มาถึงตอนนี้ ชายที่นั่งข้างๆ เฟิงหลี่เฉียง กำมือแน่นและพึมพำว่า “อมิตพุทธ! ขออย่าเลือกข้าไปร่วมทีมด้วยเลย!”
เฟิงหลี่เฉียงส่ายหัว แต่เขากลับอยากอยู่ในกลุ่มของซุนหยู่หมิน รองผู้อำนวยการฮานหลินหยวนฝ่ายซ้าย เพราะเนื้อหาเหล่านี้เป็สิ่งที่เขาสนใจ และในระหว่างที่กำลังคิดอยู่นั้น เขาก็ต้องสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงคนเรียกชื่อ
“ท่านบัณฑิตจ้วงหยวนเฟิงหลี่เฉียง”
เมื่อเงยหน้าขึ้นไปทางเสียงเรียก ก็พบว่าคนเรียกชื่อเขา ก็คือ หยางหย่งหนาน ผู้อำนวยการฮานหลินหยวน ถึงตอนนี้ สายตาทุกคนในห้องพุ่งตรงมาที่เขาหมด
เด็กหนุ่มรีบลุกขึ้นยืน และยกมือขึ้นประสานทำความเคารพ “ขอรับ ใต้เท้า!”
“เ้ามาทำงานที่นี่เป็วันแรก รู้สึกอย่างไรบ้าง”
เด็กหนุ่มอึ้งกับคำถาม เขาไม่เข้าใจว่าหยางหย่งหนานจะถามไปเพื่ออะไร แต่ก็ตอบกลับด้วยท่าทางสำรวมว่า
“ข้าเพิ่งมาทำงานที่นี่เป็วันแรกขอรับ ยังตอบไม่ได้ชัดเจนว่ารู้สึกอย่างไร แต่หลังจากที่ฟังใต้เท้ามอบหมายงานในที่ประชุมวันนี้ ข้าคิดว่า ทุกคนรู้สึกตื่นเต้นไม่ต่างกันขอรับ”
หยางหย่งหนานแววตาเป็ประกายขึ้นมาแวบหนึ่ง เช่นเดียวกับซุนหยู่หมิน รองผู้อำนวยการฮานหลินหยวนฝ่ายซ้าย ที่มองเขาอย่างพินิจพิจารณา เด็กคนนี้สามารถตอบคำถามได้ดี เพราะถ้าตอบว่า ทำงานที่นี่แล้วมีความสุขั้แ่วันแรก ก็รู้ว่าเป็การประจบประแจงและไม่จริงใจ แต่ถ้าตอบว่าไม่ชอบ หรือไม่รู้สึกอะไร ก็เท่ากับตั้งตนเป็ศัตรูกับนายใหญ่และคนอื่นั้แ่วันแรก
แต่หวังซิงเจิ้ง รองผู้อำนวยการฮานหลินหยวนฝ่ายขวา กลับพูดด้วยเสียงเ็าว่า “ถามอย่าง กลับตอบอีกอย่าง น่าสงสัยนักว่า ได้ตำแหน่งบัณฑิตจ้วงหยวนมาได้อย่างไร!”
หยางหย่งหนานชะงัก แต่ก่อนที่เขาจะพูดอะไร เฟิงหลี่เฉียงกลับหันไปตอบอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า
“เรียนใต้เท้า องค์จักรพรรดิหย่งเล่อเป็ผู้มีพระราชวินิจฉัยแต่งตั้งข้าเอง ส่วนข้าจะเหมาะสมกับตำแหน่งจ้วงหยวนหรือไม่ ข้ามิบังอาจวิจารณ์ขอรับ”
ถึงตอนนี้ ทั้งห้องประชุมเงียบกริบในทันที เพราะทุกคนนึกขึ้นมาได้ว่า หวังซิงเจิ้งเพิ่งพลั้งปากวิจารณ์พระวินิจฉัยของจักรพรรดิหย่งเล่อ ว่าไม่มีวิสัยทัศน์ในการเลือกเฟิงหลี่เฉียงเข้ามา และหวังซิงเจิ้งก็เพิ่งนึกออก เขาใจนหน้าซีด เพราะถ้ามีคนเอาเื่นี้ไปร้องเรียน เขาจะต้องถูกลงโทษอย่างหนัก และที่สำคัญ เ้าเด็กปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมคนนี้ ยังชี้ประเด็นนี้ออกมากลางที่ประชุมอีก!
เมื่อเห็นท่าไม่ดี หยางหย่งหนาน ผู้อำนวยการฮานหลินหยวน จึงรีบพูดกลบเกลื่อนว่า “เอาละๆ เ้าชอบที่นี่ก็ดีแล้ว วันนี้ข้าขอเลิกประชุมแค่นี้ล่ะ กลับไปทำงานได้!”
ทุกคนได้สติ รีบลุกขึ้นทำความเคารพผู้บังคับบัญชา และทยอยเดินออกจากห้องประชุม ในขณะที่เฟิงหลี่เฉียงเดินตามออกมาด้วยท่าทางนิ่งสงบ เหมือนไม่รู้ว่า ตนเองได้พูดอะไรออกไปที่ทำให้หวังซิงเจิ้งหัวเกือบขาดได้ และนับั้แ่นั้นเป็ต้นมา หวังซิงเจิ้งและลิ่วล้อของเขา โดยเฉพาะหวายฉางหรงและหลี่เว่ยกวง ได้หมายหัวบัณฑิตใหม่คนนี้ ที่ไม่รู้จักที่สูงที่ต่ำเอาไว้เรียบร้อยแล้ว!
ตลอดวันนั้น เฟิงหลี่เฉียงรู้สึกว่า เพื่อนร่วมห้องสองคนของเขา คือ หวายฉางหรงและหลี่เว่ยกวง รวมไปถึงข้าราชการบางคน ต่างมองเขาด้วยสายตาไม่พอใจ ชีวิตการเป็บัณฑิตฮานหลินหยวนของเขาที่นี่ คงจะไม่มีวันราบรื่นและสงบสุขอย่างแน่นอน บัณฑิตหนุ่มคิดในใจ
เมื่อได้เวลาเลิกงานตอนเย็น เฟิงหลี่เฉียงคิดว่า เขาจะต้องหาซื้อบ้านหรือไม่ก็เช่าบ้านหลังใหม่เสียแล้ว เพราะบ้านหลังปัจจุบันตั้งอยู่นอกเขตเมืองและไกลเกินไป เขาไม่สามารถเดินไปกลับแบบนี้ได้ทุกวัน และถ้าวันไหนเลิกงานดึก หรือเกิดฝนตก หิมะตก ชีวิตของเขาจะต้องลำบากมากมายทีเดียว เมื่อตัดสินใจได้ และเห็นว่าเวลายังไม่เย็นมากนัก บัณฑิตหนุ่มจึงเดินเข้าไปในเมือง เพื่อติดต่อนายหน้าซื้อขายบ้าน
ในระหว่างการเลือกบ้านนั้น เฟิงหลี่เฉียงบอกว่า เขา้าบ้านที่อยู่ใกล้กับที่ทำงาน และเหมาะกับการอยู่คนเดียว ไม่ต้องทำความสะอาดมากนัก แต่เขาก็มีงบประมาณจำกัด
นายหน้าซึ่งช่วยหาบ้านให้ก็พูดว่า “ใต้เท้าขอรับ ข้าต้องขอพูดตามตรง บ้านในเขตเมืองชั้นในจะมีราคาแพง ถ้าราคาถูก ก็จะมีสภาพไม่ดีนัก หรือไม่ก็อยู่ไกลออกไปขอรับ”
หลังจากนั้น นายหน้าจึงพาบัณฑิตหนุ่มไปดูบ้านที่อยู่ในเมืองก่อน แต่หลายหลัง มักเป็บ้านเดี่ยวสำหรับอยู่เป็ครอบครัว จึงมีราคาแพง ไม่ว่าจะเช่าหรือซื้อ ซึ่งเฟิงหลี่เฉียงก็ยังไม่พอใจ
จนในที่สุดนายหน้าก็บอกว่า “ข้าจะพาท่านไปอีกหลังหนึ่ง แต่ท่านจะอยู่ไหวหรือไม่ ก็ลองคิดดู”
บ้านหลังสุดท้ายในวันนี้ เป็ห้องแถวสองชั้น อยู่ในซอยริมถนนเข้าไป จึงมีความเงียบสงบ ชั้นล่างเป็ร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนที่มีคนเช่าอยู่แล้ว และชั้นสองเป็ห้องว่างจำนวน 3 ห้อง ด้านหน้าเป็ระเบียง และมีบันได้ขึ้นลงแยกออกจากร้านข้างล่าง ด้านหลังของห้องแถวเป็พื้นที่ซักล้าง ห้องน้ำและห้องครัว คนชั้นบนจะต้องเดินลงมาตามบันได และอ้อมไปเข้าทางประตูด้านหลัง
เ้าของร้านเครื่องเขียน เช่าห้องด้านล่างเท่านั้น เพราะเขามีบ้านอยู่ที่อื่น พวกเขาจึงใช้ห้องครัวและห้องน้ำร่วมกันเฉพาะ่กลางวัน และเ้าของมีผู้ช่วยขายของอีกหนึ่งคนเท่านั้น ทำให้ไม่มีคนพลุกพล่าน ซึ่งเฟิงหลี่เฉียงพอใจมาก เขาจึงยินดีเช่าชั้นบนที่ยังว่างอยู่ และที่นี่ยังอยู่ไม่ไกลจากฮานหลินหยวน ใช้เวลาเดินไปประมาณครึ่งชั่วยามเท่านั้น
แล้วทำไมเฟิงหลี่เฉียงถึงไม่ไปอยู่บ้านของอาจารย์ ทั้งที่พวกเขาต่างก็มีฐานะและมีบ้านอยู่ในเมืองหลวงทุกคน นั่นก็เพราะความเกรงใจ
ที่ผ่านมานั้น เขาได้รับความเมตตาจากอาจารย์ทั้งหลายมาตลอด การจะไปอาศัยอยู่ที่บ้านของอาจารย์โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย จึงเป้นสิ่งที่เขาไม่คิดจะทำ และเขายังอยากจะสร้างตัวเอง โดยเริ่มต้นจากศูนย์ด้วย
เมื่อตกลงจะเช่าชั้นสองแล้ว เฟิงหลี่เฉียงจึงให้นายหน้าช่วยทำความสะอาดและช่วยขนของ เพื่อย้ายมาอยู่บ้านใหม่ในวันเสาร์ที่จะถึงนี้ ซึ่งนายหน้าก็ยินดีให้บริการ ไม่เพียงแต่เขาจะได้เงิน แต่ไม่มีใครรู้ว่าในอนาคต บัณฑิตหนุ่มน้อยคนนี้ จะก้าวหน้าไปไกลแค่ไหน นายหน้ามีวัย 40 ปี และเป็คนมองการไกล เขารู้จักอดเปรี้ยวไว้กินหวาน จึงสามารถทำธุรกิจได้ต่อเนื่องยาวนาน
หลังจากได้บ้านเช่าใหม่แล้ว นายหน้าก็ขี่รถมาส่งเฟิงหลี่เฉียงที่บ้านนอกเมือง ขณะนี้เป็เวลาเย็น พระอาทิตย์กำลังตกดิน ท้องฟ้าเริ่มมืดลง บัณฑิตหนุ่มรีบเดินเข้าบ้าน เพื่อลงมือทำอาหารเย็นด้วยความหิวโหย แต่ในขณะที่กำลังทำอาหารอยู่นั้น เขาก็ได้ยินเสียงเรียกจากหน้าบ้าน
“เสี่ยวเฉียง อยู่บ้านหรือเปล่า!”
เฟิงหลี่เฉียงหยุดทำอาหารแล้วเดินออกไปดู และก็พบว่าคนที่มาหา คือ เทียนมู่อวี้ เพื่อนร่วมรุ่นที่โรงเรียน ที่สอบผ่านระดับพระราชสำนักและอยู่ในกลุ่มอันดับสอง ตอนนี้เขาเป็จินซื่อแล้ว เด็กหนุ่มจึงรีบเปิดประตูให้ “พี่มู่อวี้ เข้ามาข้างในก่อน ท่านกินข้าวมาแล้วหรือยัง จะกินด้วยกันไหม”
เทียนมู่อวี้หัวเราะ เขายกห่ออาหารในมือให้ดู “ข้าก็ตั้งใจจะมากินข้าวกับเ้านั่นละ ดูสิ ข้าแวะซื้อเป็ดพะโล้เ้าอร่อยมาด้วย”
จากนั้น พวกเขาจึงช่วยกันทำอาหาร และยกอาหารมานั่งกินที่โต๊ะในบ้าน เฟิงหลี่เฉียงถามว่า “ตอนนี้ท่านเป็อย่างไรบ้าง” เพราะรู้ว่าชายหนุ่มคงมีเื่มาปรึกษาเขาอย่างแน่นอน
ถึงอีกฝ่ายจะหัวเราะ แต่ดูก็รู้ว่าไม่สบายใจนัก “เ้าก็รู้ว่าพี่ได้ไปทำงานที่กรมพิธีการ ดูจากภายนอกก็ดูดี แต่กลับไม่ค่อยมีอะไรให้ทำนัก แล้วพี่ยังต้องเลี้ยงดูครอบครัวอีก”
เฟิงหลี่เฉียงพยักหน้าอย่างเข้าใจ ในกลุ่มเพื่อนทั้งสี่คน มีเขากับเทียนมู่อวี้วัย 30 ปี คนนี้เท่านั้น ที่มีฐานะยากจนที่สุด เทียนมู่อวี้ มาจากครอบครัวชาวนา แต่มีความขยันขันแข็งและสู้ชีวิต จนสอบได้เป็จินชื่อ ทั้งสองจึงเข้าใจความลำบากของชีวิตดี
เฟิงหลี่เฉียงจึงถามขึ้นว่า “ท่านอยากหางานพิเศษทำไหมล่ะ”
อีกฝ่ายพยักหน้า “ก็อยากทำอยู่ แต่นึกไม่ออกว่าจะทำอะไร”
“บัณฑิตอย่างเรา ทำได้หลายอย่าง ทั้งเขียนหนังสือ วาดรูป สอนหนังสือ ว่าแต่ท่านถนัดอะไรบ้างล่ะ”
“ข้าก็ทำได้หมดนะ เพียงแต่ยังไม่รู้ว่า ถ้าทำแล้วจะเอาไปขายที่ไหนและอย่างไร”
เด็กหนุ่มจึงนึกถึงบ้านใหม่ที่ไปดูในวันนี้ “ข้ากำลังจะย้ายบ้านไปอยู่ที่ใหม่ ชั้นล่างของบ้านเป็ร้านขายเครื่องเขียน ข้ายังไม่มีโอกาสพบเ้าของร้านเลย ถ้าเขารับฝากขายงาน ข้าจะบอกท่านก็แล้วกัน”
เทียนมู่อวี้ดีใจ แต่ก็อดห่วงเด็กหนุ่มไม่ได้ “บ้านใหม่ของเ้าอยู่ที่ไหนรึ”
“ใกล้ที่ทำงานกว่านี้เยอะ แล้วก็ไม่กว้างมากด้วย ข้าไม่ต้องเสียเวลาดูแลเหมือนบ้านนี้ ท่านก็รู้ว่าพวกเราเป็เด็กใหม่ งานที่รับผิดชอบมีมากมาย จะเอาเวลาที่ไหนมาดูแลบ้านอีก”
จากนั้นพวกเขาก็คุยกันเื่ที่อยู่ใหม่ และเื่ความคืบหน้าของคดีที่พวกเขาโดนกล่าวหาที่ภัตตาคาร เมื่อเห็นว่าเริ่มดึกแล้ว เทียนมู่อวี้ก็ขอตัวกลับ โดยบอกว่าจะมาช่วยเด็กหนุ่มย้ายบ้านในวันเสาร์ที่จะมาถึงนี้ด้วย
** เนื้อหาในอีกสัก 3-4 บทต่อไป จะเป็การปูเื่ของคนและหน่วยงานที่จะมีส่วนสำคัญในชีวิตของเฟิงหลี่เฉียง บางครั้งอาจจะเกี่ยวพันั้แ่่ต้นเื่ และบางครั้งจะกลับมามีบทบาทสำคัญใน่หลัง เมื่อเขาเติบโตก้าวหน้าในหน้าที่ขึ้นไปแล้ว
นิยายเื่นี้เป็นิยายเกี่ยวกับระบบราชการหรือขุนนางในราชสำนัก จึงเกี่ยวข้องกับหลายคนและหลายส่วน เพราะเขาไม่สามารถทำงานไปได้คนเดียว จะต้องได้รับการสนับสนุนจากผู้อื่นและหน่วยงานอื่นๆ
ในบางตอนยังมีเหตุการณ์ที่สะท้อนให้เห็นนิสัยใจคอของพระเอก และเหตุการณ์ที่หล่อหลอมความคิดของเขา ั้แ่ยังอยู่ในตำแหน่งเล็กๆ จนไต่เต้าในหน้าที่การงานขึ้นไปเรื่อยๆ ชีวิตของเขาจึงมีทั้งชีวิตที่เงียบสงบและมีการผจญภัยสลับกันไป **