพันต้องเอาชีวิตให้รอดก่อน หมัดคมเขี้ยวพยัคฆาของข้ามีพลังโจมตีถึงห้าพันชั่ง ร่างบอบบางเช่นเจ้าหากกระดูกไม่หักก็ถือว่าโชคดี... เอ๊ะ.....!!"
สุ้มเสียงหัวเราะและคำพูดอวดอ้างลำพองของมู่หลงไม่ทันจบมันต้องหยุดชะงัก เมื่อฝุ่นจางหายไป กลับเห็นคู่ต่อสู้ของมันยังยืนเป็นปกติอยู่ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนอยู่ที่เดิม แถมยังยิ้มจนแก้มแทบปริเหมือนจะเย้ยหยันมัน สร้างความเดือดดาลให้แก่มันยิ่ง กังหลงเอ่ยขึ้น
"กระบวนท่าที่หนึ่ง..!!..เหลืออีกสองกระบวนท่า เจ้าจงทุ่มเทมาให้เต็มที่ข้าจะดูซิว่าเจ้ามีแรงแค่ไหน..!!"
ผู้ชมที่เฝ้าดูต่างก็คิดไม่ถึงว่าผลจะออกมาแบบนี้ ต่างเริ่มจับตาดูอีกครั้งเพื่อไม่ให้คลาดสายตา ครานี้มู่หลงโคจรลมปราณและใช้พลังทั้งหมดสิบส่วนสู่มือทั้งสอง จนผู้คนรอบข้างต่างสัมผัสได้ถึงพลังอันกล้าแข็งระดับครึ่งก้าวสู่ราชั้นย์ขั้นสุดอันน่าหวาดหวั่น เสียงตะโกนก้องของมู่หลงดังขึ้น
"หมัดกรงเล็บพยัคฆ์ทลายเมฆา..!!"
"ย๊ากกกก...จงแหลกลาญไปซะ...!!"
กรงเล็บพยัคฆ์ขนาดมหึมาปรากฎขึ้นเหนือศีรษะของมู่หลงพร้อมพลังอันครืนครั่นดุจฟ้าดินถล่มทลายก่อนจะโถมเข้าโจมตีเข้าใส่เทียนที่ยืนอยู่เบื้องหน้า กังหลงสัมผัสได้ถึงพลังโจมตีอันรุนแรงโคจรลมปราณสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะจุติหมุนวนภายในกายอย่างรวดเร็ว จนผิวกายเริ่มมีสีดุจทองแดง ต้านรับพลังอันมหาศาลของปราณครึ่งก้าวสู่ราชันย์ขั้นสุด เกิดเสียงระเบิดดังแก้วหูแทบระเบิด การโจมตีครั้งที่สองนี้นับว่ารุนแรงกว่าครั้งแรกเกือบเท่าตัว
"บึ้ม..!!"
การต้านรับการโจมตีโดยมิได้ปกป้องตีโต้นับว่ากินแรงกังหลงไปมิน้อยแต่ กังหลงต้องการทดสอบถึงประสิทธิภาพของกายาทองแดงว่าเป็นเช่นไรบ้างจึงเพียงยืนนิ่งเฉยโคจรเคล็ดลมปราณสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะจุติหมุนวนจนดูดกลืนปราณต่าง ๆ มาเป็นม่านพลังป้องกันให้กับร่างกายโดยอัตโนมัติ
นับว่ากายาทองแดงมีประสิทธิภาพสมคำร่ำลือตามตำราโดยแท้ที่สามารถทนทานความร้อนหนาวและพลังฝ่ามือได้ พลังโจมของท่า "หมัดกรงเล็บพยัคฆ์ทลายเมฆา." ถึงกับมิอาจสร้างความเสียหายใด ๆ แก่ผิวกายของกังหลงได้ มีเพียงเสื้อผ้าเท่านั้นที่ได้มอดไหม้ไปเพราะพลังโจมตีนี้ เป็นรอยกรงเล็บพยัคฆ์ขนาดเท่าฝ่ามือจนเผยให้เห็นหน้าอกสีทองแดงบาดตาสะท้อนประกายแสงจนแวววาว
การโจมตีนี้เทียบเท่าโดนน้ำหนักเจ็ดพันชั่งฟาดใส่ กังหลงเพียงกายสั่นไหวเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เนื่องด้วยปัจจุบันกังหลงสามารถแบกรับน้ำหนักหนึ่งหมื่นชั่งได้ดุจการแกว่งไกวพู่กัน ผู้คนต่างตกใจและตะลึงต่อสิ่งที่เห็นหลังจากที่ฝุ่นจางหายไป บุรุษหนุ่มที่ต่างมองว่าอ่อนแอจนมิอาจจะรับการโจมตีได้แม้หนึ่งกระบวนท่ากลับยืนนิ่งเฉยให้คู่ต่อสู้โจมตีแล้วถึงสองครั้งสองคราโดยมิได้รับบาดเจ็บและมิได้หลบหลีกต่อท่าโจมตีแม้แต่น้อย สิ่งที่เสียหายที่ปรากฎให้เห็นมีเพียงเสื้อที่สวมใส่ ได้ถูกแผดเผาไปเพียงแค่ขนาดเท่าฝ่ามือเท่านั้น หลังจากความเงียบสงบ ก็มีเสียงพูดขึ้นของผู้นำตระกูลราชวงศ์
"กายาที่แข็งแกร่งนัก จากสีผิวที่โผล่ออกมาให้เห็นตรงรอยฝ่ามือ หรือจะเป็นกายาทองแดงตามตำราโบราณบอกเล่า เจ้าหนุ่มนี่นับว่าไม่ธรรมดาจริง ๆ หงษ์เอ๋อร์ เจ้าเคยพบเห็นเจ้าหนุ่มนี่มาก่อนรึ ? ก่อนหน้านี้ดูเจ้ามั่นใจในตัวเจ้าหนุ่มคนนี้มากนัก "
หงษ์เหลี่ยนได้ฟังบิดาพูดจึงถามขึ้นด้วยความสงสัย
"กายาทองแดงเป็นเช่นไรรึท่านพ่อ.?.ข้ากับคุณชายกังหลงนั้นเคยบังเอิญเจอกันเมื่อวานตอนค่ำ คุณชายกังหลงได้ช่วยเหลือข้าจากสัตว์อสูรราชาอสรพิษเจ็ดดาว"
"เจ้าว่าอะไรนะ..!! ..ราชาอสรพิษเจ็ดดาว..!!..เหตุใดเจ้าจึงได้ประมาทเช่นนี้ถึงกับกล้าไปแหย่ราชาอนสรพิษเจ็ดดาวได้.!!"
เมื่อได้ยินบุตรสาวพูดถึงราชาอสรพิษเจ็ดดาวผู้นำตระกูลราชวงศ์ ถึงกับตกใจและสอบถามถึงเรื่องราวดังกล่าว หงษ์เหลี่ยนเพียงบอกว่า ตนได้ติดตามสัญญาณของหยกนาคีไปจนพบราชาอสรพิษเจ็ดดาวที่นอกกำแพงเมืองเหลียวประมาณครึ่งลี้ แต่เนื่องจากสัตว์อสูรตัวนี้เป็นสัตว์อสูรระดับสาม ที่มีพลังเทียบเท่าผู้ฝึกยุทธปราณจักรพรรดิ์สงครามระดับห้าขึ้นไป ตนมิอาจเอาชนะได้ขณะจะหมดเรี่ยวแรงโดนทำร้าย กังหลงได้บังเอิญผ่านมาพบเจอและได้สังหารราชาอสรพิษเจ็ดดาวช่วยเหลือตนไว้ ส่วนรายละเอียดอื่นใดมิได้บ่งบอกไปเนื่องจากกังหลงได้ขอร้องไว้ ผู้นำตระกูลราชวงศ์ได้ตำหนิถึงการกระทำดังกล่าว เพราะหากแม้นมิมีคนไปช่วยไว้ทันหรือมิอาจต่อกรกับราชาอสรพิษเจ็ดดาวได้ ผลที่ออกมาคงเลวร้ายยิ่ง หงษ์เหลี่ยนได้แต่น้อมยอมรับคำตำหนิแต่โดยดีและบอกว่าจะไม่กระทำสิ่งที่เสี่ยงอันตรายเกินความสามารถของตนอีก ผู้นำตระกูลราชวงศ์ได้บอกถึงกายยาทองแดงว่า
"กายาทองแดงเป็นวิชาฝึกกายชนิดหนึ่งที่เสริมสร้างให้กายมีความแข็งแกร่งตามตำราโบราณนั้นการฝึกกายมีความสำเร็จหลายระดับ คือ กายาทองแดง กายาเงิน และกายาทองคำ เคล็ดกายแต่ละชนิดเมื่อฝึกสำเร็จจะมีความแข็งแกร่งกว่ากายธรรมดาทั่วไปถึงหลายเท่านักแล้วแต่ชนิดของกายาในบรรดากายาทั้งสาม กายาทองคำถือว่าแข็งแกร่งที่สุดแต่เคล็ดวิชาเหล่านี้ได้หายสาบสูญไปนานหลายร้อยปีไปแล้วมิทราบเจ้าหนุ่มนั่นได้ฝึกกายาเหล่านี้รึไม่ บิดาเพียงสันนิษฐานไปเองเท่านั้นถ้าหากเป็นเช่นดังบิดาสันนิษฐาน นับว่าภูมิหลังเจ้าหนุ่มนี่ย่อมมิธรรมดาหากเจ้าสามารถคบหาเป็นมิตรกันได้ย่อมเป็นการดี"
เมื่อได้ฟังผู้บิดาพูดหงษ์เหลี่ยนถึงกับอึ้งไป บุรุษหนุ่มผู้นี้ได้ขโมยจูบแรกของนางไปแม้จะทำไปเพราะการช่วยเหลือนางก็ตามทีแต่สำหรับดรุณีแรกรุ่นเช่นนางแล้วมีความสำคัญนัก นางได้แต่นั่งใจเลื่อนลอยครุ่นคิดจวบจนต้องสะดุ้งกับเสียงตื่นตกใจของมู่หลงที่ดังลั่นกลางลานประลอง
."เป็นไปไม่ได้..!!..เจ้าต้องใช้เวทมนต์แน่นอนถึงกับมิเป็นอะไรต่อท่าโจมตีอันหนักหน่วงของข้า"หมัดกรงเล็บพยัคฆ์ทลายเมฆา..!!" ของข้ามีความหนักหน่วงถึงเจ็ดพันชั่ง เจ้า..เจ้า..เจ้า..!!"
มู่หลงถึงกับพูดไม่ถูกต่อภาพที่เห็นมันมิอาจทำใจเชื่อได้จึงโวยวายอยู่ชั่วครู่ และได้ยินเสียงกังหลงพูดขึ้น
"กระบวนท่าที่สอง..!!..เหลืออีกหนึ่งกระบวนท่า เจ้าทุ่มเทพลังเต็มที่รึยัง หรือว่าเจ้ามีเรี่ยวแรงเพียงแค่นี้..!! เจ้าอย่ามาโทษเรื่องเวทมนต์ เวทมนต์มีจริงรึไม่เจ้าย่อมรู้ดีอย่าเอานิสัยขี้แยแบบเด็กทารกมาใช้กับข้า"
ได้ฟังเช่นนี้มู่หลงอับอายและโกรธจนหน้ายิ่งแดงก่ำ ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันกล่าวขึ้น
"ดีหละ เมื่อเจ้าดูถูกข้าข้ามู่หลงจะทำให้เจ้าต้องคลานออกไปเดิมทีข้าเห็นว่าเจ้ามิได้เป็นพวกที่ชอบหยิ่งผยองเหยียดหยามผู้คนเช่นคนอื่น ๆข้าจึงมิอยากทำร้ายเจ้าแต่เมื่อเป็นเช่นนี้เจ้าเตรียมรอรับผลของการดูถูกข้าได้เลยคราวนี้ข้าจะทุ่มเทท่าไม้ตายที่รุนแรงที่สุดเพื่อเอาชนะเจ้าให้ได้..!!"
............................................................................................................................................