บรรยากาศการประลองในปีนี้ดูเหมือนจะคึกคักกว่าทุกปี เวทีการประลองที่สี่เป็นเวทีการประลองที่เริ่มต้นได้อย่างรวดเร็วแล้วก็จบลงด้วยเวลาที่รวดเร็วเช่นกัน ภาพของเด็กหนุ่มที่เหล่าผู้คนต่างคิดว่าจะต้องพ่ายแพ้อย่างไม่ต้องสงสัยกลับทำให้ทุกคนต้องตกตะลึงอย่างช่วยไม่ได้ จากเหยื่อที่โชคร้ายตกอยู่ท่ามกลางวงล้อมของเหล่านักเวททั้งสิบสามคนกลับกลายเป็นนักล่าที่ไล่กำจัดนักเวททั้งสิบสามคนอย่างไร้ความปราณีใดๆไม่มีแม้แต่ผู้เดียวที่ได้รับการละเว้น
แอเรียสกลายเป็นม้ามืดในงานประลองในครั้งนี้ไปอย่างไม่ต้องสงสัย เด็กหนุ่มที่อยู่ดีๆก็โผล่มาจากไหนไม่มีใครทราบที่มา เด็กหนุ่มผู้ที่หายตัวไปเกือบหนึ่งเดือนอย่างไร้ร่องรอยกลับปรากฏตัวออกมาพร้อมกับพลังอันน่าหวั่นเกรง เพียงแค่มองดูการต่อสู้ของเด็กหนุ่มก็รู้ได้ว่านี่ยังไม่เป็นการเอาจริงเลยแม้แต่น้อย ไม่มีการใช้อาวุธใดๆในการต่อสู้ ไม่แม้แต่จะใช้มือในการต่อสู้ด้วยซ้ำไป มีเพียงขาและเท้าของเขาเท่านั้นที่ใช้ในการโจมตีคู่ต่อสู้ พลังของแอเรียสทำให้นักเวทหลายคนที่ถูกจัดให้อยู่กลุ่มที่หนึ่ง สอง และสามต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอก เพราะอย่างน้อยพวกมันก็ไม่ต้องพบเจอกับฝ่าเท้าอันไร้ความปราณีนั่น
นักเวทในเวทีการประลองที่สี่นอกจากแอเรียสแล้วก็มีอีกเก้าคนที่ผ่านเข้ารอบ พวกมันทั้งหมดไม่ใช่ผู้ที่เก่งกาจแต่อย่างใด พลังของพวกมันแข็งแกร่งที่สุดมีเพียงระดับนักเวทฝึกหัดขั้นที่ห้าเท่านั้น และมีคนหนึ่งที่เป็นเพียงนักเวทฝึกหัดระดับที่สอง มันเป็นคนที่ควรจะตกรอบไปด้วยซ้ำแต่นับเป็นโชคดีของมันที่มันอยู่ในจุดที่ห่างไกลจากแอเรียสมากที่สุด
“ เจ้าเด็กนั่นมันใครกัน ทำไมพลังของมันถึงได้แข็งแกร่งได้ถึงเพียงนั้น “
“ ดูเหมือนมันจะชื่อว่าแอเรียส เป็นหลานชายแท้ๆของท่านฟาร์ฮาน ความจริงข้าเองก็ไม่เคยเห็นตัวจริงของมันมาก่อนหรอกแต่เมื่อหนึ่งเดือนก่อนรูปของมันถูกติดประกาศตามหาอยู่ทั่วเมืองไปหมด ไม่รู้ทำไมอยู่ดีๆมันถึงโผล่มาในงานประลองได้ ไหนจะความแข็งแกร่งของมันอีก เจ้าเด็กนั่นมันอายุสิบหกปีจริงๆน่ะเหรอ "
“ ก็ไหนมีข่าวลือกันให้ทั่วว่าหลานชายของท่านฟาร์ฮานที่ชื่อว่าแอเรียสเป็นพวกไร้พลังเวทไม่ใช่รึยังไง แล้วเจ้าเด็กที่แข็งแกร่งราวกับปีศาจนั่นมันอะไรกัน หรือว่าข่าวลือนั่นจะเป็นเรื่องหลอกลวงกัน “
“ เรื่องนั้นข้าเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน หากเจ้าอยากรู้คำตอบก็ไปถามเจ้าเด็กนั่นดูสิ “
เสียงของสองบุรุษวัยกลางคนที่นั่งชมการประลองที่กำลังเฝ้ามองดูแอเรียสด้วยความสงสัย
เสียงวิจารณ์เช่นนี้ต่างอื้ออึงไปทั่วทั้งลานประลอง ความจริงแล้วทั่วเมืองเบอเนียร์มักไม่มีใครรู้จักหน้าตาของแอเรียสมากนัก จะรู้จักก็เพียงชื่อเสียงของกาฝากแห่งตระกูลสการ์เชียเท่านั้น แต่เมื่อหนึ่งเดือนก่อนรูปเขาก็ถูกติดประกาศอยู่ทั่วเมืองเบอเนียร์มันจึงทำให้หลายคนพอที่จะจดจำใบหน้าของเขาได้ และการที่ฟาร์ฮานสอดมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวในการเข้าร่วมการประลองของแอเรียสทำให้ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเด็กหนุ่มผู้ที่กำลังยืนเด่นอยู่กลางลานประลองที่สี่ต้องมีความเกี่ยวข้องกับฟาร์ฮานอย่างแน่นอน
ไม่ใช่เพียงแอเรียสเท่านั้นที่ตกเป็นเป้าสายตาของทั่วทั้งสนาม ตอนนี้ในตำแหน่งที่นั่งของตระกูลสการ์เชียก็ตกเป็นเป้าหมายเช่นกัน มาเรียที่กำลังนั่งกุมมือมองไปทางแอเรียสคล้ายกับว่านางกำลังลงไปต่อสู้ด้วยตนเองก็ไม่ปาน อัลเบิร์ตเองก็กำลังจ้องมองไปทางแอเรียสด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ มันเป็นวันที่ทั้งคู่เฝ้าฝันมาอย่างนานแสนนาน วันที่จะได้เห็นลูกชายของเขาจะแข็งแกร่งเหมือนกับนักเวทคนอื่น แต่ดูเหมือนสิ่งที่แอเรียสกำลังแสดงออกมาจะเกินกว่าที่ทั้งคู่เฝ้าฝันเอาไว้มากมายนัก
ในที่สุดหลังจากเวลาเลยผ่านไปพักใหญ่ การประลองในเวทีการประลองอื่นๆก็ทยอยจบลง เวทีการประลองที่สองเป็นเวทีแรกที่จบลงหลังจากเวทีการประลองที่สี่ นักเวทนามว่าลูเซียสดูเหมือนจะโดดเด่นที่สุดในเวทีการประลองนี้ การต่อสู้ของเขาคล้ายกับการเล่นสนุกแต่ก็เต็มไปด้วยการพลิกแพลงที่ยากจะรับมือ นักเวทผู้นี้เป็นหนึ่งในคนที่แอเรียสให้ความสนใจอยู่เช่นกัน เวทีการประลองที่หนึ่งมีนักเวทนามว่าอามันโด้ที่โจมตีออกมาได้อย่างดุดันและไร้ความปราณีใดๆ เปลวเพลิงอันบ้าคลั่งต่างโหมกระหน่ำโจมตีนักเวทคนอื่นอย่างไม่เลือกหน้า ส่วนเวทีการประลองที่สามเป็นเวทีการประลองที่จบลงเป็นอันดับสุดท้ายและดูเหมือนลูกพี่ลูกน้องของแอเรียสทั้งสองคนจะโชคดีได้อยู่เวทีประลองนี้ แอเรียสรู้สึกผิดหวังอยู่ไม่น้อยที่เขาไม่ได้อยู่เวทีประลองเดียวกับพวกมันทั้งสอง
“ พวกเจ้าทั้งหมดที่ยังยืนหยัดอยู่บนเวทีทั้งสี่สิบคนเป็นผู้ที่จะผ่านเข้าไปในการประลองรอบต่อไป!! สำหรับกติกาในการประลองรอบต่อไปพวกเจ้าจะต้องต่อสู้กันแบบตัวต่อตัว จะมีผู้ที่ชนะเพียงยี่สิบคนเท่านั้น และผู้ที่ชนะทั้งยี่สิบคนก็จะต้องต่อสู้กันแบบตัวต่อตัวจนเหลือสิบคน จากนั้นพวกเจ้าก็ต้องต่อสู้กันเองอีกครั้งจนเหลือเพียงห้าคน และท้ายที่สุดพวกเจ้าทั้งห้าคนก็ต้องสู้กันจนกว่าจะหาผู้ที่เป็นที่หนึ่งในการประลองในครั้งนี้!! “
เสียงประกาศของร็อกโก้ที่ประกาศกติในการประลองรอบต่อไปดังก้องไปทั่วบริเวณ ผู้เข้าร่วมการประลองทุกคนต่างเงี่ยหูฟังด้วยใจจดจ่อ การประลองรอบแรกนั้นเป็นเพียงการคัดผู้เข้าแข่งขันที่มีจำนวนมากเกินจำเป็นออกไปก็เพียงเท่านั้นส่วนการประลองในรอบถัดมาจะเป็นการสู้แบบตัวต่อตัวจนกว่าจะหาผู้ที่เป็นอันดับหนึ่งได้ ความจริงแล้วกติกาในรอบที่สองก็ค่อนข้างจะอาศัยดวงอยู่ไม่น้อย เพราะจะเป็นการสุ่มจับฉลากหาเพื่อหาคู่ประลอง การจะได้คู่ประลองแบบไหนก็แล้วแต่ดวงของแต่ละคนเช่นกัน
“ หมายเลขสิบห้าประลองกับ หมายเลขสองร้อยสามสิบสี่ “
เสียงของร็อกโก้ที่ประกาศหมายเลขของผู้เข้าประลองคู่แรกในรอบนี้ ผู้เข้าแข่งขันสองคนกระโดดขึ้นไปบนเวทีก่อนที่จะนำอาวุธออกมาเตรียมพร้อมในการต่อสู้
“ ดูเหมือนดวงข้าปีนี้จะดีไม่เบาแหะ ถึงได้มาเจอกับพวกกระจอกแบบนี้ “
ผู้เข้าแข่งขันหมายเลขสิบห้ามองไปยังคู่ต่อสู้ของตัวเองด้วยสายตาที่ดูถูก ผู้เข้าแข่งขันหมายเลขหนึ่งร้อยสามสิบสี่นั้นมาจากเวทีประลองที่สี่ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าหลายคนผ่านเข้ารอบนี้มาได้เพราะอาศัยโชคช่วยเท่านั้น มีหลายคนจากเวทีประลองที่สี่ที่ไม่สมควรจะผ่านเข้ารอบมาได้ด้วยซ้ำ และหนึ่งในนั้นก็คือเด็กหนุ่มที่กำลังยืนด้วยท่าทางประหม่าอยู่บนเวที มันเป็นเพียงระดับนักเวทฝึกหัดขั้นที่สองเท่านั้นแต่กลับต้องมาพบเจอกับคู่ต่อสู้ที่เป็นถึงระดับนักเวทฝึกหัดขั้นที่หก
การต่อสู้ระหว่างทั้งสองคนผ่านไปเพียงไม่ถึงห้านาทีในที่สุดผู้เข้าแข่งขันหมายเลขหนึ่งร้อยสามสิบสี่ก็พ่ายแพ้ลงด้วยสภาพสะบักสะบอม ด้วยระดับพลังที่ต่างกันกว่าสามขั้นทำให้ผลแพ้ชนะมันออกมาตั้งแต่แรกแล้ว แม้จะรู้สึกเจ็บใจแต่มันก็ไม่สามารถทำอะไรได้
“ หมายเลขหนึ่งร้อยห้าสิบเอ็ด ประลองกับ หมายเลขสองร้อยห้าสิบหก “
เสียงประกาศของร็อกโก้ดังขึ้นอีกครั้ง ในที่สุดก็ถึงตาของแอเรียส เขากระโดดขึ้นไปบนเวทีก่อนจะมองหาคู่ต่อสู้ของเขาที่ยังไม่ยอมขึ้นมาบนเวทีเสียที แต่หลังจากผ่านไปชั่วครู่ก็มีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งเดินขึ้นมายังเวที ภาพของเด็กหนุ่มตรงหน้ามันทำให้แอเรียสต้องยกยิ้มขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ เขามองไปยังมันด้วยสายตาที่ดูถูกคล้ายกับกำลังยั่วยุมันอยู่ สาเหตุที่แอเรียสทำเช่นนี้ไม่ใช่เป็นเพราะระดับพลังของเด็กหนุ่มตรงหน้ามีเพียงระดับนักเวทฝึกหัดขั้นที่สี่แต่เป็นเพราะเด็กหนุ่มตรงหน้าเป็นคนที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี
“ คิดว่าเป็นระดับผู้ใช้มนตราแล้วข้าจะกลัวเจ้ารึอย่างไร! พลังของเจ้ามันก็แค่ของหลอกเด็กเท่านั้นแหละ ข้าไม่รู้หรอกนะว่าเจ้าปิดบังเรื่องนี้มานานแค่ไหน แต่การที่เจ้าบังอาจหลอกลวงคนทั้งตระกูลข้าจะให้ท่านปู่ลงโทษเจ้าอย่างแน่นอน! “
เด็กหนุ่มตรงหน้าแอเรียสหาใช่ใครที่ไหน มันคือดาเนสลูกพี่ลูกน้องของเขานั่นเอง แม้ภายในใจจะรู้สึกหวาดกลัวแต่มันก็ยังคงพูดจาออกมาข่มขู่แอเรียสเพื่อสะกดข่มความกลัวในจิตใจของมันเอาไว้ ถึงแม้มันจะสัมผัสได้ถึงพลังของระดับผู้ใช้มนตราแต่มันเองก็ยังคงเคยชินกับการกดขี่แอเรียสอยู่เช่นเคย หลังจากผ่านมาหลายเดือนตอนนี้ระดับพลังของมันเพิ่มจากระดับนักเวทฝึกหัดขั้นที่สามเป็นขั้นที่สี่แล้ว
“ เจ้าเด็กนั่นแย่แน่ๆดันโชคร้ายมาเจอเจ้าแอเรียสจากเวทีประลองที่สี่ ข้าว่าคงไม่เกินหนึ่งนาทีเจ้าเด็กนั่นได้สะบักสะบอมแน่ๆ “
“ ไม่หรอกข้าว่าเจ้าแอเรียสคงไม่โจมตีหนักถึงเพียงนั้น คู่ต่อสู้ของมาจากเวทีประลองเดียวกับข้ามันชื่อว่าดาเนสเป็นลูกพี่ลูกน้องกับเจ้าแอเรียส ถึงอย่างไรมันก็ต้องไว้หน้าคนในตระกูลเดียวกัน หรือไม่เจ้าคนที่ชื่อดาเนสก็คงจะยอมแพ้ด้วยตัวเอง“
เสียงวิจารย์จากสองผู้เข้าแข่งขันที่พูดคุยอยู่ข้างๆเวทีการประลอง เดิมทีพวกมันจะรอดูการต่อสู้ที่ดุเดือดของแอเรียสแต่ดูเหมือนพวกมันจะต้องผิดหวังเสียแล้ว ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นคนในตระกูลเดียวกันแอเรียสคงไม่โจมตีอย่างดุเดือดเหมือนกับในรอบก่อนอย่างแน่นอน พวกมันทั้งสองจึงได้แต่ส่ายหัวด้วยความผิดหวัง แต่หลังจากนี้อีกไม่นานพวกมันคงจะต้องเปลี่ยนความคิดใหม่อย่างแน่นอน
คมเคี้ยววายุ !!
สายลมสีเขียวจางๆก่อนตัวบนฝ่ามือของดาเนสก่อนจะรวมตัวกันเป็นสายคมอันเกรี้ยวกราด มันรวมตัวกันคล้ายกับใบมีดรูปพระจันทร์เสี้ยวแล้วพุ่งมาโจมตีแอเรียสด้วยความรวดเร็ว แต่ในสายตาของแอเรียสทั้งการร่ายเวทและการโจมตีของมันช่างเชื่องช้าราวกับเด็กพึ่งฝึกหัดเวทมนตร์
“ เจ้าเป็นเต่ารึอย่างไรกัน เสียแรงที่เกิดมามีธาตุวายุ “
น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความดูถูกกระซิบที่ใกล้หูของดาเนส มันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแอเรียสมาอยู่ที่ด้านข้างของมันตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ทันทีที่มันรู้สึกตัวฝ่าเท้าของแอเรียสก็โจมตีไปที่ข้างลำตัวของมันเสียแล้ว ความรู้สึกเหน็บชาอย่างบอกไม่ถูกแล่นไปทั่วร่างของมัน ลูกเตะของแอเรียสแม้หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นเพียงการโจมตีด้วยฝ่าเท้าธรรมดาแต่ความจริงแล้วมันเป็นการโจมตีด้วยสายฟ้าจางๆไปด้วย
ทันใดนั้นดาบยาวเล่มหนึ่งถูกนำออกมาจากแหวนมิติของดาเนส มันเป็นอาวุธเวทระดับต่ำที่ดาเนสได้รับมอบมาจากเมอร์สันก่อนที่จะเข้าร่วมการประลองในครั้งนี้ เดิมทีมันจะเก็บเอาไว้เป็นไพ่ลับแต่ดูเหมือนตอนนี้จะถึงเวลาที่มันต้องนำออกมาใช้แล้ว แอเรียสมองมันด้วยความแปลกใจอยู่ชั่วครู่แต่ก็ไม่ได้ให้ความสนใจมันมากนัก ดาบยาวในมือของดาเนสหากนำมาเทียบกับดาบอสูรมายาแล้วก็ไม่ต่างจากเศษเหล็กดีๆนี่เอง ทั้งการสลักวงจรเวทอันสะเปะสะปะบนตัวดาบ ทั้งโลหะที่หลอมออกมาได้ไม่ดีนัก สำหรับแอเรียสมันก็มีค่าไม่ต่างจากอาวุธธรรมดาเลยแม้แต่น้อย
แม้จะเป็นเพียงอาวุธเวทระดับต่ำแต่เมื่อตัวดาบถูกห่อหุ้มด้วยเวทวายุมันก็โจมตีออกมาด้วยความรวดเร็วขึ้น การที่มีอาวุธเวทอยู่ในมืออาจจะทำให้ดาเนสแข็งแกร่งขึ้นแต่มันก็ไม่ใช่กับการที่ต้องพบเจอกับแอเรียส
ฟรึดดด !!
เป็นอีกครั้งที่ดาบยาวในมือของดาเนสโจมตีโดนกับความว่างเปล่า
ปั๊กกก !!
และเป็นอีกครั้งที่เท้าของแอเรียสเตะไปยังร่างของดาเนส ตอนนี้ทั่วร่างของดาเนสมีแต่รอยพกช้ำไปทั่วร่าง ไม่ใช่เป็นเพราะความแข็งแกร่งหรือว่าพลังใจที่ทำให้มันยังคงยืนหยัดได้อยู่ถึงตอนนี้แล้วไม่สลบลงไปเหมือนกับคนอื่นที่พบเจอกับแอเรียส แต่เป็นเพราะแอเรียสยั้งแรงเอาไว้ไม่ให้โจมตีจนมันสลบลงไปและเขาก็โจมตีโดยเลี่ยงจุดที่ทำให้มันสลบลงไปตลอด
“ ยอ..พะ !! อั๊กกก “
ดาเนสคล้ายกับกำลังพูดอะไรบางอย่างแต่ก็มีฝ่าเท้าของแอเรียสเตะเข้าที่ปากของมันอย่างทันท่วงทีแม้แต่ผู้คนที่ยืนอยู่ข้างเวทีประลองก็ไม่อาจคาดเดาคำพูดของมันได้มากนัก
โลหิตไหลออกมาจากปากของดาเนสพร้อมกับฟันสองซี่หลุดล่วงออกมา ใบหน้าของมันบวมแดงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มันมองไปทางแอเรียสด้วยท่าทางพะอืดพะอม ขาของมันตอนนี้เริ่มสั่นก่อนจะก้าวถอยหลังด้วยความหวาดกลัว มันเป็นความหวาดกลัวที่มันไม่คิดว่ามันจะต้องมีให้กับลูกพี่ลูกน้องที่มันเฝ้ากลั่นแกล้งมาทั่วทั้งชีวิตคนที่มันเคยมองราวกับเป็นเพียงวัชพืช
“ มันยังไม่จบง่ายๆของดาเนส ข้ายังไม่ได้ตอบแทนที่เจ้าคอยดูแลข้ามาตลอดเลย “
รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของแอเรียส มันเป็นรอยยิ้มคล้ายกับผู้ที่กำลังยินดีกับบางสิ่ง แต่สำหรับดาเนสแล้วมันเป็นรอยยิ้มที่ราวกับปีศาจที่กำลังไล่ล่ามันอยู่เสียมากกว่า