บทที่ 33 เลือกห้องพัก
“เธอ....จงมาลงทะเบียนห้องพักเดียวกับพวกฉัน”
เสียงที่เย่อหยิ่งของจูหลิวหลี่ทำให้สายตาของทุกคนจับจ้องมายังร่างของอันซูหยวนซึ่งกำลังนั่งรออยู่ด้านหลัง พวกเขาไม่เข้าใจในตอนแรก แต่หลังจากคิดทบทวนอีกทีแล้ว เจตนาของจางหลิวหลี่ก็ชัดเจนมาก
แทนที่จะได้อยู่กับคนไม่มีเพื่อนซึ่งมาจากเขตชั้นในที่มีอำนาจเหมือนกัน สู้ให้คนจากเขตชั้นนอกหรือเขตชั้นกลางที่มีฐานะต่ำกว่าตนเองมาอยู่ด้วยจะดีเสียกว่า อย่างน้อยๆ พวกเธอก็สามารถใช้อำนาจของตนเองในการกดข่มอีกฝ่ายได้ ดีไม่ดี...พวกเธออาจจะทาสรับใช้ที่ซื่อสัตย์มาอีกคนก็เป็นได้
ซูหยวนเข้าใจเจตนาของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว ดวงตาของหญิงสาวหลี่ลงเล็กน้อย สำหรับเรื่องการแซงคิวหรือใช้อำนาจของอีกฝ่ายเท่าที่มีนั้น ซูหยวนมองข้ามไปได้ อย่างไรการไม่สร้างปัญหาก็ถือว่าเป็นเรื่องดี ตอนนี้ซูหยวนไม่ได้มีหน้าที่มาทะเลาะกับเพื่อนร่วมงาน เธอแค่อยากจะทำหน้าที่ของตนเองให้สำเร็จไปก็เท่านั้น
ทว่า....เหมือนกับทุกครั้ง แม้จะไม่ชอบสร้างปัญหา แต่ถ้าจะต้องรับเอาปัญหาในอนาคตมากอดไว้ ซูหยวนก็ไม่ใช่คนที่จะยอมรับเช่นนั้นได้เหมือนกัน
ถ้าพนักงานอย่างเธอเป็นคนที่ยอมเป็นวัวเป็นควายเพื่อทำงานหนักโดยไม่ได้รับผลตอบแทนล่ะก็...อย่าคาดหวังเลยว่าจะได้รับการประเมินให้เป็น “พนักงานดีเด่น” ของทุกๆปีได้ ดังนั้นหลังจากที่เห็นว่าเด็กสาวอย่างจูหลิวหลี่ต้องการอะไร อันซูหยวนก็ส่ายหน้าปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมาทันที
“ไม่ดีกว่าค่ะ” เห็นอันซูหยวนปฏิเสธทันทีเช่นนี้ จูหลิวหลี่ก็ชะงักไป เธอรู้สึกเหมือนกับว่าอำนาจของตนเองกำลังถูกท้าทายอย่างไรอย่างนั้น
ก่อนหน้านี้ ไม่ใช่ว่าเธอสั่งอีกฝ่ายแล้วหรอ? ในเมื่อเธอออกคำสั่ง ก็หมายความว่าเธอไม่ได้ถามความคิดเห็น เช่นนั้นอันซูหยวนจะมีสิทธิปฏิเสธคำสั่งของเธอได้ยังไง!
“ทำไม? หรือว่าฉันที่มาจาก “ตระกูลจู” ไม่คู่ควรที่จะเป็นเพื่อนร่วมห้องของเธองั้นหรอ?” แม้น้ำเสียงของจูหลิวหลี่จะยังคงนิ่งเรียบ แต่ทุกคนก็รับรู้ได้ว่าเธอกำลังโกรธจัด โดยเฉพาะการใช้คำว่า “ตระกูลจู” มาอยู่ในรูปประโยคนี้ ถ้าอันซูหยวนยังไม่ตอบรับคำของอีกฝ่าย อย่างนั้นก็แปลได้ว่าเธอกำลังดูถูกตระกูลจู และเธอก็จะกลายเป็นศัตรูของตระกูลจูไปในทันที
ซูหยวนเก็บคำว่า “ตระกูลจู” เอาไว้ในใจ จากที่ดูท่าทางของนักเรียนคนอื่นๆแล้ว ตระกูลจูนี้คงเป็นตระกูลใหญ่โตไม่ใช่น้อย ในอนาคตเธอจะได้ระวังพวกเขาให้มากหน่อย อันซูหยวนมีประสบการณ์จากชีวิตก่อนหน้านี้แล้ว ต่อให้เธอไม่คิดว่าจะเป็นปัญหา สุดท้ายมันก็เป็นปัญหาอยู่ดี และมันเป็นปัญหาที่ทำให้เธอถึงตายได้เลย
ดังนั้นในชีวิตนี้ เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยเดิม อันซูหยวนรู้ว่าเธอจะต้องเพิ่มการระมัดระวังให้มากขึ้น ไม่ใช่แค่ต้องอยู่ให้ห่างและแสดงออกว่าไม่มีน้ำใจมากจนเหมือนคนโง่แล้ว เธอก็จะยังต้องคิดอยู่เสมอว่าอาจจะมีคนต้องการฆ่าเธอทิ้งอยู่ด้วย
เด็กสาวตัวเล็กกระแอมออกมาครั้งหนึ่งแล้วค่อยพูด
“เนื่องจากฉันมาจากเขตชั้นนอกที่ต่ำต้อย จึงไม่ค่อยมีความรู้ในการใช้ชีวิตที่นี่มากนัก แถมเรื่องการเรียนก็ยังอ่อนด้อย...ฉันอยากจะอยู่กับห้องพักของพวกรุ่นพี่ชั้นปีที่สามหรือสี่มากกว่าเพื่อที่จะได้ขอคำปรึกษาจากพวกรุ่นพี่ค่ะ”
อันซูหยวนเคยได้รับคำแนะนำมาก่อนแล้ว แม้ว่าการเลือกอยู่ห้องพักกับพวกรุ่นพี่นั้นจะไม่ค่อยดีนัก เพราะเธอจะไม่สามารถปรึกษากับเพื่อนรุ่นเดียวกันได้เลย แต่ข้อดีก็คือ...เธอสามารถอยู่ในห้องนั้นได้อย่างสบายใจ
เนื่องจากพวกรุ่นพี่ชั้นปีสูงๆจะไม่ค่อยอยู่ในห้องพักเท่าไรนัก พวกเขาต้องออกไปฝึกฝนหรือทำภารกิจที่สถาบันมอบให้ โอกาสที่อันซูหยวนจะถูกรังแกนั้นย่อมน้อยกว่าการอยู่กับพวกรุ่นเดียวกัน แน่นอนว่ามันคงจะดีกว่าถ้าเธอสามารถเลือกห้องพักอยู่ร่วมกับนักเรียนชั้นปีเดียวกันแต่มาจากเขตชั้นนอกหรือชั้นกลาง
ทว่า...เป็นที่น่าเสียดาย เธอรอดูจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เห็นนักเรียนจากเขตชั้นนอกเลย แถมถ้าปฏิเสธอีกฝ่ายแล้วบอกว่าต้องการรออยู่กับนักเรียนจากเขตชั้นกลาง นั่นคงจะเป็นการสร้างปัญหาให้ตนเองแน่ ดังนั้นการบอกว่าจะเลือกอยู่กับรุ่นพี่จึงเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดของซูหยวนแล้ว
และก็อย่างที่บอก เธอได้รับคำแนะนำมาจริง โดยคำแนะนำนี้เธอได้รับมาจากรุ่นพี่สองคนที่ไปรับเธอมาจากที่เขตชั้นนอกนั่นแหละ ซึ่งพวกเขาเคยบอกว่าถ้าหานักเรียนชั้นปีเดียวกันที่มาจากเขตชั้นกลางหรือชั้นนอกไม่ได้ อย่างนั้นให้เลือกอยู่กับพวกรุ่นพี่ยังจะดีกว่า
เหมือนกับที่นักเรียนใหม่ทุกคนไม่รู้ พวกเขามักจะเลือกอยู่ห้องเดียวกับพวกรุ่นเดียวกันเพราะหวาดกลัวเหล่ารุ่นพี่ หรือไม่ก็อาจจะกลัวไม่มีเพื่อนรุ่นเดียวกัน ดังนั้นเวลาเลือกห้องพักในชั้นปีที่หนึ่งจึงเลือกอยู่กับคนรุ่นเดียวกันมากกว่าจนเข้าใจไปเองว่าไม่สามารถเลือกห้องอยู่รวมกับพวกรุ่นพี่ได้ ทว่าในความเป็นจริงแล้ว...หากแสดงเจตจำนงต่อพนักงานเพื่อเลือกห้องร่วมกับรุ่นพี่ สิ่งนี้ยังทำได้อยู่ แม้ว่าอาจจะได้รับสายตารำคาญใจก็ตาม
คำตอบของอันซูหยวนทำให้จูหลิวหลี่ที่เตรียมหาเรื่องชะงักไป คำตอบนี้ไม่ได้หักหน้าเธอ และก็ไม่ได้ยอมรับที่จะทำตามคำสั่งของเธอด้วย มันเป็นคำตอบกลางๆที่ทำให้เธอไม่อาจจะโกรธเคืองต่อไปได้จริงๆ
อันซูหยวนคนนี้รู้ฐานะตนเองดี ถึงกับยอมรับออกมาตรงๆว่าไม่มีความรู้และอ่อนด้อย คนที่ต้องการกดข่มตนเองอย่างจูหลิวหลี่เมื่อได้ยินคำของอันซูหยวนก็ไปไม่เป็น เธอเคยเห็นแค่ผู้หญิงน่ารังเกียจจากเขตกลางที่ยั่วยวนบิดาของเธอจนเข้ามาอยู่ในบ้านหลักได้เท่านั้น ไหนเลยจะเคยรับมือกับคนถ่อมตัวเช่นนี้
เมื่อไม่รู้ว่าควรจะแสดงออกอย่างไร จูหลิวหลี่ก็เม้มริมฝีปากแน่นแล้วสะบัดหน้าหนี
“ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจเธอ ฉันแค่หวังดีเผื่อว่าเราจะได้เป็นเพื่อนร่วมห้องกันก็เท่านั้น” จางหลิวหลี่ยักไหล่ทำเป็นไม่สนใจ ทว่าในความเป็นจริงแล้วกลับรู้สึกอึดอัดใจอย่างบอกไม่ถูก
เธอไม่ถูกชะตากับอันซูหยวนเพราะอีกฝ่ายมาจากเขตชั้นนอก เป็นเขตที่เธอเชื่อว่าไร้เกียรติไร้ศักดิ์ศรีที่สุด เพื่อให้ได้ความสุขสบาย จะต้องเกาะติดเหล่าคนจากเขตชั้นในเช่นพวกเธอ คนที่เธอเกลียดเป็นคนจากเขตชั้นกลางซึ่งฐานะดีกว่าเขตชั้นนอกด้วยซ้ำก็ยังน่ารังเกียจได้ถึงขนาดนั้น คนจากเขตชั้นนอกก็ควรจะน่ารังเกียจมากกว่าสิ แต่ทำไม...นักเรียนร่วมชั้นคนนี้จึงต่างออกไป
จางหลิวหลี่รับมือกับความเฉยชานี้ไม่ถูก สุดท้ายเธอก็รีบเดินจากไปทั้งอย่างนั้น หลายคนที่คาดหวังว่าจะมีเรื่องวิวาทระหว่างทั้งสองคนก็ได้แต่ถอนหายใจออกมา การที่ทั้งสองไม่ต่อสู้กันก็หมายความว่าไม่มีอะไรให้พวกเขาได้ดูอีก
“ตอนนี้ฉันขอลงทะเบียนได้หรือยังคะ” อันซูหยวนเห็นว่าจางหลิวหลี่จากไปแล้ว เธอก็เดินเข้าไปถามพนักงานของสถาบันทันที เชื่อได้เลยว่าถ้าเข้าไปถึงตัวอีกฝ่ายช้ากว่านี้ ทางนั้นจะต้องมีข้ออ้างว่าติดงานเอกสารอยู่อีกเป็นแน่
เมื่อเห็นท่าทางของอันซูหยวน พนักงานก็ลอบเบะปากเล็กน้อย เธอไม่อยากทำงานลงทะเบียนให้หญิงสาวเลย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ไล่ให้ไปรออีกครั้งก็แค่ได้กลั่นแกล้งเล็กๆน้อยๆเท่านั้น ดูไปเหมือนอีกฝ่ายจะมีความสุขกับการที่ได้นั่งรอเมื่อครู่ด้วยซ้ำไป ดังนั้นการกลั่นแกล้งคนที่ไม่สนุกนี้จึงถือว่าเป็นการเสียเวลาเปล่า สุดท้ายการรีบทำงานให้เสร็จแล้วจะได้ไม่เห็นหน้าเห็นตาที่น่ารำคาญของอีกฝ่ายอีกก็เป็นเรื่องดีกว่า
เหมือนกับที่อันซูหยวนเตรียมการเอาไว้ตั้งแต่แรก เธอเลือกที่จะลงทะเบียนวิชาภาคบังคับทั้งสามวิชา และวิชาเสริมอีกสองวิชาคือ “วิชาการใช้หอกพื้นฐาน” และ “วิชาใช้ธนูพื้นฐาน”
เมื่อเห็นเธอลงทะเบียนสองวิชานี้ สายตาของพนักงานสถาบันก็มีประกายดูถูกเล็กน้อย แต่เธอไม่ได้มีหน้าที่แนะนำให้แก่ใคร หลังจากที่อีกฝ่ายแจ้งความประสงค์ในการลงทะเบียน เธอก็จัดให้ตามคำขอ ส่วนเรื่องที่หลังจากนี้จะเรียนหนักเกินไปจนไม่จบการศึกษาก็ไม่ใช่ปัญหาของเธออีกต่อไปแล้ว
เนื่องจากไม่มีผู้ใดเลือกเรียนวิชาต่อสู้ทั้งสองวิชา แถมเป็นวิชาใช้อาวุธทั้งสองวิชาด้วย ดังนั้นการเลือกของอันซูหยวนจึงทำให้นักเรียนหลายคนหัวเราะออกมา
“สมกับที่มาจากเขตชั้นนอกจริงๆ”
“นั่นน่ะสิ คงอยากจะรีบๆเรียนให้แข็งแกร่งเร็วๆ แต่อันหนึ่งเรียนอาวุธประชิด อันหนึ่งเรียนอาวุธระยะไกล แถมทั้งสองอันยังเลือกเรียนในภาคเรียนเดียวกันทั้งหมด เช่นนี้จะฝึกฝนได้มากสักเท่าไรเอง...สุดท้ายแล้วการจับปลาสองมือเช่นนี้มีแต่ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จ ไม่มีความโดดเด่นเลยสักด้านต่างหาก”
“พวกเธออย่าลืมว่าคนจากเขตชั้นนอกนั้นไม่มีวิชาประจำตระกูลนะ นักเรียนใหม่คนนี้อยากจะคว้าจับเอาวิชาต่อสู้ทั้งหมดมาไว้ในมือก็ถูกแล้ว ที่บ้านฉันน่ะเรียกคนแบบนี้ว่า “โลภมาก” รอจนกว่าจะได้เรียนจริงๆแล้ว เดี๋ยวก็ต้องมาลาออกรายวิชาเอาทีหลังเองนั่นแหละ”
“ลาออกรายวิชาก็เท่ากับเธอต้องเรียนในภาคเรียนหน้าเพิ่มอีกเป็น 6 วิชา นั่นมีแต่จะทำให้เรื่องมันยากมากกว่าเดิมก็เท่านั้น”
“นั่นก็เป็นปัญหาของเธอแล้ว”
“นั่นน่ะสิ ไม่น่าแปลกใจเลยที่สถาบันของพวกเรา คนที่มาจากเขตชั้นนอกมักเรียนไม่ค่อยจบ”
“ใช่ ต่อให้มีพลังแข็งแกร่งจนไปเตะตาเหล่าตระกูลใหญ่มากแค่ไหน สุดท้ายแล้วก็มาตกม้าตายที่นี่กันทั้งนั้น” นักเรียนที่อยู่รอบๆพูดคุยกันเองอย่างสนุกสนาน พวกเขากำลังคาดเดาอนาคตของอันซูหยวนกัน โดยมีแนวโน้มว่าจะคิดตรงกันก็คือ...อันซูหยวนไม่น่าจะจบการศึกษาจากที่นี่ได้
แน่นอนว่าหญิงสาวรู้ว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่ วิชาหอกพื้นฐานเป็นการฝึกฝนเพื่อเพิ่มศักยภาพในการใช้ “พลั่ว” ของเธอเอง อาวุธที่มาจากฟาร์มนั้นเป็นอาวุธที่เธอเชื่อใจได้ เนื่องจากมันไม่มีวันถูกทำลาย และไม่มีวันหายไปจากมือของเธอได้ ทุกครั้งที่เธอเรียกเข้าเก็บในฟาร์ม มันก็จะปรากฏอยู่ที่นั่น เมื่อเธอเรียกกลับมาที่มือของเธอ มันก็จะปรากฏขึ้นมา ด้วยความสามารถนี้...อันซูหยวนสามารถหาข้อได้เปรียบจากมันได้
ในขณะที่วิชาใช้ธนูพื้นฐานนี้ก็เป็นกันฝึกฝนเพื่อปิดช่องโหว่ของเธอเอง เพื่อไม่ให้ต้องรอการปะทะในระยะประชิดเท่านั้น หากเจอศัตรูที่โจมตีระยะไกลแล้วเว้นระยะห่างจากเธอ อันซูหยวนจะใช้ธนูที่เลือกมาจากตระกูลจางเพื่อโจมตีศัตรูเช่นนั้น อ่า...ต้องบอกว่าความคิดของอันซูหยวนแปลกประหลาดเช่นนี้ ต้องบอกว่าเธอวางรูปแบบในการต่อสู้ของตนเองต่างจากคนอื่นตั้งแต่แรกต่างหาก
คนมากมายกระทั่งรุ่นพี่ทั้งสองคนก็ยังรวมกลุ่มกันเพื่อล่า ดังนั้นจะเน้นฝึกความสามารถอย่างใดอย่างหนึ่งไปเลยก็ไม่แปลก แน่นอนว่าด้วยวิธีแบบนั้นจะทำให้พวกเขาก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ทว่า...อันซูหยวนไม่มีความคิดที่จะรวมกลุ่มกับใคร
ด้วยนิสัยของเธอ เธอวางแผนล่าของตนเองเอาไว้แล้ว และเป็นแผนการล่าที่ไม่ต้องหวังพึ่งพาใคร อันซูหยวนเป็นพวกขี้รำคาญและมีนิสัยเหมือนกับคนบ้า ตราบเท่าที่งานยังไม่ได้ตามเป้าหมาย เธอก็ไม่อยากหยุดพัก หากต้องล่าเป็นทีมแล้วสมาชิกในทีมคนอื่นๆไม่เห็นด้วย อย่างนั้นเธอก็ต้องรอจนกว่าพวกเขาจะพร้อม สิ่งนั้นคงทำให้เธอรำคาญใจอย่างมาก
เพื่อที่จะได้ไม่ต้องปวดหัวกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ อันซูหยวนเลือกที่จะค่อยเป็นค่อยไปในแบบของเธอดีกว่า ช้ากว่าคนอื่นหน่อยก็ไม่เป็นไร เธอสามารถเอาความบ้าของเธอเข้าแลกได้
ถ้าคนอื่นฝึกฝน 5 ชั่วโมงเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งในการต่อสู้หนึ่งวิชา อย่างนั้นอันซูหยวนก็ฝึกสัก 10 ชั่วโมงก็จะสามารถมีความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับพวกเขาแล้ว แต่ที่เธอได้ก็คือความแข็งแกร่งของสองวิชา...
หลังจากที่ตัดสินใจดีแล้ว ถัดไปก็เป็นการเลือกห้องพัก อันซูหยวนขอให้เจ้าหน้าที่เลือกห้องพักของรุ่นพี่ชั้นปีที่สี่ที่ว่างอยู่ แม้เจ้าหน้าที่จะไม่พอใจเพราะต้องไปรื้อข้อมูลอื่นๆออกมาด้วย ทั้งยังเป็นข้อมูลที่ไม่ได้เตรียมพร้อมเอาไว้ แต่อันซูหยวนก็ยังรออย่างใจเย็น
ต่อให้เจ้าหน้าที่จะแกล้งทำงานช้าแล้วให้เธอยืนรอเกือบครบหนึ่งชั่วโมงก็ตาม....
สุดท้าย อันซูหยวนจึงได้พักกับพวกรุ่นพี่ชั้นปีที่สี่เป็นกรณีพิเศษ ไม่เคยมีนักเรียนปีหนึ่งคนไหนตัดสินใจเลือกแบบนี้ และต่อให้พวกเขารู้ ก็คงจะไม่เลือกมันอยู่ดี
เด็กสาวไม่ได้มีสัมภาระมากมายอะไรอยู่แล้ว เมื่อเลือกห้องได้ เจ้าหน้าที่ก็มอบกุญแจห้องให้เธอ ในขณะที่นักเรียนปีหนึ่งคนอื่นๆเดินไปที่หอพักเดียวกันทั้งหมด แต่อันซูหยวนกลับต้องเดินไปคนเดียวที่ตึกนักเรียนชั้นปีสี่ที่เป็นเหมือนตึกร้าง
เนื่องจากนักเรียนชั้นปีที่สี่ยังไม่เข้ามาที่สถาบันในช่วงนี้ และส่วนใหญ่พวกเขาก็ไม่ค่อยมีวิชาพื้นฐานความรู้ภาคทฤษฎีให้เรียนแล้ว ดังนั้นตึกของนักเรียนชั้นปีที่สี่จึงเป็นเช่นนี้อยู่เสมอ
มันก็เหมือนกับปีต่อๆไป นักเรียนชั้นปีที่หนึ่งมักจะได้อยู่ตึกเดียวกันไปตลอดจนกว่าจะจบปีการศึกษา พอพวกเขาขึ้นปีสี่...ตึกที่คึกคักเวลานี้ก็จะค่อยๆไร้ผู้คนต่อไป ในขณะที่ตึกของนักเรียนชั้นปีสี่ตอนนี้ก็จะกลายเป็นที่เลือกอยู่อาศัยของนักเรียนชั้นปีหนึ่งในปีหน้า แล้วมันก็จะกลับมาคึกคักอีกครั้ง
ห้องพักที่ซูหยวนเลือกนั้นมีสมาชิกตระกูลจางอยู่หนึ่งคน และอีก 2 คนมาจากตระกูลกวน และตระกูลเมิ่ง ถึงจะยังไม่ได้รู้จักนิสัยของทั้งสามคน แต่ดูจากการที่พวกเขาอยู่กับสมาชิกตระกูลจางได้ อย่างนั้นก็น่าจะปลอดภัยดีสำหรับเธอ
ตอนนี้ซูหยวนมีเจ้านายเป็นองค์กรนักล่าของตระกูลจาง หากเธออยู่ร่วมกับพวกเขาก็ยังมีโอกาสได้เรียนรู้เกี่ยวกับตระกูลของเจ้านายเพิ่มขึ้นด้วยไม่มากก็น้อย
แน่นอนว่ามันคงดีกว่า...หากทั้งสามคนไม่อยู่ห้อง แล้วปล่อยให้เธอครอบครองพื้นที่ห้องนี้เพียงลำพังล่ะนะ
…………………………………