ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 51 ชุดเกราะวิญญาณแผลงฤทธิ์

            ประตูของคฤหาสน์ก็เปิดกว้างทิ้งเอาไว้แบบนี้ ดูคล้ายกับหน้าคนที่กำลังยิ้มกว้างด้วยท่าทางเยาะเย้ยใส่เหล่าทหารองครักษ์แห่งราชวงศ์ที่กำลังยืนหงุดหงิดอยู่ด้านนอก

            แต่ก็ยังไม่มีใครกล้าเดินเข้าไปเลยแม้แต่คนเดียว

            ชื่อเสียงเรื่องความอำมหิตของหลินหยางนั้นดังกระฉ่อนไปไกลแม้แต่ในราชสำนักเองยังรับรู้ถึงความโหดเหี้ยมของเขาแล้ว พวกเขาต่างก็รู้ว่าการส่งคนธรรมดาเข้าไปก็ไม่ต่างอะไรกับการส่งหมูให้โรงเชือด

            “ตามข้ามา!!”

            เหวินไท่เป่ยที่เมื่อครู่ถูกเจ้าหั่วเอ๋อร์กล่าววาจายั่วยุใส่นั้นก็อารมณ์ขึ้นทันทีเขาจึงสะบัดมือสั่งการ อาสานำคนเข้าไปในคฤหาสน์เป็นคนแรก

            แต่มีเสียงๆ หนึ่งดังขึ้นมาหยุดเขาไว้ “หยุด...”

            เหวินไท่เป่ยหยุดชะงักดังกึกทันที

            แค่คำๆ เดียวก็สามารถหยุดคนทั้งหมดเอาไว้ได้ราวกับมีเวทมนตร์ก็ไม่ปาน

            เป็นเสียงของต้วนเทียนหยานั่นเอง

            ใครก็ตามที่รู้เรื่องภายในของราชสำนักต่างก็รู้กันดีว่าต้วนเทียนหยาที่เป็นบุคคลในตำนานผู้นั้นมีจุดเด่นอยู่อย่างหนึ่งนั่นก็คือเขาเป็นคนที่พูดน้อยมากๆ

            ถ้าสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อออกมาสามารถอธิบายได้ด้วยคำๆ เดียว เขาจะไม่พูดมากกว่านั้นเลยแม้แต่ครึ่งคำอีกทั้งยังมีน้ำเสียงที่แหบแห้งแปลกประหลาดราวกับเสียงเหล็กขูดกันแต่ถึงจะแปลกประหลาดเพียงใดก็ไม่มีใครกล้าขัดคำสั่งเขา

            คำพูดเพียงหนึ่งคำของต้วนเทียนหยาก็สามารถหยุดเหวินไท่เป่ยได้แล้วหวังหมิงชงรีบวิ่งไปที่เกี้ยวของต้วนเทียนหยาแล้วถามเขาว่า

            “ท่านหัวหน้าต้วน ท่านหมายความว่าอย่างไรหรือ?”

            “ด้วยกัน...” เสียงแหบแห้งของต้วนเทียนหยาดังขึ้นอีกครั้ง

            ปรมาจารย์ดาบผมขาว เซี่ยชางไห่ก็กล่าวเสริมขึ้นมาด้วยว่า “อาจารย์ต้วนพูดถูกแล้วคฤหาสน์นี่ดูแปลกประหลาดสุดแสน เกรงว่าพวกมันอาจจะเตรียมกลไกกับดักเอาไว้ข้างในแล้วหากเข้าไปเดี่ยวๆ อาจจะตกหลุมมันได้...”

            แม้คนระดับเซี่ยชางไห่ยังต้องเรียกขานต้วนเทียนหยาว่า “อาจารย์”

            หวังหมิงชงยิ้มขึ้นพร้อมกับพยักหน้าตอบว่า “ท่านหัวหน้าทั้งสองพูดได้ถูกต้องที่สุด หึวันนี้พวกเรามีพวกท่านอยู่ด้วยแบบนี้ ไม่ว่าพวกตระกูลเวินจะวางแผนอะไรไว้ล้วนเป็นเรื่องไร้สาระทั้งสิ้น!! ทหาร จัดกลุ่มทหารเอาไว้สองพันคนจากนั้นก็ตามข้าและท่านหัวหน้าทั้งสี่เข้าไปข้างในเพื่อจับตัวเวินติ่งเทียนซะ!!”

            ขอรับ!!

            จิตสังหารระเบิดออกมาอีกครั้ง

            ต้วนเทียนหยาสามารถช่วยให้กองทัพหลีกเลี่ยงความเสี่ยงไปได้อย่างใจเย็นกองทัพกว่าสองพันคนพลันบุกทะลวงข้ามประตูเข้าไปในคฤหาสน์ทันที

            ข้างในนั้นเงียบเชียบราวกับบ้านผีสิง

            คนของตระกูลเวินทั้งหมดล้วนหายสาบสูญไปไม่เห็นแม้แต่เงาเห็นเพียงแต่ป้ายบานหนึ่งแขวนเอาไว้ โดยมีตัวอักษรเขียนไว้บนนั้นว่า

            รอพวกท่านที่สนามประลองเดินตรงมาแล้วเลี้ยวซ้ายจากนั้นเดินตรงไป

            นี่มันบ้าอะไรกัน?

            เข้าร่วมงานเทศกาลหรือย่างไร มีเขียนป้ายบอกทางด้วย?

            ไอ้การกระทำที่เหมือนการละเล่นแบบนี้ทำให้พวกหวังหมิงชงและเหวินไท่เป่ยถึงกับกัดฟันแน่น

            ไม่เคยมีใครบังอาจกล้าหยามเกียรติเชื้อพระวงศ์มากขนาดนี้มาก่อนเลย

            พวกเจ้าขุดหลุมฝังตัวเองเสียแล้วไอ้พวกตระกูลเวิน!!!!

            แต่ละย่างก้าวของคนกว่าสองพันคนเริ่มลงหนักมากขึ้นลมหายใจที่พ่นออกมาอย่างรุนแรงราวกับจะสามารถระเบิดความพิโรธออกมาได้แล้ว

            พวกเขาเดินตามทางที่เขียนเอาไว้ในป้าย ในที่สุดก็เข้ามาถึงลานประลองภายในคฤหาสน์อันใหญ่โตของตระกูลเวินแล้ว

            ภายในลานประลองนั้นมีเก้าอี้ถูกวางเรียงไว้อยู่หนึ่งแถวโดยที่มีเวินติ่งเทียนนั่งอยู่ตรงกลาง ด้านข้างเขาคือเหล่าผู้อาวุโสของตระกูลเวินที่กำลังนั่งดื่มชาพูดคุยกับเวินติ่งเทียนอยู่โดยไม่ทุกข์ร้อนอะไร

            เหล่าลูกศิษย์ของตระกูลเวินทั้งยี่สิบคนกำลังยืนอยู่ด้านหลังของพวกเวินติ่งเทียนหนึ่งในนั้นมีเวินชิงชิงและเจ้านกขนแดงที่เพิ่งออกไปยั่วยุพวกทหารมาเมื่อครู่ยืนรวมอยู่ด้วย

            “โอ๋? ท่านประมุขชาของวันนี้รสชาติใช้ได้เลย ปกติท่านแอบซ่อนเอาไว้เพราะเสียดาย ไม่ยอมเอาออกมาดื่มสินะ?”อี้สิงอวิ๋นกำลังชมเชยชาในมือ ทำเหมือนไม่เห็นว่ามีคนเข้ามาเลยด้วยซ้ำ

            เวินติ่งเทียนหัวเราะฮ่าฮ่าตอบกลับไปว่า “ฮ่าฮ่า!! ต้องขออภัยท่านอาจารย์อี้ด้วยชา ‘หนิงปี้หาน’ นี่เหลือไม่เยอะแล้วแต่วันนี้เป็นวันดี ข้าเลยนำมันมาแบ่งปันให้หลินอี้และพรรคพวกทุกท่านได้ดื่มกัน!!”

            หลินหยางกำลังนั่งอยู่ทางฝั่งขวาของเวินติ่งเทียนกำลังเป่าใบชาในแก้วเบาๆ ดูผ่อนคลายมากเหลือเกิน

            พอเห็นท่าทางของพวกตระกูลเวินแล้ว หวังหมิงชงก็เหลืออดทันที

            วันนี้เป็นวันดีอย่างนั้นรึ?

            เจ้าบ้าไปแล้วสินะเวินติ่งเทียน!!!!

            แต่ในขณะที่เขากำลังหัวร้อนอยู่นั้นก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติบางอย่างเช่นกัน

            เจ้าพวกนี้มันสบายใจกันเกินไปแล้วเหมือนมันไม่ได้เห็นเรื่องอันตรายตรงหน้าอยู่ในสายตาเลยสักนิด

            แต่ไม่ว่ามันจะเตรียมอาวุธลับอะไรไว้ก็ตามแต่ในใต้หล้านี้จะมีของอะไรที่สามารถใช้ต่อต้านสี่หัวหน้าองครักษ์สุดแข็งแกร่งได้อยู่ด้วยหรือ?

            ไม่มีหรอกโดยเฉพาะกับบุคคลระดับตำนานสุดทรงพลังอย่างต้วนเทียนหยา!!

            พอหวังหมิงชงคิดได้อย่างนั้นก็มองไปทางเวินติ่งเทียนด้วยสายตาดุดัน พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “เวินติ่งเทียน ไม่ว่าเจ้าจะใช้ลูกไม้อะไรก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของเจ้าได้หรอกยอมแพ้แต่โดยดีซะ อย่างน้อยก็ยังพอปกป้องคฤหาสน์ตระกูลเวินอันใหญ่โตนี่ของเจ้าไว้ได้!!”

            ตรงข้ามนั้น

            เวินติ่งเทียนไม่ได้ตอบอะไรกลับไป

            ส่วนหลินหยางนั้นก็วางถ้วยชาในมือลงแล้วหันไปมองกองทัพทหารองครักษ์ที่ยืนเรียงแถวเป็นระเบียบอยู่ตรงหน้านัยน์ตาสองข้างเขาพลันเปล่งประกายแสงสีแดงออกมา วิชาเนตรเพลิงสุพรรณทำงานแล้ว

            มียอดฝีมือระดับเซียนเทียนขั้นท้ายมาด้วยถึงสามคนรวมเจ้าซูหมิงชุนคนเมื่อวันก่อนนั่นด้วยดูแล้วคงจะพาพวกหัวหน้าองครักษ์มาหมดทั้งสามคนเลยสินะ

            ส่วนคนที่อยู่ในเกี้ยวสีดำนั่น...

            หืม?

            หลินหยางขมวดคิ้ว

            แม้แต่ยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงมันก็พามาด้วยรึ?

            เนตรเพลิงสุพรรณของหลินหยางสามารถมองเห็นระดับความสามารถของศัตรูได้

            หลินหยางที่กำลังมองเข้าไปในเกี้ยวที่เต็มไปด้วยแสงสว่างของพลังฟ้าดินในใจก็เกิดความรู้สึกประหลาดขึ้น แต่ไม่นานความรู้สึกนั่นก็สลายหายไปทันที

            พวกราชสำนักของอาณาจักรชูอวิ๋นถึงกับส่งยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงออกมา

            แต่หลินหยางพอจะเดาได้แต่แรกแล้วว่าต้องเป็นแบบนี้เลยไม่มีความหวั่นไหวเกิดขึ้นแม้แต่เสี้ยวเดียว

            หลังจากงานเทศกาลขุมทรัพย์สมบัติวิญญาณเป็นต้นมาหลินหยางและเวินติ่งเทียนก็เตรียมความพร้อมไว้แล้วว่าจะต้องมีศึกกับพวกผู้ดูแลภายในอย่างแน่นอน

            การต่อสู้ครั้งนี้พวกมันจะต้องได้รับการสนับสนุนและการจับตามองจากราชสำนักด้วยแน่นอนอยู่แล้วซึ่งหลินหยางก็คิดจะใช้การประลองครั้งนี้ในการประกาศให้ทั้งอาณาจักรชูอวิ๋นรับรู้ว่า...ไม่ได้เป็นแค่ลูกไก่ในกำมือของผู้อื่นอีกต่อไป

            เขาจะใช้ชุดเกราะวิญญาณเหล็กทมิฬอันทรงพลังชุดนี้มาทำให้ตระกูลเวินกลายเป็นตระกูลที่แม้แต่ราชสำนักของอาณาจักรชูอวิ๋นยังต้องเกรงใจ!!

            หลินหยางจะใช้ทักษะการช่างที่ใช้ในการสร้างชุดเกราะสีดำทมิฬชุดนี้ดีดตัวเองขึ้นไปจนกลายเป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดของอาณาจักรแห่งนี้

            เมื่อถึงเวลานั้น จะเป็นเวลาที่เขาไปยืนอยู่ต่อหน้าของเฉินเฉาเกอแล้วฉีกกระชากหน้ากากจอมปลอมนั่นออกมา

            ดังนั้น ศึกในวันนี้มีความสำคัญเป็นอย่างมากสำหรับทั้งตัวเขาเองและตระกูลเวินเขาต้องทำออกมาให้ดีที่สุดเท่านั้น!!!!

            ในเมื่อมาเพื่อววิวาทกันแล้ว อีกทั้งศัตรูยังเป็นไอ้โจรชั่วน่ารังเกียจอย่างหวังหมิงชงอีกหลินหยางจึงไม่จำเป็นต้องเกรงใจอะไรมันอีก

            ตรงข้ามกันนั้น หวังหมิงชงเองก็หมดความอดทนแล้วเช่นกัน

            “เวินติ่งเทียน หลินอี้ เจ้าบังอาจแสดงท่าทีเยี่ยงนั้นกับคนอย่างข้าอย่างนั้นรึต้องโทษเพิ่มอีกหนึ่งขั้น!! ทหาร ไปจับตัวสองคนนั่นมาซะส่วนคนที่เหลือ มันผู้ใดบังอาจขัดขวางก็ให้จับมันมาด้วยเลย!!!!”

            ขอรับ!!

            เหล่าองครักษ์ตะโกนขานรับอย่างดุดัน จากนั้นก็กระจายตัวออกทันที

            ตอนนั้นเอง หลินหยางก็สะบัดมือไปหนึ่งทีจากนั้นก็มีเงาร่างสายหนึ่งเดินออกมาจากกลุ่มคนทั้งยี่สิบคนด้านหลังพวกเขา

            เวินเทา

            คุณชายลำดับที่สองแห่งตระกูลเวินกำลังยืนประจันหน้ากับเหล่าทหารองครักษ์

            อะไรกันนี่

            ทั่วทั้งสนามพลันเงียบลงไปชั่วขณะ

            จากนั้นเหล่าองครักษ์ก็พิโรธขึ้นมาทันที

            จะเอาแบบนี้จริงหรือ?

            แค่ไอ้เด็กน้อยระดับชุ่ยถี่นี่คนเดียวก็คิดจะสกัดพวกเราเหล่าทหารองครักษ์กว่าสองพันคนกับยอดฝีมือระดับหัวหน้าอีกสี่คนอย่างนั้นหรือ?

            ตกลงแล้วเป็นที่เขาสมองเพี้ยนไปแล้ว หรือไอ้หนุ่มนี่ไม่เจียมตัวรนหาที่ตายกัน?

            ถึงเวินเทามันจะเก่งแต่สุดท้ายก็ยังเป็นแค่ระดับชุ่ยถี่ขั้นท้าย อย่างอื่นยังไม่ต้องพูดถึงแค่ในกองทัพทหารองครักษ์นี่ก็มีทหารระดับหัวหน้ากองอยู่ถึงห้าสิบคนที่เป็นยอดฝีมือระดับเซียนเทียนขั้นต้นแล้วเวินเทาสำหรับพวกเขาก็ไม่ต่างอะไรกับของเล่นชิ้นหนึ่ง แล้วไอ้หนูนี่มันเอาอะไรมามั่นใจจนกล้าออกมายืนขวางไว้แบบนี้!!

            แต่ในเมื่อเวินเทามันออกมายืนขวางแบบนี้แล้วแถมยังกระดิกนิ้วท้าทายใส่หวังหมิงชงอีกแบบนี้

            เวลาแค่ไม่ถึงวัน เวินเทาก็เลียนแบบทักษะด้านการกวนประสาทของหลินหยางนั่นมาได้ถึงแปดส่วนคราวนี้ไม่ได้มีแค่หวังหมิงชงเท่านั้นที่โมโห แม้แต่เหล่าองครักษ์เองก็เดือดขึ้นมาด้วยแล้วเช่นกัน

            “จับตัวมันซะ!!”

            คนที่ทนมองท่าทางอันโอหังของเวินเทาไม่ไหวจนต้องส่งเสียงออกคำสั่งขึ้นมาคือหัวหน้ากองทหารคนหนึ่งที่ชื่อจ้าวชิงซึ่งเป็นยอดฝีมือระดับเซียนเทียนขั้นต้น

            พอกล่าวจบ จ้าวชิงก็พาทหารหนึ่งกองย่อยประมาณยี่สิบแปดคนพุ่งเข้าใส่เวินเทา

            เงาร่างที่สวมชุดเกราะสีทองเอาไว้นั้นรวดเร็วดุจเสือดาวทองคำยี่สิบแปดตัวโดยเฉพาะจ้าวชิงนั้นมีประกายแสงสีขาวของพลังฟ้าดินปล่อยออกมาทั่วร่างจนดูองอาจห้าวหาญเป็นอย่างมาก

            จ้าวชิงตวัดทวนยาวในมือขนาดยาวเกือบเมตรไปข้างหน้าโดยหวังจะซัดเจ้าหนูที่ไม่รู้จักเจียมตัวคนนี้ให้กระเด็นไปไกลๆ

            แต่ในเสี้ยวพริบตาที่ศัตรูกำลังพุ่งเข้ามาอย่างเกรี้ยวกราดนั่นเองเวินเทาก็เริ่มขยับตัว

            ประกายแสงสีดำสายหนึ่งพลันเข้าปกคลุมทั่วทั้งตัวของเขาอย่างรวดเร็วรอบตัวพลันมีบรรยากาศอันแสนกดดันเกิดขึ้นราวกับอสูรร้ายจากขุมนรกอันมืดมิดทำเอาคนของฝั่งหวังหมิงชงต่างก็เบิกตาโต

            เป็นไปได้อย่างไร!!!!

            แรงกดดันแบบนี้ ดูอย่างไรก็เป็นของระดับ...

            เหล่าทหารตกใจจนตอบสนองไม่ทัน เวินเทาในชุดเกราะสีดำนั้นพุ่งเข้าไปอยู่ในกลางวงของพวกเขาแล้ว

            ตูมม

            หนึ่งหมัดถูกชกออก

            ทั่วทั้งสนามก็มีเสียงระเบิดดังสนั่น

            จ้าวชิง ยอดฝีมือระดับเซียนเทียนผู้นั้นรู้สึกแค่ว่าหมัดของชุดเกราะสีดำชุดนั้นพลันเข้าประชิดตัวเขาด้วยความเร็วที่ยากจะเชื่อได้ว่าเป็นความจริงเขาใช้ทวนยาวเข้าสกัดแต่ก็รู้สึกเหมือนกับว่ามีอสูรนับร้อยตัวกระแทกเข้าใส่ทวนของเขาอย่างหนักหน่วงจนน่าหวาดกลัว

            กระเด็นไปแล้ว

            จ้าวชิงเป็นฝ่ายที่กระเด็นออกไปอย่างไม่ต้องสงสัย

            จอมยุทธ์ระดับชุ่ยถี่คนหนึ่งแค่สวมใส่ชุดเกราะสีดำทมิฬนั่นเข้าไป ก็แข็งแกร่งขึ้นจนถึงขนาดสามารถซัดยอดฝีมือระดับเซียนเทียนขั้นต้นจนปลิวกระเด็นไปได้

            พละกำลังที่แต่เดิมมีอยู่แค่สองพันชั่งนั้น อยู่ๆ ก็พุ่งขึ้นมาจนถึงหกพันชั่งเป็นอย่างต่ำได้!!!!

            ชุดเกราะออกศึกชิ้นนี้มันคืออะไรกันแน่!!!!

            หมัดแรกที่เวินเทาปล่อยออกมาก็สามารถทำให้อีกฝ่ายเกิดความหวั่นไหวขึ้นได้แล้ว

            แต่สิ่งที่เวินเทาจะทำให้ศัตรูตกใจนั้นยังไม่หมดเพียงเท่านี้

            หลังจากที่ชกจ้าวชิงจนปลิวได้ในหมัดเดียวแล้วเขาก็เปิดฉากรบเต็มอัตรา

            เขาแค่ตัวคนเดียวที่อยู่ในวงล้อมของทหารมือดีระดับชุ่ยถี่ขั้นท้ายกว่ายี่สิบคนนั้นไม่ต่างอะไรกับพยัคฆ์อันแสนดุร้ายในฝูงแกะไล่ขยี้ศัตรูที่แต่เดิมมีความสามารถเท่ากันกับตัวเองอย่างไร้เมตตา

            ความเร็วของเขานั้นสูงมาก สำหรับทหารองครักษ์ธรรมดานั้นแค่จะแตะให้โดนชุดเกราะของเขายังทำไม่ได้เลย เวลาผ่านไปเพียงแค่ครู่เดียวเหล่าทหารก็มีสภาพไม่ต่างอะไรกับเศษผักนอนเกลื่อนกลาดอยู่เต็มพื้น

            ซึ่งเวลาที่ใช้ไปทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต่อสู้นั้นสั้นมากไม่ถึงห้านาทีด้วยซ้ำ

            ช่วงห้านาทีที่ผ่านมานั้น ฝั่งของหวังหมิงชงไม่มีใครพูดอะไรออกมาเลยในสมองของพวกเขาสับสนมึนงงกันไปหมด

            ทั้งพละกำลังและความเร็วของเวินเทานั้นอยู่ในระดับเซียนเทียนขั้นกลางแล้วความสามารถของมันในตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับยอดฝีมือระดับเซียนเทียนทั่วๆ ไปเลยสักนิดเดียวนั่นหมายความว่าอะไรอย่างนั้นหรือ?

            มันหมายความว่าชุดเกราะสีดำทมิฬชุดนั้นมีความสามารถที่ทำให้จอมยุทธ์ระดับชุ่ยถี่ขั้นท้ายแข็งแกร่งขึ้นเท่ากับยอดฝีมือระดับเซียนเทียนขั้นกลางได้ในเสี้ยวพริบตา

            แบบนี้มันขี้โกงเกินไปแล้วโว้ย!!

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน