เมื่อทุกคนแย่งกันพูดจนจับใจความได้ ตำรวจาุโก็ขมวดคิ้วมุ่น เขามองซุนเสี่ยวเหยียนแล้วเอ่ยอย่างลำบากใจ "คุณซุนครับ เื่นี้ถือเป็ข้อพิพาททางแพ่ง แถมพวกเขาก็ยังไม่ได้ก่อความวุ่นวายอะไร ทางเราคงเข้าไปแทรกแซงลำบาก"
"ใช่! คุณตำรวจพูดถูก พวกเรามีสัญญาส่งสินค้ากับเทียนไห่ฟาร์มาซูติคอล นี่คือการทวงหนี้ตามกฎหมาย!"
"ถูกต้อง พวกเราคุยด้วยเหตุผล เป็หนี้ก็ต้องจ่าย นี่มันเื่ปกติธรรมดาโลก!"
"คุณชายเซวียนอุตส่าห์จะช่วยใช้หนี้ให้ ดันมาทำเป็เล่นตัว ไม่มีเงินแล้วจะแกล้งรวยไปทำไม..."
คำพูดจิกกัดเ่าั้ทำเอาซุนเสี่ยวเหยียนเดือดปุด ๆ ในใจ แต่เธอี้เีต่อล้อต่อเถียง จึงสวนกลับทันควัน "เื่จ่ายเงินน่ะง่ายมาก ถ้าอยากได้ ฉันก็จะให้..."
พูดจบเธอก็ทิ้งจังหวะไปครู่หนึ่ง กวาดสายตามองทุกคน "แต่มีเื่หนึ่งที่ฉันต้องชี้แจงให้ชัด การกระทำของพวกคุณในวันนี้ถือเป็การละเมิดสัญญา ฉันจะหักเงินค่าสินค้าสิบเปอร์เซ็นต์ตามที่ระบุไว้ในสัญญาเป๊ะ ๆ"
"นี่มัน..."
พอได้ยินแบบนั้น ทุกคนต่างเลิ่กลั่กมองหน้ากัน สีหน้าเปลี่ยนไปทันตาเห็น
ใช่แล้ว ตอนเซ็นสัญญา มันมีเงื่อนไขข้อนี้อยู่จริง ๆ ข้อกำหนดนี้ถูกตั้งขึ้นเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของเทียนไห่ฟาร์มาซูติคอล ขืนยังไม่ถึงรอบชำระเงินแล้วจู่ ๆ ทุกคนแห่มาทวงหนี้พร้อมกัน บริษัทคงตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก
ด้วยเหตุนี้ อดีตประธานบริษัทจึงสั่งให้ระบุข้อกำหนดนี้ลงในสัญญาส่งสินค้าทุกฉบับ
แต่ใน่ที่อดีตประธานยังมีชีวิตอยู่ เทียนไห่ฟาร์มาซูติคอลรุ่งเรืองถึงขีดสุด แถมท่านยังใจกว้างและให้ความสำคัญกับเครดิตมาก ๆ จึงไม่เคยมีซัพพลายเออร์หน้าไหนกล้าบุ่มบ่ามมาทวงหนี้ก่อนกำหนดเลย
ต่อให้จ่ายเงินช้าไปบ้าง พวกเขาก็ไม่เคยโผล่มาทวงถึงที่ แต่พออดีตประธานจากไป รากฐานความเชื่อมั่นทั้งหมดก็พังทลายลงในพริบตา
ครั้งนี้ พอถูกซุนเซวียนชักใย แถมมีตัวป่วนไม่กี่คนคอยจุดชนวน ซัพพลายเออร์รายอื่นที่กลัวหนี้สูญจึงแห่กันมาทวงเงินจนหน้ามืด ลืมเงื่อนไขในสัญญาข้อนี้ไปเสียสนิท
แต่สิ่งที่พวกเขาคาดไม่ถึงคือ ซุนเสี่ยวเหยียนเตรียมรับมือกับเื่นี้ไว้หมดแล้ว เธอศึกษาขอบเขตสัญญาของบริษัทมาอย่างละเอียดถี่ถ้วน ย่อมรู้ดีว่ามีไม้ตายข้อนี้ซ่อนอยู่
พอถูกซุนเสี่ยวเหยียนสะกิดเตือน ทุกคนก็นึกขึ้นได้ทันที หลายคนเริ่มมีสีหน้าลังเล เพราะที่ผ่านมาเครดิตของเทียนไห่ฟาร์มาซูติคอลนั้นดีเยี่ยมมาตลอด ขืนพวกเขายังดึงดันโวยวายต่อไป แล้วบริษัทงัดสัญญาขึ้นมาใช้จริง พวกเขาต้องสูญเงินค่าสินค้าไปฟรี ๆ ถึงสิบเปอร์เซ็นต์ จุดนี้เองที่ทำให้หลายคนเริ่มอยากถอย
เมื่อเห็นพวกแกนนำเริ่มปอดแหกเพียงเพราะคำพูดประโยคเดียว ซุนเซวียนก็เริ่มร้อนรน ถ้าพวกแกไม่ก่อเื่ แล้วฉันจะบีบให้ยัยนี่แต่งงานได้ยังไงวะ!
เขามั่นใจเต็มประดาว่าในบัญชีบริษัทไม่มีเงินเหลือสักหยวนเดียว สิ่งที่ซุนเสี่ยวเหยียนทำอยู่ก็แค่ใช้กลยุทธ์เมืองร้างหลอกให้ศัตรูระแวงไปเอง
คิดได้ดังนั้น ซุนเซวียนจึงขยิบตาส่งซิกให้ชายวัยกลางคนและซัพพลายเออร์หน้าม้าที่เตรียมไว้ก่อนหน้า เป็เชิงบอกว่าห้ามถอยเด็ดขาด ต้องลุยทวงหนี้ต่อให้สุด
ชายวัยกลางคนและพรรคพวกสบตากัน รู้สึกเหมือนตกกระไดพลอยโจน แต่พอนึกถึงผลประโยชน์ที่ซุนเซวียนรับปากไว้ ชายวัยกลางคนก็กัดฟันเป็แกนนำพูดขึ้น "ไม่ใช่ว่าพวกเราไม่เชื่อใจคุณซุนนะครับ แต่ธุรกิจของผมจำเป็ต้องใช้เงินหมุน ผมยอมโดนหักสิบเปอร์เซ็นต์ ขอแค่คุณซุนจ่ายค่าสินค้าให้ผมมาเถอะครับ!"
เมื่อมีคนเปิด ก็มีคนตามน้ำทันที "ใช่ครับ! สถานการณ์ของผมก็เหมือนกัน ยอมโดนหักสิบเปอร์เซ็นต์ก็ได้..."
ชั่วอึดใจเดียว ในบรรดาซัพพลายเออร์ยี่สิบกว่าราย มีเจ็ดแปดรายที่ดึงดันจะเอาเงินเดี๋ยวนี้ให้ได้ ส่วนรายอื่น ๆ แม้จะหุบปากเงียบ แต่ก็ยืนดูลาดเลาอย่างเ็าไม่ไปไหน
เห็นได้ชัดเลยว่า ตราบใดที่ซุนเสี่ยวเหยียนควักเงินมาจ่ายไม่ได้ พวกเขาก็พร้อมจะกลายร่างเป็ฝูงหมาป่าหิวโซ พุ่งเข้ามารุมทึ้งเธอให้แหลกเป็ชิ้น ๆ ทันที
"ตกลง!"
ซุนเสี่ยวเหยียนหรี่ตาแคบลง มองกวาดซัพพลายเออร์เจ็ดแปดรายนั้น เธอรู้อยู่เต็มอกว่าไอ้พวกนี้ต้องเป็หน้าม้าที่ซุนเซวียนจ้างมาป่วนแน่ ๆ
แม้ครั้งนี้จะเล่นเอาเธอตั้งตัวแทบไม่ทัน แต่มันก็ช่วยกระชากหน้ากากคนพวกนี้ออกมาจนหมด ขอแค่เธอถอนรากถอนโคนพวกมันทิ้งซะ หลังจากนี้ซุนเซวียนจะงัดลูกไม้กาก ๆ อะไรมาเล่นอีกก็คงไม่ง่ายแล้ว
หลังจากประเมินสถานการณ์ในหัว ซุนเสี่ยวเหยียนก็หันไปสั่งเลขาสาว "ไปรวบรวมยอดค่าสินค้าของซัพพลายเออร์กลุ่มนี้มาว่าทั้งหมดเท่าไหร่ แล้วจดชื่อบริษัทลงสมุดให้ครบ ฉัน้าข้อมูลของพวกเขาทุกกระเบียดนิ้ว"
แม้จะไม่ค่อยเข้าใจว่าบอสสาวกำลังคิดอะไรอยู่ แต่เลขาก็ทำตามอย่างว่าง่าย เธอรีบจดบันทึกรายชื่อซัพพลายเออร์ที่เร่งทวงเงิน พร้อมกับกดเครื่องคิดเลขคำนวณยอดอย่างว่องไว
ไม่นานนัก ผู้ช่วยสาวก็เดินมาหยุดตรงหน้า ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้แล้วกระซิบรายงาน "ประธานคะ ทั้งหมดเจ็ดรายค่ะ หักสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว ยอดเงินของแต่ละรายจะอยู่ที่สองถึงสี่แสนหยวน สิริรวมเป็เงิน 1.96 ล้านหยวนค่ะ"
ได้ยินตัวเลข ซุนเสี่ยวเหยียนก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย เธอรับมาดูอย่างละเอียด สัญชาตญาณบอกว่าต้นทุนพวกนี้มันโดนบวกเพิ่มมาแพงเกินจริงไปหน่อย แต่ตอนนี้ไม่มีเวลามานั่งตรวจสอบบิล ทำได้แค่ปล่อยผ่านแล้วค่อยกลับมาเช็กบิลทีหลัง
"เยี่ยม!"
ซุนเสี่ยวเหยียนชูกระดาษแผ่นนั้นขึ้นให้ทุกคนเห็นชัด ๆ "ยอดเงินของแต่ละบริษัทตามรายการนี้ ทุกคนไม่มีข้อโต้แย้งใช่ไหม!"
ชายวัยกลางคนและพรรคพวกหันมองหน้ากัน ก่อนจะประสานเสียงตอบ "ไม่มีข้อโต้แย้งครับ!"
ซุนเสี่ยวเหยียนหันไปยิ้มให้ตำรวจที่ยืนคุมเชิงอยู่ "คุณตำรวจทั้งสองท่าน รบกวนช่วยเป็พยานให้ด้วยนะคะ ต่อจากนี้ฉันจะดำเนินการชำระเงินตามลิสต์นี้เลยค่ะ"
ตำรวจทั้งสองนายมองหน้ากัน ตำรวจาุโลังเลนิดหน่อยแต่ก็ไม่ได้ขัดข้อง เขาพยักหน้ารับเบา ๆ เพราะยังไงซะก็เป็แค่การยืนเป็พยานให้ ไม่ได้ผิดระเบียบอะไร
เมื่อเห็นว่าทางสะดวก ซุนเสี่ยวเหยียนก็หยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาต่อสาย และเพียงอึดใจเดียวปลายสายก็กดรับ
"ผู้จัดการหวัง คุณขึ้นมาได้เลยค่ะ ฉันอยู่ชั้นสิบหก ออกจากลิฟต์มาก็เจอทันที"
พอเห็นซุนเสี่ยวเหยียนต่อสายหาใครบางคน ซุนเซวียนกับพวกซัพพลายเออร์ที่รอสับหางพองขนอยู่ต่างก็ชะงักกึก สีหน้าเริ่มดูไม่จืด
ซุนเซวียนสบถในใจ หรือว่ายัยนี่จะไปหาเงินกู้มาได้จริง ๆ วะ? แต่... ไม่เห็นเคยได้ยินเลยนี่หว่าว่าเธอไปรู้จักเศรษฐีที่ไหน!
บรรยากาศเริ่มกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง พวกหน้าม้าที่เตรียมมาทวงหนี้เริ่มหน้าเสีย บางคนอ้าปากพะงาบ ๆ เหมือนอยากจะพูดอะไร แต่สุดท้ายก็ต้องกลืนน้ำลายลงคอ
ติ๊ง!
เสียงสัญญาณเตือนดังขึ้นพร้อมประตูลิฟต์ที่เปิดออก หวังเหมิ่งเดินก้าวยาวอาด ๆ ออกมา ด้านหลังมีพนักงานชายสองคนเดินตามประกบติด ในมือแต่ละคนหิ้วกระเป๋าหนังใบเขื่องเอาไว้ด้วย
ทันทีที่เห็นร่างของหวังเหมิ่ง ใบหน้าเรียบตึงของซุนเสี่ยวเหยียนก็ผุดรอยยิ้มมุมปาก เธอหันไปปรายตามองทุกคนก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ "ใครบอกว่าฉันไม่มีเงิน? ดูสิ เงินมาส่งถึงที่แล้วเนี่ย!"
"คุณซุนครับ เงินสองล้านที่คุณ้า ผมนำมาส่งให้แล้วครับ จะให้วางไว้ตรงไหนดี?"
หวังเหมิ่งก้าวพ้นประตูลิฟต์ พอเห็นฝูงชนยืนออกันเต็มโถงทางเดินเขาก็ชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะกวาดสายตามองผ่านประตูกระจกจนไปสะดุดเข้ากับร่างของซุนเสี่ยวเหยียน เขาจึงรีบฉีกยิ้มกว้างแล้วเดินตรงดิ่งเข้าไปหา
ซุนเสี่ยวเหยียนยิ้มรับ "ลำบากผู้จัดการหวังแล้วค่ะ วางเงินลงตรงโต๊ะนี้แหละ มีคุณตำรวจยืนเฝ้าอยู่ทั้งคน ฉันเชื่อว่าคงไม่มีใครหน้ามืดปล้นเงินกลางวันแสก ๆ หรอกค่ะ!"
คำหยอกล้อนั้นทำเอาหวังเหมิ่งอึ้งไปนิด ๆ ปล้นเงินเหรอ? แล้วไอ้คนพวกนี้มันมายืนทำซากอะไรกันตรงนี้เนี่ย?
หวังเหมิ่งชำเลืองมองตำรวจด้วยความสงสัยว่ามันเกิดเื่บ้าอะไรขึ้น แต่เขาก็ไม่ได้ขัดคำสั่งซุนเสี่ยวเหยียน เขาพยักหน้าให้พนักงานสองคนเทเงินปึกใหญ่ในกระเป๋าลงบนโต๊ะต้อนรับทันที
อันที่จริง ซุนเสี่ยวเหยียนคาดการณ์สถานการณ์ล่วงหน้าไว้ั้แ่ตอนที่ได้รับโทรศัพท์จากผู้ช่วยแล้ว เธอจึงโอนเงินสองล้านหยวนไปให้หวังเหมิ่งอีกรอบ พร้อมกับไหว้วานให้เขาช่วยทำเื่เบิกเงินสดมาส่งให้ถึงที่บริษัท
เื่ขี้ปะติ๋วแค่วิ่งส่งของแบบนี้ หวังเหมิ่งย่อมไม่มีทางปฏิเสธลูกค้าวีไอพีแน่ เขารีบตอบตกลงทันควัน แถมเพื่อเป็การสร้างความประทับใจให้ซุนเสี่ยวเหยียน เขาถึงขั้นเกณฑ์คนไปเบิกเงินและคุ้มกันมาส่งให้ด้วยตัวเอง
และก่อนหน้านี้ ตอนที่เห็นซุนเสี่ยวเหยียนยืนกดโทรศัพท์ยิก ๆ อยู่ข้างต้นไม้เรียกทรัพย์ นั่นก็คือตอนที่หวังเหมิ่งทักมาบอกว่าถึงใต้ตึกบริษัทแล้ว และถามว่าจะให้รีบขึ้นไปเลยไหมนั่นเอง
ซุนเสี่ยวเหยียนวางหมากไว้หมดแล้ว ซุนเซวียน ในเมื่อแกกล้าจ้างคนมาขุดหลุมฝังฉัน ก็อย่าหาว่าฉันขุดหลุมฝังพวกแกกลบมิดก็แล้วกัน!
การตลบหลังครั้งนี้ นอกจากจะหักหลังพวกซัพพลายเออร์หน้าเงินให้สูญเงินค่าสินค้าไปฟรี ๆ ถึงสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว มันยังช่วยให้เธอได้ระบายความอัดอั้นออกไปอย่างสะใจสุด ๆ อีกด้วย!