แสงจันทร์ไม่มีในคืนที่คัลเดอร์ฟื้นคืนชีพ
มีเพียงหมอกสีเถ้าปกคลุมท้องฟ้า ราวกับโลกทั้งใบหายใจพร้อมกันเป็ครั้งสุดท้าย แล้วหยุดนิ่ง
เงาสะบัดไปตามเสาอิฐผุพังของสุสานใต้ดิน ศพแห้งกรังถูกฝังรวมกันราวกับไม่เคยมีใครสำคัญพอจะได้รับเกียรติแม้แต่หลุมศพที่เป็ของตัวเอง
คัลเดอร์คือหนึ่งในนั้น—หรือควรจะเป็
แต่ในค่ำคืนนี้ เขายืนขึ้นอีกครั้ง
เขาหายใจลึก หอบหนัก
เืสีดำเจือเถ้าถ่านไหลอาบริมฝีปาก
เวทมนตร์ต้องห้ามกัดกินภายในร่างกายทีละเส้นเื ราวกับมันไม่ใช่พลัง แต่คือคำสาปที่เติบโตได้
“ยังไม่ตาย... ยังไม่หมด...”
เสียงแหบพร่าดังขึ้นช้า ๆ
เขาทรุดลงคุกเข่ากลางวงพิธี—แผ่นอักขระเวทจารึกด้วยเืเก่าที่แห้งจนดำ ซากเทียนล้มระเนระนาด ศพของนักบวชทั้งเจ็ดรายล้อมอยู่โดยรอบ พวกเขาคือสหาย ศิษย์พี่ ศิษย์น้อง และครูบาอาจารย์ของเขา
ครั้งหนึ่งพวกเขาเรียกกันว่า “พี่น้องแห่งแสง”
บัดนี้…เป็เพียงเชื้อเพลิงในพิธีคืนชีพของเขา
เสียงหนึ่งกระซิบขึ้นในความเงียบ
แ่เบาแต่เย็นเยียบจนไขสันหลังแข็งชา
“ข้าเฝ้ามองเ้าอยู่… คัลเดอร์”
“เืของพี่น้องเ้า ทำให้ข้าััเ้าได้อีกครั้ง”
คัลเดอร์ไม่ตอบ
เขาเพียงหลับตา สูดกลิ่นธูปไหม้และกลิ่นเนื้อเน่าเข้าสู่ปอด เหมือนพิธีศักดิ์สิทธิ์
"พระเ้าของข้าตายไปแล้ว" เขาพึมพำกับตัวเอง
มือข้างหนึ่งกุมหน้าอก
ตรงที่หัวใจเคยอยู่
บัดนี้มันเต้นด้วยจังหวะใหม่—ช้า หนัก และเต็มไปด้วยเวทสีดำ
เขาใช้เวลาสองวันในการเดินเท้ากลับขึ้นสู่ผิวนอก
สุสานลึกหลายชั้น และเต็มไปด้วยกับดักของพวกนักบวชรุ่นเก่า—กับดักที่เขาเองเป็คนออกแบบ
ซากโครงกระดูกประปรายระหว่างทาง บ้างมีผ้าคลุมของนักบวช บ้างเป็เพียงชาวบ้านที่พลัดหลง หรือนักล่าทรัพย์
เขาไม่แยแส ไม่แตะต้อง
เพราะมีเพียงสิ่งเดียวที่เขา้าตอนนี้คือ “เวลา” และ “ความทรงจำ”
แต่ความทรงจำไม่เคยมาเป็เส้นตรง
มันมาเป็เศษกระจกแตก
ภาพแว้บหนึ่ง… แสงไฟลุกท่วมวิหาร
เสียงกรีดร้องของเด็กสาว
เศษไม้กางเขนหักกลางเพลิง
เสียงใครบางคนะโชื่อเขาก่อนจะถูกแทงทะลุอกด้วยดาบของนักบวชอีกคน
เขาไม่แน่ใจว่าอะไรคือความจริง
หรือเวทมนตร์ได้ปลุกเขามาพร้อมความบิดเบี้ยวของอดีต
เมื่อเขาก้าวเข้าสู่หมู่บ้านร้างแห่งแรก
เขาเห็นแต่ความเงียบ
บ้านไม้ครึ่งหลังพังทลาย
ซากศพถูกแขวนไว้ให้เปื่อยกลางแดด
ป้ายไม้จารึกคำว่า "พวกนอกรีต" แปะอยู่ข้างศพเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่ดูเหมือนเพิ่งสิบขวบ
เขานั่งลงข้างร่างนั้น เอื้อมมือออกไปเบา ๆ แต่ไม่กล้าแตะ
มือของเขาสั่น... สั่นจากบางสิ่งที่เขาคิดว่าตัวเองไม่รู้สึกอีกแล้ว
“ข้าคือคนที่ปล่อยปีศาจเข้ามา หรือเป็คนที่หยุดพวกมันไม่ได้?”
เสียงคำถามในหัวไม่มีใครตอบ นอกจากความเงียบ
ก่อนถึงวิหารซาก
เขาเห็นมันจากไกล ๆ—ตึกแหลมสีดำไหม้ที่เคยเป็ศูนย์กลางของศรัทธา
บัดนี้กลายเป็สถานที่ต้องห้าม
ไม่มีใครกล้าเฉียดเข้าใกล้
บางคนว่ามีเงาสีดำคลานอยู่ตามผนัง
บางคนว่ามีเสียงสวดมนต์จากคนที่ตายไปแล้ว
เขายิ้มบาง ๆ
“ข้าเคยสอนพวกเ้าให้เชื่อในแสง…” เขากระซิบ
“…แต่ในความมืดนั้น ข้ายังรอคำสารภาพจากคนที่ไม่เคยถูกตัดสิน”
คัลเดอร์ก้าวเข้าสู่วิหารเพียงลำพัง
เท้าเปลือยเปล่าก้าวบนพื้นหินเย็นเฉียบ เสียงสะท้อนของฝีเท้าเหมือนเสียงของคนตายที่กระซิบใกล้หู
เศษกระจกสีแตกจากหน้าต่างโบสถ์
แท่นบูชาพัง
หนังสือศักดิ์สิทธิ์ถูกฉีกครึ่งแล้วเผาไปครึ่งเล่ม
เขายืนหน้าหิ้งพระเ้า—ที่เคยมีรูปปั้นเทพแห่งแสง
บัดนี้ว่างเปล่า
“เ้าไม่เคยมาที่นี่อยู่แล้ว…” คัลเดอร์พูด
“และข้า… ไม่ศรัทธาเ้าอีกต่อไป”
เขาชักมีดสั้นจากเสื้อคลุม
กรีดมือซ้าย
วาดอักขระเวทด้วยเืตัวเอง
จากนั้นนั่งลงท่ามกลางเปลวไฟสีฟ้าที่ลุกขึ้นเองโดยไม่มีเชื้อไฟใด ๆ
เสียงคำสาปเก่าแก่กระซิบจากเพดาน
เสียงร้องไห้ของเด็ก
เสียงคำอธิษฐาน
เสียงขอชีวิต
เสียงของอดีต
คัลเดอร์ลืมตาขึ้น
“หนึ่งคนต้องตาย หนึ่งแผ่นดินจึงรอด”
“เ้าจะเลือกล้างบาป… หรือจะสร้างนรกใหม่ขึ้นมาแทน?”
เขาตอบเบา ๆ
“ข้าจะสร้างบัลลังก์ใหม่… จากกระดูกของคนที่ควรตายก่อนข้า”
เปลวไฟสีฟ้าลุกวาบขึ้น
และราชันที่ถูกลืม… ก็ก้าวเท้าแรกสู่โลกอีกครั้ง
จบบทที่ 1