ดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน

    ตอนที่ 51 ดีใจที่ได้เป็นเพื่อนกับทุกคน

              แสงสว่างวาบส่องเรืองออกมาทางหน้าต่างของโรงยิมคลื่นกระแทกกระจายตัวลากผ่านกระจกบริเวณนั้นจนปริแตกเป็นวงกว้างสะเก็ดระเบิดปลิวว่อน เจาะกำแพงเป็นรูพรุน กลุ่มคนในขอบเขตรัศมีพลังทำลาย ถูกแรงอัดชิ้นส่วนฉีกขาดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย


              “แค่กๆ— ไอ้เวรนั่นทำลงไปจนได้นะ!”


              มิชิม่ารู้สึกตาพร่ามัวแก้วหูฉีกเล็กน้อยมีเลือดไหลออกมาจากใบหูโชคดีที่จับพรรคพวกใกล้ตัวมาใช้เป็นโล่มนุษย์บังสะเก็ดระเบิดได้ทันไม่งั้นสภาพคงไม่ต่างจากอินูอิมากนัก ซึ่งตอนนี้คงเหลือเพียงแค่เศษเนื้อ


              อินูอินับเป็นหนึ่งในเพียงไม่กี่คนที่มิชิม่ายอมเชื่อฟังเขานับถือในฝีมือต่อสู้อันโดดเด่น และยังเคารพอีกฝ่ายเหมือนพี่ชาย การจากไปอย่างกะทันหันเช่นนี้ทำให้เขารับไม่ได้


              ในใจร้อนรนอยากแก้แค้นแม้คนลงมือจะตายไปแล้วก็ตามทีแต่เขาจะเอาความแค้นนี้ทุ่มใส่พรรคพวกที่เหลือของมันทุกคน


              ฝุ่นควันยังไม่ทันจางลงดีมิชิม่านำคนส่วนหนึ่งออกตามล่ากลุ่มที่เพิ่งหลบหนีไปทันที



             

              ทางด้านคุราเบะซึ่งกำลังสู้อยู่ด้านบนเหตุการณ์ระเบิดเมื่อครู่นั้น ไม่ได้ทำให้ตัวเขารู้สึกยินดียินร้ายแม้จะรู้สึกเสียดายเล็กน้อยที่เสียมือดีไปหนึ่งคน


              ในสายตาคุราเบะการต่อสู้ซึ่งกำลังดำเนินอยู่ขณะนี้นั้น เหมือนการไล่ฆ่าอยู่ฝ่ายเดียวเสียมากกว่า ไม่มีใครมีฝีมือมากพอทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นได้สักนิด


              ‘มีแต่พวกอ่อนแอน่าเบื่อชะมัด’


              คุราเบะหักคอศัตรูในมืออย่างไม่ยี่หระเสียงการต่อสู้เริ่มเบาบาง ตามจำนวนศัตรูที่ลดลง


              หลังเก็บกวาดทุกอย่างเรียบร้อยคุราเบะเดินลงมาหาน้องชายของเขาซึ่งนั่งดูการต่อสู้อยู่บริเวณขอบเวทีอย่างสบายใจ


              “ขอโทษด้วยนะที่แผนของฉันทำให้นายต้องรู้สึกเบื่อน่ะ”


              ฮิราตะรู้ว่าพี่ชายของตนมีความหยิ่งทะนงในตัว


              “ทำไมทำหน้าแบบนั้น...นี่ยังไม่หายโกรธเรื่องของเกนโดอีกหรือไง”


              คุราเบะมองมาโดยไม่พูดอะไรไม่เปลี่ยนสีหน้าแม้เพียงเล็กน้อย


              “…”


              “ฉันรู้ว่านายอยากดวลกับหมอนั่นแต่ฉันไม่ต้องการให้แผนมีอะไรผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย …อะ—ไม่ได้หมายความว่านายจะสู้ไม่ไหวหรอกนะ”


              สองพี่น้องละม้ายคล้ายคลึงกันทั้งคู่กำพร้าตั้งแต่เล็ก ด้วยอายุที่ห่างกันเกือบสิบปีทำให้คุราเบะต้องคอยดูแลแทนในส่วนของพ่อแม่พอโตขึ้นก็เข้าสู่วงการใต้ดินเพื่อหาเลี้ยงชีพ ส่งเสียอีกฝ่ายเรียนจนจบเพื่อจะได้ไม่ต้องใช้ชีวิตดำมืดแบบเขา


              “เอาเถอะฉันจะทำตามการตัดสินใจของนายโดยไม่ถามเหมือนทุกครั้งนั่นแหละ”


              คุราเบะเผยยิ้มแฝงแววเสียดสี


              “อย่าทำเหมือนถูกโขกสับแบบนั้นสิฉันเห็นนายทุ่มเทออก”


              “สัมผัสกับความรู้สึกเลือดระอุบ้างก็ไม่เลว”


              ฮิราตะยักไหล่เมื่อได้ฟังคำตอบเช่นนั้นเขาเอียงคอสงสัยเปลี่ยนเรื่องถาม


              “มิชิม่าเอาคนส่วนหนึ่งออกไปตามล่าคนพวกนั้นนายไม่ตามไปด้วยจะดีหรือ”


              “เหอะต่อให้ผิดพลาดขึ้นมา ก็แค่เสียสุนัขล่าเนื้อเพิ่มไปอีกตัว... ว่าแต่นายเองเถอะในเมื่อจุดประสงค์สำเร็จลุล่วงเกือบหมดแล้วทำไมยังปล่อยให้เจ้าฟุรุคาว่าหนีไปได้แบบนั้น”


              ฮิราตะขยับแว่นแสร้งทำสีหน้าผิดหวัง


              “ทำไมถามแบบนั้น...นายน่าจะรู้จักนิสัยฉันดีที่สุดแท้ ๆ —เพราะจบแบบนี้มันไม่ตื่นเต้นน่ะสิฉันอยากมอบความสิ้นหวังครั้งสุดท้ายให้หมอนั่นเพื่อขอบคุณในความเหนื่อยยากสักหน่อยก่อนจากลา”



     

              “แฮ่ก...แฮ่ก—"


              เสียงหอบหายใจดังถี่ขึ้นไม่อาจหยุดฝีเท้าของตัวเองลงได้


              ฟุรุคาว่ารู้สึกเหมือนอะไรบางอย่างภายในใจกำลังบินหนีจากไปเขาปรารถนาความรู้สึกจะได้กลายเป็นที่ต้องการของคนอื่นสร้างสรวงสวรรค์ไว้รองรับความปรารถนาของตน ตั้งตัวขึ้นเป็นศาสดาสร้างฐานอำนาจบนหลังของเผ่าพันธุ์มนุษย์


              ทว่าตอนนี้ความฝันนั่นกำลังหลุดลอกออกไปทีละน้อยเหมือนกับกำแพงที่กระดำกระด่างเพราะลมฝนส่วนด้านหลังกำแพงนั้น...กลับไม่มีอะไรอยู่เลยเหมือนเป็นภาพมายาซึ่งอยู่ในความฝันอย่างไรอย่างนั้น


              “โธ่เว้ย! โธ่เว้ย! โธ่เว้ย!ไอ้พวกเดนสวะ ดันบังอาจมาหลอกใช้ฉันตามอำเภอใจ!”


              เขาจำเป็นต้องทำอะไรสักอย่าง


              ‘ฉันต้องแก้ไข...ฉันแก้ไขเรื่องนี้ได้ ทำให้ทุกอย่างกลับมาอยู่บนเส้นทางอย่างที่มันควรจะเป็น ใช่แล้ว...ฉันยังมีเหล่าสาวกอีกมากมาย ฉันจะนำกำลังกลับมาล้างบางพวกมันให้หมด!’


              ทว่าสิ่งที่ฟุรุคาว่าคาดหวังไว้ได้มลายสูญเมื่อเขาหนีหัวซุกหัวซุนกลับมาถึงฐานที่มั่น


              เบื้องหน้าเป็นกองภูเขาซากศพผู้คนหนีตายกันอลหม่านเมื่อเหล่าผีดิบบุกเข้ามาในเขตชุมชน


              “มันเป็นแบบนี้ไปได้ยังไง...”


              ในระหว่างที่กำลังคอตกหลุดความท้อแท้ออกมา ฟุรุคาว่าก็สัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง เมื่อจู่ ๆสรรพเสียงรอบกายกลับสงบเงียบจนแทบได้ยินจังหวะเต้นของหัวใจแรงลมจากพายุซึ่งกำลังพัดผ่านร่างกายพลันเรือนหายคล้ายกับว่ามีอะไรบางอย่างได้ทำลายความนิ่งของอากาศตรงนี้ ทำให้ภาพต่าง ๆ ดูเลือนรางขึ้น


              กระดูกท้ายทอยเสียววาบขึ้นอย่างกะทันหัน


              ฟุรุคาว่าตัดสินใจเอี้ยวหัวกลับหลังหันแสงสลัวซึ่งสาดส่องผ่านหมู่แมกไม้เหมือนจะเกิดการบิดเบี้ยวขึ้นมามันถูกบดบังด้วยบางสิ่งจนเกิดเป็นเงาอันน่าขนพองมันเป็นสิ่งมีชีวิตบางอย่างที่มีลำตัวใหญ่ยักษ์ยิ่งกว่าสิ่งมีชีวิตใดในโลกมาเปรียบเทียบได้ดวงตาแดงก่ำก้มลงมองมาท่ามกลางอัธกานต์ซึ่งถูกตัดขาดจากโลกภายนอก


              และต้องกลั้นหายใจเมื่อภาพนั้นฉายผ่านเข้ามาในดวงตามันยิ่งกว่าฝันร้ายทั้งหมดทั้งมวล ไม่ว่าซามูไรปีศาจเอย หรือพวกผีดิบเอยกลายเป็นเรื่องราวขบขัน เมื่อเทียบกับสิ่งที่ตนกำลังเผชิญอยู่ตอนนี้


              ขนลุกทั่วสรรพางค์กาย


              จากความโกรธแค้นเปลี่ยนเป็นความกลัวสุดขั้วหัวใจ


              “ช่วยด้ว—”

     


     


              กลุ่มของเรย์ซึ่งเหลือเพียงสี่คนพากันหนีออกมาถึงสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง ท่ามกลางเสียงฟ้าร้องคำรามอากาศเย็นชื้นคล้ายเมฆฝนพร้อมเทลงมา


              “เข้มแข็งไว้นะชิโฮะเธอจะต้องไม่เป็นอะไร”


              เขาวางร่างของชิโฮะที่กำลังหายใจดังระรัวลงบนม้านั่งตัวยาวเพื่อให้คัตสึรางิดูอาการหลังนำมัตสึบาระพิงไว้ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่งใกล้ ๆ อาการของเธอก็หนักหนาไม่แพ้กัน


              “อาการชิโฮะเป็นยังไงบ้างครับคุณหมอ”


              คัตสึรางิใช้พลังพิเศษช่วยวิเคราะห์สัมผัสร่างกายเด็กสาวผ่านเลือดเหนอะหนะซึ่งแผ่ซึมย้อมเสื้อจนเป็นสีแดงฉาน


              กระสุนฝังเข้าบริเวณอวัยวะสำคัญหลายจุดอัตราการเต้นของหัวใจลดลง ชีพจรอ่อน ความดันโลหิตลดลงเรื่อย ๆ อย่างน่ากลัว


              “ฉัน...ขอโทษ”


              คัตสึรางิส่ายหน้าพึมพำเบาๆ รู้สึกตีบตันในใจ ไม่อาจพูดอะไรได้มากกว่านี้


              ชิโฮะเสียเลือดมากเกินไปกระเป๋าอุปกรณ์ปฐมพยาบาล คัตสึรางิไม่มีโอกาสหยิบติดมือตอนหนีออกมาแถมเครื่องมือผ่าตัดยังไม่มีพร้อมสักอย่าง


              ในเวลานี้ไม่มีสิ่งได้สามารถช่วยยื้อชีวิตของเด็กสาวได้เลย


              “ไม่จริง...ไม่จริงใช่ไหมครับ”


              ใบหน้าเขาคล้ายกำลังวิงวอนอย่างหวาดหวั่นคล้ายต้องการคำโกหกและร้องขอความหวังแม้เพียงน้อยนิด


              จริงอยู่ที่ความสิ้นหวังสุดขีดมักก่อให้เกิดความหวังอันไม่สมจริงได้เพราะเมื่อถึงตอนนั้น นอกจากการทำให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้นด้วยวิธีนี้มนุษย์ก็ไม่สามารถทำอะไรอย่างอื่นได้อีกแล้ว


              สิ่งที่ต้องสูญเสียไม่เคยคิดเลยว่าจะมากมายถึงเพียงนี้


              เมื่อเผชิญกับความสูญเสียที่ไม่อาจเรียกคืนเขาหวาดกลัวจนสุดขั้วหัวใจ หวาดกลัวที่จะถูกทอดทิ้งเสียยิ่งกว่าความตายของเธอ


              “แค่ก ๆ...ไม่เป็นไรนะเรย์ ...อย่าร้องไห้ไปเลย”


              เสียงหายใจของเธอตื้นขึ้นและหยุดหายใจยาวขึ้นในความเจ็บปวดทรมานเกินจินตนาการนั้นเธอฝืนยิ้มอย่างเต็มที่ด้วยใบหน้าขาวซีดไร้เลือดฝาดผ่านริมฝีปากซีดเผือดเปื้อนเลือด


              เรย์รีบคุกเข่าลงข้างชิโฮะนำมือของเธอขึ้นมาแนบแก้มตัวเองไว้แน่น


              ทำไมถึงกลายเป็นเขาที่ได้รับการปลอบประโลมจากเธอช่างไม่ยุติธรรมเลยสักนิด


              “ได้โปรด...อย่าทิ้งฉันไปแบบนี้”


              “อึก—... ขอ... ขอโทษนะ...กลายเป็นฉัน ...ที่ต้องผิดสัญญาเองซะแล้ว”


              ชิโฮะเค้นแรงเฮือกสุดท้ายจนหอบตัวโยนร่างกายของเธอได้มาถึงขีดจำกัด


              สติสัมปชัญญะพร่าเลือนลงทุกขณะทว่าดวงตาดูราวกับกำลังมองเห็นความฝัน


              “ไม่เห็นต้องกังวลเลยพอเธอหายดีแล้ว พวกเราจะออกท่องเที่ยวรอบโลก ไปดูทิวทัศน์ที่ไม่เคยเห็นหาของอร่อยกินด้วยกันเยอะ ๆ เลยนะ”


              “…อือ ...ขอบคุณ ...นะ ...แค่นี้... ฉันน่ะไม่รู้สึกเดียวดายอีกต่อไปแล้วล่ะ ฉันดีใจเหลือเกิน... ฮึกที่ได้เป็นเพื่อนกับทุกคน—”


              ชิโฮะเอ่ยผ่านดวงตาเคลิบเคลิ้มในความฝันดวงตาที่กำลังช้อนมองเขา แต่ไม่ได้มองความเป็นจริงอีกแล้ว


              เธอเห็นภาพใบหน้าเปื้อนยิ้มของทุกคนที่นั่งล้อมวงกันในปาร์ตี้เหล่าหนุ่มสาวกำลังหัวเราะ พวกเขาเล่ามุกตลก พูดคุยกันเรื่อยเปื่อยแม้สีหน้าอิดโรยเต็มแก่ แต่กระนั้นก็ยังหัวเราะ


              มันเป็นสายสัมพันธ์ที่ทำให้เธอรู้สึกว่าการกินข้าวมันอร่อยได้ขนาดนั้นเลยนะ


              พวกพ้องที่ได้พบพานคือสิ่งล้ำค่าซึ่งไม่มีอะไรมาทดแทนได้


              ‘...งดงามและ...อบอุ่นเหลือเกิน’


              เด็กสาวยิ้มรับพร่ำรำพันความนึกคิดในห้วงวาระสุดท้ายเธออยากจากไปทั้งรอยยิ้มพร้อมกับโอบกอดความทรงจำอันแสนล้ำค่านั้นเอาไว้เธอจมลึกลงไป กล้ามเนื้อทุกส่วนผ่อนคลาย ความเจ็บปวดและความเศร้าสร้อยจางหายเธอพบความสุขในชั่วนิรันดร์ขณะหลับใหล


              และนั่นคือคำพูดสุดท้ายที่เรย์ได้ยินจากเพื่อนคนสำคัญ

     


              ใบหน้าของเด็กสาวประดับด้วยรอยยิ้มอิ่มเอมใจมาพร้อมกับความรู้สึกเดียวดายและไร้ทางไปของเรย์เขาถูกรุมเร้าด้วยความรู้สึกชิงชังตัวเองถึงขีดสุดกอบกุมมืออันเย็นเยียบของชิโฮะเอาไว้แน่นเฝ้าปรารถนาวิงวอนต่อพระเจ้าที่ตนไม่เคยศรัทธาให้นำเธอกลับคืนมา พลางสาปแช่งความไร้กำลังและน่าสมเพชของตนจากก้นบึ้งของหัวใจ


              อีกครั้ง—เป็นอีกครั้งที่คนสำคัญของเขาถูกพรากไปอย่างง่ายดายต่อหน้าต่อตา


              แล้วทำไมถึงยังเป็นเขาที่รอดอีกครั้ง


              ทำไมมีแต่เพื่อนของเขาค่อย ๆตายจากไปทีละคน


              ทำไมถึงผลักไสชะตากรรมแบบนี้ให้


              คำถามต่าง ๆล้วนผุดขึ้นมาอย่างไม่มีคำตอบ


              แล้วที่พวกเขาพยายามทำมาทั้งหมดนั้นเพื่ออะไรพวกเขามีชีวิตเพื่ออะไร เหตุใดพวกเขาถึงต้องทนเจ็บปวดทรมาน ต้องพลัดพราก สูญเสียทำร้ายกันเอง หรือตัวตนของมนุษย์จะมีเพียงแค่ความจอมปลอม จนไร้คุณค่าตัวตนทั้ง ๆที่กำลังพยายามมีชีวิตกัน


              คนมีชีวิตอยู่ต่างหากที่ทรมานเสียยิ่งกว่าความตาย


              ตอนนี้ทุกอณูของเขามันอยากจะยอมแพ้


              การยอมแพ้ให้กับโลกใบนี้คือเส้นทางที่เรียบง่ายที่สุด


              เรย์เข้าใจแล้วว่าการคงไว้ซึ่งความเป็นมนุษย์มันไม่ได้ช่วยอะไรเลย

     


              เด็กหนุ่มซบหน้าบนร่างชิโฮะสะอื้นแรงจนไหล่ไหว ร่างกายสั่นเทิ้มไม่มีทีท่าจะหยุดเกาะกุมมือเธอไว้แน่นไม่ยอมปล่อย


              คัตสึรางิทำได้เพียงลูบไหล่เด็กหนุ่มผู้ตกอยู่ในห้วงความเศร้าอย่างปลอบประโลม


              "พาเธอไปจากที่นี่กันเถอะเรย์คุงปล่อยเธอไว้แบบนี้ไม่ได้ เธอคงจะเจ็บมาก... เธอคงจะหนาวมาก"


              หญิงสาวรู้ดีว่าในช่วงเวลาแบบนี้ไม่มีคำปลอบใจใดสามารถบรรเทาความรู้สึกของการสูญเสีย และจิตใจอันแหลกสลายของเขาได้


              “โย่ว!...เจอตัวจนได้นะ ฉันมีหนี้แค้นต้องชำระกับแกอยู่จำได้หรือเปล่าไอ้หนูสกปรก”


              มิชิม่ากล่าวขณะเดินเข้ามาในเขตของสวนสาธารณะด้านหลังมีพรรคพวกอีกสามคนยืนคุมเชิงอยู่รอบนอก


              ทว่าคำพูดนั้นไม่ได้รับการตอบรับใด ๆทั้งสิ้น ดูเหมือนเจ้าเด็กเวรเบื้องหน้าเวลานี้ จะไม่รับรู้ถึงการมีตัวตนอยู่ของตนเลยสักนิดเอาแต่นั่งซบหน้าสะอึกสะอื้นกอดศพเน่า ๆ นั่นอยู่อย่างนั้น


              “ชิ...เห็นแล้วคลื่นไส้ชะมัด บนโลกใบใหม่นี้ไม่มีที่สำหรับคนอ่อนแอหรอกนะ”


              รอยยิ้มซึ่งเต็มไปด้วยความสมเพชปรากฏบนใบหน้ามิชิม่า


              ‘ใช่แล้ว โลกนี้ไม่มีที่สำหรับคนอ่อนแอ รวมถึงคุณก็ด้วย ...คุณอินูอิถึงจะตายโง่ ๆ ไปสักหน่อย แต่ในฐานะคนที่ฉันให้การนับถือจะช่วยสวดส่งวิญญาณเจ้าพวกนี้ไปอยู่เป็นเพื่อนให้เอง’


              “เพราะโลกนี้มันไม่ยุติธรรมยังไงล่ะไม่ว่าจะร้อง จะตะโกน หรือกรีดร้อง ก็ไม่มีวันที่ความช่วยเหลือจะมาถึงแกไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับโลกนี้เลย”


              มิชิม่าส่งเสียงหัวเราะเยาะดังลั่นโดยมีฉากหลังเป็นแสงและเสียงฟ้าผ่าคำรามอยู่เป็นระยะราวกับร่วมกันเย้ยหยัน


              ทว่าอีกฝ่ายยังคงไม่สนใจจนมิชิม่ารู้สึกหงุดหงิดเริ่มหมดอารมณ์


              “งั้นเหรอ ยอมแพ้แล้วสินะงั้นทางนี้จะเข้าไปเอง จะสับร่างของนายไปเรื่อย ๆ จนร้องขอว่าอยากตายเลย”


              คัตสึรางิยืนเอาตัวบังร่างของเรย์กับชิโฮะไว้


              “พอได้แล้ว! การโศกเศร้าต่อความตายของใครบางคนเป็นเรื่องปกติธรรมดาของมนุษย์ ...สัตว์ประหลาดโดยเนื้อแท้อย่างเธอคงไม่มีวันเข้าใจถึงมันได้หรอก”


              เธอเอ่ยด้วยดวงตาเปล่งประกายอันลุกโชนดุจเปลวเพลิงสีหม่นอัดแน่นไปด้วยความรู้สึกชิงชัง เหมือนหัวจิตหัวใจความเป็นมนุษย์ของคนพวกนี้ช่างเล็กน้อยเหลือเกิน


              “อยากตายมากนักรึไงฉันไม่ได้ใจดีเหมือนคุณอินูอิหรอกนะ”


              ดวงตาของมิชิม่าปรากฏเป็นแสงเตรียมใช้ความสามารถของเนตรมารในช่วงเวลาวิกฤติ ท้องฟ้ามีสายฟ้าวาบผ่านอีกครั้ง


              “อะ...”


              เสียงอุทานเบา ๆเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากของหญิงสาว


              ดวงตามิชิม่าสะท้อนใบหน้าซีดเผือดนั่นเห็นหญิงสาวเบิกตาโพล่ง ดวงตาจับจ้องผ่านเลยตัวเขาไปยังด้านหลัง


              ในวินาทีนั้นมิชิม่าสัมผัสได้ถึงความผิดปกติความรู้สึกเย็นยะเยือกอันยากควบคุมพุ่งขึ้นมาจากใต้เท้าลามถึงแผ่นหลังเขาถูกสังหรณ์ร้ายกระตุ้นเตือนให้รีบหันขวับกลับไป


              เสียงหายใจอันแปลกประหลาดดังเข้าไปถึงกลางใจด้วยความตื่นตะลึง


              พรรคพวกที่เหลือไม่ทราบแน่ชัดว่าหายไปไหนปรากฏเพียงหมาป่าสีดำมะเมื่อมตัวใหญ่ยักษ์ยืนสองขาแยกเขี้ยวหายใจฟึดฟัดข่มขวัญอยู่เบื้องหลังบริเวณปากเปรอะเปื้อนเต็มไปด้วยคราบเลือด


              ท้องฟ้าสว่างวาบเพียงพริบตาสะท้อนให้เห็นดวงตาของสัตว์ร้ายกำลังจ้องมองเหยื่อ ก่อนเสียงฟ้าผ่าดังกระหึ่มตามมามันดังพอกลบเสียงร้องครวญของเขาต่อจากนี้


              “ไคโด—”


              สิ้นสุดคำสุดท้ายหลุดออกจากปากอสูรสีดำตรงหน้าฉกลงฝังเขี้ยวคมกริบลึกจากช่วงไหล่ถึงลำคอมันสะบัดศีรษะดุจราชสีห์ยามกัดกระชากเนื้อ เลือดไหลพรากประหนึ่งก๊อกรั่ว


              “อะ...อ๊อก!”


              คัตสึรางิไม่กล้าขยับเขยื้อนเมื่อหมาป่าตัวใหญ่นั่นจ้องมองมาหลังมิชิม่าถูกจัดการ


              มันค่อย ๆเบือนสายตาไปยังมัตสึบาระซึ่งกำลังหายใจรวยรินนั่งพิงต้นไม้ ก่อนจะก้าวเข้าไปหาเหมือนไม่ได้เห็นคนที่เหลืออยู่ในสายตา


              “นั่นแกจะทำอะไรหยุดนะ!”


              คัตสึรางิรวบรวมความกล้าวิ่งไปหยิบปืนขึ้นจากศพของศัตรูแล้วตั้งท่าเล็งใส่หมาป่าซึ่งกำลังเข้าใกล้เพื่อนของเธอแม้มือที่ถือปืนอยู่นั้นจะสั่นเทาแค่ไหนก็ตาม


              มันชะงักเท้าหันกลับมามองเล็กน้อยก่อนจะทำในสิ่งที่หญิงสาวต้องตกตะลึง เมื่อร่างกายสูงใหญ่ค่อย ๆ ลดขนาดกระดูกลั่นดังก๊อบแก๊บ ขนหนาสีดำหดเล็กลงหายไปจนปรากฏให้เห็นผิวหนังแบบมนุษย์


              จากหมาป่าตัวใหญ่คืนรูปลักษณ์กลายเป็นผู้ชายวัยหนุ่มผิวสีแทนเข้มผมยาวสีดำขลับ ดวงตาสีมรกต ใบหน้าคมเข้มสูงประมาณร้อยเก้าสิบได้


              หลังคืนร่างเขาเหลือกางเกงขาด ๆเพียงตัวเดียว จึงเผยให้เห็นรอยสักตามตัว และมัดกล้ามอันแข็งแรง


              “ถ้าไม่อยากให้ผู้หญิงคนนี้เสียเลือดจนตายก็ตามมา”


              หมาป่าในร่างมนุษย์เอ่ยขึ้นโดยไม่ได้มีท่าทีคุกคาม เขาเพียงช้อนอุ้มมัตสึบาระขึ้นไว้ในวงแขน


              “คุณเป็นใครกันคะ?”


              “...แค่หมาป่าที่ผ่านทางมาเท่านั้น”